ไดเวอร์เจนซ์คือเครื่องมือบอกจังหวะกลับตัวของราคาที่นักเทรดสายเทคนิคนิยมใช้กันมากที่สุด บทความนี้สอนวิธีอ่านสัญญาณและใช้งานบนแพลตฟอร์ม MT4 แบบเข้าใจง่าย พร้อมการคำนวณกำไรขาดทุนจริง นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ไดเวอร์เจนซ์คืออะไรและทำไมนักเทรดถึงต้องดู
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่าไดเวอร์เจนซ์กันมาบ้าง แต่อาจยังไม่เข้าใจชัดเจนว่ามันคืออะไร พูดง่ายๆ มันคือสภาวะที่ทิศทางของราคาบนชาร์ตเดินไม่ตรงกับทิศทางของอินดิเคเตอร์ที่เราเปิดไว้ด้านล่าง การที่ราคากับอินดิเคเตอร์เดินสวนทางกันแบบนี้แหละคือสัญญาณเตือนว่าแรงซื้อหรือแรงขายในตลาดกำลังจะหมดไปแล้ว
ลองนึกภาพว่ารถยนต์กำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง แต่ถ้าเรามองที่รอบเครื่องยนต์จะเห็นว่ามันกำลังลดลงเรื่อยๆ ถึงแม้ตัวรถยังวิ่งไปข้างหน้า แต่ก็แสดงว่าพลังงานกำลังจะหมดลงและรถกำลังจะค่อยๆ ชะลอความเร็วลงในไม่ช้า การเทรดก็เหมือนกัน เราต้องมองหาความผิดปกติระหว่างราคากับโมเมนตัมเพื่อให้รู้ว่าเทรนด์กำลังจะอ่อนแรงลง ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
การดูไดเวอร์เจนซ์จึงเป็นเหมือนการมีเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า ช่วยให้เราเตรียมตัวหาจุดเข้ารับกำไรหรือวางออเดอร์สวนเทรนด์ได้อย่างมีเหตุผล มันทำให้เราไม่ต้องเข้าไปไล่ตามราคาที่ปั่นป่วนจนเสียเปรียบ แต่สามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมั่นใจและมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี
ประเภทของไดเวอร์เจนซ์ที่ต้องรู้จักก่อนเริ่มเทรด
ก่อนที่จะไปดูวิธีการหาสัญญาณบนชาร์ต เราต้องแยกให้ออกก่อนว่าไดเวอร์เจนซ์มีกี่แบบ แต่ละแบอกอะไรกับเราบ้าง เพราะการเข้าใจประเภทของสัญญาณจะช่วยให้เราเลือกกลยุทธ์การเทรดได้ตรงกับสภาพตลาดในขณะนั้น
ไดเวอร์เจนซ์ปกติบอกจังหวะกลับตัว
ไดเวอร์เจนซ์ปกติเป็นสัญญาณที่บอกว่าเทรนด์เดิมกำลังจะหมดแรงและพร้อมกลับตัว ถ้าราคาทำยอดสูงใหม่ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่อินดิเคเตอร์กลับทำยอดต่ำลงเรื่อยๆ เราเรียกว่าเป็นไดเวอร์เจนซ์ปกติฝั่งขาขึ้น ส่วนกรณีที่ราคาทำก้นต่ำลงไปเรื่อยๆ แต่อินดิเคเตอร์ทำก้นที่สูงขึ้น เราเรียกว่าเป็นไดเวอร์เจนซ์ปกติฝั่งขาลง
สัญญาณประเภทนี้เป็นที่นิยมมากเพราะมันให้จังหวะเข้าเทรดสวนเทรนด์ที่มีความเสี่ยงจำกัดและอัตรากำไรที่คุ้มค่า นักเทรดส่วนใหญ่จะรอให้เกิดสัญญาณนี้ขึ้นก่อนแล้วค่อยหาจุดเข้าซื้อหรือขาย โดยจะใช้แท่งเทียนยืนยันเพิ่มเติมเพื่อความมั่นใจ
ไดเวอร์เจนซ์ลับบอกแนวโน้มต่อเนื่อง
ไดเวอร์เจนซ์ลับเป็นสัญญาณที่บอกว่าเทรนด์เดิมยังไม่หมดแรงและพร้อมวิ่งต่อไป ถ้าราคาทำยอดสูงใหม่ขึ้นไปเรื่อยๆ และอินดิเคเตอร์ก็ทำยอดสูงขึ้นเช่นกันแต่ความชันน้อยกว่า หรือถ้าราคาทำก้นต่ำลงไปเรื่อยๆ และอินดิเคเตอร์ก็ทำก้นต่ำลงเช่นกันแต่ความชันน้อยกว่า เราเรียกว่าเป็นไดเวอร์เจนซ์ลับ
สัญญาณประเภทนี้จะบอกให้เรารู้ว่าราคากำลังพักตัวชั่วคราวและพร้อมที่จะวิ่งไปในทิศทางเดิมต่อ การรู้จักสัญญาณนี้จะช่วยให้เราไม่หลงเข้าไปสวนเทรนด์ในจังหวะที่ผิดและสามารถหาจุดเข้าเทรดตามเทรนด์ได้อย่างแม่นยำ
วิธีตั้งค่าอินดิเคเตอร์บน MT4 เพื่อหาสัญญาณ
การตั้งค่าอินดิเคเตอร์บนแพลตฟอร์ม MT4 ให้สามารถมองเห็นไดเวอร์เจนซ์ได้ชัดเจนเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก เพราะถ้าตั้งค่าไม่เหมาะสมก็จะมองไม่เห็นสัญญาณหรือเห็นสัญญาณหลอกจนทำให้เทรดผิดพลาดได้ ขอแนะนำให้ใช้อินดิเคเตอร์หลักสามตัวคือ RSI, MACD และ Stochastic
สำหรับ RSI ให้ตั้งค่าช่วงเวลาที่ 14 และปรับระดับเส้นแบ่งเขตที่ 70 กับ 30 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป การดูสัญญาณจะเน้นที่การเทียบยอดสูงและก้นต่ำระหว่างราคากับเส้น RSI ถ้าราคาทำยอดสูงขึ้นแต่ RSI ทำยอดต่ำลงถือว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าขาขึ้นกำลังอ่อนแรง
สำหรับ MACD ให้ใช้ค่ามาตรฐานคือ 12, 26, 9 การดูสัญญาณจะเน้นที่การเทียบความสูงของแท่งฮิสโทแกรมหรือยอดของเส้น MACD กับราคาบนชาร์ต ถ้าราคาทำก้นต่ำลงแต่แท่งฮิสโทแกรมกลับสูงขึ้นถือว่าเป็นสัญญาณว่าแรงขายกำลังอ่อนลงและราคาอาจจะกลับตัวขึ้นได้
การเปิดอินดิเคเตอร์ทั้งสามตัวพร้อมกันอาจจะดูยุ่งยากเกินไป ดังนั้นขอแนะนำให้เลือกใช้แค่หนึ่งหรือสองตัวที่คุณถนัดที่สุด ส่วนตัวชอบใช้ RSI เป็นหลักเพราะเส้นมันลื่นไหวและสามารถมองเห็นความผิดปกติได้ง่ายกว่า แต่ถ้าใครชอบความชัดเจนของแท่งฮิสโทแกรม MACD ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กัน
ตัวอย่างการคำนวณกำไรขาดทุนจากสัญญาณจริง
มาดูตัวอย่างการเทรดจริงกันบ้าง สมมติว่าเราเห็นไดเวอร์เจนซ์ปกติฝั่งขาลงบนชาร์ตคู่ยูโรดอลลาร์กรอบเวลา 4 ชั่วโมง ราคาทำก้นต่ำใหม่ที่ระดับ 1.0850 แต่อินดิเคเตอร์ RSI กลับทำก้นที่สูงกว่าเดิม เราจึงตัดสินใจวางออเดอร์ซื้อที่ราคา 1.0860 หลังจากเกิดแท่งเทียนกลับตัวขึ้นมายืนยัน
เราตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ระดับ 1.0820 ซึ่งอยู่เลยก้นต่ำสุดของราคาลงไป 30 พิป ส่วนจุดเทคกำไรตั้งไว้ที่ระดับ 1.0960 ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญที่ราคาเคยไปกระทบก่อนหน้านี้ ระยะห่างถึง 100 พิป ถือว่าเป็นอัตรากำไรต่อความเสี่ยงที่ 1 ต่อ 2.5 ซึ่งถือว่าค่อนข้างดี
สมมติว่าเราใช้เงินทุน 1,000 ดอลลาร์และยอมรับความเสี่ยงที่ 3 เปอร์เซ็นต์ต่อไม้ เท่ากับว่าถ้าราคาไปแตะจุดตัดขาดทุนเราจะขาดทุน 30 ดอลลาร์ การคำนวณขนาดล็อตคือเอาจำนวนเงินที่ยอมเสี่ยงหารด้วยระยะตัดขาดทุนในหน่วยพิป แล้วคูณด้วยมูลค่าพิปต่อล็อตมาตรฐาน ดังนั้น 30 ดอลลาร์หารด้วย 30 พิป เท่ากับ 1 ดอลลาร์ต่อพิป ซึ่งตรงกับขนาดล็อต 0.1 หรือล็อตมินิ
ผลปรากฏว่าราคาเดินไปตามทิศทางที่คาดไว้และไปแตะจุดเทคกำไรที่ระดับ 1.0960 เราได้กำไร 100 พิป คูณด้วยมูลค่าพิป 1 ดอลลาร์ เท่ากับกำไร 100 ดอลลาร์ จากเงินทุน 1,000 ดอลลาร์ถือว่าเป็นกำไร 10 เปอร์เซ็นต์ต่อไม้ ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีเลย
ตารางเปรียบเทียบอินดิเคเตอร์ที่ใช้หาไดเวอร์เจนซ์
| ชื่ออินดิเคเตอร์ | จุดแข็ง | จุดอ่อน | กรอบเวลาที่เหมาะสม |
|---|---|---|---|
| RSI | เส้นลื่นไหว มองจุดผิดปกติได้ง่าย | อาจให้สัญญาณหลอกบ่อยในตลาดข้างตัว | ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงขึ้นไป |
| MACD | แท่งฮิสโทแกรมชัดเจน ยืนยันแนวโน้มได้ดี | ตอบสนองช้ากว่า RSI เล็กน้อย | ตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไป |
| Stochastic | ไวต่อการสั่นคลอนราคาในกรอบเล็ก | สัญญาณวูบวามในตลาดที่มีเทรนด์แรง | ตั้งแต่ 15 นาทีถึง 1 ชั่วโมง |
| CCI | เหมาะกับตลาดที่มีความผันผวนสูง | ค่อนข้างจุกจิกต้องปรับค่าบ่อย | ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงขึ้นไป |
วิธีหลีกเลี่ยงกับดักสัญญาณหลอก
ปัญหาใหญ่ที่สุดของการเทรดด้วยไดเวอร์เจนซ์คือการเจอสัญญาณหลอก บางครั้งเราเห็นราคาทำยอดสูงขึ้นแต่อินดิเคเตอร์ทำยอดต่ำลง เราก็รีบเข้าขาย แต่ปรากฏว่าราคายังวิ่งขึ้นไปต่อจนเราขาดทุน ดังนั้นเราต้องมีวิธีกรองสัญญาณเพื่อลดความเสี่ยงนี้
วิธีแรกคือการรอให้เกิดแท่งเทียนยืนยันก่อนเข้าเทรด อย่ารีบเข้าทันทีที่เห็นสัญญาณไดเวอร์เจนซ์ ให้รอให้ราคาเกิดแท่งเทียนกลับตัว เช่น แท่งพินบาร์หรือแท่งเอนกัลฟิง ก่อนแล้วค่อยวางออเดอร์ การรอแท่งเทียนยืนยันจะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าราคากลับตัวจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่การพักตัวชั่วคราว
วิธีที่สองคือการใช้อินดิเคเตอร์หลายตัวเพื่อยืนยันสัญญาณ ถ้าเราเห็นไดเวอร์เจนซ์บน RSI ก็ให้ไปดู MACD หรือ Stochastic ด้วยว่ามีสัญญาณเดียวกันหรือไม่ ถ้าหลายตัวบอกทิศทางเดียวกัน โอกาสที่สัญญาณจะเป็นจริงก็จะสูงขึ้น แต่ถ้าแต่ละตัวบอกทิศทางไม่ตรงกันก็ให้ระวังไว้ก่อนและรอสัญญาณที่ชัดเจนกว่านี้
วิธีที่สามคือการดูแนวรับแนวต้านประกอบ ถ้าเกิดสัญญาณไดเวอร์เจนซ์บริเวณที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ โอกาสที่ราคาจะกลับตัวก็จะสูงกว่าการเกิดสัญญาณกลางอากาศ การรวมจุดสำคัญทางราคาเข้ากับสัญญาณอินดิเคเตอร์จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการวิเคราะห์ของเราได้มาก
การบริหารความเสี่ยงเมื่อเทรดตามไดเวอร์เจนซ์
การบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการเทรด ไม่ว่าสัญญาณจะดีแค่ไหนก็ตาม ถ้าเราไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี สักวันก็ต้องหมดเงินไปแน่นอน การเทรดตามไดเวอร์เจนซ์ก็เช่นเดียวกัน เราต้องมีกฎเหล็กในการตั้งจุดตัดขาดทุนและการกำหนดขนาดล็อตที่เหมาะสม
การตั้งจุดตัดขาดทุนควรอยู่เลยยอดสูงสุดหรือก้นต่ำสุดของแท่งเทียนที่เกิดสัญญาณออกไปเล็กน้อย อย่าตั้งใกล้จนเกินไปเพราะราคาอาจจะแตะก่อนกลับตัว แต่ก็ไม่ควรตั้งไกลจนเกินไปจนความเสี่ยงสูงเกินไป โดยทั่วไปการตั้งจุดตัดขาดทุนห่างจากจุดเข้า 20 ถึง 40 พิปถือว่าเหมาะสมสำหรับการเทรดในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง
การกำหนดขนาดล็อตควรคำนวณจากจำนวนเงินที่ยอมเสี่ยงต่อไม้ ไม่ใช่กำหนดล็อตตามใจฉัน ถ้ายอมเสี่ยง 2 เปอร์เซ็นต์ของเงินทุนต่อไม้ ก็ต้องคำนวณล็อตให้ตรงกับระยะตัดขาดทุนที่ตั้งไว้ ถ้าระยะตัดขาดทุนกว้างก็ต้องลดขนาดล็อตลง และถ้าระยะตัดขาดทุนแคบก็สามารถเพิ่มขนาดล็อตได้บ้าง แต่ต้องไม่เกินเงินทุนที่ยอมเสี่ยง
ข้อสำคัญอีกอย่างคืออย่าเพิ่มล็อตเมื่อราคาเดินไปในทิศทางที่คาดไว้ หลายคนชอบเพิ่มล็อตเมื่อได้กำไรเพราะคิดว่าราคาจะเดินต่อ แต่การเพิ่มล็อกแบบนี้เพิ่มความเสี่ยงมากกว่าผลตอบแทนที่จะได้ ถ้าราคากลับตัวก็อาจจะกลายเป็นการขาดทุนที่ใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นให้ยึดขนาดล็อตเดิมไว้จนกว่าจะปิดออเดอร์
การวางแผนออกจากตลาดเมื่อราคาไม่เป็นไปตามคาด
ถึงแม้เราจะวิเคราะห์ได้ดีแค่ไหน ก็มีโอกาสที่ราคาจะไม่เป็นไปตามคาดได้เสมอ ดังนั้นเราต้องมีแผนรองรับในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่ใช่แค่การตั้งจุดตัดขาดทุนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับแผนการเทรดเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนไปด้วย
ถ้าหลังจากเข้าเทรดไปแล้วราคาเดินไปไม่ไกลแล้วก็กลับมาที่จุดเข้า ให้พิจารณาย้ายจุดตัดขาดทุนมาที่จุดเข้าเพื่อลดความเสี่ยง การย้ายจุดตัดขาดทุนมาที่จุดเข้าหรือที่เรียกว่าการตั้งจุดคุ้มทุนจะช่วยให้เราไม่ขาดทุนแม้ว่าราคาจะกลับตัวก็ตาม มันเป็นการปกป้องเงินทุนของเราจากสภาพตลาดที่ไม่แน่นอน
ถ้าราคาเดินไปได้ครึ่งทางแล้วชะลอตัว อาจจะพิจารณาปิดออเดอร์บางส่วนเพื่อเก็บกำไรทิ้งไว้ก่อน การปิดออเดอร์ครึ่งหนึ่งจะช่วยลดความกดดันและทำให้เรามีสติในการตัดสินใจมากขึ้น ส่วนที่เหลือก็ให้รอดูว่าราคาจะเดินไปถึงจุดเทคกำไรหรือไม่ ถ้าราคากลับตัวก็ยังได้กำไรจากส่วนที่ปิดไปแล้ว
ข้อสำคัญคือต้องยอมรับว่าการเทรดไม่ใช่เรื่องของการทายใจ แต่เป็นเรื่องของความน่าจะเป็น ถ้าสัญญาณบอกให้ออกก็ต้องออก อย่าดึงดันฝืนตลาดเพราะความรู้สึกว่าราคาจะต้องกลับมาเดินตามทิศทางที่เราคาดไว้ การยอมรับความผิดพลาดและตัดขาดทุนเมื่อสัญญาณบอกให้ออกจะช่วยรักษาเงินทุนให้เราอยู่ในตลาดได้นานขึ้น
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
ไดเวอร์เจนซ์คืออะไรและใช้ยังไงใน MT4
ไดเวอร์เจนซ์คือสภาวะที่ทิศทางของราคาบนชาร์ตไม่ตรงกับทิศทางของอินดิเคเตอร์ เช่น RSI หรือ MACD การใช้งานบน MT4 ให้เปิดอินดิเคเตอร์ที่ต้องการแล้วเทียบยอดสูงหรือก้นต่ำสองจุดเพื่อหาจังหวะกลับตัว
อินดิเคเตอร์ไหนเหมาะกับการหาไดเวอร์เจนซ์ที่สุด
อินดิเคเตอร์ยอดฮิตคือ RSI, MACD และ Stochastic เพราะมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตัมราคา ส่วนใหญ่นักเทรดนิยมใช้ RSI เป็นตัวหลักเพราะดูง่ายและสัญญาณค่อนข้างชัดเจน
ไดเวอร์เจนซ์ลับกับไดเวอร์เจนซ์ปกติต่างกันอย่างไร
ไดเวอร์เจนซ์ปกติแจ้งเตือนการกลับตัวของเทรนด์ ส่วนไดเวอร์เจนซ์ลับบอกว่าเทรนด์เดิมยังมีแรงซื้อหรือแรงขายต่อเนื่อง การสังเกตความแตกต่างของยอดสูงและก้นต่ำจะช่วยแยกประเภทของสัญญาณออกจากกันได้
ควรตั้งจุดตัดขาดทุนที่ไหนเมื่อเทรดตามสัญญาณไดเวอร์เจนซ์
ควรตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เลยยอดสูงสุดหรือก้นต่ำสุดของแท่งเทียนที่เกิดสัญญาณเพื่อความปลอดภัย ระยะห่างจะขึ้นอยู่ก่ายความผันผวนของคู่เงิน หากตลาดมีวิ่งแคบนั้นสามารถตั้งใกล้แท่งเทียนได้มากขึ้น
ไดเวอร์เจนซ์ใช้ได้กับทุกกรอบเวลาหรือไม่
ใช้ได้กับทุกกรอบเวลาตั้งแต่ระดับ 15 นาทีขึ้นไปจนถึงระดับรายวัน แต่กรอบเวลาเล็กมักมีสัญญาณหลอกเยอะกว่า การใช้งานบนกรอบเวลา H1 หรือ H4 จะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือและมีความเสี่ยงต่ำกว่าการเทรดในกรอบเวลาไมโคร
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย









TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文