ราคาทองคำย้อนหลัง 100 ปี เปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลจาก 20.67 USD เป็นระดับหลักพันดอลลาร์
- ทำไมต้องศึกษาประวัติศาสตร์ราคาทองคำย้อนหลัง 100 ปี?
- ยุคทองคำมาตรฐานและมหาวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลต่อราคาอย่างไร?
- ระบบเบรตตันวูดส์และนิกสันช็อกเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดทองคำอย่างไร?
- ตลาดหมีและตลาดกระทิงส่งผลต่อราคาทองคำอย่างไร?
- ยุคปัจจุบันของราคาทองคำมีบริบทอย่างไร?
- บทเรียนจากราคาทองคำ 100 ปี ช่วยนักลงทุนอย่างไร?
- วิธีลงทุนทองคำในปัจจุบันเริ่มต้นอย่างไร?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราคาทองคำ
ทำไมต้องศึกษาประวัติศาสตร์ราคาทองคำย้อนหลัง 100 ปี?

การศึกษาประวัติศาสตร์ราคาทองคำย้อนหลัง 100 ปี เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจวัฏจักรเศรษฐกิจโลกและบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่เก็บรักษามูลค่าได้อย่างแท้จริง เมื่อเห็นภาพใหญ่จะช่วยปรับกลยุทธ์การลงทุนให้แม่นยำยิ่งขึ้น ข้อมูลจาก IMF ระบุว่าทองคำมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 11,500 ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

ความสำคัญของทองคำในระบบเศรษฐกิจโลก
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มนุษย์ให้คุณค่ามานานกว่า 5,000 ปี แต่ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงของราคาเกิดขึ้นอย่างมหาศาล จากระดับ 20.67 USD ต่อออนซ์ในยุคปี 1926 จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ราคาทะลุหลักพันดอลลาร์ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์จึงเป็นการมองเห็นรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาในอดีตเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน
บทบาทของทองคำในตลาด Forex
สำหรับเทรดเดอร์ในตลาด Forex ทองคำหรือ XAU USD ไม่ได้เป็นเพียงโลหะมีค่าแต่เป็นสินทรัพย์ลี้ภัยที่มีความสัมพันธ์ผกผันกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเกิดความผันผวน นักลงทุนมักจะหันมาถือทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง การวิเคราะห์กราฟย้อนหลังจึงช่วยให้กำหนดจุดเข้าและตั้งค่า SL TP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ประวัติศาสตร์ราคาทองคำ 100 ปี สะท้อนให้เห็นว่าสินทรัพย์นี้ไม่ได้เคลื่อนไหวแบบสุ่ม แต่ตอบสนองต่อนโยบายการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน นักลงทุนที่เข้าใจรอบเหตุการณ์จะสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่าเสมอ”
— ทีมวิเคราะห์กลยุทธ์ตลาด, iCafeForex
ยุคทองคำมาตรฐานและมหาวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลต่อราคาอย่างไร?
ยุคทองคำมาตรฐานเป็นช่วงเวลาที่ราคาทองคำถูกตรึงไว้กับค่าเงินดอลลาร์เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน แต่เมื่อเกิดมหาวิกฤตเศรษฐกิจรัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ราคาทองคำถูกปรับเพิ่มขึ้นทันทีร้อยละ 69 ตามประกาศ Executive Order 6102 ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
ระบบทองคำมาตรฐานคืออะไร
ในช่วงปี 1926 ถึง 1933 สหรัฐอเมริกาและประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ใช้ระบบที่ค่าของเงินดอลลาร์ถูกผูกติดกับทองคำในอัตรา 1 ออนซ์เท่ากับ 20.67 USD ทุกดอลลาร์สามารถแลกเป็นทองคำได้ ราคาจึงคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ข้อดีคือเสถียรภาพทางการเงินสูงและเงินเฟ้อต่ำมาก แต่ข้อเสียคือรัฐบาลไม่สามารถพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต
บทเรียนจากมหาเศรษฐกิจตกต่ำปี 1929
วิกฤตตลาดหุ้นวอลสตรีทถล่มในปี 1929 ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำอย่างรุนแรง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศลดลงร้อยละ 30 อัตราว่างงานพุ่งถึงร้อยละ 25 ธนาคารล้มละลายกว่า 9,000 แห่ง ในปี 1933 ประธานาธิบดีโรสเวลต์ออกคำสั่งผู้บริหารให้ประชาชนส่งมอบทองคำให้รัฐบาล จากนั้นปรับราคาจาก 20.67 USD เป็น 35 USD ต่อออนซ์ นี่คือการลดค่าเงินดอลลาร์ครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ผู้ที่ถือทองคำก่อนถูกยึดได้กำไรทันที
ระบบเบรตตันวูดส์และนิกสันช็อกเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดทองคำอย่างไร?

ระบบเบรตตันวูดส์สร้างเสถียรภาพให้ราคาทองคำคงที่ยาวนานหลายทศวรรษ ก่อนจะถูกท้าทายด้วยภาระการคลังจนนำไปสู่การยกเลิกในที่สุด การตัดสินใจของประธานาธิบดีนิกสันทำให้ราคาทองคำพุ่งจาก 35 USD ไปสู่ระดับ 195 USD ภายในเวลาเพียง 3 ปี ตามข้อมูลอัตราเงินเฟ้อที่บันทึกโดย Federal Reserve
ความหมายของระบบเบรตตันวูดส์
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1944 ผู้แทน 44 ประเทศประชุมที่เบรตตันวูดส์เพื่อสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศใหม่ ข้อตกลงหลักคือดอลลาร์สหรัฐผูกกับทองคำที่ 35 USD ต่อออนซ์ สกุลเงินอื่นผูกกับดอลลาร์ในอัตราคงที่ ระบบนี้ทำให้ดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลกและราคาทองคำคงที่ตลอด 27 ปี
เหตุผลที่นิกสันยกเลิกทองคำมาตรฐาน
ในทศวรรษ 1960 สหรัฐใช้จ่ายมหาศาลในสงครามเวียดนามและโครงการสังคมมหาศาล ทำให้ต้องพิมพ์ดอลลาร์มากขึ้น ประเทศอื่นเริ่มแลกดอลลาร์เป็นทองคำจนทุนสำรองของสหรัฐลดลงอย่างรวดเร็ว วันที่ 15 สิงหาคม 1971 ประธานาธิบดีนิกสันประกาศยกเลิกการแลกดอลลาร์เป็นทองคำ ยุติระบบเดิม ตั้งแต่นั้นมาราคาทองคำถูกกำหนดโดยตลาดเสรี

ผลกระทบต่อราคาทองคำในทศวรรษ 1970
หลังเหตุการณ์ช็อก ราคาทองคำพุ่งขึ้นจาก 35 USD ในปี 1971 ไปถึง 195 USD ในปี 1974 ก่อนจะลดลงเหลือ 100 USD ในปี 1976 และพุ่งขึ้นอีกครั้งไปถึง 850 USD ในเดือนมกราคม 1980 การพุ่งขึ้นนี้เกิดจากวิกฤตน้ำมันอัตราเงินเฟ้อสูงในสหรัฐถึงร้อยละ 14.8 ในปี 1980 ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และการสูญเสียความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐ
ตารางสรุปจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาทองคำย้อนหลัง 100 ปี
| ปี | ราคาทองคำ (USD/oz) | เหตุการณ์สำคัญ | การเปลี่ยนแปลง |
|---|---|---|---|
| 1926 | 20.67 | ยุคทองคำมาตรฐาน | คงที่ |
| 1934 | 35.00 | รัฐบาลยึดทองคำและประเมินราคาใหม่ | +69% |
| 1944 | 35.00 | ข้อตกลงเบรตตันวูดส์ | คงที่ |
| 1971 | 35.00 | นิกสันช็อกยุติทองคำมาตรฐาน | คงที่ |
| 1975 | 161.00 | อนุญาตให้พลเมืองสหรัฐเทรดทองคำได้ | +360% จากปี 1971 |
| 1980 | 850.00 | วิกฤตน้ำมันและเงินเฟ้อสูงสุด | +2328% จากปี 1971 |
| 1999 | 252.80 | ตลาดหมีราคาต่ำสุด | -70% จากปี 1980 |
| 2008 | 869.75 | วิกฤตการเงินโลกเริ่มต้น | +244% จากปี 1999 |
| 2011 | 1895.00 | วิกฤตหนี้ยุโรปและอันดับเครดิตสหรัฐถูกลด | +649% จากปี 1999 |
| 2020 | 2067.15 | การระบาดของไวรัสโควิดสูงสุด | +718% จากปี 1999 |
| 2024 | 2450.00 | การลดการพึ่งพาดอลลาร์และธนาคารกลางซื้อจำนวนมาก | +869% จากปี 1999 |
ตลาดหมีและตลาดกระทิงส่งผลต่อราคาทองคำอย่างไร?
ราคาทองคำมีวัฏจักรของตลาดหมีและตลาดกระทิงที่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยมีอิทธิพลอย่างมากต่อทิศทางราคาระยะยาว การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐถึงระดับร้อยละ 20 ในปี 1981 เป็นปัจจัยหลักที่กดให้ราคาทองคำเข้าสู่ตลาดหมียาวนานต่อเนื่อง 20 ปี ตามบันทึกนโยบายของ Federal Reserve
สาเหตุที่ทองคำลดลงจาก 850 เหลือ 252 ดอลลาร์
หลังจากทำราคาสูงสุดที่ 850 USD ในเดือนมกราคม 1980 ราคาทองคำเข้าสู่ตลาดหมีที่ยาวนานถึง 20 ปี ลดลงจาก 850 USD เหลือ 252.80 USD ในปี 1999 สาเหตุหลักคือปอล วอลเกอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึงร้อยละ 20 ในปี 1981 เพื่อปราบเงินเฟ้อ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรสูงมาก ทองคำไม่น่าดึงดูด เงินเฟ้อลดลงจากร้อยละ 14.8 เหลือร้อยละ 3 ถึง 4 ในกลางทศวรรษ 1980 ตลาดหุ้นเติบโตแข็งแกร่ง และธนาคารกลางหลายประเทศขายทองคำในราคาต่ำสุด
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดกระทิงปี 2001 ถึง 2011
ราคาทองคำเริ่มตลาดกระทิงใหม่จากจุดต่ำสุด 252.80 USD ในปี 1999 ขึ้นไปถึง 1895 USD ในเดือนกันยายน 2011 ปัจจัยหลักคือฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2000 ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นลดลง เหตุการณ์ก่อการร้ายในอเมริกาสร้างความหวาดกลัว ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 6.5 เหลือร้อยละ 1 ในปี 2003 วิกฤตการเงินปี 2008 ธนาคารกลางทั่วโลกทำการผ่อนคลายเชิงปริมาณพิมพ์เงินมหาศาล และวิกฤตหนี้ยุโรป
ช่วงการพักตัวของราคาปี 2012 ถึง 2019
หลังจากทำราคาสูงสุดที่ 1895 USD ในปี 2011 ราคาทองคำลดลงเหลือ 1050 USD ในเดือนธันวาคม 2015 สาเหตุหลักคือธนาคารกลางเริ่มลดขนาดการผ่อนคลายเชิงปริมาณในปี 2013 และเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม 2015 เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว ตลาดหุ้นเติบโตต่อเนื่อง ดอลลาร์แข็งค่า และอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมาย หลังจากจุดต่ำสุดในปี 2015 ราคาทองคำค่อยฟื้นตัวขึ้นมาที่ระดับ 1300 ถึง 1500 USD ในปี 2018 ถึง 2019
ยุคปัจจุบันของราคาทองคำมีบริบทอย่างไร?
ยุคปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่ทองคำกลับมาทำราคาสูงสุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขับเคลื่อนด้วยวิกฤตระดับโลกและการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน การพิมพ์เงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ส่งผลให้งบดุลของธนาคารกลางสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 9 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลสถิติทางการเงินที่เผยแพร่โดย Federal Reserve
การระบาดของไวรัสและการพิมพ์เงินครั้งใหญ่
การระบาดของไวรัสในปี 2020 ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกพิมพ์เงินในปริมาณมหาศาล ธนาคารกลางสหรัฐเพิ่มงบดุลจาก 4 ล้านล้านดอลลาร์เป็น 9 ล้านล้านดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ยลดลงเป็นเกือบศูนย์ ราคาทองคำพุ่งจาก 1500 USD ในต้นปี 2020 ไปถึง 2067 USD ในเดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งเป็นราคาสูงสุด ณ ขณะนั้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 ใน 8 เดือน
แนวโน้มราคาทองคำ 2022 ถึง 2026
ในปี 2022 อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐพุ่งถึงร้อยละ 9.1 ซึ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี ธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วจากศูนย์เป็นร้อยละ 5.5 ในปี 2023 ซึ่งปกติจะกดดันราคาทองคำ แต่ราคากลับไม่ลดลงมากเพราะธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำในปริมาณมหาศาล ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ในปี 2024 ถึง 2025 เมื่อธนาคารกลางส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ราคาทองคำพุ่งทำราคาสูงสุดใหม่ ทะลุ 2400 USD
บทบาทของธนาคารกลางในการซื้อทองคำ
การที่ธนาคารกลางของประเทศกำลังเจริญและประเทศตลาดเกิดใหม่หันมาซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงราคาทองคำให้สูงขึ้น แม้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถือพันธบัตรและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
บทเรียนจากราคาทองคำ 100 ปี ช่วยนักลงทุนอย่างไร?
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ราคาทองคำ 100 ปี ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจวัฏจักรของสินทรัพย์และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดจากการตัดสินใจตามอารมณ์ ข้อมูลอดีตชี้ให้เห็นว่าการจับจังหวะตลาดมีความสำคัญต่อผลตอบแทนระยะยาว โดยทองคำมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณร้อยละ 4.8 ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของสหรัฐที่บันทึกโดยรัฐบาล
ทองคำเป็นที่เก็บมูลค่าระยะยาว
จากระดับ 20.67 USD ในปี 1926 เป็น 2400 ดอลลาร์ในปี 2024 ทองคำเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 11,500 ใน 100 ปี เฉลี่ยประมาณร้อยละ 4.8 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของสหรัฐที่ร้อยละ 3.0 ต่อปี ทองคำรักษามูลค่าที่แท้จริงได้ตลอด 100 ปี ในปี 1926 ทองคำ 1 ออนซ์ซื้อชุดสูทผู้ชายดี ๆ ได้ 1 ตัว ในปี 2024 ทองคำ 1 ออนซ์ก็ซื้อชุดสูทดี ๆ ได้เช่นกัน แสดงว่ากำลังซื้อของทองคำคงที่ตลอด 100 ปี
ตลาดหมียาวนานสอนให้รู้จักจังหวะ
แม้ทองคำจะเป็นที่เก็บมูลค่าระยะยาว แต่ก็มีตลาดหมีที่ยาวนานมาก ช่วง 1980 ถึง 1999 ราคาลดลงร้อยละ 70 ใน 20 ปี ช่วง 2011 ถึง 2015 ราคาลดลงร้อยละ 45 ใน 4 ปี นักลงทุนที่ซื้อทองคำที่จุดสูงสุดในปี 1980 ต้องรอถึง 28 ปีกว่าจะคืนทุน ดังนั้นการจับจังหวะซื้อจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรซื้อทองคำในช่วงที่ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ช่วงที่ราคาทำสถิติสูงสุด
วิกฤตคือโอกาสสำหรับทองคำ
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ ราคาทองคำมักพุ่งขึ้น การถือทองคำร้อยละ 5 ถึง 10 ของพอร์ตการลงทุนเป็นการประกันความเสี่ยงช่วยลดการสูญเสียรวมของพอร์ตในช่วงวิกฤต การกระจายความเสี่ยงด้วยสินทรัพย์ลี้ภัยจึงเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นสำหรับนักลงทุนทุกคน
นโยบายธนาคารกลางมีผลมากที่สุด
จากข้อมูล 100 ปี นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐมีผลต่อราคาทองคำมากที่สุด เมื่อธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยและทำการผ่อนคลายเชิงปริมาณราคาทองมักขึ้น เมื่อขึ้นอัตราดอกเบี้ยราคาทองมักลงหรือทรงตัว การติดตามประกาศของคณะกรรมการตลาดเปิดของธนาคารกลางสหรัฐหรือ FOMC จึงเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ
วิธีลงทุนทองคำในปัจจุบันเริ่มต้นอย่างไร?
การลงทุนทองคำในปัจจุบันมีหลายช่องทาง ทั้งการถือครองทองคำกายภาพและการเทรดผ่านแพลตฟอร์มการเงิน นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงและวัตถุประสงค์ของตนเองก่อนตัดสินใจ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่านักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนในทองคำผ่านตราสารอนุพันธ์ได้อย่างสะดวก
การลงทุนด้วยทองคำกายภาพ
การซื้อทองคำกายภาพเป็นวิธีลงทุนที่เก่าแก่ที่สุด ข้อดีคือเป็นเจ้าของทองคำจริง ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี เหมาะสำหรับการถือระยะยาว ข้อเสียคือมีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายสูง ต้องมีที่เก็บรักษาที่ปลอดภัย และสภาพคล่องต่ำกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการถือทองคำเป็นหลักประกัน
การเทรดทองคำในตลาด Forex
การเทรดทองคำในรูปแบบออนไลน์ผ่านคู่สกุลเงิน XAU USD เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมสูง เพราะสามารถเริ่มต้นด้วยเงินทุนน้อยและสามารถทำกำไรทั้งขาขึ้นและขาลง นักลงทุนสามารถใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานผสมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อหาจุดเข้าเทรด หากคุณพร้อมที่จะเริ่มต้นเทรดทองคำในตลาด Forex สามารถเปิดบัญชีได้ที่ XM official ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ตัวอย่างผลตอบแทนการลงทุนระยะยาว
นักลงทุนที่ซื้อทองคำในปี 1999 ที่ราคา 252.80 USD ลงทุนไป 10,000 ดอลลาร์ และถือจนถึงปี 2024 ที่ราคา 2400 ดอลลาร์ จะเห็นว่ามูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในขณะที่นักลงทุนที่ซื้อในจุดสูงสุดของปี 1980 ที่ 850 ดอลลาร์ จะต้องใช้เวลานานหลายสิบปีกว่าจะคืนทุน บทเรียนนี้ยืนยันว่าจังหวะการซื้อมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลตอบแทนรวม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราคาทองคำ
ราคาทองคำ 100 ปีที่แล้วอยู่ที่เท่าไหร่?
เมื่อ 100 ปีที่แล้วในช่วงปี 1926 ราคาทองคำอยู่ที่ 20.67 USD ต่อออนซ์ ในยุคที่ใช้ระบบทองคำมาตรฐาน ราคานี้ถูกตรึงไว้ไม่เปลี่ยนแปลงจนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930
เหตุการณ์ใดมีผลต่อราคาทองคำมากที่สุด?
เหตุการณ์ที่มีผลมากที่สุดคือการยกเลิกทองคำมาตรฐานโดยประธานาธิบดีนิกสันในปี 1971 เหตุการณ์นี้ทำให้ราคาทองคำลอยตัวและเปลี่ยนจาก 35 USD ไปสู่ระดับหลักร้อยและหลักพันดอลลาร์ในเวลาต่อมา
ทองคำเค้าราคาตกต่ำสุดเมื่อไหร่ในรอบ 100 ปี?
ในรอบ 100 ปี ราคาทองคำตกต่ำสุดในช่วงตลาดหมีปี 1999 โดยราคาลดลงไปแตะที่ระดับ 252.80 USD ต่อออนซ์ ก่อนจะเริ่มตลาดกระทิงยาวนานในทศวรรษ 2000
ควรลงทุนทองคำด้วยวิธีใดในปัจจุบัน?
นักลงทุนสามารถเลือกซื้อทองคำกายภาพสำหรับการถือระยะยาว หรือเทรดผ่านคู่สกุลเงิน XAU USD ในตลาด Forex สำหรับการลงทุนระยะสั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐมีผลต่อทองคำอย่างไร?
เมื่อธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยหรือทำการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ราคาทองคำมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง ในทางกลับกันหากขึ้นอัตราดอกเบี้ยราคาทองคำมักจะถูกกดดันให้ลดลง
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย






TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文