การใช้ Pivot Point คำนวณจุดเข้าเทรดรายวันช่วยระบุแนวรับแนวต้านได้อย่างชัดเจน โดยอ้างอิงราคาสูงสุด ต่ำสุด และปิดของวันก่อนหน้า
- Pivot Point คืออะไร? ทำไมมือใหม่ห้ามพลาดเครื่องมือวิเคราะห์ราคาตัวนี้?
- สูตรการคำนวณ Pivot Point แบบมาตรฐานใช้ยากไหม และมีวิธีคิดอย่างไร?
- วิธีใช้ Pivot Point คำนวณจุดเข้าเทรดรายวัน (Entry Point) แบบ Step-by-step ทำได้อย่างไร?
- เมื่อราคาทะลุผ่านจุด Pivot Point (PP) ควรเข้าซื้อ (Long) หรือเข้าขาย (Short) ดี?
- จะใช้แนวรับแนวต้าน (S1-S3, R1-R3) จาก Pivot Point เพื่อหาจุดกลับตัวของราคาได้อย่างไร?
- วิธีกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจุดทำกำไร (Take Profit) ด้วย Pivot Point ควรตั้งค่าอย่างไร?
- Timeframe ไหนเหมาะกับการใช้ Pivot Point สำหรับการเทรด Intraday และ Swing Trading ที่สุด?
- ตัวอย่างกรณีศึกษา: การนำ Pivot Point ไปเทรดคู่สกุลเงิน EUR/USD จริงใช้งานอย่างไร?
- นักเทรดมือใหม่ควรระวังข้อจำกัดและจุดอ่อนของการใช้ Pivot Point อะไรบ้าง?
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Pivot Point คืออะไร? ทำไมมือใหม่ห้ามพลาดเครื่องมือวิเคราะห์ราคาตัวนี้?
Pivot Point คือเครื่องมือวิเคราะห์ทิศทางตลาดที่คำนวณจากราคาสูง ต่ำ และปิดของวันก่อนหน้าเพื่อหาจุดพลิกตัวของราคาในวันถัดไป โดยเทคนิคนี้เปิดเผยว่ากว่า 70% ของนักเทรดรายวันในตลาดฟอเร็กซ์ให้ความสนใจระดับนี้ (แหล่งที่มา: BabyPips) ทำให้มือใหม่ไม่ควรมองข้ามเครื่องมือนี้เพราะช่วยระบุแนวรับแนวต้านได้อย่างชัดเจนและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

การเทรด Forex ในแต่ละวันนั้นมีความท้าทายสูง โดยเฉพาะสำหรับนักเทรดมือใหม่ที่ยังขาดเครื่องมือและกลยุทธ์ที่แม่นยำ การกำหนดจุดเข้าและจุดออกที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ การใช้ Indicator ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางอย่าง Pivot Point จะช่วยให้นักเทรดสามารถระบุแนวรับแนวต้านที่สำคัญ และคาดการณ์ทิศทางราคาในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Pivot Point (PP) เป็น Indicator ทางเทคนิคที่ใช้ในการคาดการณ์ทิศทางราคาในอนาคต โดยอาศัยการคำนวณจากราคาปิด ราคาต่ำสุด และราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า เพื่อหาจุดหมุน (Pivot Point) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลัก และแนวรับแนวต้านสำคัญ (Support และ Resistance Levels) อีก 4 ระดับ โดยทั่วไปแล้ว นักเทรดจะใช้ Pivot Point เพื่อกำหนดจุดเข้าซื้อขาย (Entry Point), จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจุดทำกำไร (Take Profit) ในการเทรดรายวัน (Intraday Trading) เนื่องจากมีความเรียบง่ายและให้ข้อมูลที่ชัดเจน
หลักการพื้นฐานของ Pivot Point คือ หากราคากำลังซื้อขายอยู่เหนือจุด Pivot Point แสดงว่าแนวโน้มของวันนั้นมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น (Bullish) และหากราคาอยู่ต่ำกว่าจุด Pivot Point แนวโน้มของวันนั้นมีแนวโน้มเป็นขาลง (Bearish) นักเทรดจึงสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการตัดสินใจเปิดสถานะ Long (ซื้อ) หรือ Short (ขาย) ได้อย่างมีหลักการ โดยมักจะรอให้ราคายืนยันการทะลุผ่านแนวรับแนวต้านที่กำหนดโดย Pivot Point ก่อนทำการซื้อขาย
เครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณ Pivot Point ไม่ได้มีเฉพาะในแพลตฟอร์มเทรดอย่าง MT4 หรือ MT5 เท่านั้น แต่ยังมีเว็บไซต์วิเคราะห์กราฟอย่าง TradingView ที่มี Indicator Pivot Point แบบอัตโนมัติให้เลือกใช้ หรือแม้แต่นักเทรดบางส่วนอาจเลือกใช้โปรแกรม Excel ในการคำนวณด้วยตนเอง ซึ่งการทำความเข้าใจสูตรการคำนวณจะช่วยให้เห็นภาพรวมและสามารถปรับใช้ได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
“Pivot Point ไม่ใช่เส้นเวทมนตร์ที่จะบอกจุดเข้าแบบ 100% แต่มันคือเข็มทิศที่ช่วยให้นักเทรดมือใหม่เข้าใจกรอบราคาของวัน ลดการเดาสุ่มและเพิ่มวินัยในการวาง SL และ TP ได้อย่างมีเหตุผล”
— ทีมวิเคราะห์ตลาด, iCafeForex
ทำไมนักเทรดมือใหม่ต้องเริ่มต้นด้วย Pivot Point
นักเทรดมือใหม่มักเผชิญปัญหาการมองเห็นแนวรับแนวต้านไม่ชัดเจนเนื่องจากกราฟมีรายละเอียดมากเกินไป Pivot Point ช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างเส้นแนวรับแนวต้านที่คำนวณได้จากตัวเลขที่แน่นอน ทำให้ลดความสับสนในการตีความกราฟลงได้มาก นอกจากนี้เครื่องมือตัวนี้ยังถูกใช้งานอย่างแพร่หลายโดยนักเทรดในห้องเทรดของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ส่งผลให้ระดับราคาเหล่านี้มักจะเกิดปฏิกิริยาที่ชัดเจนเมื่อราคาเข้ามาแตะในระดับที่กำหนด
ความแตกต่างระหว่าง Pivot Point กับ Indicator อื่น ๆ
Indicator หลายประเภท เช่น Moving Average หรือ MACD มีคุณสมบัติเป็น Lagging Indicator คือตามหลังราคา แต่ Pivot Point มีคุณสมบัติเป็น Leading Indicator ที่คำนวณล่วงหน้าจากข้อมูลของวันก่อนหน้า ทำให้นักเทรดสามารถวางแผนการเทรดสำหรับวันถัดไปได้ก่อนเกิดเหตุการณ์ นี่คือจุดเด่นที่ทำให้มือใหม่สามารถเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ
สูตรการคำนวณ Pivot Point แบบมาตรฐานใช้ยากไหม และมีวิธีคิดอย่างไร?

สูตรการคำนวณ Pivot Point แบบมาตรฐานไม่ซับซ้อนและใช้งานได้ไม่ยากเนื่องจากมีเพียงการบวกลบราคา โดยค่ากลางหรือ PP จะเท่ากับผลรวมของราคาสูงสุด ต่ำสุด และปิดของวันก่อนหน้าหารด้วย 3 จากนั้นนำค่า PP ไปคำนวณหาระดับแนวรับและแนวต้านในขั้นตอนต่อไปอย่างเป็นระบบ
การคำนวณ Pivot Point แบบมาตรฐาน (Standard Pivot Points) นั้นไม่ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด โดยจะใช้ข้อมูลราคา High, Low, Close ของแท่งเทียนวันก่อนหน้า หรือช่วงเวลาที่กำหนด มาคำนวณหาค่าหลัก ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่นักเทรดทุกคนควรเข้าใจเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับแพลตฟอร์มเทรดต่าง ๆ ได้อย่างถ่องแท้
สูตรในการคำนวณค่าต่าง ๆ มีดังนี้:
1. Pivot Point (PP): คำนวณจาก (High + Low + Close) / 3
2. Resistance 1 (R1): คำนวณจาก (2 * PP) – Low
3. Support 1 (S1): คำนวณจาก (2 * PP) – High
4. Resistance 2 (R2): คำนวณจาก PP + (High – Low)
5. Support 2 (S2): คำนวณจาก PP – (High – Low)
6. Resistance 3 (R3): คำนวณจาก High + 2 * (PP – Low)
7. Support 3 (S3): คำนวณจาก Low – 2 * (PP – High)
ค่าเหล่านี้จะถูกนำมาแสดงบนกราฟราคา โดย PP คือจุดหมุนหลัก หากราคาเคลื่อนไหวเหนือ PP มักจะมองว่าเป็นสัญญาณบวก ส่วนการเคลื่อนไหวต่ำกว่า PP จะมองเป็นสัญญาณลบ แนวรับแนวต้าน (S1, S2, S3, R1, R2, R3) จะเป็นระดับราคาที่สำคัญที่นักเทรดใช้พิจารณาในการเปิดสถานะ การตั้ง SL หรือ TP
การประยุกต์ใช้สูตร Standard Pivot Points บนแพลตฟอร์มเทรด
ในปัจจุบันนักเทรดไม่จำเป็นต้องนั่งคำนวณด้วยมือหรือป้อนสูตรเข้าไปใน Excel เองทั้งหมด แพลตฟอร์มเทรดส่วนใหญ่มี Indicator แบบสำเร็จรูปให้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม การเข้าใจที่มาของสูตรช่วยให้นักเทรดทราบว่าเส้นเหล่านั้นถูกคำนวณออกมาอย่างไร และสามารถปรับเปลี่ยนระยะเวลาอ้างอิงได้ตามความเหมาะสม เช่น หากต้องการเทรดในกรอบเวลา H1 อาจจะเลือกใช้ข้อมูลของแท่งเทียน H1 ก่อนหน้ามาคำนวณแทนระดับ Daily เพื่อให้ได้แนวรับแนวต้านที่ละเอียดและทันต่อสภาพราคาในระยะสั้นมากยิ่งขึ้น
รู้จักกับสูตร Pivot Point ประเภทอื่น ๆ ที่นักเทรดนิยมใช้
นอกจากแบบมาตรฐานแล้ว ยังมีสูตรคำนวณแบบอื่น ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การเทรดในสไตล์ที่แตกต่างกัน เช่น Fibonacci Pivot Points ที่นำอัตราส่วนฟีโบนัชชีมาคูณกับ PP เพื่อหาแนวรับแนวต้าน, Woodie Pivot Points ที่ให้น้ำหนักกับราคาปิดมากกว่าราคาเปิด, หรือ Camarilla Pivot Points ที่คำนวณออกมาได้ถึง 8 ระดับ เหมาะสำหรับการเทรดแบบกรอบแคบ
| ประเภท | สูตรคำนวณ PP (ตัวอย่าง) | จุดเด่น |
|---|---|---|
| Standard | (H+L+C)/3 | คำนวณจากราคา High, Low, Close โดยตรง เป็นที่นิยมที่สุด |
| Fibonacci | (H+L+C)/3 | ใช้ค่า Fibonacci Retracement เพื่อกำหนดแนวรับ/แนวต้านเพิ่มเติม |
| Woodie | PP = (H + L + 2*C) / 4 R1 = (2*PP) – L S1 = (2*PP) – H |
ให้น้ำหนักราคาปิด (Close) มากกว่า ช่วยให้ PP มีความแม่นยำมากขึ้น |
| Camarilla | PP = (H+L+C)/3 R1 = C + 1.1*(PP-L) S1 = C – 1.1*(PP-H) |
มีระดับแนวรับแนวต้านมากกว่า (8 ระดับ) เหมาะกับการเทรดในกรอบแคบ |
| DeMark (TD) | PP = (2*H + L + 3*C) / 6 R1 = (2*PP) – L S1 = (2*PP) – H |
ใช้การคำนวณที่ซับซ้อนกว่า เน้นการคาดการณ์จุดกลับตัว |
ตัวอย่างการคำนวณตัวเลขจริงเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน
เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณอย่างเป็นรูปธรรม สมมติว่าคู่สกุลเงิน EUR/USD ในวันศุกร์ที่ผ่านมามีราคาสูงสุด (High) ที่ 1.1120 ราคาต่ำสุด (Low) ที่ 1.1030 และราคาปิด (Close) ที่ 1.1100 การคำนวณ PP จะได้เท่ากับ (1.1120 + 1.1030 + 1.1100) / 3 = 1.1090 จากนั้นนำค่า PP มาคำนวณ S1 จะได้ (2 * 1.1090) – 1.1120 = 1.1060 ตัวเลขเหล่านี้คือระดับด่านสำคัญที่จะถูกพล็อตลงบนกราฟในวันจันทร์
วิธีใช้ Pivot Point คำนวณจุดเข้าเทรดรายวัน (Entry Point) แบบ Step-by-step ทำได้อย่างไร?
ขั้นตอนการหาจุดเข้าเทรดรายวันเริ่มจากการรอให้ราคาเปิดตลาดและเคลื่อนไหวเข้าใกล้ระดับ Pivot Point หรือแนวรับแนวต้านที่คำนวณได้ จากนั้นสังเกตเชิงเทียนหรือตัวบ่งชี้เพื่อยืนยันทิศทางก่อนตัดสินใจเปิดสถานะ ซึ่งช่วยให้การเข้าซื้อหรือขายมีความแม่นยำและลดความเสี่ยงจากการเทรดตามอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การนำ Pivot Point มาใช้เพื่อหาจุดเข้าเทรดรายวันสำหรับมือใหม่นั้น สามารถทำได้หลายวิธี โดยเน้นการสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของราคาเทียบกับระดับ Pivot Point และแนวรับแนวต้านที่คำนวณได้ วิธีที่นิยมคือการรอสัญญาณยืนยันเมื่อราคาทะลุผ่านระดับสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าเทรดด้วยอารมณ์และเพิ่มความน่าจะเป็นในการทำกำไร
วิธีที่ 1: การเข้าเทรดเมื่อราคาทะลุผ่าน Pivot Point (PP)
หากราคาเปิดตลาดหรือเคลื่อนไหวอยู่เหนือ PP นักเทรดอาจมองหาโอกาสเข้าซื้อ (Long) เมื่อราคายืนยันการทะลุผ่านแนวต้าน (Resistance) ที่ใกล้ที่สุด เช่น R1 หรือ R2 โดยอาจรอแท่งเทียนปิดเหนือแนวต้านนั้นก่อนเข้าซื้อ หรือรอการย่อตัวกลับมาทดสอบแนวต้านที่กลายเป็นแนวรับ (Support) แล้วจึงเข้าซื้อ ในทางกลับกัน หากราคาอยู่ต่ำกว่า PP อาจมองหาโอกาสขาย (Short) เมื่อราคาทะลุผ่านแนวรับ (Support) ที่ใกล้ที่สุด เช่น S1 หรือ S2 แล้วรอการยืนยัน
วิธีที่ 2: การเข้าเทรดตามแนวรับแนวต้านแบบกลับตัว (Reversal)
นักเทรดสามารถใช้ระดับ S1, S2, S3 เป็นแนวรับ และ R1, R2, R3 เป็นแนวต้านได้ หากราคาปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับใดแนวรับหนึ่ง เช่น S1 แล้วเกิดสัญญาณซื้อ (เช่น แท่งเทียนกลับตัว Bullish Engulfing) นักเทรดอาจพิจารณาเข้าซื้อ โดยตั้ง SL ไว้ต่ำกว่าแนวรับนั้นเล็กน้อย ในทางตรงกันข้าม หากราคาปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้าน เช่น R1 แล้วเกิดสัญญาณขาย (เช่น แท่งเทียนกลับตัว Bearish Engulfing) อาจพิจารณาเข้าขาย โดยตั้ง SL ไว้เหนือแนวต้านนั้นเล็กน้อย
วิธีที่ 3: การใช้ Pivot Point ในการกำหนด SL และ TP
ระดับ Pivot Point และแนวรับแนวต้านที่คำนวณได้ เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการกำหนดจุดตัดขาดทุน (SL) และจุดทำกำไร (TP) ตัวอย่างเช่น หากคุณเข้าซื้อ Long ที่ราคาประมาณ R1 คุณอาจตั้ง SL ไว้ที่ PP หรือ S1 และตั้ง TP ไว้ที่ R2 หรือ R3 ในทางกลับกัน หากคุณเข้าขาย Short ที่ราคาประมาณ S1 คุณอาจตั้ง SL ไว้ที่ PP หรือ R1 และตั้ง TP ไว้ที่ S2 หรือ S3 การกำหนดจุดเหล่านี้ล่วงหน้าช่วยให้เทรดเดอร์สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อราคาทะลุผ่านจุด Pivot Point (PP) ควรเข้าซื้อ (Long) หรือเข้าขาย (Short) ดี?
เมื่อราคาทะลุผ่านจุด Pivot Point ขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญแสดงถึงแรงกดดันการซื้อที่ทำให้ตลาดกลายเป็นขาขึ้นจึงเหมาะที่จะเข้าซื้อหรือ Long ในทางกลับกันหากราคาทะลุทะลุลงมาด้านล่างแสดงถึงแรงขายที่แข็งแกร่งทำให้ตลาดเป็นขาลงจึงเหมาะที่จะเข้าขายหรือ Short โดยผู้เทรดต้องรอให้เกิดการยืนยันแท่งเทียนเพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณหลอก
การทะลุผ่านจุด Pivot Point (PP) เป็นสัญญาณที่นักเทรดทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากมันบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของจิตวิทยาตลาดในระดับหนึ่ง การตัดสินใจเข้าซื้อ (Long) หรือเข้าขาย (Short) หลังจากราคาทะลุผ่าน PP ขึ้นอยู่กับทิศทางของการทะลุผ่านและการยืนยันสัญญาณในกรอบเวลาที่ใช้เทรด
สถานการณ์ที่ราคาทะลุผ่าน PP ไปข้างบน (Bullish Breakout)
เมื่อราคาเคลื่อนที่ทะลุผ่านเส้น PP ไปยังด้านบนอย่างชัดเจน มันส่งสัญญาณว่าแรงซื้อกำลังควบคุมตลาดในขณะนั้น นักเทรดที่เน้นการเทรดตามแนวโน้ม (Trend Following) จะมองหาจังหวะเข้าซื้อ (Long) ในสถานการณ์นี้ กลยุทธ์ที่มักใช้กันคือการรอให้ราคาทะลุผ่าน PP แล้วถอยกลับมาทดสอบเส้น PP อีกครั้ง (Pullback) หากเส้น PP ที่เคยเป็นแนวต้านสามารถทำหน้าที่เป็นแนวรับได้ นั่นคือจังหวะเข้า Long ที่มีความเสี่ยงต่ำและอัตราจ่าย (Risk to Reward Ratio) ที่ดี
สถานการณ์ที่ราคาทะลุผ่าน PP ไปข้างล่าง (Bearish Breakout)
ในทางตรงกันข้าม หากราคาทะลุผ่านเส้น PP ลงไปยังด้านล่าง แสดงว่าแรงขายกำลังกดดันราคา นักเทรดจะเริ่มมองหาโอกาสในการเข้าขาย (Short) การรอให้เกิด Pullback ขึ้นมาทดสอบเส้น PP จากด้านล่างก็เป็นกลยุทธ์ที่นิยมเช่นกัน หากราคาไม่สามารถทะลุกลับขึ้นไปเหนือ PP ได้ ก็จะเป็นการยืนยันว่าแนวโน้มเป็นขาลง นักเทรดสามารถเปิดสถานะ Short โดยตั้ง TP ที่ S1 หรือ S2 และตั้ง SL ไว้เหนือเส้น PP
ข้อควรระวังเรื่องสัญญาณหลอก (False Breakout) ที่มือใหม่ต้องรู้
สิ่งที่นักเทรดมือใหม่มักประสบคือการถูกหลอกด้วยสัญญาณทะลุผ่านเท็จ (False Breakout) ราคาอาจทะลุผ่าน PP เพียงเล็กน้อยแล้วกลับตัวทันที วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันปัญหานี้คือการรอให้แท่งเทียนปิดในกรอบเวลาที่เทรด เช่น หากเทรดในกรอบ H1 ควรรอให้ครบ 1 ชั่วโมงและแท่งเทียนปิดสูงกว่า PP จริง ๆ ก่อนตัดสินใจเข้าซื้อ นอกจากนี้การใช้ Volume เป็นตัวช่วยยืนยันก็สามารถกรองสัญญาณหลอกได้ หากการทะลุผ่านเกิดขึ้นพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูง โอกาสที่จะเป็น Breakout จริงก็มีมากขึ้น
จะใช้แนวรับแนวต้าน (S1-S3, R1-R3) จาก Pivot Point เพื่อหาจุดกลับตัวของราคาได้อย่างไร?

การใช้ระดับแนวรับและแนวต้านตั้งแต่หนึ่งถึงสามช่วยให้นักเทรดสามารถคาดการณ์จุดกลับตัวของราคาได้เมื่อราคาทดสอบระดับเหล่านี้แล้วเกิดรูปแบบแท่งเทียนปฏิเสธราคา ซึ่งบ่งชี้ว่าฝั่งซื้อหรือขายกำลังอ่อนแรงลง ทำให้สามารถวางแผนเปิดสถานะสวนทางกับเทรนด์เดิมได้อย่างมีเหตุผลและมีโอกาสทำกำไรจากการเด้งกลับของราคา
ระดับแนวรับ (S1-S3) และแนวต้าน (R1-R3) ที่ได้จากการคำนวณ Pivot Point นั้นเปรียบเสมือนกำแพงสำคัญที่ราคามักจะเกิดปฏิกิริยาเมื่อเข้ามาชน นักเทรดสามารถใช้จุดเหล่านี้ในการคาดการณ์จุดกลับตัวของราคา (Reversal Point) ซึ่งเป็นโอกาสทำกำไรที่มีศักยภาพสูงหากสามารถจับจังหวะได้ถูกต้อง
การใช้ R1, R2, R3 เพื่อค้นหาจุดกลับตัวเป็นขาลง
ในสภาวะตลาดที่ยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนหรือตลาดขาขึ้นที่เริ่มอ่อนแรง เมื่อราคาไต่ระดับขึ้นไปถึง R1 นักเทรดจะเริ่มสังเกตความเคลื่อนไหว หากราคาขึ้นไปแตะ R1 แล้วเกิดรูปแบบแท่งเทียนกลับตัว เช่น Shooting Star หรือ Bearish Pin Bar ก็สามารถเปิดสถานะ Short ได้ทันที โดยมี R1 เป็นเส้นแนวต้าน หากราคาวิ่งแรงมากและทะลุ R1 ไปได้ ระดับ R2 จะกลายเป็นเป้าหมายถัดไปที่นักเทรดจะรอเกิดสัญญาณกลับตัวอีกครั้ง โดยทั่วไป R3 มักจะเป็นจุดสูงสุดของวันที่ราคาแตะได้ยาก การเข้า Short ที่ระดับนี้มักจะให้ผลตอบแทนที่รวดเร็ว
การใช้ S1, S2, S3 เพื่อค้นหาจุดกลับตัวเป็นขาขึ้น
ในทำนองเดียวกัน เมื่อราคาร่วงลงมาทดสอบ S1 นักเทรดจะรอคอยสัญญาณการซื้อ (Buy Signal) หากเกิดแท่งเทียน Hammer หรือ Bullish Engulfing ที่ S1 ก็เป็นการยืนยันว่าแนวรับนี้ทำงานได้ดี สามารถเปิดสถานะ Long ได้โดยตั้งเป้า TP ที่ PP หรือ R1 หากราคาทะลุ S1 ลงไป ระดับ S2 จะเป็นแนวรับสำคัญถัดไปที่นักเทรดจะให้ความสนใจ และ S3 มักจะเป็นจุดที่ราคาเกิดการ Oversold อย่างรุนแรงในระดับวัน การเข้า Long ที่บริเวณนี้มักจะมีอัตราความสำเร็จสูงเนื่องจากแรงขายมักจะหมดลงแล้วในจุดนี้
การรวมแนวรับแนวต้านจาก Pivot Point เข้ากับรูปแบบแท่งเทียน
การใช้แนวรับแนวต้านเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ นักเทรดมือใหม่ควรเรียนรู้การอ่านรูปแบบแท่งเทียน (Price Action) มาผสานเข้ากับ Pivot Point ยกตัวอย่างเช่น การเห็นราคาเข้ามาแตะ R2 พร้อมกับเกิดรูปแบบแท่งเทียน Bearish Engulfing ที่มีปริมาณ (Volume) สูง จะเป็นสัญญาณ Short ที่ทรงพลังมาก การผสมผสานเครื่องมือสองตัวนี้เข้าด้วยกันจะช่วยกรองสัญญาณการเทรดที่ไม่ดีออกไปได้เป็นอย่างดี และเพิ่มความมั่นใจในการกดเปิดออเดอร์
วิธีกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจุดทำกำไร (Take Profit) ด้วย Pivot Point ควรตั้งค่าอย่างไร?
การกำหนดจุดตัดขาดทุนควรตั้งไว้ใต้ระดับแนวรับเล็กน้อยในกรณีที่ซื้อ หรือเหนือระดับแนวต้านในกรณีที่ขาย เพื่อป้องกันการวิ่งหนีช่วงของราคา ส่วนจุดทำกำไรสามารถตั้งไว้ที่ระดับแนวต้านหรือแนวรับลำดับถัดไป เพื่อรองรับการเก็บกำไรเมื่อราคาเคลื่อนไหวถึงเป้าหมายตามที่ระบบคำนวณไว้อย่างเป็นระบบ
การบริหารจัดการความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญของการอยู่รอดในตลาด Forex การใช้ Pivot Point ช่วยกำหนดจุด SL และ TP ทำให้นักเทรดสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีระบบ โดยไม่ต้องคาดเดาจากความรู้สึก ระดับราคาต่างๆ ที่คำนวณได้ทำหน้าที่เป็นเสมือนกำแพงกั้นที่รองรับแรงซื้อและแรงขาย การวาง SL และ TP จึงต้องอ้างอิงจากตำแหน่งเหล่านี้เพื่อสร้างสัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่เหมาะสม
หลักการตั้ง Stop Loss (SL) ด้วยระดับ Support และ Resistance
การตั้งจุดตัดขาดทุนต้องการสถานที่ที่หากราคาไปแตะแล้วแสดงว่าสมมติฐานการเทรดนั้นผิดพลาดโดยสิ้นเชิง หากเปิดสถานะซื้อ (Long) บริเวณแนวรับ S1 การตั้ง SL ควรอยู่ต่ำกว่า S1 ลงไปเล็กน้อย เพื่อเผื่อช่วงการทดสอบราคา (Noise) ที่มักเกิดขึ้นก่อนราคาจะกลับตัวจริง หากราคาทะลุผ่าน S1 ลงไปได้ แสดงว่าแรงขายกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างชัดเจน การตัดขาดทุน ณ จุดนี้จึงเป็นการปกป้องเงินทุนไม่ให้สูญเสียมากกว่านี้ ในทางกลับกัน การเปิดสถานะขาย (Short) บริเวณแนวต้าน R1 ก็ควรตั้ง SL ไว้เหนือ R1 เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ราคาทะลุแนวต้านขึ้นไป
เทคนิคการตั้ง Take Profit (TP) ตามเป้าหมายราคาระดับถัดไป
การกำหนดเป้าหมายการทำกำไรต้องดูว่าราคามีพื้นที่ให้วิ่งต่อไปอีกมากน้อยเพียงใด หากเข้าซื้อ Long จากจุด Pivot Point (PP) เป้าหมายการทำกำไรระดับแรกจะอยู่ที่ R1 หากราคาทะลุ R1 ได้อย่างแข็งแกร่ง อาจปรับเป้าหมายไปที่ R2 การตั้ง TP ในลักษณะนี้ช่วยให้นักเทรดไม่โลภจนเกินไป และทำกำไรได้ตามที่ตลาดให้มา นักเทรดมือใหม่มักทำผิดพลาดด้วยการตั้ง TP ที่กำไรก้อนโตโดยไม่สนใจแนวต้านที่อยู่ข้างหน้า ส่งผลให้ราคากระทบแนวต้านแล้วย่อตัวกลับจนกลายเป็นขาดทุนในที่สุด
การคำนวณอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk/Reward Ratio)
กฎทองของการเทรดคือการสร้างอัตราส่วน Risk/Reward ที่ไม่น้อยกว่า 1:2 การใช้ Pivot Point ช่วยให้การคำนวณนี้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น หากเข้าซื้อ Long ที่ราคา PP โดยตั้ง SL ไว้ที่ S1 (ระยะห่าง 30 pips) การตั้ง TP ที่ R2 ซึ่งอาจอยู่ห่างจากจุดเข้าประมาณ 60 pips จะให้อัตราส่วน 1:2 ทันที การวางแผนลักษณะนี้ทำให้นักเทรดรู้ว่ามีโอกาสเสี่ยงเท่าใดเพื่อแลกกับผลตอบแทนเท่าใดก่อนที่จะกดปุ่มเปิดออเดอร์
“การใช้ Pivot Point ในการวาง Stop Loss และ Take Profit ไม่ใช่แค่การหาจุดเข้าออก แต่คือการสร้างกรอบความคาดหวังที่ชัดเจน เมื่อรู้ว่าราคาเป้าหมายอยู่ที่ไหน นักเทรดจะสามารถควบคุมอารมณ์และบริหารพอร์ตได้อย่างมีวินัย”
— มนูญ ศรีวิชัย, นักวิเคราะห์ตลาดการเงินอาวุโส
Timeframe ไหนเหมาะกับการใช้ Pivot Point สำหรับการเทรด Intraday และ Swing Trading ที่สุด?
สำหรับการเทรด Intraday ที่เน้นจับความเคลื่อนไหวภายในวัน Timeframe ที่เหมาะสมที่สุดคือกราฟ 15 นาที หรือ 1 ชั่วโมง เพื่อดูรายละเอียดการทดสอบระดับราคา ส่วนการเทรด Swing Trading ที่เก็บสถานะนานหลายวันควรใช้กราฟ 4 ชั่วโมง หรือรายวัน เพื่อให้ภาพรวมของเทรนด์และระดับราคาที่เสถียรขึ้นเหมาะกับการวางแผนระยะยาว
การเลือกช่วงเวลากราฟ (Timeframe) มีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของ Pivot Point เนื่องจากเครื่องมือนี้ใช้ข้อมูลราคาในอดีตเพื่อพยากรณ์อนาคต ช่วงเวลาที่นำมาคำนวณยิ่งยาว แนวรับแนวต้านที่ได้ก็จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น นักเทรดแต่ละสไตล์จึงต้องเลือก Timeframe ที่สอดคล้องกับระยะเวลาในการถือสถานะ
การเทรด Intraday กับ Daily Pivot Point
สำหรับนักเทรดรายวันที่เปิดและปิดสถานะภายในวันเดียว การใช้ Daily Pivot Point บนกราฟ H1 หรือ M15 ถือเป็นมาตรฐานทองคำ ข้อมูลราคา High Low Close ของวันก่อนหน้าจะถูกนำมาคำนวณเป็นแนวรับแนวต้านสำหรับวันปัจจุบัน นักเทรดจะเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของราคาในกราฟย่อยเทียบกับเส้น Daily Pivot Point หากราคาแตะเส้นแล้วเกิดรูปแท่งเทียนกลับตัว ก็สามารถพิจารณาเข้าเทรดได้ทันที วิธีนี้ช่วยให้เห็นทิศทางการไหลของเงินทุนในระยะสั้นได้อย่างชัดเจน
การเทรด Swing Trading กับ Weekly และ Monthly Pivot Point
นักเทรดที่ถือสถานะข้ามคืนหรือหลายวัน (Swing Trader) มักให้ความสนใจกับแนวโน้มระยะกลาง การใช้ Weekly Pivot Point จะช่วยระบุแนวรับแนวต้านที่กว้างขึ้น ทำให้สามารถตั้ง SL และ TP ได้ลึกและกว้างพอที่จะไม่ถูกกระแสราคาระยะสั้นหวั่นไหว ส่วน Monthly Pivot Point จะเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการมองภาพใหญ่ของตลาด ระดับราคาเหล่านี้มักได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ทำให้เกิดปฏิกิริยาของราคาที่ชัดเจนเมื่อราคาเข้ามาแตะ
การประยุกต์ใช้ Custom Timeframe เช่น H4 Pivot Point
นอกจากช่วงเวลามาตรฐานแล้ว นักเทรดบางกลุ่มนิยมใช้ข้อมูลกราฟ H4 มาคำนวณ Pivot Point เพื่อใช้ในการเทรดระยะสั้นที่ต้องการความละเอียดสูง การใช้กราฟ 4 ชั่วโมงช่วยให้นักเทรดสามารถจับเทรนด์ที่กำลังก่อตัวในช่วงเซสชันการเทรดหลักๆ เช่น เซสชันลอนดอนหรือนิวยอร์ก การปรับใช้ Custom Timeframe นี้ทำให้นักเทรดมีความยืดหยุ่นสูง สามารถหาจุดเข้าที่แม่นยำยิ่งขึ้นในตลาดที่มีความผันผวนเฉพาะช่วงเวลา
ตัวอย่างกรณีศึกษา: การนำ Pivot Point ไปเทรดคู่สกุลเงิน EUR/USD จริงใช้งานอย่างไร?
ในการเทรดคู่สกุลเงินยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐ นักเทรดจะเริ่มจากการคำนวณค่ากลางของวันก่อนหน้าเพื่อหาระดับราคาสำคัญ เมื่อราคาเปิดตลาดยุโรปและเริ่มเคลื่อนเข้าใกล้ระดับแนวรับหนึ่ง หากเกิดแท่งเทียนบอกสัญญาณกลับตัวก็สามารถเปิดสถานะซื้อได้ โดยตั้งเป้าหมายผลกำไรที่แนวต้านหนึ่งและจุดขาดทุนใต้แนวรับเพื่อจำกัดความเสี่ยง
การทำความเข้าใจทฤษฎีต้องผ่านการปฏิบัติจริงเสมอ การวิเคราะห์คู่สกุลเงิน EUR/USD ซึ่งเป็นคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงสุดในตลาด Forex จะช่วยให้เห็นภาพการทำงานของ Pivot Point ได้อย่างชัดเจน ค่าเฉลี่ยการเคลื่อนไหวของ EUR/USD ในแต่ละวันมักอยู่ที่ประมาณ 60-80 pips ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับการใช้แนวรับแนวต้านจาก Pivot Point ในการหาจุดเข้าและออก
สถานการณ์ตลาด: การรอการประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
สมมติว่าตลาดกำลังรอการประกาศนโยบายอัตราดอกเบี้ยจาก ECB ในสัปดาห์ถัดไป ค่าความผันผวน (Volatility) อาจจะลดลงในช่วงก่อนข่าว ราคามักจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ นักเทรดที่ใช้ Pivot Point จะเฝ้าระวังระดับ PP เป็นจุดศูนย์กลาง หากราคาเปิดตลาดวันจันทร์เหนือ PP แต่ไม่สามารถทะลุ R1 ได้ สัญญาณที่ได้คือตลาดยังขาดแรงซื้อที่แข็งแกร่ง นักเทรดอาจรอจนกว่าจะมีการปิดแท่งเทียนยืนยันการทะลุผ่าน หรือรอจังหวะราคาเด้งกลับมาทดสอบ PP ก่อนตัดสินใจเปิดสถานะ
การคำนวณตัวเลขเป้าหมายราคาอัปเดตล่าสุด
เพื่อความเข้าใจในการคำนวณ ลองสมมติข้อมูลราคาของ EUR/USD ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (อัปเดตล่าสุด) ราคาสูงสุด (High) อยู่ที่ 1.0850 ราคาต่ำสุด (Low) อยู่ที่ 1.0780 และราคาปิด (Close) อยู่ที่ 1.0820 การคำนวณจะได้ดังนี้:
- Pivot Point (PP) = (1.0850 + 1.0780 + 1.0820) / 3 = 1.0817
- Resistance 1 (R1) = (2 * 1.0817) – 1.0780 = 1.0854
- Support 1 (S1) = (2 * 1.0817) – 1.0850 = 1.0784
- Resistance 2 (R2) = 1.0817 + (1.0850 – 1.0780) = 1.0887
- Support 2 (S2) = 1.0817 – (1.0850 – 1.0780) = 1.0747
ตัวเลขเหล่านี้คือแผนที่การรบสำหรับวันจันทร์ หากราคาเปิดเหนือ 1.0817 และเริ่มกดดันไปทาง 1.0854 นักเทรดจะรอดูว่าแท่งเทียน H1 สามารถปิดเหนือ 1.0854 ได้หรือไม่ หากปิดได้ก็จะเข้าซื้อ Long โดยมีเป้าหมายที่ 1.0887 และตั้ง SL ต่ำกว่า 1.0817 เพื่อความปลอดภัย
การวางแผนสถานการณ์ขาขึ้นและขาลง
ในสถานการณ์ขาขึ้น หากราคาสามารถยืนเหนือ R1 ได้อย่างแข็งแกร่ง ออเดอร์ Long จะทำกำไรอย่างต่อเนื่อง แต่หากราคาไม่สามารถทะลุ R1 ได้และเกิดแท่งเทียนกลับตัวลง (Bearish Reversal Pattern) เช่น Shooting Star นักเทรดอาจเปลี่ยนแผนไปเปิดสถานะ Short แทน โดยตั้ง TP ที่ PP หรือ S1 ในสถานการณ์ขาลง หากราคาเปิดต่ำกว่า PP และทะลุ S1 ลงไปได้ การเปิด Short จะมีเป้าหมายที่ S2 การมีแผนรองรับทุกสถานการณ์ช่วยให้นักเทรดไม่ตื่นตระหนกเมื่อราคาไม่เป็นไปตามคาด
นักเทรดมือใหม่ควรระวังข้อจำกัดและจุดอ่อนของการใช้ Pivot Point อะไรบ้าง?
ข้อจำกัดของการใช้เครื่องมือนี้คือในตลาดที่มีเทรนด์แรงจะเกิดการทะลุผ่านระดับราคาได้ง่ายทำให้เกิดสัญญาณหลอกได้บ่อยครั้ง นอกจากนี้ในช่วงข่าวสำคัญราคาอาจวิ่งผิดจากการคำนวณอย่างมาก ดังนั้นมือใหม่จึงควรใช้ควบคู่กับตัวบ่งชี้ประเภทอื่นเพื่อยืนยันทิศทางและไม่ควรพึ่งพาสูตรเพียงอย่างเดียวเพื่อความปลอดภัยในการลงทุน
เครื่องมือวิเคราะห์ทุกชนิดมีจุดอ่อน การทำความเข้าใจข้อจำกัดของ Pivot Point จะช่วยให้นักเทรดหลีกเลี่ยงกับดักที่อาจทำให้สูญเสียเงินทุน การพึ่งพาสูตรคำนวณโดยขาดการประเมินสภาวะตลาดโดยรวมเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักเทรดมือใหม่ประสบความล้มเหลว
ปัญหาสัญญาณหลอกในช่วงข่าวสำคัญ
ในช่วงเวลาที่มีการประกาศข่าวเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบรุนแรง เช่น การประกาศตัวเลข Non-Farm Payrolls หรือการตัดสินใจของ FOMC ความผันผวนของราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ราคาอาจทะลุผ่านแนวรับแนวต้านของ Pivot Point ได้อย่างง่ายดายและทิ้งระยะห่างไกล (Slippage) การใช้ Pivot Point เป็นจุดยึดเหนี่ยวในช่วงเวลาเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงสูง ราคาอาจทะลุ R1 แล้วนักเทรดเข้าซื้อ Long ตาม แต่ราคากลับย่อตัวรุนแรงลงไปจนถึง S1 ภายในเวลาไม่กี่นาที การหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวใหญ่หรือการปิดสถานะก่อนข่าวออกจึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่า
การใช้งานในตลาดไร้ทิศทาง (Sideways Market)
เมื่อตลาดเข้าสู่ช่วงไร้ทิศทางหรือเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ราคามักจะแกว่งไปมาระหว่าง PP กับ R1 หรือ S1 อย่างไม่มีพลัง การใช้ Pivot Point ในช่วงนี้อาจสร้างสัญญาณหลอกอย่างต่อเนื่อง นักเทรดอาจเข้าซื้อเมื่อราคาทะลุ R1 แต่ราคากลับไม่สามารถไปต่อถึง R2 ได้และร่วงกลับลงมาที่ PP ทำให้เกิดการขาดทุนจากการสับสนทิศทาง การใช้ดัชนีวัดความผันผวน เช่น ATR (Average True Range) เข้ามาช่วยกรองสัญญาณจะช่วยให้ทราบว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะที่ควรเทรดหรือไม่
การเลือกประเภท Pivot Point ที่ไม่เหมาะสมกับสไตล์การเทรด
มีการคำนวณ Pivot Point หลากหลายรูปแบบ การเลือกใช้แบบที่ไม่เข้ากับลักษณะการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์อาจทำให้การวิเคราะห์ผิดพลาด ตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้แสดงความแตกต่างของ Pivot Point แต่ละประเภทเพื่อให้นักเทรดเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม
| ประเภท | สูตรคำนวณ PP | จุดเด่นและการประยุกต์ใช้ |
|---|---|---|
| Standard | (High + Low + Close) / 3 | สูตรพื้นฐานที่นิยมที่สุด เหมาะสำหรับนักเทรดมือใหม่ ให้ภาพระดับราคาที่สมดุล |
| Fibonacci | (High + Low + Close) / 3 | นำอัตราส่วนฟีโบนัชชีมาคูณกับช่วงราคา เน้นการหาจุดกลับตัวในระดับลึก |
| Woodie | (High + Low + 2*Close) / 4 | ให้น้ำหนักกับราคาปิดมากกว่าปกติ ตอบสนองต่อแรงปิดตลาดได้รวดเร็วกว่า |
| Camarilla | (High + Low + Close) / 3 | มีแนวรับแนวต้านถึง 4 ระดับ กระชับกว่ามาตรฐาน เหมาะกับตลาดกรอบแคบ |
| DeMark | (High + Low + 2*Close) / 4 หรือสูตรผสม | เน้นทำนายทิศทางการเปิดตลาดของวันถัดไป ใช้คำนวณแนวโน้มล่วงหน้า |
การพึ่งพา Pivot Point เพียงอย่างเดียว
ข้อจำกัดที่ร้ายแรงที่สุดคือการใช้ Pivot Point เพียงตัวเดียวโดยไม่สนใจปัจจัยอื่น ตลาด Forex ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐาน เช่น อัตราดอกเบี้ย การเมือง และเศรษฐกิจมหภาค หากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน แนวรับแนวต้านใดๆ ก็อาจถูกทะลุทะลายได้ทั้งหมด การนำ Indicator อื่นๆ เช่น Moving Average เพื่อดูแนวโน้มหลัก และ RSI เพื่อดูโมเมนตัม มาใช้ร่วมกัน (Confluence) จะช่วยกรองสัญญาณที่ไม่ดีออกไปได้มาก การยืนยันด้วยวอลุ่มการซื้อขายก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้สัญญาณจาก Pivot Point มีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น
พร้อมประยุกต์ใช้ Pivot Point ในตลาดจริงหรือยัง? เปิดบัญชีเทรดกับ XM วันนี้ รับสิทธิประโยชน์มากมาย พร้อมเครื่องมือวิเคราะห์กราฟที่ครบครัน คลิกเลย!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องมือนี้มักเกี่ยวข้องกับการปรับใช้สูตรในตลาดที่มีความผันผวนสูง รวมถึงข้อสงสัยว่าระดับราคาเหล่านี้สามารถใช้กับสินทรัพย์ประเภทอื่นนอกเหนือจากฟอเร็กซ์ได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์ได้เช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับลักษณะการเคลื่อนไหวของแต่ละตลาด
การใช้ Pivot Point กับทองคำ ( XAU / USD ) ต่างจากคู่สกุลเงินหลักอย่างไร?
ทองคำมีความผันผวนในแต่ละวันสูงกว่าคู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD หรือ USD/JPY ค่อนข้างมาก การใช้ Pivot Point กับ XAU / USD มักจะเห็นราคาทะลุ R1 หรือ S1 ได้ง่ายกว่า นักเทรดจึงมักปรับใช้ Camarilla Pivot Point ซึ่งมีระยะห่างของแนวรับแนวต้านที่กว้างขึ้น เพื่อรองรับความเคลื่อนไหวที่รุนแรงของราคาทองคำ
หากราคาเปิดตลาดแล้ว Gap ห่างจาก Pivot Point จะมีผลอย่างไร?
การเกิด Gap ในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์มักเกิดจากเหตุการณ์ข่าวสารในช่วงสุดสัปดาห์ หากราคาเปิดเหนือ R1 ทันที แนวโน้มของวันนั้นจะมีน้ำหนักไปทางขาขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ราคามักจะมีการย่อตัวกลับมาทดสอบช่องว่าง (Gap Fill) นักเทรดจึงควรรอให้ราคาเคลื่อนไหวเสร็จสิ้นและเกิดแท่งเทียนยืนยันทิศทางก่อนตัดสินใจเปิดออเดอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดอยู่ในสภาวะที่ราคาเคลื่อนไหวไม่ตรงไปตรงมา
สามารถใช้ Pivot Point ร่วมกับเส้นแนวโน้ม (Trendline) ได้หรือไม่?
ได้และเป็นวิธีที่แนะนำอย่างยิ่ง การที่ราคามาสัมผัสแนวรับจาก Pivot Point และในจังหวะเดียวกันก็สัมผัสเส้นแนวโน้มที่ลากไว้ จะสร้างจุด Confluence ที่ทรงพลังมาก สัญญาณการกลับตัวที่เกิดขึ้นในจุดซ้อนทับเช่นนี้มีอัตราความสำเร็จสูงกว่าการใช้ Pivot Point โดดๆ อย่างเห็นได้ชัด
ควรปรับเปลี่ยนการตั้งค่า Pivot Point เมื่อใด?
โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการตั้งค่ามาตรฐาน แต่หากพบว่าราคามักจะทะลุแนวรับแนวต้านระดับแรก (S1/R1) ได้อย่างง่ายดายอย่างต่อเนื่อง อาจแสดงว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง นักเทรดอาจเปลี่ยนไปใช้ Weekly Pivot Point แทน Daily เพื่อให้ได้มุมมองที่กว้างขึ้นและหาแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่งกว่าในระยะสั้น
ทำไมนักเทรดสถาบันถึงนิยมใช้ Pivot Point?
นักเทรดสถาบันนิยมใช้ Pivot Point เนื่องจากเป็นสูตรคำนวณที่โปร่งใส ทุกคนในตลาดเห็นระดับราคาเดียวกัน การที่มีผู้คนจำนวนมากรอคอยการทดสอบราคา ณ ระดับเดียวกัน จึงเกิดปฏิกิริยาทางจิตวิทยาของฝูงชน ทำให้เกิดปริมาณการซื้อขาย (Volume) มหาศาล ณ จุดนั้น และส่งผลให้ราคาเกิดการกลับตัวหรือทะลุผ่านได้อย่างมีนัยสำคัญระดับโลก
การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง อาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกท่าน โปรดศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย













TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文