การเข้าใจคู่สกุลเงิน Forex คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดของนักเทรดมือใหม่ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักตั้งแต่โครงสร้างคู่เงิน การอ่านค่าราคา ไปจนถึงวิธีเลือกคู่เทรดให้เหมาะกับสไตล์การซื้อขายของคุณ นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
คู่สกุลเงินในตลาด Forex คืออะไร

คู่สกุลเงินคือหัวใจของตลาด Forex เปรียบเสมือนการนำเงินสองชนิดมาจับคู่กันเพื่อเปรียบเทียบความแข็งแกร่ง เมื่อเราเทรดเราไม่ได้ซื้อสกุลเงินเดียว แต่เราแลกสกุลหนึ่งเป็นอีกสกุลหนึ่งไปพร้อมกัน
การจับคู่นี้ทำให้เราเห็นว่าสกุลเงินใดมีค่ามากกว่ากัน ตัวอย่างเช่น เมื่อเรามอง EUR/USD หมายความว่าเรากำลังเปรียบเทียบเงินยูโรกับดอลลาร์สหรัฐ สกุลเงินที่อยู่ด้านหน้าเราเรียกว่าสกุลเงินหลัก ส่วนสกุลเงินที่อยู่ด้านหลังเราเรียกว่าสกุลเงินรอง การทำความเข้าใจตรงนี้จะช่วยให้คุณรู้ว่าเมื่อราคาเปลี่ยนแปลง สกุลไหนกำลังแข็งค่าขึ้นและสกุลไหนกำลังอ่อนค่าลง ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
สมมุติว่าคุณเดินเข้าไปแลกเงินในธนาคาร คุณต้องการแลกดอลลาร์สหรัฐโดยใช้เงินบาท การกระทำนี้ก็เหมือนกับการเทรดคู่เงิน USD/THB ถ้าคุณคิดว่าดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับบาท คุณก็จะซื้อดอลลาร์ไว้ และเมื่อราคาดอลลาร์ขึ้นจริง คุณก็นำดอลลาร์ที่ถืออยู่ไปแลกเป็นบาทได้มากขึ้น นี่คือหลักการทำกำไรพื้นฐานในตลาด Forex ที่เราต้องเข้าใจก่อนไปต่อ
วิธีอ่านค่าราคาและการเคลื่อนไหวของพิป
การอ่านราคาใน Forex อาจดูสับสนในช่วงแรก แต่จริง ๆ แล้วมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว เราจะมาเรียนรู้วิธีดูราคา ความหมายของพิป และการคำนวณกำไรขาดทุนอย่างละเอียดกัน
เวลาดูราคาบนแพลตฟอร์มเทรด คุณจะเห็นตัวเลขเช่น EUR/USD 1.1050 ตัวเลขนี้บอกว่า 1 ยูโร มีค่าเท่ากับ 1.1050 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่ราคาจะมีทศนิยม 5 ตำแหน่ง ตำแหน่งที่สี่นับจากจุดทศนิยมคือสิ่งที่เราเรียกว่าพิป หากราคาเปลี่ยนจาก 1.1050 เป็น 1.1051 เราจะบอกว่าราคาขยับขึ้น 1 พิป สำหรับคู่เงินที่มีเยนญี่ปุ่นเป็นส่วนประกอบ เช่น USD/JPY พิปจะถูกนับที่ตำแหน่งทศนิยมตัวที่สองแทน
การทำความเข้าใจพิปสำคัญมากเพราะมันคือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคา ลองนึกภาพว่าคุณเปิดสถานะซื้อ EUR/USD ที่ราคา 1.1050 และราคาขยับขึ้นไปที่ 1.1080 แปลว่าคุณได้กำไร 30 พิป แต่ถ้าราคาลงไปที่ 1.1030 คุณจะขาดทุน 20 พิป ค่าพิปจะถูกคำนวณเป็นเงินในบัญชีโดยอัตโนมัติ ซึ่งค่าของพิปแต่ละตัวจะขึ้นอยู่กับขนาดล็อตที่คุณใช้เทรด
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขาดทุนจากการเทรดจริง
สมมุติว่าคุณวิเคราะห์ว่ายูโรจะแข็งค่าขึ้น คุณจึงเปิดสถานะซื้อ EUR/USD ขนาด 0.5 ล็อต ที่ราคา 1.1050 หลังจากรอไปสักพัก ราคาไต่ขึ้นไปที่ 1.1125 คุณตัดสินใจปิดสถานะเก็บกำไร จำนวนพิปที่ราคาเคลื่อนไหวคือ 75 พิป (1.1125 ลบด้วย 1.1050) สำหรับขนาด 0.5 ล็อต 1 พิปมีค่าเท่ากับ 5 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นกำไรที่คุณได้รับคือ 75 คูณ 5 เท่ากับ 375 ดอลลาร์สหรัฐ
แต่ถ้าสมมุติว่าคุณเปิดสถานะซื้อ EUR/USD ขนาด 0.5 ล็อต ที่ราคา 1.1050 แล้วราคากลับลงไปที่ 1.1010 คุณตัดสินใจตัดขาดทุนเพื่อรักษาบัญชี จำนวนพิปที่ขาดทุนคือ 40 พิป (1.1050 ลบด้วย 1.1010) คูณด้วยมูลค่าพิป 5 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับว่าคุณขาดทุนไป 200 ดอลลาร์สหรัฐ การคำนวณแบบนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการตั้งจุดตัดขาดทุนได้อย่างแม่นยำ
การแบ่งกลุ่มคู่สกุลเงินและสภาพคล่อง
ในตลาด Forex คู่สกุลเงินถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้นักเทรดเข้าใจถึงสภาพคล่องและพฤติกรรมการเคลื่อนไหว การรู้จักกลุ่มเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกคู่เทรดได้ตรงกับความเสี่ยงที่รับได้
กลุ่มแรกคือคู่เงินหลัก ซึ่งเป็นคู่เงินที่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นส่วนประกอบฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD คู่เงินเหล่านี้มีสภาพคล่องสูงที่สุด สเปรดต่ำ และข้อมูลข่าวสารวิเคราะห์ได้ง่าย เหมาะสำหรับนักเทรดมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น กลุ่มที่สองคือคู่เงินข้าม ซึ่งเป็นคู่เงินที่ไม่มีดอลลาร์สหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น EUR/GBP, AUD/JPY คู่เงินกลุ่มนี้มักจะมีความผันผวนสูงกว่าและสเปรดสูงกว่าคู่เงินหลัก
กลุ่มที่สามคือคู่เงินโอเวอร์ไซด์ หรือคู่เงินของประเทศกำลังพัฒนา เช่น USD/TRY (ดอลลาร์สหรัฐกับลีร์ตุรกี) หรือ USD/ZAR (ดอลลาร์สหรัฐกับแรนด์แอฟริกาใต้) คู่เงินกลุ่มนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่สูง แต่มาพร้อมกับความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สูงมาก ราคาอาจวิ่งแล้วกลับระยะไกลในเวลาอันสั้น การเทรดคู่เงินกลุ่มนี้ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดและมีการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด
การเปรียบเทียบคุณสมบัติของคู่เงินแต่ละกลุ่ม
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติของคู่เงินแต่ละกลุ่มจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรเริ่มต้นจากกลุ่มไหน โดยดูจากสเปรด ความผันผวน และเวลาเทรดที่เหมาะสม
| กลุ่มคู่สกุลเงิน | ตัวอย่างคู่เงิน | ค่าสเปรดเฉลี่ย | ระดับความผันผวน |
|---|---|---|---|
| คู่เงินหลัก | EUR/USD, USD/JPY | ต่ำ (1-2 พิป) | ปานกลาง |
| คู่เงินข้าม | EUR/GBP, AUD/JPY | ปานกลาง (3-5 พิป) | ค่อนข้างสูง |
| คู่เงินโอเวอร์ไซด์ | USD/TRY, USD/ZAR | สูงมาก (20-50 พิป) | สูงมาก |
| คู่เงินทองคำ | XAU/USD | ปานกลาง (20-30 พิป) | สูงตามข่าว |
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของคู่เงิน

ราคาของคู่สกุลเงินไม่ได้เคลื่อนไหวไปแบบสุ่ม แต่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้คุณมองทิศทางตลาดได้กว้างขึ้นและเทรดได้อย่างมีเหตุผล
ปัจจัยแรกคืออัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เมื่อธนาคารกลางของประเทศใดปรับขึ้นดอกเบี้ย สกุลเงินของประเทศนั้นมักจะแข็งค่าขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ตัวอย่างเช่น เมื่อธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ย ดอลลาร์สหรัฐก็จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลอื่น นักเทรดจึงติดตามข่าวนโยบายการเงินอย่างใกล้ชิด เพราะมันสร้างแนวโน้มระยะยาวให้กับตลาด
ปัจจัยที่สองคือข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาเป็นประจำ เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราเงินเฟ้อ หรือจีดีพี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสุขภาพของเศรษฐกิจ ถ้าตัวเลขออกมาดีกว่าคาด สกุลเงินนั้นจะแข็งค่าขึ้น แต่ถ้าตัวเลขออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สกุลเงินนั้นก็จะถูกขายทิ้ง นักเทรดมักจะรอให้ข่าวออกมาก่อนแล้วค่อยเทรดตามทิศทางที่ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนที่รุนแรงในช่วงข่าว
ปัจจัยที่สามคือสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การเลือกตั้ง สงคราม หรือความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ ล้วนส่งผลกระทบต่อตลาด Forex เมื่อเกิดความไม่แน่นอน นักลงทุนมักจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยการย้ายเงินไปยังสกุลเงินที่ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น หรือฟรังก์สวิส ทำให้คู่เงินเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงในช่วงวิกฤต
วิธีเลือกคู่เทรดให้เหมาะกับสไตล์การซื้อขาย
การเลือกคู่เทรดไม่ใช่แค่เรื่องของความคุ้นเคย แต่ต้องดูว่าสไตล์การเทรดของคุณเหมาะกับพฤติกรรมของคู่เงินนั้นหรือไม่ การจับคู่ที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรและลดความเครียดในการเทรดได้มาก
ถ้าคุณเป็นนักเทรดระยะสั้นที่ชอบเปิดปิดสถานะภายในวันเดียว คุณควรเลือกคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงและสเปรดต่ำ เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY คู่เงินเหล่านี้มีต้นทุนการเทรดต่ำ ทำให้คุณสามารถเก็บกำไรระยะสั้นได้โดยไม่ถูกกัดจากสเปรด นอกจากนี้คู่เงินเหล่านี้ยังมีแนวโน้มที่ชัดเจนในช่วงเวลาที่ตลาดเปิดทำการ ทำให้วิเคราะห์ทิศทางได้ง่ายกว่าคู่เงินที่มีสภาพคล่องต่ำ
แต่ถ้าคุณเป็นนักเทรดที่ชอบถือสถานะนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ คุณอาจมองหาคู่เงินที่มีแนวโน้มระยะยาวชัดเจน เช่น GBP/JPY หรือ AUD/USD คู่เงินเหล่านี้อาจมีสเปรดสูงกว่าคู่เงินหลัก แต่การเคลื่อนไหวระยะยาวมักจะกินระยะกว้าง ทำให้คุณสามารถเก็บกำไรได้มากพอที่จะคุ้มกับต้นทุนสเปรดที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม คุณต้องมีการตั้งจุดตัดขาดทุนที่กว้างพอสมควร เพื่อรองรับความผันผวนในระยะสั้นที่อาจเกิดขึ้น
การวิเคราะห์ทิศทางตลาดด้วยเครื่องมือพื้นฐาน
เมื่อคุณเลือกคู่เทรดได้แล้ว สิ่งต่อมาคือการวิเคราะห์ทิศทาง นักเทรดมือใหม่ควรเริ่มต้นจากการดูแนวโน้มหลักด้วยเส้นค่าเฉลี่ยราคา หากราคาปิดอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 20 แท่ง ถือว่าตลาดอยู่ในขาขึ้น คุณควรมองหาโอกาสซื้อ แต่ถ้าราคาปิดอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ย ถือว่าตลาดอยู่ในขาลง คุณควรมองหาโอกาสขาย การใช้เครื่องมือเข้าช่วยจะทำให้คุณไม่เทรดสวนทางกับแนวโน้มหลักของตลาด
นอกจากนี้ คุณควรใช้ออสซิลเลเตอร์อย่าง RSI เข้ามาช่วยยืนยันจังหวะเข้าเทรด หากราคาอยู่ในขาขึ้นและ RSI ยังไม่เข้าสู่โซนซื้อมากเกินไป นั่นคือจังหวะที่ดีในการเปิดสถานะซื้อ แต่ถ้า RSI เข้าสู่โซนซื้อมากเกินไป คุณอาจรอให้ราคาปรับตัวลงมาก่อนแล้วค่อยหาจังหวะเข้าใหม่ การรอให้เครื่องมือส่งสัญญาณยืนยันในทิศทางเดียวกันจะช่วยเพิ่มอัตราการชนะของคุณได้มาก
การบริหารความเสี่ยงเมื่อเทรดคู่สกุลเงิน
ความรู้เรื่องคู่เงินจะไร้ความหมายถ้าคุณไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี ตลาด Forex มีความผันผวนสูง การปกป้องเงินทุนจึงต้องมาก่อนการทำกำไรเสมอ
กฎข้อแรกคือการตั้งจุดตัดขาดทุนในทุกครั้งที่เปิดสถานะ อย่าเปิดสถานะโดยไม่มีจุดตัดขาดทุนเด็ดขาด จุดตัดขาดทุนควรอยู่บริเวณที่ราคาหากไปถึงแล้วแปลว่าการวิเคราะห์ของคุณผิดพลาด สมมุติว่าคุณซื้อ EUR/USD ที่ 1.1050 คุณอาจตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 1.1020 ซึ่งห่างจากจุดเปิด 30 พิป ถ้าราคาไม่ไปตามที่คาดไว้ ระบบจะตัดสถานะให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้คุณไม่ต้องนั่งเครียดกับการถือสถานะขาดทุน
กฎข้อที่สองคือการควบคุมขนาดล็อตให้เหมาะสมกับเงินทุน อย่าเปิดสถานะด้วยล็อตที่ใหญ่เกินไปจนความเสี่ยงต่อสถานะสูงเกินไป สมมุติว่าบัญชีของคุณมีเงิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ คุณไม่ควรเสี่ยงขาดทุนเกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อสถานะ ถ้าจุดตัดขาดทุนของคุณห่าง 30 พิป คุณต้องคำนวณขนาดล็อตให้ 30 พิปมีค่าเท่ากับ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็คือการใช้ขนาดล็อตประมาณ 0.06 ล็อต การคำนวณแบบนี้จะช่วยให้คุณอยู่ในตลาดได้นานแม้จะขาดทุนหลายครั้งติดต่อกัน
กฎข้อที่สามคือการทบทวนบันทึกการเทรดอย่างสม่ำเสมอ คุณควรจดบันทึกทุกครั้งที่เปิดปิดสถานะ ว่าทำไมเปิด ทำไมปิด กำไรหรือขาดทุนเท่าไร การทบทวนบันทึกจะช่วยให้คุณเห็นว่าคู่เงินคู่ไหนที่คุณเทรดแล้วทำกำไรได้ดี และคู่ไหนที่คุณมักจะขาดทุน จากนั้นคุณก็ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หรือเลิกเทรดคู่เงินที่ไม่เหมาะกับคุณ การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้คุณอยู่รอดในตลาด Forex ได้ในระยะยาว
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย

คู่สกุลเงินในตลาด Forex คืออะไร
คู่สกุลเงินคือการนำเงินสองชนิดมาจับคู่กันเพื่อเปรียบเทียบค่าเงินว่าสกุลไหนแข็งแกร่งกว่ากัน สกุลเงินที่อยู่ด้านหน้าเรียกว่าสกุลเงินหลัก ส่วนที่อยู่ด้านหลังเรียกว่าสกุลเงินรอง การเทรดจึงไม่ใช่การซื้อสกุลเงินเดียว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนสกุลเงินไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น EUR/USD หมายถึงการเปรียบเทียบค่าเงินยูโรกับดอลลาร์สหรัฐ
พิปคืออะไรและนับยังไง
พิปคือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กที่สุดในตลาด Forex สำหรับคู่เงินทั่วไปพิปจะนับที่ตำแหน่งทศนิยมตัวที่สี่ หากราคา EUR/USD เปลี่ยนจาก 1.1050 เป็น 1.1051 ถือว่าราคาขยับขึ้น 1 พิป แต่สำหรับคู่เงินที่มีเยนญี่ปุ่นเป็นส่วนประกอบพิปจะนับที่ตำแหน่งทศนิยมตัวที่สองแทน ค่าของพิปแต่ละตัวจะถูกคำนวณเป็นเงินในบัญชีโดยอัตโนมัติซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดล็อตที่ใช้เทรด
คำนวณกำไรขาดทุนจากการเทรดยังไง
สมมุติว่าเปิดสถานะซื้อ EUR/USD ขนาด 0.5 ล็อตที่ราคา 1.1050 แล้วราคาขยับขึ้นไปที่ 1.1125 จำนวนพิปที่ได้คือ 75 พิป สำหรับขนาด 0.5 ล็อตมูลค่าพิปเท่ากับ 5 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นกำไรที่ได้รับคือ 75 คูณ 5 เท่ากับ 375 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าราคาลงไปที่ 1.1010 และตัดขาดทุน จะขาดทุน 40 พิป คูณด้วย 5 เท่ากับขาดทุน 200 ดอลลาร์สหรัฐ
คู่เงินแบ่งกลุ่มยังไงบ้าง
คู่สกุลเงินในตลาด Forex แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มเพื่อให้นักเทรดเข้าใจสภาพคล่องและพฤติกรรมการเคลื่อนไหว กลุ่มแรกคือคู่เงินหลักที่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นส่วนประกอบ เช่น EUR/USD และ USD/JPY ซึ่งมีสภาพคล่องสูงและสเปรดต่ำ กลุ่มที่สองคือคู่เงินข้ามที่ไม่มีดอลลาร์สหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง และกลุ่มสุดท้ายคือคู่เงินรองที่มีความผันผวนสูงกว่าและสภาพคล่องต่ำกว่าคู่เงินหลัก
มือใหม่ควรเลือกเทรดคู่เงินแบบไหนดี
มือใหม่ควรเริ่มต้นจากคู่เงินหลัก เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY เพราะมีสภาพคล่องสูงสเปรดต่ำและข้อมูลข่าวสารหาง่าย คู่เงินเหล่านี้มีความผันผวนที่ไม่รุนแรงเกินไปทำให้ควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า ควรหลีกเลี่ยงคู่เงินรองที่มีความผันผวนสูงในช่วงแรกเพราะอาจทำให้ขาดทุนเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ การเลือกคู่เทรดที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณสร้างผลกำไรในระยะยาวได้
อ่านเพิ่มเติม
- ▸ Divergence RSI วิธีหาจุดกลับตัว Forex แม่นยำ 2026 | อ.บอม
- ▸ NFP Non-Farm Payroll วิธีเทรดข่าว US Jobs Forex อย่างมืออาชีพ
- ▸ เทคนิคเจาะลึก เทรดทองคำแบบสังคม Social Trading ด้วย XAU ปี 2569
- ▸ เจาะลึก Oil Gold Iron Ore กระทบ Commodity Currencies CAD AUD NZD
- ▸ วิธีใช้ Envelope Indicator เจาะลึก Moving Average Band Trend
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย










![บัญชีทดลองเทรดทองคำ: ทำไมต้องลองก่อนลุยจริง? [XAU/USD ปี 2569] Demo Account คืออะไร และทำไมนักเทรดทองคำต้องใช้?](https://icafeforex.com/wp-content/uploads/2026/03/cover-gold-demo-account-practice-trade-how-v51-2569-2-330x220.jpg)

TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文