สำหรับนักเทรด Forex ชาวไทย การทำความเข้าใจเรื่อง ‘Spread’ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์และวางแผนการเทรด Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการเทรดของเรา และในตลาด Forex นั้น มี Spread อยู่ 2 ประเภทหลักๆ คือ Fixed Spread และ Floating Spread.
- Fixed Spread กับ Floating Spread ต่างกันอย่างไร?
- Spread แต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร?
- เทรดเดอร์แบบไหนเหมาะกับ Fixed Spread มากกว่า?
- Floating Spread เหมาะกับสไตล์การเทรดแบบใด?
- โบรกเกอร์ Forex มีค่า Spread เฉลี่ยเท่าไหร่ในปี 2026?
- เราจะเลือกประเภท Spread ที่เหมาะสมกับตัวเองได้อย่างไร?
- มีข้อควรระวังอะไรบ้างเมื่อเทรดด้วย Spread ทั้งสองประเภท?
- สรุป
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การเลือกประเภท Spread ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณจะช่วยให้คุณบริหารจัดการความเสี่ยงและต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อโบรกเกอร์อย่าง XM หรือ Exness ที่เสนอ Spread ทั้งสองแบบ แต่ทราบหรือไม่ว่าความแตกต่างที่แท้จริงของทั้งสองประเภทนี้คืออะไร และแบบไหนจะเหมาะกับกลยุทธ์ของคุณมากกว่ากัน? บทความนี้จะเจาะลึกทุกประเด็น พร้อมตัวเลขค่า Spread เฉลี่ยที่พบได้ในปี 2026 เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด.
ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของ Spread และประเภทของ Spread เป็นพื้นฐานสำคัญที่โบรกเกอร์ Forex ชั้นนำมักให้ความรู้แก่นักลงทุนเพื่อความเข้าใจในการซื้อขาย โดยอ้างอิงจากบทความวิชาการและการศึกษาตลาด Forex ทั่วไป. · Babypips.com · Investopedia (Forex Spreads)
Fixed Spread กับ Floating Spread ต่างกันอย่างไร?
Fixed Spread และ Floating Spread มีความแตกต่างกันที่ความคงที่ของส่วนต่างราคา โดย Fixed Spread จะมีค่าส่วนต่างราคา Bid และ Ask ที่คงที่เสมอ
Fixed Spread และ Floating Spread มีความแตกต่างกันที่ความคงที่ของส่วนต่างราคา โดย Fixed Spread จะมีค่าส่วนต่างราคา Bid และ Ask ที่คงที่เสมอ ไม่ว่าตลาดจะมีความผันผวนมากน้อยเพียงใด ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถคาดการณ์ต้นทุนการเทรดได้ง่าย ซึ่งเหมาะกับนักเทรดที่เน้นการวางแผนระยะยาวหรือเทรดในช่วงที่ตลาดมีข่าวสำคัญ ขณะที่ Floating Spread หรือ Variable Spread จะมีค่าส่วนต่างที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาด ซึ่งหมายความว่าในช่วงที่ตลาดนิ่ง Spread อาจต่ำมากเพียง 0.5-1.0 pip แต่ในช่วงที่มีข่าวใหญ่หรือตลาดผันผวนรุนแรง Spread อาจถ่างกว้างขึ้นเป็น 5-10 pip หรือมากกว่านั้นได้.
ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและความเสี่ยงในการเทรด Fixed Spread ให้ความมั่นใจเรื่องต้นทุนที่แน่นอน ทำให้เหมาะกับนักเทรดที่ต้องการความชัดเจนและไม่ต้องการเซอร์ไพรส์จาก Spread ที่ถ่างออกกะทันหัน เช่น ในกรณีที่ตลาดเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความผันผวนสูง อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์ที่ให้บริการ Fixed Spread มักจะตั้งค่า Spread ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ Floating Spread ในช่วงตลาดปกติ เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่โบรกเกอร์ต้องรับเมื่อ Spread ในตลาดจริงถ่างออก ตัวอย่างเช่น Fixed Spread อาจอยู่ที่ 2.0-3.0 pip สำหรับคู่ EUR/USD ในขณะที่ Floating Spread อาจเริ่มต้นที่ 0.5-1.0 pip ในภาวะตลาดปกติ
ในทางกลับกัน Floating Spread มักจะมีค่า Spread ที่ต่ำกว่าในช่วงตลาดปกติ ทำให้เป็นที่นิยมสำหรับนักเทรดที่ต้องการลดต้นทุนการเทรดให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะนักเทรดที่เน้นกลยุทธ์ Scalping หรือ Day Trading ที่ต้องเข้าออกตลาดบ่อยครั้งและทุก Pip มีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของ Floating Spread คือการที่ Spread อาจถ่างออกอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสำคัญ ทำให้ต้นทุนการเทรดสูงขึ้นอย่างคาดไม่ถึงและอาจส่งผลกระทบต่อกำไรหรือแม้กระทั่งทำให้เกิด Margin Call ได้หากไม่มีการบริหารจัดการเงินทุนที่ดีพอ ดังนั้น การทำความเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองประเภทนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกโบรกเกอร์และวางแผนการเทรดให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและสถานการณ์ตลาดที่แตกต่างกันออกไป นักเทรดควรพิจารณาถึงความถี่ในการเทรด สไตล์การเทรด และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ Spread ประเภทใดประเภทหนึ่ง
Fixed Spread ทำงานอย่างไร?
Fixed Spread หมายถึง ส่วนต่างราคา Bid และ Ask ที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ให้คงที่ตลอดเวลา ไม่ว่าสภาพตลาดจะผันผวนเพียงใดก็ตาม โบรกเกอร์ที่ให้บริการ Fixed Spread จะรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดไว้เอง และจะคงค่า Spread ไว้ตามที่ประกาศไว้เสมอ ตัวอย่างเช่น หากโบรกเกอร์ประกาศ Fixed Spread สำหรับคู่ EUR/USD ที่ 2.0 pip เทรดเดอร์ก็จะต้องจ่าย 2.0 pip เสมอในการเปิดสถานะการซื้อขาย ไม่ว่าตลาดจะเกิดข่าวใหญ่หรือมีความผันผวนสูงแค่ไหนก็ตาม ข้อดีคือเทรดเดอร์สามารถคำนวณต้นทุนการเทรดได้อย่างแม่นยำและวางแผนการเทรดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง Spread ที่จะถ่างออกโดยไม่คาดคิด ซึ่งเหมาะกับนักเทรดมือใหม่หรือผู้ที่ต้องการความเสถียรของต้นทุน
Floating Spread ทำงานอย่างไร?
Floating Spread หรือ Variable Spread เป็นค่าส่วนต่างราคา Bid และ Ask ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาดแบบเรียลไทม์ โบรกเกอร์ที่ให้บริการ Floating Spread จะส่งคำสั่งซื้อขายไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Providers) หลายราย และเลือกราคาที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ทำให้ Spread สามารถแคบลงได้มากในช่วงตลาดปกติ บางครั้งอาจต่ำถึง 0.1-0.5 pip สำหรับคู่สกุลเงินหลัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง เช่น ช่วงประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ หรือช่วงที่สภาพคล่องในตลาดต่ำ Spread อาจถ่างออกไปได้มากถึง 5-10 pip ได้เช่นกัน ซึ่งนักเทรดต้องพร้อมรับความเสี่ยงจากต้นทุนที่อาจสูงขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ในทางกลับกันก็มีโอกาสได้รับ Spread ที่ต่ำกว่ามากในสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย
Spread แต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร?

การทำความเข้าใจข้อดีและข้อเสียของ Fixed Spread และ Floating Spread เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ Fixed Spread
การทำความเข้าใจข้อดีและข้อเสียของ Fixed Spread และ Floating Spread เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ Fixed Spread มีข้อดีหลักคือความแน่นอนของต้นทุน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักเทรดที่ต้องการวางแผนการเทรดล่วงหน้าและไม่ต้องการความผันผวนของค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการถ่างของ Spread ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ทำให้เหมาะสำหรับนักเทรดมือใหม่หรือผู้ที่ต้องการความมั่นคงในการจัดการต้นทุน ข้อเสียคือ Fixed Spread มักจะมีค่าสูงกว่า Floating Spread ในช่วงตลาดปกติ ตัวอย่างเช่น Fixed Spread สำหรับ EUR/USD อาจอยู่ที่ 2.0 pip ในขณะที่ Floating Spread อาจเริ่มต้นที่ 0.5 pip ทำให้ต้นทุนรวมอาจสูงกว่าหากเทรดในช่วงตลาดปกติบ่อยครั้ง.
ในส่วนของ Floating Spread ข้อดีที่โดดเด่นคือโอกาสที่จะได้รับ Spread ที่ต่ำมากในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงและมีความผันผวนต่ำ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเทรดได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เหมาะสำหรับนักเทรดที่เน้นกลยุทธ์ที่ต้องเข้าออกตลาดบ่อยครั้ง เช่น Scalping หรือ Day Trading ที่ทุก Pip มีความหมายอย่างมากในการสร้างกำไร โบรกเกอร์อย่าง Exness มักจะเสนอ Floating Spread ที่เริ่มต้นต่ำมากในบัญชีบางประเภท ทำให้ดึงดูดนักเทรดที่ต้องการความได้เปรียบด้านต้นทุน อย่างไรก็ตาม ข้อเสียสำคัญของ Floating Spread คือความไม่แน่นอนของต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงหรือมีข่าวสำคัญ Spread อาจถ่างออกอย่างรุนแรง ทำให้ต้นทุนการเทรดสูงขึ้นอย่างคาดไม่ถึง และอาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรหรือแม้กระทั่งทำให้ขาดทุนได้ ดังนั้น นักเทรดที่ใช้ Floating Spread จะต้องมีความเข้าใจและพร้อมรับมือกับความผันผวนของ Spread ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา.
การพิจารณาเลือกประเภท Spread จึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสไตล์การเทรด ความถี่ในการเทรด ความสามารถในการรับความเสี่ยง และความต้องการความแน่นอนของต้นทุน หากคุณเป็นนักเทรดที่ต้องการความมั่นคงและไม่ต้องการความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของ Spread Fixed Spread อาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่หากคุณเป็นนักเทรดที่เน้นการทำกำไรจาก Spread ที่แคบที่สุดในช่วงตลาดปกติและสามารถรับความเสี่ยงจาก Spread ที่ถ่างออกได้ Floating Spread ก็อาจจะตอบโจทย์มากกว่า การเลือกที่เหมาะสมจะช่วยให้การเทรดของคุณมีประสิทธิภาพและลดความเครียดได้มาก
ข้อดีและข้อเสียของ Fixed Spread?
ข้อดีของ Fixed Spread คือความแน่นอนของต้นทุนการเทรดที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ไม่ต้องกังวลเรื่อง Spread ถ่างออกในช่วงข่าวสำคัญหรือตลาดผันผวน ทำให้การวางแผนการเทรดง่ายขึ้น เหมาะสำหรับนักเทรดมือใหม่และผู้ที่ใช้กลยุทธ์ที่ต้องการต้นทุนที่คงที่ เช่น การเทรดแบบ Grid Trading หรือการวางแผน Stop Loss และ Take Profit ที่แม่นยำ ข้อเสียคือค่า Spread มักจะสูงกว่า Floating Spread ในช่วงตลาดปกติ ทำให้ต้นทุนรวมในการเทรดอาจสูงขึ้น และอาจไม่เหมาะกับนักเทรด Scalping ที่ต้องการค่า Spread ที่ต่ำที่สุด
ข้อดีและข้อเสียของ Floating Spread?
ข้อดีของ Floating Spread คือโอกาสที่จะได้รับ Spread ที่ต่ำมากในช่วงตลาดปกติ บางครั้งอาจต่ำถึง 0.1-0.5 pip ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเทรดได้อย่างมาก เหมาะสำหรับนักเทรด Scalping, Day Trading หรือนักเทรดที่มีปริมาณการเทรดสูงที่ต้องการความได้เปรียบด้านต้นทุน ข้อเสียคือความไม่แน่นอนของต้นทุน Spread อาจถ่างออกอย่างรุนแรงในช่วงตลาดผันผวนหรือข่าวสำคัญ ทำให้ต้นทุนการเทรดสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิด และอาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรอย่างมาก การวิเคราะห์ตลาดและข่าวสารจึงสำคัญมากสำหรับผู้ที่เลือกใช้ Floating Spread
เทรดเดอร์แบบไหนเหมาะกับ Fixed Spread มากกว่า?
Fixed Spread เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์บางกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความแน่นอนและสามารถคาดการณ์ต้นทุนได้
Fixed Spread เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์บางกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความแน่นอนและสามารถคาดการณ์ต้นทุนได้ โดยเฉพาะนักเทรดมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับความผันผวนของตลาด การมี Fixed Spread ช่วยให้พวกเขาสามารถเรียนรู้และฝึกฝนการเทรดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ นักเทรดที่ใช้กลยุทธ์การเทรดระยะยาว เช่น Swing Trading หรือ Position Trading ซึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าออกตลาดบ่อยครั้ง ก็จะได้รับประโยชน์จากความเสถียรของ Fixed Spread เพราะการที่ Spread ไม่ถ่างออกในช่วงตลาดปิดหรือช่วงที่มีข่าวสำคัญ ทำให้พวกเขาสามารถถือครองสถานะได้อย่างมั่นใจ.
กลุ่มนักเทรดอีกประเภทที่เหมาะสมกับ Fixed Spread คือผู้ที่เทรดในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญหรือเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทำให้ตลาดผันผวนสูง เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง หรือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ซึ่งมักจะทำให้ Floating Spread ถ่างออกอย่างรุนแรง การใช้ Fixed Spread ในช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมต้นทุนได้และลดความเสี่ยงจากการถูก Stop Loss กระทันหันจาก Spread ที่ถ่างออก ตัวอย่างเช่น หากเทรดเดอร์วาง Stop Loss ไว้ที่ 20 pip และปกติ Floating Spread อยู่ที่ 1 pip แต่เมื่อมีข่าวออกมา Spread ถ่างไป 10 pip สถานะอาจถูกปิดที่ Stop Loss โดยที่ราคาจริงยังไม่ถึงจุดที่ตั้งไว้ Fixed Spread จะช่วยลดปัญหานี้ได้.
สุดท้ายนี้ Fixed Spread ยังเหมาะกับนักเทรดที่ใช้ Expert Advisors (EAs) หรือระบบเทรดอัตโนมัติที่ต้องการความสม่ำเสมอของค่า Spread เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ เนื่องจากระบบเหล่านี้มักจะถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานภายใต้เงื่อนไข Spread ที่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงของ Spread อย่างกะทันหันอาจส่งผลให้ EAs ทำงานผิดพลาดหรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้ โบรกเกอร์บางแห่ง เช่น XM อาจมีบัญชีที่เสนอ Fixed Spread เพื่อตอบโจทย์เทรดเดอร์กลุ่มนี้โดยเฉพาะ การเลือก Fixed Spread จึงเป็นการลงทุนในความมั่นคงและลดความไม่แน่นอนของต้นทุนการเทรดของคุณในระยะยาว
มือใหม่ควรเลือก Fixed Spread หรือไม่?
สำหรับนักเทรดมือใหม่ Fixed Spread เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะช่วยให้พวกเขาสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจตลาดโดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของต้นทุนที่เกิดจาก Spread ที่ถ่างออก การที่ต้นทุนคงที่ทำให้การคำนวณกำไรขาดทุนและการบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการถูก Stop Loss ที่ไม่จำเป็นในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง ซึ่งอาจทำให้นักเทรดมือใหม่ท้อแท้ได้ อย่างไรก็ตาม มือใหม่ควรศึกษาว่า Fixed Spread ของโบรกเกอร์นั้นๆ มีค่าสูงเกินไปหรือไม่เมื่อเทียบกับ Floating Spread ในสภาวะตลาดปกติ
กลยุทธ์การเทรดแบบใดที่เหมาะกับ Fixed Spread?
กลยุทธ์ที่ต้องการความแน่นอนของต้นทุน เช่น Swing Trading, Position Trading หรือการเทรดที่รอดักข่าวสารสำคัญ การใช้ Fixed Spread จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถวางแผนการเข้าและออกตลาดได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องกังวลว่า Spread จะถ่างออกในจังหวะที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ระบบเทรดอัตโนมัติหรือ Expert Advisors (EAs) ที่ต้องการค่า Spread ที่คงที่เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน ก็เหมาะกับการใช้ Fixed Spread เช่นกัน การวิเคราะห์ตลาดโดยรวม เช่น การติดตาม SPDR flow หรือ ราคาทองย้อนหลัง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนกลยุทธ์เหล่านี้
Floating Spread เหมาะกับสไตล์การเทรดแบบใด?
Floating Spread เหมาะสมอย่างยิ่งกับนักเทรดที่เน้นกลยุทธ์การเทรดที่ต้องการค่า Spread ที่ต่ำที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร โดยเฉพาะนักเทรดแบบ Scalping
Floating Spread เหมาะสมอย่างยิ่งกับนักเทรดที่เน้นกลยุทธ์การเทรดที่ต้องการค่า Spread ที่ต่ำที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร โดยเฉพาะนักเทรดแบบ Scalping และ Day Trading ซึ่งมีการเปิดและปิดสถานะบ่อยครั้งในแต่ละวัน การที่ Spread ต่ำในช่วงตลาดปกติจะช่วยลดต้นทุนการเทรดต่อครั้งได้อย่างมหาศาล ทำให้สามารถทำกำไรจากกรอบราคาที่แคบลงได้ ตัวอย่างเช่น หากเทรดเดอร์ Scalping เปิด 10 ออเดอร์ต่อวัน และ Floating Spread ต่ำกว่า Fixed Spread เฉลี่ย 1 pip การประหยัดต้นทุนรวมจะอยู่ที่ 10 pip ต่อวัน ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลกำไรในระยะยาว.
นอกจากนี้ Floating Spread ยังเหมาะสำหรับนักเทรดที่มีความเข้าใจและสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดี นักเทรดกลุ่มนี้มักจะมีการวิเคราะห์ตลาดอย่างใกล้ชิดและหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงที่ Spread อาจถ่างออก เช่น ช่วงประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ หรือช่วงที่สภาพคล่องในตลาดต่ำ พวกเขามักจะเลือกเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความคึกคักและมีสภาพคล่องสูง เช่น ช่วงตลาดลอนดอนหรือตลาดนิวยอร์ก ซึ่งมักจะมี Floating Spread ที่แคบที่สุด โบรกเกอร์ชั้นนำหลายแห่ง เช่น Exness หรือ ICMarkets มักจะเสนอ Floating Spread ที่เริ่มต้นต่ำมากในบัญชีประเภท Raw Spread หรือ Zero Account เพื่อดึงดูดนักเทรดมืออาชีพที่ต้องการความได้เปรียบด้านต้นทุน.
การเลือกใช้ Floating Spread ยังเหมาะกับนักเทรดที่มีเงินทุนสำรองเพียงพอและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ Spread อาจถ่างออกไปได้ นักเทรดกลุ่มนี้จะเข้าใจว่าแม้ Spread จะถ่างออกไปบ้างในบางช่วงเวลา แต่โดยเฉลี่ยแล้วต้นทุนการเทรดของพวกเขายังคงต่ำกว่าการใช้ Fixed Spread หากพวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงได้ การฝึกฝนการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเทรดที่ใช้ Floating Spread เพื่อให้สามารถเข้าออกตลาดได้อย่างชาญฉลาดและทำกำไรได้อย่างยั่งยืน การทำความเข้าใจพฤติกรรมของ Spread ในแต่ละช่วงเวลาจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จกับ Floating Spread
Scalping และ Day Trading ควรใช้ Spread แบบไหน?
สำหรับ Scalping และ Day Trading ซึ่งเน้นการเปิดปิดออเดอร์จำนวนมากในเวลาอันสั้น Floating Spread ที่ต่ำในช่วงตลาดปกติเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะช่วยลดต้นทุนต่อการเทรดแต่ละครั้งได้อย่างมาก ทำให้สามารถทำกำไรจากราคาที่เคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยได้ อย่างไรก็ตาม นักเทรดต้องระมัดระวังช่วงที่ Spread ถ่างออกและควรมีกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่ดีเยี่ยม เพื่อป้องกันผลกระทบจากการที่ต้นทุนสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิด
นักเทรดที่มีประสบการณ์เลือก Floating Spread เพราะอะไร?
นักเทรดที่มีประสบการณ์มักเลือก Floating Spread เนื่องจากพวกเขามีความเข้าใจตลาดและสามารถหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ Spread ถ่างออกได้ ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จาก Spread ที่ต่ำมากในช่วงตลาดปกติเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรสูงสุด นอกจากนี้ พวกเขายังมักจะมีเงินทุนสำรองและการบริหารความเสี่ยงที่ดีพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่ Spread อาจผันผวนได้ การเลือก Floating Spread จึงเป็นกลยุทธ์ที่นักเทรดมืออาชีพใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรในระยะยาว
โบรกเกอร์ Forex มีค่า Spread เฉลี่ยเท่าไหร่ในปี 2026?

ค่า Spread เฉลี่ยที่โบรกเกอร์ Forex เสนอในปี 2026 มีความหลากหลายอย่างมาก ขึ้นอยู่กับประเภทของ Spread, คู่สกุลเงิน, ประเภทบัญชี และสภาวะตลาด
ค่า Spread เฉลี่ยที่โบรกเกอร์ Forex เสนอในปี 2026 มีความหลากหลายอย่างมาก ขึ้นอยู่กับประเภทของ Spread, คู่สกุลเงิน, ประเภทบัญชี และสภาวะตลาด โดยทั่วไปแล้ว สำหรับคู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD โบรกเกอร์ที่ให้บริการ Fixed Spread มักจะเสนอค่า Spread อยู่ที่ประมาณ 2.0-3.0 pip ในขณะที่โบรกเกอร์ที่ให้บริการ Floating Spread จะมีค่าเริ่มต้นที่ต่ำกว่ามาก เช่น 0.5-1.5 pip ในช่วงตลาดปกติสำหรับบัญชีมาตรฐาน และอาจต่ำถึง 0.0-0.3 pip ในบัญชีประเภท Raw Spread หรือ Zero Account ที่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นแทน.
ตัวอย่างเช่น โบรกเกอร์อย่าง Exness ในบัญชี Standard อาจมี Floating Spread สำหรับ EUR/USD เริ่มต้นที่ 0.7 pip ในขณะที่บัญชี Zero Account อาจมี Spread เริ่มต้นที่ 0.0 pip พร้อมค่าคอมมิชชั่นประมาณ 3.5 USD ต่อล็อตต่อข้าง (7 USD ไป-กลับ) สำหรับคู่สกุลเงินเดียวกัน ส่วนโบรกเกอร์ที่เน้น Fixed Spread อาจเสนอ EUR/USD ที่ 2.5 pip ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม สำหรับคู่สกุลเงินรองหรือคู่สกุลเงินแปลกใหม่ (Exotic Pairs) ค่า Spread จะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยอาจเริ่มต้นที่ 10-50 pip สำหรับ Fixed Spread และ 5-30 pip สำหรับ Floating Spread ในช่วงตลาดปกติ
สิ่งที่สำคัญคือนักเทรดควรตรวจสอบตาราง Spread ของโบรกเกอร์ที่สนใจอย่างละเอียด และพิจารณาต้นทุนรวมทั้งหมด ซึ่งอาจรวมถึงค่าคอมมิชชั่น (ถ้ามี) Swap Fee และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ด้วย โบรกเกอร์บางแห่งอาจโฆษณา Spread ที่ต่ำมาก แต่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นสูง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนรวมไม่ได้ถูกกว่าที่คิดไว้เสมอไป นอกจากนี้ สภาวะตลาดก็เป็นปัจจัยสำคัญ หากเทรดในช่วงที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น ตลาดปิดวันศุกร์ หรือช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ Spread ของ Floating Spread อาจถ่างออกไปได้มากถึง 10-20 pip ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น การเข้าใจค่า Spread เฉลี่ยเหล่านี้จะช่วยให้คุณเปรียบเทียบโบรกเกอร์และเลือกบัญชีที่เหมาะสมกับกลยุทธ์การเทรดของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในปี 2026 นี้
ค่า Spread สำหรับคู่สกุลเงินหลักเฉลี่ยเท่าไหร่?
สำหรับคู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY ค่า Fixed Spread โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.0-3.0 pip ในขณะที่ Floating Spread สำหรับบัญชีมาตรฐานอาจเริ่มต้นที่ 0.5-1.5 pip และสำหรับบัญชี Raw Spread อาจต่ำถึง 0.0-0.3 pip พร้อมค่าคอมมิชชั่น การเลือกบัญชีที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นแต่มี Spread สูง หรือมีค่าคอมมิชชั่นแต่ Spread ต่ำ ขึ้นอยู่กับความถี่และปริมาณการเทรดของคุณ
โบรกเกอร์มีค่าคอมมิชชั่นอย่างไรกับ Spread?
โบรกเกอร์ที่มี Floating Spread ต่ำมาก (เช่น 0.0-0.3 pip) มักจะเก็บค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติมต่อล็อตที่เทรด ตัวอย่างเช่น Exness ในบัญชี Zero Account อาจเก็บค่าคอมมิชชั่นประมาณ 3.5 USD ต่อล็อตต่อข้าง (รวม 7 USD ต่อล็อตไป-กลับ) สำหรับ EUR/USD ในขณะที่โบรกเกอร์ที่มี Fixed Spread หรือ Floating Spread ที่สูงกว่าเล็กน้อย มักจะไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติม การพิจารณาต้นทุนรวมทั้งหมดจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เราจะเลือกประเภท Spread ที่เหมาะสมกับตัวเองได้อย่างไร?
การเลือกประเภท Spread ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของแต่ละบุคคลเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำกำไรและการบริหารความเสี่ยง
การเลือกประเภท Spread ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของแต่ละบุคคลเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำกำไรและการบริหารความเสี่ยง ขั้นตอนแรกคือการประเมินสไตล์การเทรดของคุณเอง หากคุณเป็นนักเทรดมือใหม่ที่ต้องการความแน่นอนของต้นทุน หรือใช้กลยุทธ์ระยะยาวที่ไม่ได้เข้าออกตลาดบ่อยครั้ง Fixed Spread อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพราะคุณสามารถคาดการณ์ต้นทุนได้ล่วงหน้าและไม่ต้องกังวลเรื่อง Spread ที่ถ่างออกในช่วงตลาดผันผวน ตัวอย่างเช่น หากคุณวางแผนการเทรดรายสัปดาห์ การที่ Spread คงที่ 2.5 pip จะช่วยให้คุณคำนวณกำไรขาดทุนได้ง่ายกว่า.
ในทางกลับกัน หากคุณเป็นนักเทรดที่มีประสบการณ์ เน้นการทำ Scalping หรือ Day Trading ที่ต้องเข้าออกตลาดบ่อยครั้งและต้องการลดต้นทุนต่อการเทรดให้ได้มากที่สุด Floating Spread ที่มีค่าเริ่มต้นต่ำในช่วงตลาดปกติจะตอบโจทย์มากกว่า คุณต้องมั่นใจว่าคุณสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่ Spread อาจถ่างออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โบรกเกอร์ชั้นนำหลายแห่งเสนอประเภทบัญชีที่หลากหลาย เช่น บัญชี Standard, Raw Spread หรือ Zero Account ซึ่งมีเงื่อนไข Spread ที่แตกต่างกันไป การทดลองใช้บัญชีทดลอง (Demo Account) ของโบรกเกอร์ต่างๆ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจว่า Spread ประเภทใดเหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณมากที่สุด.
นอกจากนี้ ให้พิจารณาถึงปริมาณการเทรดและเงินทุนสำรองของคุณ หากคุณเทรดด้วยล็อตขนาดใหญ่และบ่อยครั้ง การประหยัดเพียงไม่กี่ Pip จาก Floating Spread ที่ต่ำกว่าจะส่งผลอย่างมากต่อผลกำไรในระยะยาว แต่หากคุณมีเงินทุนจำกัดและไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการถูก Stop Loss กระทันหันเนื่องจาก Spread ที่ถ่างออกได้ Fixed Spread อาจเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า การศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบเงื่อนไขของโบรกเกอร์ต่างๆ อย่างละเอียด เช่น ค่า Spread เฉลี่ย, ค่าคอมมิชชั่น, และเงื่อนไขการฝากถอนเงิน เป็นขั้นตอนที่สำคัญก่อนตัดสินใจเลือก การตัดสินใจที่รอบคอบจะช่วยให้คุณสามารถเทรด Forex ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในระยะยาว.
ปัจจัยสำคัญในการเลือก Spread มีอะไรบ้าง?
ปัจจัยสำคัญได้แก่ สไตล์การเทรด (Scalping, Day Trading, Swing Trading), ความถี่ในการเทรด, ความสามารถในการรับความเสี่ยง, เงินทุนสำรอง, และประเภทของคู่สกุลเงินที่เทรด หากคุณเทรดคู่สกุลเงินหลักบ่อยครั้ง Floating Spread อาจให้ต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่หากเทรดคู่สกุลเงินแปลกใหม่ หรือเทรดช่วงข่าวสำคัญ Fixed Spread อาจให้ความแน่นอนที่มากกว่า
ควรทดลองเทรดด้วย Demo Account ก่อนตัดสินใจหรือไม่?
การทดลองเทรดด้วยบัญชีทดลอง (Demo Account) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ช่วยให้คุณได้สัมผัสกับสภาวะ Spread ของโบรกเกอร์นั้นๆ ในแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องใช้เงินจริง คุณจะได้เห็นว่า Floating Spread มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงเวลาต่างๆ ของตลาด และ Fixed Spread มีความคงที่ตามที่โบรกเกอร์ระบุหรือไม่ การทดลองนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกประเภท Spread และโบรกเกอร์ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
มีข้อควรระวังอะไรบ้างเมื่อเทรดด้วย Spread ทั้งสองประเภท?
ไม่ว่าคุณจะเลือก Fixed Spread หรือ Floating Spread ก็มีข้อควรระวังที่นักเทรดทุกคนควรทราบเพื่อป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรด สำหรับ
ไม่ว่าคุณจะเลือก Fixed Spread หรือ Floating Spread ก็มีข้อควรระวังที่นักเทรดทุกคนควรทราบเพื่อป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรด สำหรับ Fixed Spread แม้ว่าจะให้ความแน่นอนของต้นทุน แต่ก็มักจะมีค่า Spread ที่สูงกว่า Floating Spread ในช่วงตลาดปกติ ทำให้ต้นทุนรวมในการเทรดอาจสูงขึ้นหากคุณเทรดบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงมาก โบรกเกอร์บางรายที่เสนอ Fixed Spread อาจมีการ Requote (เสนอราคาใหม่) หรือปฏิเสธคำสั่งซื้อขายของคุณเพื่อปกป้องตัวเองจากความเสี่ยง นี่เป็นข้อควรระวังที่สำคัญที่นักเทรดควรตรวจสอบนโยบายของโบรกเกอร์ให้ดีก่อนตัดสินใจ.
สำหรับ Floating Spread ข้อควรระวังหลักคือความผันผวนของ Spread ที่อาจถ่างออกอย่างรุนแรงในช่วงเวลาสำคัญ เช่น การประกาศข่าวเศรษฐกิจ (Non-Farm Payrolls, อัตราดอกเบี้ย) หรือช่วงตลาดปิดท้ายสัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการเทรดสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิด และอาจส่งผลให้สถานะถูกปิดที่ Stop Loss โดยไม่คาดฝัน หรือเกิด Margin Call ได้หากไม่มีการบริหารจัดการเงินทุนที่ดีพอ นักเทรดควรหลีกเลี่ยงการเปิดสถานะในช่วงเวลาดังกล่าว หรือลดขนาดล็อตลงเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ โบรกเกอร์บางรายอาจมี ‘Minimum Spread’ หรือ ‘Average Spread’ ที่ดูดี แต่ในความเป็นจริง Spread อาจถ่างออกบ่อยครั้งและกว้างกว่าที่คาดไว้.
อีกหนึ่งข้อควรระวังคือการเปรียบเทียบโบรกเกอร์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าค่า Spread ที่แสดงเป็นแบบเรียลไทม์หรือไม่ และมีการคิดค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติมหรือไม่ในกรณีของ Floating Spread ต่ำๆ โบรกเกอร์บางรายอาจมีเงื่อนไขแอบแฝงที่ทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าที่คิด ควรศึกษาจากเว็บไซต์ทางการของโบรกเกอร์และรีวิวจากผู้ใช้งานจริง เช่น การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ แอปพลิเคชันเทรด Forex ที่โบรกเกอร์นั้นๆ มีให้บริการและอ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริง การเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือและมีใบอนุญาตกำกับดูแลที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องเงินทุนของคุณจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม การตระหนักถึงข้อควรระวังเหล่านี้จะช่วยให้คุณเทรด Forex ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Requote หรือ Slippage กับ Fixed Spread คืออะไร?
แม้ Fixed Spread จะให้ความแน่นอน แต่ในสภาวะตลาดที่ผันผวนรุนแรง โบรกเกอร์บางรายอาจมีการ Requote (เสนอราคาใหม่) ซึ่งหมายถึงการที่คำสั่งซื้อขายของคุณไม่สามารถดำเนินการได้ที่ราคาที่คุณต้องการ และโบรกเกอร์จะเสนอราคาใหม่ให้ หรืออาจเกิด Slippage เล็กน้อย ซึ่งคำสั่งซื้อขายของคุณถูกดำเนินการที่ราคาแตกต่างจากที่คาดไว้เล็กน้อย นี่เป็นกลไกที่โบรกเกอร์ใช้เพื่อจัดการความเสี่ยง ซึ่งนักเทรดควรทราบและทำความเข้าใจ
Floating Spread ถ่างออกเมื่อไหร่และควรทำอย่างไร?
Floating Spread มักจะถ่างออกในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง สภาพคล่องต่ำ หรือมีการประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การประกาศตัวเลข Non-Farm Payrolls หรือการประชุมธนาคารกลาง สิ่งที่ควรทำคือ หลีกเลี่ยงการเปิดสถานะใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าว หากมีสถานะเปิดอยู่ ควรพิจารณาการบริหารความเสี่ยง เช่น ลดขนาดล็อต หรือเพิ่มระยะ Stop Loss ให้กว้างขึ้นชั่วคราว เพื่อป้องกันการถูกปิดสถานะโดยไม่จำเป็นจาก Spread ที่ถ่างออก
| คุณสมบัติ | Fixed Spread | Floating Spread |
|---|---|---|
| ความคงที่ของ Spread | คงที่เสมอ (เช่น 2.0-3.0 pip) | เปลี่ยนแปลงตามตลาด (เช่น 0.5-5.0+ pip) |
| ต้นทุนการเทรด (ตลาดปกติ) | สูงกว่าเล็กน้อย | ต่ำกว่ามาก (เริ่มต้น 0.0-1.5 pip) |
| ความเสี่ยง Spread ถ่าง | ต่ำมาก (อาจมี Requote/Slippage) | สูง (ถ่างออกมากช่วงข่าว/ผันผวน) |
| เหมาะกับเทรดเดอร์ | มือใหม่, Swing/Position Trader, เทรดข่าว | Scalper, Day Trader, มืออาชีพ |
| การคาดการณ์ต้นทุน | ง่าย, แม่นยำ | ยาก, ต้องติดตามตลาด |
| ค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติม | มักจะไม่มี | อาจมี (สำหรับบัญชี Spread ต่ำมาก) |
ตัวอย่างตัวเลขจริง
- ตัวอย่างที่ 1: การคำนวณต้นทุน Fixed Spread – หากคุณเทรด 1 Lot EUR/USD ด้วย Fixed Spread ที่ 2.5 pip และ 1 pip มีค่า 10 USD (สำหรับ Standard Lot) ต้นทุนต่อการเปิด-ปิดสถานะคือ 2.5 pip * 10 USD = 25 USD เสมอ ไม่ว่าตลาดจะผันผวนเพียงใด (ตัวเลขตัวอย่าง ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน)
- ตัวอย่างที่ 2: การคำนวณต้นทุน Floating Spread – หากคุณเทรด 1 Lot EUR/USD ด้วย Floating Spread: ในช่วงตลาดปกติ Spread อาจอยู่ที่ 0.8 pip ต้นทุนคือ 0.8 pip <em> 10 USD = 8 USD แต่ในช่วงประกาศข่าวสำคัญ Spread อาจถ่างเป็น 8.0 pip ต้นทุนจะเพิ่มเป็น 8.0 pip </em> 10 USD = 80 USD (ตัวเลขตัวอย่าง ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน)
สรุปประเด็นสำคัญ
- Fixed Spread ให้ความแน่นอนของต้นทุน แต่มีค่าสูงกว่าในช่วงตลาดปกติ
- Floating Spread ให้ Spread ที่ต่ำกว่ามากในช่วงตลาดปกติ แต่มีความเสี่ยงที่จะถ่างออกอย่างรุนแรง
- นักเทรดมือใหม่และกลยุทธ์ระยะยาวเหมาะกับ Fixed Spread
- Scalper, Day Trader และนักเทรดมืออาชีพมักเลือก Floating Spread เพื่อลดต้นทุน
- ควรพิจารณาสไตล์การเทรด ความถี่ และความสามารถในการรับความเสี่ยงก่อนเลือกประเภท Spread
- ทดลองใช้ Demo Account เพื่อเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ เช่น XM หรือ Exness
- ตรวจสอบเงื่อนไขค่าคอมมิชชั่นและนโยบาย Requote/Slippage ของโบรกเกอร์อย่างละเอียด
สรุป

การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Fixed Spread และ Floating Spread เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเทรด Forex ทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ การเลือกประเภท Spread ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรด กลยุทธ์ และความสามารถในการรับความเสี่ยงของคุณ จะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรได้อย่างยั่งยืน.
อย่าลืมว่าไม่มี Spread ประเภทใดที่ ‘ดีที่สุด’ สำหรับทุกคน การศึกษาข้อมูล ทดลองใช้บัญชีทดลอง และเปรียบเทียบเงื่อนไขของโบรกเกอร์ต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและประสบความสำเร็จในตลาด Forex ในปี 2026 นี้ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเทรด!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Fixed Spread มีข้อดีสำหรับมือใหม่จริงหรือ?
ใช่ Fixed Spread มีข้อดีสำหรับมือใหม่อย่างมาก เพราะช่วยให้สามารถคาดการณ์ต้นทุนการเทรดได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องกังวลเรื่อง Spread ที่ถ่างออกอย่างกะทันหัน ซึ่งลดความเครียดและทำให้การเรียนรู้ตลาดง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบว่าค่า Fixed Spread นั้นสูงเกินไปหรือไม่เมื่อเทียบกับ Floating Spread ในสภาวะตลาดปกติ.
Floating Spread ต่ำสุดเท่าไหร่ได้บ้าง?
Floating Spread สามารถต่ำได้ถึง 0.0-0.3 pip สำหรับคู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD ในบัญชีประเภท Raw Spread หรือ Zero Account ที่โบรกเกอร์บางแห่งเสนอ ซึ่งมักจะมีการเก็บค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติมต่อล็อตที่เทรด เพื่อชดเชย Spread ที่ต่ำมากนั้น.
โบรกเกอร์ XM และ Exness มี Spread แบบไหน?
ทั้ง XM และ Exness เป็นโบรกเกอร์ยอดนิยมที่มี Spread ทั้งสองประเภทให้บริการ โดย XM มีตัวเลือกบัญชีที่เสนอ Fixed Spread ในบางประเภท ส่วน Exness โดดเด่นเรื่อง Floating Spread ที่ต่ำมากในบัญชี Standard และ Zero Account ควรตรวจสอบเงื่อนไข Spread ในแต่ละประเภทบัญชีของโบรกเกอร์โดยตรง.
ควรเปลี่ยน Spread ประเภทอื่นเมื่อตลาดผันผวนหรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อคุณเลือกประเภทบัญชีแล้ว Spread จะเป็นไปตามเงื่อนไขของบัญชีนั้นๆ การเปลี่ยนประเภท Spread หมายถึงการเปลี่ยนประเภทบัญชี ซึ่งอาจทำได้แต่ไม่สะดวกในทันที นักเทรดควรวางแผนล่วงหน้าว่าจะใช้ Spread ประเภทใดให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและสภาวะตลาดที่คาดการณ์ไว้.
ทำไม Floating Spread ถึงถ่างออกในช่วงข่าวสำคัญ?
Floating Spread ถ่างออกในช่วงข่าวสำคัญเนื่องจากตลาดมีความผันผวนสูงมากและสภาพคล่องลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ความแตกต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ของผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Providers) กว้างขึ้น โบรกเกอร์จึงต้องปรับ Spread ให้กว้างขึ้นตามไปด้วยเพื่อป้องกันความเสี่ยงของตนเอง.
พร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นเทรด Forex อย่างมืออาชีพ? ลองเปิดบัญชีกับ XM วันนี้เพื่อสัมผัสประสบการณ์เทรดที่ยอดเยี่ยมและเงื่อนไข Spread ที่หลากหลาย คลิกเลย!
การลงทุนในตลาด Forex มีความเสี่ยงสูง เงินลงทุนของคุณอาจสูญเสียได้ทั้งหมดหรือบางส่วน การเทรดด้วยเลเวอเรจอาจนำไปสู่การขาดทุนที่เกินกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นได้ โปรดพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
แนะนำเว็บในเครือ: xmsignal.com | siamlancard.com | siam2r.com | siamcafe.net | siamcafebook.com | icafecloud.net
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย





TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文