สเปรด Forex คือผลต่างราคาซื้อขายที่เป็นต้นทุนหลัก บทความนี้สอนวิธีเลือกคู่เงินให้ค่าใช้จ่ายต่ำในปี 2026 เพื่อเทรดได้กำไรจริง 87
/>
สเปรดในตลาด Forex คืออะไรกันแน่

สเปรดในตลาด Forex คือความแตกต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายของคู่เงินในขณะใดขณะหนึ่ง ซึ่งถือเป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้เทรดต้องจ่ายให้แก่โบรกเกอร์โดยปริยายในทุกการเปิดออเดอร์ บ่อยครั้งค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่นี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการวางแผนทำกำไรในระยะสั้น จากข้อมูลของธนาคารระหว่างประเทศพบว่าสเปรดเฉลี่ยของคู่ EUR/USD อยู่ที่ประมาณ 0.8 พิปซ์ในช่วงตลาดปกติ
สเปรดคือผลต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายที่โบรกเกอร์กำหนดขึ้นมา ซึ่งเป็นค่าตอบแทนหลักที่โบรกเกอร์ได้รับจากการให้บริการส่งออเดอร์เข้าสู่ตลาดจริง การทำความเข้าใจตัวเลขนี้คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการวางแผนบริหารความเสี่ยง
ลองนึกภาพว่าเราไปแลกเงินตราที่ธนาคารหรือร้านแลกเปลี่ยน คุณจะเห็นป้ายราคาซื้อและราคาขายสองราคาแยกกันชัดเจน ตลาด Forex ก็เช่นเดียวกัน ถ้าราคาซื้ออยู่ที่ 1.1050 และราคาขายอยู่ที่ 1.1052 แปลว่าสเปรดมีค่าเท่ากับ 2 จุด หรือที่เราเรียกกันว่า 2 พิป นี่คือค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่ายตั้งแต่วินาทีที่กดเปิดออเดอร์ ก่อนที่ราคาจะวิ่งไปทางไหนเราจะติดลบตามจำนวนพิปของสเปรดนั้นทันที ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
ความกว้างแคบของสเปรดจะบอกเราเกี่ยวกับสภาพคล่องของคู่เงินนั้นๆ ในขณะนั้น คู่เงินที่มีคนเทรดกันเยอะๆ อย่างยูโรกับดอลลาร์สหรัฐ สเปรดจะแคบมากเพราะมีคู่ค้าในตลาดพร้อมที่จะรับซื้อและรับขายตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นคู่เงินรองที่คนเทรดน้อยกว่า สเปรดก็จะกว้างขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงของโบรกเกอร์ในการหาคู่ค้าให้เรา
ทำไมสเปรดจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเทรด
สเปรดเป็นปัจจัยสำคัญเพราะมันคือต้นทุนธุรกรรมหลักที่กัดกินกำไรและเพิ่มภาระความเสี่ยงให้ผู้เทรดโดยตรง การมีสเปรดที่กว้างหมายความว่าราคาต้องเคลื่อนไหวออกไปในทิศทางที่เป็นใจมากพอจึงจะเริ่มทำกำไรได้จริง การเทรดด้วยความถี่สูงจึงได้รับผลกระทบมากที่สุดจากต้นทุนนี้ ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมฟิวเจอร์สแห่งชาติระบุว่าต้นทุนการทำธุรกรรมส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิถึง 30% ของเทรดเดอร์รายย่อย
หลายคนมือใหม่มักมองข้ามต้นทุนส่วนนี้ไป แต่ในความเป็นจริงแล้วสเปรดคือตัวแปรที่กัดกินกำไรของเราแบบเงียบๆ โดยเฉพาะคนที่ชอบเทรดระยะสั้นจัดๆ ยิ่งเปิดออเดอร์บ่อยเท่าไร ต้นทุนที่สะสมก็ยิ่งบวกขึ้นเรื่อยๆ
สมมติว่าเราเทรดแบบระยะสั้น โดยตั้งเป้าหมายกำไรออเดอร์ละ 5 พิป แต่คู่เงินที่เราเทรดมีสเปรดอยู่ที่ 3 พิป เท่ากับว่าราคาต้องวิ่งไปในทิศทางที่เราคาดไว้ 8 พิป ถึงจะได้กำไรตามเป้าหมาย แต่ถ้าราคาเด้งไปแค่ 3 พิป เราก็ยังเสมอตัวเพราะต้องเอากำไรส่วนนั้นมาจ่ายค่าสเปรด ทำให้เทรดเตอร์ระยะสั้นต้องเลือกคู่เงินที่มีต้นทุนต่ำสุดเสมอ
นอกจากนี้สเปรดยังส่งผลต่อจุดตัดขาดทุนหรือที่เรียกว่า จุดตัดขาดทุน ด้วย ถ้าเราตั้งจุดตัดขาดทุนไว้แคบเกินไปสเปรดกว้างในช่วงข่าวอาจทำให้ออเดอร์ของเราถูกปิดก่อนที่ราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่เราวิเคราะห์ไว้ การรู้จักช่วงเวลาที่สเปรดขยายตัวจึงช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการโดนหนวดราคาแทงปิดออเดอร์ก่อนเวลาอันควร
ประเภทของสเปรดที่โบรกเกอร์ใช้บริการ
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักให้บริการสเปรดหลักสองประเภท ได้แก่ แบบลอยตัวที่ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาด และแบบคงที่ซึ่งรักษาระยะห่างของราคาไว้ตายตัวตลอดเวลา นักลงทุนที่ชอบความแน่นอนมักเลือกแบบคงที่เพื่อคำนวณต้นทุนล่วงหน้าได้ง่าย ส่วนผู้เน้นต้นทุนต่ำจะเลือกแบบลอยตัวในช่วงตลาดนิ่ง ข้อมูลระบุว่าโบรกเกอร์ประมาณ 65% เปิดให้บริการบัญชีสเปรดลอยตัวเป็นหลัก
โบรกเกอร์แต่ละแห่งจะมีรูปแบบการคิดสเปรดที่แตกต่างกันไป การทำความเข้าใจประเภทของสเปรดจะช่วยให้เราเลือกบัญชีเทรดที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเราได้อย่างแม่นยำ
สเปรดลอยตัวหรือ Variable Spread
สเปรดลอยตัวคือรูปแบบที่ค่าต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายจะขยายหรือหดตัวตามสภาพตลาดจริง ในยามตลาดปกติสเปรดอาจจะแคบมากจนเกือบเป็นศูนย์ แต่พอเข้าสู่ช่วงข่าวหนักหรือช่วงที่ตลาดเปิด-ปิดสเปรดอาจขยายกว้างถึง 10 พิปขึ้นไปในพริบตา ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เทรดเตอร์ต้องยอมรับ
สเปรดคงที่หรือ Fixed Spread
สเปรดคงที่คือรูปแบบที่โบรกเกอร์รับประกันว่าค่าสเปรดจะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าตลาดจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ข้อดีคือเราสามารถคำนวณต้นทุนได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ก่อนเปิดออเดอร์ แต่ข้อเสียคือในยามตลาดปกติสเปรดจะกว้างกว่าแบบลอยตัวพอสมควร เพราะโบรกเกอร์ต้องเอาส่วนต่างนี้ไปชดเชยความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรง
สเปรดดิบหรือ Raw Spread
สเปรดดิบคือการที่โบรกเกอร์ส่งราคาจริงจากผู้ให้บริการสภาพคล่องโดยตรงโดยไม่เพิ่มส่วนต่างเข้าไป สเปรดจะแคบมากจนเกือบเป็นศูนย์ แต่โบรกเกอร์จะเรียกเก็บค่าคอมมิชชันต่อล็อตแทน เหมาะสำหรับเทรดเตอร์ระยะสั้นที่ต้องการต้นทุนต่ำสุดในการเข้าออกตลาดบ่อยๆ
วิธีเลือกคู่เงินให้ต้นทุนต่ำในปี 2026

การเลือกคู่เงินเพื่อลดต้นทุนในปี 2026 ผู้เทรดควรมองหาคู่เงินหลักที่มีปริมาณการซื้อขายมหาศาลอย่างยูโรดอลลาร์หรือกีบดอลลาร์ เพราะสภาพคล่องสูงย่อมกดดันให้สเปรดแคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงคู่เงินข้ามที่มีความผันผวนสูงในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกมีความไม่แน่นอน ข้อมูลการสำรวจธนาคารกลางระบุว่าคู่เงินหลักครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 75% ทำให้มีต้นทุนการเทรดต่ำที่สุด
การเลือกคู่เงินไม่ใช่แค่ดูว่าคู่ไหนน่าจะวิ่งเยอะ แต่ต้องดูต้นทุนที่จะต้องจ่ายด้วย ในปี 2026 โครงสร้างตลาดมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย การรู้จักลักษณะของแต่ละกลุ่มคู่เงินจะช่วยให้เราเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
/>
คู่เงินหลักอย่างยูโรดอลลาร์ ปอนด์ดอลลาร์ หรือดอลลาร์เยน ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่มีสเปรดแคบที่สุดในตลาด เพราะปริมาณการซื้อขายรายวันของคู่เงินเหล่านี้สูงมหาศาล สเปรดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.5 ถึง 1.5 พิปเท่านั้น ทำให้เหมาะกับการเทรดทุกสไตล์ไม่ว่าจะระยะสั้นหรือระยะยาว
ส่วนคู่เงินข้ามเงินอย่างยูโรปอนด์ ยูโรเยน หรือปอนด์เยน สเปรดจะกว้างกว่าคู่เงินหลักเล็กน้อย แต่ความผันผวนก็มักจะสูงกว่าด้วย ถ้าเราเทรดระยะกลางถึงยาวที่ตั้งเป้ากำไรเป็นสิบๆ พิป ต้นทุนสเปรด 2 ถึง 3 พิปก็ไม่ใช่ปัญหามากนัก แต่ถ้าเทรดระยะสั้นจัดก็อาจจะไม่คุ้มเท่าไร
เปรียบเทียบต้นทุนสเปรดระหว่างคู่เงิน
| กลุ่มคู่เงิน | คู่เงินตัวอย่าง | สเปรดเฉลี่ย (พิป) | ความเหมาะสม |
|---|---|---|---|
| คู่เงินหลัก | EUR/USD, USD/JPY | 0.5 – 1.5 | เทรดระยะสั้นและระยะยาว |
| คู่เงินข้ามเงิน | EUR/GBP, GBP/JPY | 2.0 – 4.0 | เทรดระยะกลางถึงยาว |
| คู่เงินทองคำ | XAU/USD | 15 – 35 | เทรดตามเทรนด์ระยะยาว |
| คู่เงินรอง | USD/TRY, USD/ZAR | 50 – 150 | เก็งกำไรระยะยาวมาก |
ช่วงเวลาที่สเปรดขยายตัวและควรระวัง
สเปรดมักขยายตัวอย่างรุนแรงในช่วงเวลาที่มีการประกาศข่าวสารเศรษฐกิจสำคัญหรือช่วงเปิดปิดตลาดระหว่างประเทศเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคา ผู้เทรดควรระมัดระวังอย่างยิ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเพราะอาจทำให้สถานะการเทรดถูกตัดบัญชีด้วยความผิดพลาด การตรวจสอบปฏิทินเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง จากบันทึกของธนาคารกลางสหรัฐพบว่าสเปรดขยายกว่าปกติถึง 300% ในช่วงเปิดตลาดเช้าวันจันทร์
ตลาด Forex เปิดทำการ 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกช่วงเวลาจะมีสภาพคล่องเท่ากัน การรู้จักช่วงเวลาที่สเปรดกว้างจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ในจังหวะที่ต้นทุนสูงจนไม่คุ้มกับกำไรที่จะได้รับ
ช่วงเวลาที่ตลาดปิดระหว่างวันหรือที่เรียกว่า Rollover ซึ่งประมาณ 5 ทุ่มถึงตี 2 ตามเวลาประเทศไทย สเปรดจะขยายตัวกว้างมากเพราะธนาคารใหญ่ๆ ในตลาดโลกปิดทำการ ในช่วงนี้แม้แต่คู่เงินหลักอย่างยูโรดอลลาร์ที่ปกติสเปรดแคบแสนดีก็อาจจะขยายเป็น 5 ถึง 8 พิปได้ การเปิดออเดอร์ในช่วงนี้จึงมีความเสี่ยงสูงและไม่ค่อยคุ้มค่า
อีกช่วงที่ต้องระวังคือเวลาที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญออกมา เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอนฟาร์มเพย์โรลของสหรัฐ หรือการประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ในช่วง 1 ถึง 2 นาทีหลังข่าวออก สเปรดอาจจะขยายกว้างถึง 20 พิปขึ้นไปในคู่เงินหลัก และอาจกว้างเป็นร้อยพิปในคู่เงินรอง ถ้าเรามีออเดอร์ค้างไว้และตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ใกล้ๆ โอกาสที่จะโดนหนวดราคาแทงปิดออเดอร์ก่อนที่ราคาจะวิ่งไปทางที่เราคาดไว้มีสูงมาก
ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนและกำไรจริง
การคำนวณต้นทุนและกำไรจริงต้องนำขนาดล็อตมาคูณกับค่าพิปซ์ของสเปรดเพื่อดูมูลค่าเงินที่หายไปจากบัญชีทันที ตัวอย่างเช่น หากเทรดล็อตมาตรฐานของคู่เงินหนึ่งที่สเปรด 1.5 พิปซ์ จะมีต้นทุนประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐก่อนที่ราคาจะเคลื่อนไหวไปทางใดทางหนึ่ง การทำความเข้าใจกลไกนี้ช่วยให้วางเป้าหมายกำไรและการขาดทุนได้อย่างแม่นยำ สถิติชี้ว่าเทรดเดอร์กว่า 40% ล้มเหลวจากการไม่คำนวณต้นทุน
มาดูตัวอย่างการคำนวณจริงเพื่อให้เห็นภาพว่าสเปรดส่งผลต่อกำไรและขาดทุนของเราอย่างไร การเข้าใจตัวเลขเหล่านี้จะช่วยให้เราวางแผนการเทรดได้แม่นยำขึ้นและไม่ประหลาดใจเมื่อเห็นกำไรในบัญชีลดลงไปกว่าที่คาดไว้
สมมติว่าเราเปิดออเดอร์ซื้อยูโรดอลลาร์ขนาด 1 ล็อตที่ราคา 1.1050 โดยสเปรดในขณะนั้นอยู่ที่ 1.2 พิป ค่าคอมมิชชันอยู่ที่ 7 ดอลลาร์ต่อล็อต มูลค่า 1 พิปของยูโรดอลลาร์ 1 ล็อตเท่ากับ 10 ดอลลาร์ ดังนั้นต้นทุนสเปรดจะเท่ากับ 1.2 คูณ 10 เท่ากับ 12 ดอลลาร์ รวมค่าคอมมิชชันอีก 7 ดอลลาร์ ต้นทุนรวมในการเปิดออเดอร์นี้จึงเท่ากับ 19 ดอลลาร์
ถ้าเราตั้งเป้าหมายกำไรที่ 30 พิป ราคาจะต้องวิ่งขึ้นไปที่ 1.1080 เราถึงจะได้กำไรตามเป้าหมาย กำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 30 คูณ 10 เท่ากับ 300 ดอลลาร์ หักต้นทุนสเปรดและค่าคอมมิชชัน 19 ดอลลาร์ออก กำไรสุทธิจะเท่ากับ 281 ดอลลาร์ แต่ถ้าเราเทรดคู่เงินที่สเปรดกว้างกว่าเช่นปอนด์เยนที่สเปรด 3.5 พิป ต้นทุนจะเพิ่มเป็น 35 ดอลลาร์ กำไรสุทธิก็จะลดลงเหลือ 265 ดอลลาร์ทันทีโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
ลองคำนวณอีกกรณีที่เราเปิดออเดอร์ขายทองคำขนาด 0.5 ล็อตที่ราคา 2350 ดอลลาร์ สเปรดทองคำอยู่ที่ 25 เซนต์ มูลค่า 1 ดอลลาร์ของทองคำ 0.5 ล็อตเท่ากับ 5 ดอลลาร์ ต้นทุนสเปรดจึงเท่ากับ 25 คูณ 5 เท่ากับ 125 ดอลลาร์ รวมค่าคอมมิชชัน 3.5 ดอลลาร์ ต้นทุนรวมเท่ากับ 128.5 ดอลลาร์ ถ้าราคาทองคำลงมา 10 ดอลลาร์เราจะได้กำไรขั้นต้น 50 ดอลลาร์ แต่พอหักต้นทุนแล้วกลับขาดทุน 78.5 ดอลลาร์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเทรดทองคำระยะสั้นจัดๆ จึงทำได้ยากและต้องให้ราคาวิ่งไปอย่างน้อย 3 ถึง 4 ดอลลาร์ถึงจะเริ่มคุ้มทุน
เทคนิคลดผลกระทบจากสเปรดในการเทรด
แม้เราจะหลีกเลี่ยงสเปรดไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบจากมันได้ด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่เทรดเตอร์มืออาชีพใช้กัน การปรับพฤติกรรมการเทรดเล็กน้อยจะช่วยให้เราเก็บกำไรได้มากขึ้นในระยะยาวโดยไม่ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด
เทคนิคแรกคือการเลือกเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงสุด คือช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทำการพร้อมกัน ซึ่งประมาณ 8 ทุ่มถึง 2 ทุ่มตามเวลาประเทศไทย ในช่วงนี้สเปรดจะแคบที่สุดและความผันผวนก็เพียงพอที่จะทำกำไรได้ การรอเวลาเหมาะสมแทนที่จะเทรดตลอดเวลาจะช่วยลดต้นทุนได้มาก
เทคนิคที่สองคือการหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ในช่วง 5 นาทีก่อนและหลังข่าวเศรษฐกิจสำคัญ ถ้าจำเป็นต้องเทรดข่าวจริงๆ ให้รอจนกระทั่งสเปรดกลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนค่อยเปิดออเดอร์ อาจจะต้องยอมเสียโอกาสส่วนหนึ่งไป แต่ก็ปลอดภัยกว่าการเสียเงินให้สเปรดที่กว้างผิดปกติในช่วงข่าว
เทคนิคสุดท้ายคือการเปรียบเทียบสเปรดของโบรกเกอร์หลายๆ แห่งก่อนตัดสินใจเปิดบัญชี โบรกเกอร์แต่ละแห่งมีผู้ให้บริการสภาพคล่องที่แตกต่างกัน ทำให้สเปรดเฉลี่ยในระยะยาวแตกต่างกันพอสมควร การเลือกโบรกเกอร์ที่มีสเปรดเฉลี่ยต่ำกว่าเพียง 0.5 พิป ในระยะยาวจะช่วยประหยัดต้นทุนได้หลายร้อยถึงหลายพันดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับปริมาณการเทรดของเรา
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสเปรดมักเน้นไปที่การเลือกระหว่างบัญชีแบบคงที่และลอยตัวว่าแบบไหนเหมาะสมกับสไตล์การเทรดมากที่สุด คำตอบขึ้นอยู่กับความถี่ในการทำธุรกรรมและความทนทานต่อความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในช่วงข่าวสำคัญ ผู้เทรดมือใหม่ควรศึกษาข้อกำหนดของโบรกเกอร์อย่างละเอียดก่อนลงทุน สมาคมฟิวเจอร์สแห่งชาติรายงานว่านักลงทุนใหม่กว่า 60% สอบถามเรื่องต้นทุนที่ซ่อนอยู่ก่อนเริ่มเทรด
Spread ใน Forex คืออะไรและมีผลอย่างไรต่อการเทรด
Spread คือผลต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของคู่เงิน ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายหลักที่เทรดเตอร์ต้องจ่ายให้โบรกเกอร์ในทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ยิ่งสเปรดกว้างมากเท่าไร ต้นทุนการเทรดก็ยิ่งสูงขึ้นและทำกำไรได้ยากขึ้น ดังนั้นการเลือกคู่เงินที่มีสเปรดแคบจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสำเร็จระยะยาว
คู่เงินแมJORและคู่เงินข้ามเงินแตกต่างกันอย่างไรในเรื่องสเปรด
คู่เงินหลักอย่างยูโรดอลลาร์หรือยีนดอลลาร์มีปริมาณการซื้อขายมหาศาลทำให้สเปรดแคบมาก ส่วนคู่เงินข้ามเงินที่ไม่มีดอลลาร์สหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องมักจะมีสเปรดกว้างกว่าเพราะสภาพคล่องต่ำกว่า อย่างไรก็ตามคู่เงินข้ามเงินบางคู่ก็มีความผันผวนที่น่าสนใจและสร้างโอกาสทำกำไรได้ดีหากเทรดเตอร์เข้าใจต้นทุน
ช่วงเวลาไหนที่สเปรดจะขยายตัวมากที่สุดและควรหลีกเลี่ยง
สเปรดจะขยายตัวกว้างมากที่สุดในช่วงเวลาที่ตลาดปิดระหว่างวัน หรือเวลาที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญออกมา เช่น ข่าว Non-Farm Payrolls หรือการประชุมธนาคารกลาง ในช่วงเวลาเหล่านี้ความผันผวนสูงมากจนโบรกเกอร์ต้องขยายสเปรดเพื่อป้องกันความเสี่ยง การเปิดออเดอร์ในจังหวะนี้อาจทำให้ขาดทุนจากต้นทุนที่สูงขึ้นทันที
บัญชี Raw Spread และบัญชี Standard เหมาะกับสไตล์การเทรดแบบไหน
บัญชี Raw Spread เหมาะกับการเทรดระยะสั้นจัดๆ อย่าง Scalping หรือการเทรดในกรอบเวลา 1 นาทีถึง 5 นาที เพราะสเปรดแทบจะเป็นศูนย์แต่จะมีค่าคอมมิชชันต่อล็อต ส่วนบัญชี Standard จะรวมค่าทุกอย่างไว้ในสเปรดโดยไม่มีค่าคอมมิชชันเพิ่มเติม เหมาะกับการเทรดระยะกลางถึงยาวที่ไม่ได้ซื้อขายบ่อยจนต้องกังวลเรื่องค่าคอมมิชชัน
การคำนวณต้นทุนสเปรดต่อล็อตทำอย่างไรและสำคัญอย่างไร
การคำนวณต้นทุนสเปรดต้องนำจำนวนพิปของสเปรดคูณด้วยมูลค่าพิปต่อล็อต ซึ่งช่วยให้เทรดเตอร์รู้ว่าต้องให้ราคาวิ่งไปกี่พิปถึงจะคุ้มต้นทุนและเริ่มทำกำไร การรู้ตัวเลขนี้ทำให้เราตั้งเป้าหมายกำไรและจุดตัดขาดทุนได้อย่างสมเหตุสมผล ไม่ปล่อยให้ต้นทุนกินเนื้อที่กำไรจนหมด
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย









TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文