

การเทรดทองคำด้วยแนวคิด Break of Structure หรือ BOS คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจทิศทางตลาดได้อย่างชัดเจน โดยอาศัยการสังเกตจุดสูงสุดและต่ำสุดของราคาเพื่อยืนยันว่ากลุ่มเงินใหญ่กำลังผลักดันไปทางไหน นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ทำความเข้าใจโครงสร้างราคาทองคำก่อนเริ่มเทรด
ก่อนที่เราจะไปดูการทำลายโครงสร้าง เราต้องเข้าใจก่อนว่าโครงสร้างราคาคืออะไร มันคือการที่เราแบ่งทิศทางของทองคำออกเป็นขาขึ้นและขาลง โดยดูจากการสร้างยอดใหม่และก้นใหม่อย่างเป็นระบบ
ในตลาดขาขึ้น ราคาจะมีพฤติกรรมคือสร้างจุดสูงสุดใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ และเมื่อเกิดการปรับตัวลงมา ก็จะไม่ทิ่มทะลุจุดต่ำสุดเดิม ส่วนตลาดขาลงจะทำตรงกันข้ามคือสร้างจุดต่ำสุดใหม่ต่ำลงเรื่อยๆ และเวลาเด้งกลับขึ้นไปก็จะไม่ทะลุจุดสูงสุดเดิม การที่เราเข้าใจกติกาง่ายๆ นี้ จะทำให้เราไม่เทรดทวนแนวโน้มโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เทรดเดอร์มือใหม่มักจะเสียเงินจากการพยายามเดาจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดของตลาดตลอดเวลา ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
เมื่อเราเอาแนวคิดนี้มาใช้กับทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนค่อนข้างสูง เราจะเห็นว่าทองคำมักจะวิ่งเป็นเทรนด์ที่ยาวนาน การรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ในโครงสร้างไหน จะช่วยให้เราเลือกได้ว่าควรจะหาจังหวะซื้อหรือจังหวะขาย และเมื่อไหร่ก็ตามที่โครงสร้างนั้นถูกทำลาย นั่นคือสัญญาณว่าทิศทางตลาดกำลังจะเปลี่ยน ซึ่งเป็นจุดที่เราเรียกว่าการเกิด BOS นั่นเอง
BOS คืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไรในตลาดทอง
BOS หรือ Break of Structure คือจังหวะที่ราคาทะลุจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดเดิมอย่างชัดเจน บอกว่ากลุ่มเงินใหญ่กำลังเข้ามาผลักดันราคาให้วิ่งต่อไปในทิศทางเดิม หรืออาจเป็นการเริ่มต้นเทรนด์ใหม่ก็ได้
ในตลาดขาขึ้น เมื่อราคาทองคำทะลุจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ เราจะเรียกว่าเกิด BOS ขาขึ้น นั่นหมายความว่าแรงซื้อยังคงมีอำนาจเหนือกว่าแรงขาย และโอกาสที่ราคาจะวิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ยังมีสูง ส่วนในตลาดขาลง BOS จะเกิดขึ้นเมื่อราคาทิ่มทะลุจุดต่ำสุดเดิมลงไปได้ บอกว่าแรงขายกำลังควบคุมตลาดอยู่ การเข้าใจจังหวะนี้จะทำให้เรารู้ว่าควรเข้าตามแนวโน้มเดิมหรือไม่ และช่วยให้เราไม่ตื่นเต้นกับการแกว่งตัวระยะสั้นที่อาจจะหลอกเราให้เข้าผิดทิศทาง
ข้อสังเกตสำคัญอย่างหนึ่งในการดู BOS ของทองคำคือ ราคาต้องปิดแท่งเทียนให้พ้นเส้นแนวโน้มเดิม ถ้าแท่งเทียนยังไม่ปิด อาจจะเป็นแค่การแกว่งเพื่อหลอกให้เทรดเดอร์ตื่นเต้นและวิ่งเข้าไปสวนทาง ดังนั้นในฐานะเมนเทอร์ ผมแนะนำเสมอว่าให้รอความชัดเจน แม้จะได้ราคาที่ไม่ดีเท่าการเข้าตรงจุดสุดยอด แต่มันจะปลอดภัยกว่าในระยะยาว การเทรดคือการบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่การเล่นแร่แรก
วิธีอ่านจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดเพื่อหา BOS
การหาจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดคือทักษะพื้นฐานที่เทรดเดอร์ทองคำทุกคนต้องมี เพราะมันคือเครื่องมือที่จะบอกเราว่าโครงสร้างตลาดกำลังเป็นอย่างไร และจะได้รู้ว่าควรรอ BOS ที่จุดไหน
การลากเส้นแนวโน้มเพื่อหาจุดสำคัญ
เริ่มต้นด้วยการมองหาจุดที่ราคาทองคำเคยหยุดแล้วเด้งกลับ ในขาขึ้นให้เรามองหาจุดต่ำสุดล่าสุดที่ราคาเคยขึ้นมาจากจุดนั้น แล้วลากเส้นเชื่อมจุดต่ำสุดเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ถ้าราคาสร้างจุดสูงสุดใหม่และจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ก็แปลว่าเราอยู่ในขาขึ้น การลากเส้นนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนขึ้น และเมื่อราคาทะลุจุดสูงสุดเดิม ก็คือจุดที่เราจะเรียกว่าเกิด BOS นั่นเอง
การยืนยันการทะลุด้วยแท่งเทียน
เมื่อราคาทองคำวิ่งไปชนเส้นแนวโน้มเดิม เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันทะลุจริงหรือแค่แตะแล้วเด้ง คำตอบคือเราต้องดูการปิดของแท่งเทียน ถ้าราคาปิดเหนือจุดสูงสุดเดิมในขาขึ้น ก็ถือว่าเป็นการยืนยันว่าเกิด BOS จริง แต่ถ้าราคาแตะแล้วเด้งกลับมาปิดในกรอบเดิม ก็อาจจะเป็นแค่การหลอก ซึ่งทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ชอบหลอกเทรดเดอร์ในระดับสำคัญเป็นประจำ
นอกจากนี้เราควรดูระยะเวลาของกรอบเวลาที่เราใช้ด้วย ในกรอบเวลาใหญ่เช่นรายวันหรือสี่ชั่วโมง การทะลุและปิดแท่งเทียนมักจะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่ากรอบเวลาเล็กเช่นห้านาทีหรือสิบห้านาที เพราะในกรอบเวลาเล็กมักจะมีสัญญาณหลอกเยอะมาก ดังนั้นหากเราเทรดตาม BOS ควรเลือกกรอบเวลาที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเรา และความอดทนในการรอแท่งเทียนปิดคือสิ่งที่จะช่วยให้เราอยู่รอดในตลาดได้
ความแตกต่างระหว่าง BOS และ CHoCH ที่เทรดเดอร์ต้องรู้
หลายคนมักสับสนระหว่าง BOS และ CHoCH ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกับการทะลุจุดสำคัญของราคา แต่ความหมายและการนำไปใช้งานนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเข้าใจความต่างนี้จะช่วยให้เราไม่เข้าเทรดผิดจังหวะ
BOS คือการยืนยันว่าแนวโน้มเดิมยังคงแข็งแรง คือราคาทะลุจุดสูงสุดเดิมในขาขึ้น หรือทะลุจุดต่ำสุดเดิมในขาลง ส่วน CHoCH หรือ Change of Character คือการที่ราคาทำลายโครงสร้างเดิมและเริ่มสร้างโครงสร้างใหม่ที่ตรงกันข้าม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยู่ในขาขึ้น แล้วราคาทิ่มทะลุจุดต่ำสุดล่าสุดลงไปได้ นั่นคือ CHoCH บอกว่าขาขึ้นอาจจะจบลงแล้วและกำลังจะกลับตัวเป็นขาลง จังหวะนี้เองที่เทรดเดอร์จะเริ่มระมัดระวังและเตรียมตัวเปลี่ยนมุมมองตลาด
ดังนั้น BOS มักจะเกิดขึ้นเมื่อเทรนด์กำลังวิ่งไปข้างหน้า ส่วน CHoCH จะเกิดขึ้นเมื่อเทรนด์กำลังจะกลับตัว การเทรดที่ดีคือเราต้องรู้ว่าตอนนี้เรากำลังเจออะไร ถ้าเป็น BOS เราอาจจะเข้าตามแนวโน้มเดิมได้เลย แต่ถ้าเป็น CHoCH เราอาจต้องรอให้เกิดโครงสร้างใหม่ที่ชัดเจนก่อนค่อยเข้าเทรด เพื่อความปลอดภัยในการบริหารความเสี่ยง
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขนาดล็อตเมื่อเทรดตาม BOS
มาดูตัวอย่างจริงกันครับ สมมติว่าทองคำราคาอยู่ที่ 2350 ดอลลาร์ต่อนซ์ และกำลังเป็นขาขึ้น ราคาเคยทำจุดสูงสุดเดิมไว้ที่ 2362 ดอลลาร์ เมื่อราคาทะลุ 2362 และปิดแท่งเทียนที่ 2365 เราถือว่าเกิด BOS ขาขึ้นขึ้นแล้ว แผนการเทรดคือเข้าซื้อที่ราคา 2365 และตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่จุดต่ำสุดก่อนหน้าสมมติว่าอยู่ที่ 2358 ดอลลาร์ ส่วนเป้าหมายกำไรตั้งไว้ที่ 2385 ดอลลาร์
การคำนวณระยะห่างของจุดตัดขาดทุนคือ 2365 ลบ 2358 เท่ากับ 7 ดอลลาร์ ในทองคำ 1 ดอลลาร์การเคลื่อนไหวของราคาเท่ากับ 100 พอยต์ ดังนั้นระยะการตัดขาดทุนคือ 700 พอยต์ ถ้าเรามีทุนเทรด 5000 ดอลลาร์ และต้องการเสี่ยงไม่เกินร้อยละ 2 ของทุนต่อไม้นั่นคือ 100 ดอลลาร์ การคำนวณขนาดล็อตจะใช้สูตรคือจำนวนเงินที่ยอมเสี่ยงหารด้วยระยะตัดขาดทุนเป็นพอยต์ จะได้ 100 หาร 700 เท่ากับ 0.14 ล็อต ดังนั้นเราควรเปิดสถานะซื้อที่ 0.14 ล็อต
ถ้าราคาทองคำวิ่งขึ้นไปถึงเป้าหมายที่ 2385 ดอลลาร์ตามแผน ระยะกำไรคือ 2385 ลบ 2365 เท่ากับ 20 ดอลลาร์ หรือ 2000 พอยต์ เมื่อคูณกับขนาดล็อต 0.14 จะได้กำไร 280 ดอลลาร์ ส่วนถ้าราคาวิ่งกลับลงมาตัดขาดทุนที่ 2358 เราจะขาดทุน 700 พอยต์ คูณ 0.14 ล็อต เท่ากับขาดทุน 98 ดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่เรากำหนดไว้คือ 100 ดอลลาร์ อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนในไม้นี้อยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 2.8 ซึ่งถือว่าเป็นการเทรดที่มีคุณภาพและสมเหตุสมผลในระยะยาว
การใช้อินดิเคเตอร์เสริมเพื่อยืนยัน BOS ให้แม่นยำขึ้น
การดูเพียงแค่โครงสร้างราคาอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอสำหรับบางคน เราสามารถใช้อินดิเคเตอร์ตัวอื่นมาช่วยยืนยันได้ ซึ่งจะทำให้ความมั่นใจในการเข้าเทรดสูงขึ้นและลดโอกาสการโดนหลอกได้มาก
การใช้ RSI วัดแรงซื้อขาย
RSI หรือ Relative Strength Index เป็นอินดิเคเตอร์ที่ช่วยบอกว่าตลาดกำลังจะทะลุสำเร็จหรือไม่ ถ้าราคาทองคำกำลังจะทะลุจุดสูงสุดเดิมและ RSI ก็วิ่งขึ้นมาแตะระดับ 60 ขึ้นไป แสดงว่ามีแรงซื้อหนาแน่นและโอกาสที่จะเกิด BOS จริงมีสูง แต่ถ้าราคาจะทะลุแต่ RSI อยู่ต่ำกว่า 40 ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าแรงซื้อยังไม่แข็งแรงพอ การทะลุอาจจะล้มเหลวได้
การใช้ MACD ดูทิศทางเทรนด์
MACD หรือ MACD เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่นักเทรดทองคำนิยมใช้ เพราะมันช่วยบอกทิศทางของเทรนด์และโมเมนตัมได้ดี ถ้าเส้น MACD ตัดเส้นสัญญาณขึ้นไปด้านบน และฮิสโทแกรมก็เริ่มมีสีบวก ในขณะที่ราคากำลังจะทะลุจุดสูงสุดเดิม ก็เป็นการยืนยันที่ดีว่า BOS ขาขึ้นกำลังจะเกิดขึ้นจริง การใช้อินดิเคเตอร์เสริมไม่ได้แปลว่าเราจะเทรดได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันช่วยกรองสัญญาณที่ไม่ดีออกไปได้มาก
| ปัจจัยเปรียบเทียบ | BOS ขาขึ้น | BOS ขาลง | CHoCH การกลับตัว |
|---|---|---|---|
| ทิศทางราคา | ทะลุจุดสูงสุดเดิม | ทิ่มจุดต่ำสุดเดิม | ทิ่มจุดต่ำสุดในขาขึ้นหรือทะลุจุดสูงสุดในขาลง |
| ความหมาย | ยืนยันแนวโน้มขาขึ้น | ยืนยันแนวโน้มขาลง | สัญญาณเตือนว่าแนวโน้มเดิมจะเปลี่ยน |
| การตั้งคำสั่งซื้อขาย | หาจังหวะซื้อ | หาจังหวะขาย | หยุดรอความชัดเจนหรือเตรียมสวนเทรนด์เดิม |
| ตำแหน่งจุดตัดขาดทุน | ต่ำกว่าจุดต่ำสุดล่าสุด | เหนือจุดสูงสุดล่าสุด | ตามจุดสูงสุดหรือต่ำสุดที่ถูกทะลุ |
การวางแผนบริหารความเสี่ยงเมื่อเทรดตาม BOS
การเทรดตาม BOS แม้จะเป็นกลยุทธ์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเลย การวางแผนบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะในตลาดทองคำที่ผันผวนสูง ราคาอาจจะทะลุไปแล้วเด้งกลับมาได้ตลอดเวลา ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า BOS ปลอม
การบริหารความเสี่ยงเริ่มต้นจากการกำหนดขนาดล็อตที่เหมาะสม อย่าเปิดสถานะใหญ่เกินไปจนถ้าราคาตัดขาดทุนแล้วจะทำให้พอร์ตเราเสียหายหนัก ผมแนะนำเสมอว่าให้เสี่ยงไม่เกินร้อยละ 2 ถึง 3 ของทุนต่อหนึ่งไม้เทรด และต้องตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่จุดที่หากทะลุไปแล้วแปลว่าโครงสร้างเดิมเสียจริงๆ อย่าตั้งแค่ตามความรู้สึกว่าพอจะรับได้หรือไม่ได้ ต้องดูจากแผนภูมิเป็นหลัก
นอกจากนี้การปรับเลื่อนจุดตัดขาดทุนเมื่อราคาวิ่งไปในทิศทางที่เราคาดไว้ก็เป็นเทคนิคที่สำคัญ ถ้าราคาทองคำทะลุไปแล้วและเริ่มสร้างจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้นในขาขึ้น เราก็ควรปรับเลื่อนจุดตัดขาดทุนขึ้นมาที่จุดต่ำสุดใหม่นั้น เพื่อลดความเสี่ยงและล็อกกำไรไว้บ้าง การเทรดที่ดีไม่ใช่แค่การเข้าให้ถูกต้อง แต่คือการรู้จักปกป้องเงินทุนและกำไรที่ได้มาด้วย นี่คือหัวใจที่จะทำให้เราอยู่ในตลาดได้ยาวนานและเป็นเทรดเดอร์ที่มีวินัย
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
BOS ในการเทรดทองคำคืออะไร
BOS ย่อมาจาก Break of Structure หมายถึงจังหวะที่ราคาทองคำทะลุจุดสูงสุดเดิมในขาขึ้น หรือทิ่มแทงจุดต่ำสุดเดิมในขาลง การทะลุนี้บอกว่ากลุ่มเงินใหญ่เข้ามาผลักดันแนวโน้มต่อไป เทรดเดอร์จึงใช้เป็นสัญญาณยืนยันว่าโครงสร้างราคายังเป็นขาขึ้นหรือขาลงอยู่ ไม่ใช่การเดาทางแบบสุ่ม
BOS ต่างจาก CHoCH อย่างไร
BOS คือการยืนยันแนวโน้มเดิมที่กำลังวิ่งอยู่ ส่วน CHoCH หรือ Change of Character คือจังหวะที่ราคาเริ่มทำลายโครงสร้างย้อนทิศทาง เช่น ขาขึ้นเดิมถูกทำลายเมื่อราคาทิ่มจุดต่ำสุดล่าสุด ดังนั้น CHoCH มักเกิดก่อนแล้วตามด้วย BOS ของแนวโน้มใหม่ เพื่อยืนยันว่าการกลับตัวนั้นจริงจัง
ควรเข้าเทรดตอนไหนหลังเกิด BOS
แนะนำให้รอราคาทะลุแล้วปิดแท่งเทียนนอกเส้นแนวโน้มก่อน จากนั้นรอราคาย่อตัวกลับมาทดสอบบริเวณที่ทะลุ ซึ่งมักจะเป็นจุดเข้าซื้อหรือขายที่เสี่ยงน้อยที่สุด การวิ่งตามราคาทันทีอาจโดนเดี๋ยวแกว่งหวนกลับทำขาดทุนได้ การรอรีเทสต์จะช่วยให้ตั้งจุดตัดขาดทุนได้แคบลง
ใช้ BOS กับทองคำต้องดูกรอบเวลาไหน
ควรเริ่มดูจากกรอบเวลาใหญ่อย่าง 4 ชั่วโมงหรือรายวันเพื่อจับแนวโน้มหลัก แล้วลงไปดูกรอบเวลาเล็กกว่าอย่าง 15 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงเพื่อหาจุดเข้าที่ละเอียดขึ้น การดูหลายกรอบเวลาช่วยให้เห็นภาพใหญ่และหลีกเลี่ยงการเทรดทวนแนวโน้มโดยไม่ตั้งใจ ทองคำชอบแกว่งแรงจึงต้องยืนยันหลายชั้น
ถ้าราคาทำ BOS ปลอมควรจัดการอย่างไร
BOS ปลอมคือการทะลุไปนิดเดียวแล้วหวนกลับทันที วิธีป้องกันคือรอให้แท่งเทียนปิดให้พ้นเส้นแนวโน้มอย่างชัดเจน และดูปริมาณซื้อขายหรือการยืนยันจากอินดิเคเตอร์อื่น หากเข้าไปแล้วราคาหวนกลับเข้ามาในโซนเดิม ให้ตัดขาดทุนทันทีตามแผนที่วางไว้ อย่าถือไว้โดยหวังว่าราคาจะวิ่งต่อเพราะนั่นคือความเสี่ยงสูง
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย




TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文