ราคาทองคำย้อนหลัง 100 ปี ทำไมต้องศึกษา?
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มนุษย์ให้คุณค่ามานานกว่า 5,000 ปี แต่ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล จากราคา 20.67 USD ต่อ Troy ออนซ์ ในปี 1926 (ภายใต้ระบบ ทองคำ มาตรฐาน) ไปจนถึงราคาที่ทะลุ 2,400 USD ต่อ Troy ออนซ์ ในปี 2024-2025 เพิ่มขึ้นมากกว่า 11,500% ในรอบ 100 ปี การศึกษาราคาทองคำย้อนหลังช่วยให้เราเข้าใจว่าปัจจัยอะไรมีผลต่อราคาทองคำ ทองคำทำหน้าที่เป็นที่เก็บมูลค่า (Store of Value) ได้ดีเพียงใด และทองคำเหมาะเป็นสินทรัพย์ลงทุนระยะยาวหรือไม่
- ราคาทองคำย้อนหลัง 100 ปี ทำไมต้องศึกษา?
- ยุค ทองคำ มาตรฐาน 1926-1933 ราคาทองคำคงที่ที่ 20.67 USD
- ยุค Bretton Woods 1944-1971 ราคาทองคำคงที่ที่ 35 USD
- Nixon Shock 1971 การยกเลิก ทองคำ มาตรฐาน
- ตารางราคาทองคำย้อนหลัง 100 ปี สรุปจุดสำคัญ
- ยุค Bear ตลาด ทองคำ 1980-1999 ราคาลดลง 70%
- ยุค Bull ตลาด ทองคำ 2001-2011 ราคาพุ่ง 649%
- ยุค การพักตัว 2012-2019 ราคาทรงตัวและปรับฐาน
- ยุคปัจจุบัน 2020-2026 ทองคำทำ All-Time ราคาสูงสุด
- บทเรียนจากราคาทองคำ 100 ปี สำหรับนักลงทุน
- ตัวอย่างการลงทุนทองคำระยะยาว
- วิธีลงทุนทองคำในปัจจุบัน เปรียบเทียบทุกช่องทาง
- สรุป ราคาทองคำ 100 ปี และบทเรียนสำหรับนักลงทุน
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บทความนี้จะพาคุณย้อนเวลาไปดูราคาทองคำตั้งแต่ยุค ทองคำ มาตรฐาน ในทศวรรษ 1920 ผ่านช่วง Bretton Woods System สงครามโลก วิกฤตน้ำมัน การยกเลิก ทองคำ มาตรฐาน โดย President Nixon ช่วง Bull ตลาด ของทองคำในทศวรรษ 1970 และ 2000 ไปจนถึงยุคปัจจุบันที่ทองคำทำ All-Time ราคาสูงสุด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมบทเรียนสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์
ยุค ทองคำ มาตรฐาน 1926-1933 ราคาทองคำคงที่ที่ 20.67 USD

ระบบ ทองคำ มาตรฐาน คืออะไร
ในช่วงปี 1926-1933 สหรัฐอเมริกาและประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ใช้ระบบ ทองคำ มาตรฐาน ซึ่งหมายความว่าค่าของเงินดอลลาร์ถูกผูกติดกับทองคำในอัตรา 1 Troy ออนซ์ = 20.67 USD ทุกดอลลาร์สามารถแลกเป็นทองคำได้ ราคาทองคำจึงคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ข้อดีของระบบนี้คือเสถียรภาพทางการเงินสูง เงินเฟ้อต่ำมาก ข้อเสียคือรัฐบาลไม่สามารถพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต
Great Depression 1929-1933 และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
วิกฤต Great Depression ที่เริ่มจากตลาดหุ้น Wall Street ถล่มในปี 1929 ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำอย่างรุนแรง GDP ลดลง 30% อัตราว่างงานพุ่งถึง 25% ธนาคารล้มละลายกว่า 9,000 แห่ง ในปี 1933 President Franklin D. Roosevelt ออก Executive Order 6102 สั่งให้ประชาชนส่งมอบทองคำให้รัฐบาล (ทองคำ Confiscation) จากนั้นปรับราคาทองคำจาก 20.67 USD เป็น 35 USD ต่อ Troy ออนซ์ (เพิ่มขึ้น 69%) นี่คือการลดค่าเงินดอลลาร์ (ดอลลาร์ Devaluation) ครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ผู้ที่ถือทองคำ (ก่อนที่จะถูกยึด) ได้กำไร 69% ทันที
ยุค Bretton Woods 1944-1971 ราคาทองคำคงที่ที่ 35 USD
ระบบ Bretton Woods Agreement
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1944 ผู้แทน 44 ประเทศประชุมที่ Bretton Woods รัฐ New Hampshire สหรัฐอเมริกา ตกลงสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศใหม่ เรียกว่า Bretton Woods System ข้อตกลงหลักคือ ดอลลาร์สหรัฐผูกกับทองคำที่ 35 USD ต่อ Troy ออนซ์ สกุลเงินอื่น ๆ ผูกกับดอลลาร์สหรัฐในอัตราคงที่ (Fixed Exchange Rate) ประเทศสมาชิกสามารถแลกดอลลาร์เป็นทองคำจากสหรัฐได้ตลอดเวลา ระบบนี้ทำให้ดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก (World Reserve Currency) ราคาทองคำคงที่ที่ 35 USD ตลอด 27 ปี
Nixon Shock 1971 การยกเลิก ทองคำ มาตรฐาน
เหตุผลที่ Nixon ยกเลิก ทองคำ มาตรฐาน
ในทศวรรษ 1960 สหรัฐใช้จ่ายมหาศาลในสงครามเวียดนาม (Vietnam War) และโครงการ Great Society ทำให้พิมพ์ดอลลาร์มากขึ้น ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะฝรั่งเศส (Charles de Gaulle) เริ่มแลกดอลลาร์เป็นทองคำจนทุนสำรองทองคำของสหรัฐลดลงอย่างรวดเร็ว วันที่ 15 สิงหาคม 1971 President Richard Nixon ประกาศยกเลิกการแลกดอลลาร์เป็นทองคำ (Nixon Shock) ยุติระบบ Bretton Woods ตั้งแต่นั้นมา ราคาทองคำถูกกำหนดโดยตลาดเสรี (ฟรี ตลาด) ไม่ผูกกับสกุลเงินใดอีกต่อไป
ผลกระทบต่อราคาทองคำ
หลัง Nixon Shock ราคาทองคำพุ่งขึ้นจาก 35 USD ในปี 1971 ไปถึง 195 USD ในปี 1974 (เพิ่มขึ้น 457% ใน 3 ปี) หลังจากนั้นราคาลดลงเหลือ 100 USD ในปี 1976 ก่อนจะพุ่งขึ้นอีกครั้งไปถึง 850 USD ในเดือนมกราคม 1980 (เพิ่มขึ้น 750% จาก 1976) การพุ่งขึ้นของทองคำในทศวรรษ 1970 เกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ วิกฤตน้ำมัน (Oil Crisis) ปี 1973 และ 1979 อัตราเงินเฟ้อสูงในสหรัฐ (Stagflation) ถึง 14.8% ในปี 1980 ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Iran Hostage Crisis, Soviet-Afghan War) และการสูญเสียความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐ
ตารางราคาทองคำย้อนหลัง 100 ปี สรุปจุดสำคัญ

| ปี (Year) | ราคาทอง (USD/oz) | เหตุการณ์สำคัญ (Key Event) | การเปลี่ยนแปลง (%) |
|---|---|---|---|
| 1926 | 20.67 | ทองคำ มาตรฐาน Era | คงที่ (Fixed) |
| 1934 | 35.00 | FDR ทองคำ Confiscation Revaluation | +69% |
| 1944 | 35.00 | Bretton Woods Agreement | คงที่ (Fixed) |
| 1971 | 35.00 | Nixon Shock End of ทองคำ มาตรฐาน | คงที่ (Fixed) |
| 1975 | 161.00 | ทองคำ การเทรด Legal for US Citizens | +360% จาก 1971 |
| 1980 | 850.00 | Oil Crisis Stagflation Peak | +2,328% จาก 1971 |
| 1999 | 252.80 | Bear ตลาด ราคาต่ำสุด (Washington Agreement) | -70% จาก 1980 |
| 2008 | 869.75 | Global Financial Crisis Begins | +244% จาก 1999 |
| 2011 | 1,895.00 | European Debt Crisis S&P Downgrade US | +649% จาก 1999 |
| 2020 | 2,067.15 | COVID-19 Pandemic Peak | +718% จาก 1999 |
| 2024 | 2,450.00 | De-dollarization ธนาคารกลาง Buying | +869% จาก 1999 |
ยุค Bear ตลาด ทองคำ 1980-1999 ราคาลดลง 70%
ทำไมราคาทองคำลดลงจาก 850 เหลือ 252 USD
หลังจากทำ All-Time ราคาสูงสุด ที่ 850 USD ในเดือนมกราคม 1980 ราคาทองคำเข้าสู่ Bear ตลาด ที่ยาวนานถึง 20 ปี ลดลงจาก 850 USD เหลือ 252.80 USD ในปี 1999 (ลดลง 70%) สาเหตุหลักคือ Paul Volcker ประธาน Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 20% ในปี 1981 เพื่อปราบเงินเฟ้อ ทำให้ Bond Yield สูงมาก ทองคำไม่น่าดึงดูด เงินเฟ้อลดลงจาก 14.8% ในปี 1980 เหลือ 3-4% ในกลางทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตแข็งแกร่ง (The Great Moderation) ตลาดหุ้นสหรัฐ Bull ตลาด (Dow Jones เพิ่มจาก 800 ในปี 1982 เป็น 11,500 ในปี 2000) ธนาคารกลางหลายประเทศขายทองคำ (เช่น Bank of England ขายทองคำในปี 1999 ที่ราคาต่ำสุด เรียกว่า Brown’s Bottom)
ยุค Bull ตลาด ทองคำ 2001-2011 ราคาพุ่ง 649%
ปัจจัยที่ทำให้ทองคำพุ่งขึ้นในทศวรรษ 2000
ราคาทองคำเริ่ม Bull ตลาด ใหม่จากจุดต่ำสุด 252.80 USD ในปี 1999 ขึ้นไปถึง 1,895 USD ในเดือนกันยายน 2011 (เพิ่มขึ้น 649% ใน 12 ปี) ปัจจัยหลักคือ Dot-com Bubble แตกในปี 2000 ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นลดลง เหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 สร้างความหวาดกลัวและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย Fed ลดอัตราดอกเบี้ยจาก 6.5% เหลือ 1% ในปี 2003 ดอลลาร์อ่อนค่า สงครามอิรักและอัฟกานิสถาน สร้างความไม่แน่นอนภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตการเงิน 2008 (Global Financial Crisis) Lehman Brothers ล้มละลาย ธนาคารกลางทั่วโลกทำ Quantitative Easing (QE) พิมพ์เงินมหาศาล วิกฤตหนี้ยุโรป (European Debt Crisis) กรีซ อิตาลี สเปน S&P ลดอันดับเครดิตสหรัฐจาก AAA เป็น AA+ ในเดือนสิงหาคม 2011 จีนและอินเดียซื้อทองคำในปริมาณมาก
ยุค การพักตัว 2012-2019 ราคาทรงตัวและปรับฐาน
ทำไมทองคำลดลงจาก 1,895 เหลือ 1,050 USD
หลังจากทำ ราคาสูงสุด ที่ 1,895 USD ในปี 2011 ราคาทองคำลดลงเหลือ 1,050 USD ในเดือนธันวาคม 2015 (ลดลง 45%) สาเหตุหลักคือ Fed เริ่มลดขนาด QE (Tapering) ในปี 2013 Fed เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม 2015 (ครั้งแรกในรอบ 7 ปี) เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวจากวิกฤต 2008 ตลาดหุ้นสหรัฐ Bull ตลาด ต่อเนื่อง ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า (DXY สูงสุดในรอบ 14 ปีในปี 2015) อัตราเงินเฟ้อต่ำ (ต่ำกว่า 2%) หลังจากจุดต่ำสุดในปี 2015 ราคาทองคำค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาที่ 1,300-1,500 USD ในปี 2018-2019
ยุคปัจจุบัน 2020-2026 ทองคำทำ All-Time ราคาสูงสุด
COVID-19 Pandemic และ Quantitative Easing ครั้งใหญ่ที่สุด
การระบาดของ COVID-19 ในปี 2020 ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกพิมพ์เงินในปริมาณมหาศาล Fed เพิ่ม Balance Sheet จาก 4 ล้านล้านดอลลาร์เป็น 9 ล้านล้านดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ยลดลงเป็นเกือบ 0% ราคาทองคำพุ่งจาก 1,500 USD ในต้นปี 2020 ไปถึง 2,067 USD ในเดือนสิงหาคม 2020 (All-Time ราคาสูงสุด ณ ขณะนั้น เพิ่มขึ้น 38% ใน 8 เดือน)
2022-2026 เงินเฟ้อ De-dollarization และ ธนาคารกลาง Buying
ในปี 2022 อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐพุ่งถึง 9.1% (สูงสุดในรอบ 40 ปี) Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วจาก 0% เป็น 5.5% ในปี 2023 ซึ่งปกติจะกดดันราคาทองคำ แต่ราคาทองกลับไม่ลดลงมากเพราะ ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน (PBOC) ซื้อทองคำในปริมาณมหาศาล (De-dollarization) ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ (รัสเซีย-ยูเครน ตะวันออกกลาง) ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ (Recession ความเสี่ยง) ในปี 2024-2025 เมื่อ Fed เริ่มส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ราคาทองคำพุ่งทำ All-Time ราคาสูงสุด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทะลุ 2,400 USD ในปี 2024
บทเรียนจากราคาทองคำ 100 ปี สำหรับนักลงทุน
บทเรียนที่ 1: ทองคำเป็นที่เก็บมูลค่าระยะยาว
จาก 20.67 USD ในปี 1926 เป็น 2,400+ USD ในปี 2024 ทองคำเพิ่มขึ้นมากกว่า 11,500% ใน 100 ปี เฉลี่ยประมาณ 4.8% ต่อปี (Compound Annual Growth Rate) ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของสหรัฐที่ 3.0% ต่อปี ทองคำรักษามูลค่าที่แท้จริง (Real Value) ได้ตลอด 100 ปี ในปี 1926 ทองคำ 1 Troy ออนซ์ (20.67 USD) ซื้อชุดสูทผู้ชายดี ๆ ได้ 1 ตัว ในปี 2024 ทองคำ 1 Troy ออนซ์ (2,400 USD) ก็ซื้อชุดสูทดี ๆ ได้เช่นกัน แสดงว่ากำลังซื้อของทองคำคงที่ตลอด 100 ปี
บทเรียนที่ 2: ทองคำมี Bear ตลาด ยาวนาน
แม้ทองคำจะเป็นที่เก็บมูลค่าระยะยาว แต่มี Bear ตลาด ที่ยาวนานมาก ช่วง 1980-1999 ราคาลดลง 70% ใน 20 ปี ช่วง 2011-2015 ราคาลดลง 45% ใน 4 ปี นักลงทุนที่ซื้อทองคำที่จุดสูงสุดในปี 1980 ต้องรอถึง 28 ปี (จนถึงปี 2008) กว่าจะคืนทุน ดังนั้นการจับจังหวะซื้อ (Timing) เป็นสิ่งสำคัญมาก ควรซื้อทองคำในช่วงที่ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ไม่ใช่ช่วงที่ราคาทำ All-Time ราคาสูงสุด
บทเรียนที่ 3: วิกฤตคือโอกาสสำหรับทองคำ
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ ราคาทองคำมักพุ่งขึ้น ได้แก่ Great Depression 1929-1933 ทองคำถูกปรับราคาขึ้น 69% วิกฤตน้ำมัน 1973-1974 ทองคำขึ้น 180% Global Financial Crisis 2008 ทองคำขึ้น 166% (จาก 712 USD ในปี 2007 เป็น 1,895 USD ในปี 2011) COVID-19 2020 ทองคำขึ้น 38% ใน 8 เดือน การถือทองคำ 5-10% ของ พอร์ตการลงทุน เป็น Insurance Against Crisis ช่วยลด Drawdown รวมของ พอร์ตการลงทุน ในช่วงวิกฤต
บทเรียนที่ 4: นโยบาย Fed มีผลมากที่สุด
จากข้อมูล 100 ปี นโยบายของ Federal Reserve มีผลต่อราคาทองคำมากที่สุด เมื่อ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยและทำ QE (พิมพ์เงิน) ราคาทองมักขึ้น เมื่อ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ราคาทองมักลงหรือทรงตัว Paul Volcker ขึ้นดอกเบี้ยถึง 20% ในปี 1981 ฆ่า Bull ตลาด ทองคำ Alan Greenspan ลดดอกเบี้ยหลัง 2001 เริ่ม Bull ตลาด ทองคำใหม่ Ben Bernanke ทำ QE หลัง 2008 ทำให้ทองคำพุ่งถึง 1,895 USD Jerome Powell ทำ QE หลัง COVID-19 ทำให้ทองคำทะลุ 2,000 USD
ตัวอย่างการลงทุนทองคำระยะยาว
ตัวอย่างที่ 1: ซื้อทองคำในช่วง Bear ตลาด
นักลงทุน A ซื้อทองคำในปี 1999 ที่ราคา 252.80 USD ต่อ Troy ออนซ์ (จุดต่ำสุดใน 20 ปี) ลงทุน 10,000 USD ได้ทองคำ 39.56 Troy Ounces ถือจนถึงปี 2011 ราคา 1,895 USD มูลค่า = 39.56 x 1,895 = 74,966 USD กำไร 649% ใน 12 ปี CAGR = 18.4% ต่อปี ถือต่อจนปี 2024 ราคา 2,400 USD มูลค่า = 39.56 x 2,400 = 94,944 USD กำไร 849% ใน 25 ปี CAGR = 9.4% ต่อปี
ตัวอย่างที่ 2: ซื้อทองคำในช่วง All-Time ราคาสูงสุด
นักลงทุน B ซื้อทองคำในเดือนมกราคม 1980 ที่ราคา 850 USD ต่อ Troy ออนซ์ (All-Time ราคาสูงสุด ณ ขณะนั้น) ลงทุน 10,000 USD ได้ทองคำ 11.76 Troy Ounces ในปี 1999 ราคา 252.80 USD มูลค่า = 11.76 x 252.80 = 2,973 USD ขาดทุน 70% ใน 20 ปี ต้องรอจนปี 2008 (28 ปี) กว่าจะคืนทุน ในปี 2024 ราคา 2,400 USD มูลค่า = 11.76 x 2,400 = 28,224 USD กำไร 182% ใน 44 ปี CAGR = 2.4% ต่อปี (ต่ำกว่าเงินเฟ้อ) บทเรียน: จังหวะซื้อสำคัญมาก
วิธีลงทุนทองคำในปัจจุบัน เปรียบเทียบทุกช่องทาง
ทองคำกายภาพ Physical ทองคำ
การซื้อทองคำกายภาพ (ทองคำ Bars, ทองคำ Coins) เป็นวิธีลงทุนทองคำที่เก่าแก่ที่สุด ข้อดีคือเป็นเจ้าของทองคำจริง ไม่มี Counterparty ความเสี่ยง ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี เหมาะสำหรับการถือระยะยาว ข้อเสียคือมี Premium (ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย) สูง 3-8% ต้องมีที่เก็บรักษาที่ปลอดภัย (ตู้นิรภัย ค่าเช่า Safety Box) สภาพคล่องต่ำกว่าช่องทางอื่น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการถือทองคำเป็น Insurance ระยะยาว 10 ปีขึ้นไป
ทองคำ กองทุนอีทีเอฟ กองทุนทองคำ
ทองคำ กองทุนอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) เช่น SPDR ทองคำ Shares (GLD), iShares ทองคำ Trust (IAU) เป็นกองทุนที่ถือทองคำจริงและซื้อขายบนตลาดหุ้น ข้อดีคือสภาพคล่องสูง ซื้อขายได้ทุกวันทำการ Premium ต่ำ (0.01-0.03%) ไม่ต้องเก็บรักษาเอง ข้อเสียคือมี Expense Ratio (ค่าธรรมเนียมรายปี) 0.25-0.40% ไม่ได้เป็นเจ้าของทองคำจริง มี Counterparty ความเสี่ยง จาก Custodian เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Exposure ทองคำระยะกลาง 1-10 ปี
เทรดทองคำ XAU/USD ผ่านโบรกเกอร์ ฟอเร็กซ์
การเทรด XAU/USD ผ่านโบรกเกอร์ ฟอเร็กซ์ เช่น XM, Exness, IC Markets เป็นวิธีที่เทรดเดอร์ระยะสั้นนิยม ข้อดีคือ เลเวอเรจ สูง (1:100 ถึง 1:1000) ทำให้ใช้เงินทุนน้อย ซื้อขายได้ 24 ชั่วโมง 5 วัน เปิด Short (ขายชอร์ต) ได้เมื่อคาดว่าราคาจะลง ต้นทุนต่ำ (สเปรด 0.10-0.50 USD) ข้อเสียคือ เลเวอเรจ สูงเพิ่มความเสี่ยง มีค่า Swap (ค่าธรรมเนียมถือข้ามคืน) ไม่ได้เป็นเจ้าของทองคำจริง เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้น (Scalping, Day การเทรด, Swing การเทรด)
สรุป ราคาทองคำ 100 ปี และบทเรียนสำหรับนักลงทุน
ราคาทองคำย้อนหลัง 100 ปี สอนเราว่าทองคำเป็นที่เก็บมูลค่าที่ดีในระยะยาว แต่มี Bear ตลาด ที่ยาวนานและลึก การจับจังหวะซื้อสำคัญมาก ควรซื้อในช่วงราคาต่ำ ไม่ใช่ช่วง All-Time ราคาสูงสุด นโยบายของ Fed มีผลต่อราคาทองคำมากที่สุด วิกฤตเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์สนับสนุนราคาทองคำ สำหรับ พอร์ตการลงทุน ที่สมดุล แนะนำจัดสรร 5-15% ของเงินลงทุนทั้งหมดในทองคำ เป็น Insurance Against Crisis และ เงินเฟ้อ Hedge
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ราคาทองคำเพิ่มขึ้นเท่าไรใน 100 ปี?
จาก 20.67 USD ในปี 1926 เป็น 2,400+ USD ในปี 2024 เพิ่มขึ้นมากกว่า 11,500% หรือเฉลี่ย 4.8% ต่อปี (Compound Annual Growth Rate) สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 3.0% ต่อปี
ราคาทองคำเคยลดลงมากที่สุดเท่าไร?
Bear ตลาด ที่รุนแรงที่สุดคือช่วง 1980-1999 ราคาลดจาก 850 USD เหลือ 252.80 USD ลดลง 70% ใน 20 ปี นักลงทุนที่ซื้อที่จุดสูงสุดต้องรอ 28 ปีกว่าจะคืนทุน
ทองคำเป็นการลงทุนที่ดีหรือไม่?
ทองคำเป็นที่เก็บมูลค่าที่ดีในระยะยาวและเป็น Insurance Against Crisis แต่ไม่เหมาะเป็นการลงทุนหลัก เพราะไม่จ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ย แนะนำจัดสรร 5-15% ของ พอร์ตการลงทุน เป็นทองคำ
ปัจจัยอะไรมีผลต่อราคาทองคำมากที่สุด?
นโยบายอัตราดอกเบี้ยของ Federal Reserve มีผลมากที่สุด รองลงมาคืออัตราเงินเฟ้อ ค่าเงินดอลลาร์ ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ และการซื้อทองคำของธนาคารกลาง
ควรซื้อทองคำเมื่อไร?
ควรซื้อในช่วงที่ราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หรือช่วงที่ Fed กำลังลดอัตราดอกเบี้ย หรือช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ควรซื้อในช่วง All-Time ราคาสูงสุด ด้วยเงินจำนวนมาก ใช้ ดอลลาร์ Cost Averaging (DCA) ซื้อทีละน้อยสม่ำเสมอ
Nixon Shock คืออะไร?
Nixon Shock คือการที่ President Richard Nixon ประกาศยกเลิกการแลกดอลลาร์เป็นทองคำเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1971 ยุติระบบ Bretton Woods ทำให้ราคาทองคำถูกกำหนดโดยตลาดเสรีตั้งแต่นั้นมา
คำเตือนความเสี่ยง: การเทรดทองคำ ฟอเร็กซ์ และ CFD มีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด สถิติแสดงว่านักเทรดรายย่อยกว่า 70-80% ขาดทุนในตลาด ฟอเร็กซ์ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ในอนาคต ข้อมูลในบทความนี้เป็นการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย




TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文