Pip คือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาใน Forex เข้าใจสูตรคำนวณเพื่อควบคุมความเสี่ยงและวางแผนการเทรดได้อย่างแม่นยำ 1

พิปคืออะไร ทำความเข้าใจหน่วยนับราคาพื้นฐาน
พิป (Pip) คือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาที่น้อยที่สุดในตลาดฟอเร็กซ์ โดยมักจะอยู่ในตำแหน่งทศนิยมตัวที่สี่ของคู่เงิน ซึ่งการทำความเข้าใจหน่วยนับนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้เพื่อคำนวณมูลค่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างแม่นยำ ทำให้สามารถประเมินผลกำไรหรือขาดทุนได้อย่างชัดเจน บริษัทข้อมูลการเงินระบุว่าตลาดฟอเร็กซ์มีมูลค่ากว่า 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันจากรายงานของ Bank for International Settlements ในปี 2022 ส่งผลให้การนับหน่วยเล็กๆ มีความสำคัญอย่างยิ่ง
พิปคือหน่วยที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาด Forex โดยเป็นตัวย่อมาจากคำว่า Point in Percentage ซึ่งแปลว่าจุดในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ เทรดเดอร์ทุกคนต้องเข้าใจหน่วยนี้ให้ดีเพราะมันคือภาษากลางที่ใช้สื่อสารกันในวงการ
ในคู่เงินส่วนใหญ่ พิปหนึ่งตัวจะเท่ากับการเคลื่อนไหวของราคาในหลักทศนิยมตำแหน่งที่สี่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคาคู่เงินยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนที่จาก 1.1050 ไปที่ 1.1051 ถือว่าราคาขยับขึ้นไปหนึ่งพิป การนับแบบนี้เป็นมาตรฐานสากลที่โบรกเกอร์ทุกแห่งใช้งาน แต่สำหรับคู่เงินที่มีเยนญี่ปุ่นเป็นสกุลเงินรอง พิปหนึ่งตัวจะเท่ากับการเคลื่อนไหวในหลักทศนิยมตำแหน่งที่สองแทน เพราะค่าเงินเยนมีมูลค่าต่ำกว่าสกุลเงินอื่นจึงต้องใช้ทศนิยมน้อยกว่า ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
การที่เราต้องมีหน่วยพิปขึ้นมาเพราะตลาด Forex มีการเคลื่อนไหวของราคาที่ค่อนข้างเล็ก ถ้าเราดูแค่ตัวเลขราคาเปล่าอาจจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง การแปลงเป็นพิปจึงช่วยให้เราเห็นภาพการเคลื่อนไหวได้ชัดเจนขึ้น อีกทั้งยังใช้คำนวณกำไรและขาดทุนได้ง่ายกว่าการนับจุดทศนิยมเหล่านั้นทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีหน่วยย่อยกว่าพิปที่เรียกว่าพอยต์ ซึ่งหนึ่งพิปจะเท่ากับสิบพอยต์ แพลตฟอร์มเทรดสมัยใหม่มักแสดงราคาเป็นทศนิยมห้าตำแหน่ง ตัวเลขตำแหน่งสุดท้ายจึงเป็นพอยต์ไม่ใช่พิป
วิธีนับพิปในคู่เงินยอดนิยมและคู่เงินเยนญี่ปุ่น
วิธีนับพิปในคู่เงินยอดนิยมจะนับจากจุดทศนิยมตัวที่สี่ เช่น EUR/USD เคลื่อนไหวจาก 1.1050 เป็น 1.1051 มีค่าเท่ากับ 1 พิป ส่วนคู่เงินที่มีเงินเยนญี่ปุ่นเป็นสกุลเงินอ้างอิงจะนับที่จุดทศนิยมตัวที่สองแทน เพราะค่าเงินเยนมีมูลค่าต่อหน่วยต่ำกว่าสกุลหลักอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ทำให้การกำหนดตำแหน่งทศนิยมแตกต่างกันไปเพื่อรักษามาตรฐานในการวัดความผันผวนของราคาให้สอดคล้องกันทั่วโลก
การนับพิปมีกฎที่ต่างกันสองแบบหลัก ขึ้นอยู่กับว่าคู่เงินที่คุณเทรดมีเยนญี่ปุ่นเป็นส่วนประกอบหรือไม่ การแยกแยะให้ออกถือเป็นพื้นฐานที่เทรดเดอร์ต้องฝึกให้เป็นนิสัย
สำหรับคู่เงินทั่วไปที่ไม่มีเยนญี่ปุ่น เช่น ยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ ปอนด์สเตอร์ลิงต่อดอลลาร์สหรัฐ การนับพิปจะดูที่หลักทศนิยมตำแหน่งที่สี่ ยกตัวอย่างราคาปอนด์ต่อดอลลาร์อยู่ที่ 1.25330 ถ้าราคาขยับไปที่ 1.25380 แปลว่าราคาเคลื่อนที่ไปห้าสิบพิป หรือถ้าราคาลดลงจาก 1.26000 มาที่ 1.25900 ก็แปลว่าราคาตกลงไปหนึ่ง้อยพิป การนับแบบนี้ใช้กับคู่เงินหลักเกือบทั้งหมดในตลาด รวมถึงคู่เงินข้ามที่ไม่มีดอลลาร์สหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่สำหรับคู่เงินที่มีเยนเป็นส่วนประกอบ เช่น ดอลลาร์สหรัฐต่อเยน หรือ ยูโรต่อเยน พิปจะอยู่ในหลักทศนิยมตำแหน่งที่สอง สมมติราคาดอลลาร์ต่อเยนอยู่ที่ 150.250 แล้วราคาขยับไปที่ 150.300 ถือว่าราคาขึ้นไปห้าสิบพิป หรือถ้าราคาตกจาก 155.000 ลงมาที่ 154.500 ก็แปลว่าราคาลดลงไปห้าสิบพิปเช่นกัน ข้อแตกต่างนี้เกิดจากค่าเงินเยนที่มีมูลค่าต่ำกว่าสกุลเงินตะวันตก ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ทศนิยมถึงสี่ตำแหน่งในการแสดงราคา
ตัวอย่างการนับพิปจากกราฟจริง
ลองสมมติว่าคุณเปิดกราฟยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาที่ตลาดเปิดทำการ ราคาเปิดแท่งอยู่ที่ 1.08500 และราคาปิดแท่งอยู่ที่ 1.08625 คุณสามารถคำนวณได้ทันทีว่าราคาขยับขึ้นไปหนึ่งร้อยยี่สิบห้าพิป ถ้าคุณเปิดออเดอร์ซื้อไว้ก็จะมีกำไรตามจำนวนพิปที่ราคาเคลื่อนที่ไป แต่ถ้าเป็นกราฟดอลลาร์ต่อเยนที่ราคาเปิดอยู่ที่ 148.200 และราคาปิดอยู่ที่ 148.050 ราคาจะตกลงไปหนึ่งร้อยห้าสิบพิป คุณต้องระวังเรื่องการดูตัวเลขให้ดีเพราะบางครั้งความเร็วในการเทรดทำให้เรานับผิดตำแหน่งได้ โดยเฉพาะเวลาที่ตลาดมีข่าวกระตุ้นทำให้ราคาวิ่งเร็วผิดปกติ
สูตรคำนวณค่าพิปต่อหนึ่งล็อตอย่างละเอียด
สูตรคำนวณค่าพิปต่อหนึ่งล็อตมาตรฐานคือ การนำขนาดล็อตคูณด้วยหน่วยพิป จากนั้นนำมาหารด้วยอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันของคู่เงินนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน ดังนั้นหากเทรด EUR/USD ค่าพิปจะเท่ากับ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อพิป ซึ่งการเข้าใจสูตรนี้ช่วยให้นักเทรดสามารถประมาณการมูลค่าที่จะได้รับหรือสูญเสียจากการเคลื่อนไหวของราคาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำทุกครั้ง
ค่าพิปคือมูลค่าเป็นเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินในบัญชีของคุณที่ได้หรือเสียเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปหนึ่งพิป การรู้สูตรคำนวณนี้จะช่วยให้คุณวางแผนขนาดออเดอร์ได้ถูกต้องไม่ใช่แค่เดาสุ่ม
สูตรพื้นฐานในการคำนวณค่าพิปคือ ค่าพิปเท่ากับหนึ่งพิปหารด้วยอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน แล้วคูณด้วยขนาดล็อต สำหรับคู่เงินที่ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินรอง เช่น ยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐ ค่าพิปจะคงที่ประมาณสิบดอลลาร์ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน แต่สำหรับคู่เงินที่ดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐต่อเยน ค่าพิปจะเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาด ยิ่งราคาดอลลาร์ต่อเยนสูงขึ้น ค่าพิปในรูปดอลลาร์ก็จะลดลงด้วย ดังนั้นเทรดเดอร์จึงต้องคำนวณทุกครั้งที่จะเปิดออเดอร์ในคู่เงินประเภทนี้
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สมมติว่าคุณเทรดคู่ดอลลาร์สหรัฐต่อเยน ขนาดล็อตมาตรฐานคือหนึ่งแสนหน่วยของสกุลเงินหลัก ถ้าราคาปัจจุบันอยู่ที่ 150.000 หนึ่งพิปจะเท่ากับศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเยน เมื่อคำนวณจะได้ค่าพิปเท่ากับหกจุดหกหกดอลลาร์ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน แต่ถ้าราคาดอลลาร์ต่อเยนปรับขึ้นไปที่ 155.000 ค่าพิปจะลดลงมาเหลือหกจุดสี่ห้าดอลลาร์ ความเปลี่ยนแปลงนี้ดูเล็กน้อยแต่ในระยะยาวหรือเมื่อคุณเทรดด้วยล็อตใหญ่ มันส่งผลต่อการคำนวณกำไรขาดทุนรวมของคุณได้มากพอสมควร
การคำนวณค่าพิปในบัญชีสกุลเงินอื่น
ถ้าบัญชีเทรดของคุณเป็นสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ เช่น บัญชีสกุลเงินบาท คุณต้องแปลงค่าพิปที่คำนวณได้จากสกุลเงินรองของคู่เงินนั้น ให้เป็นสกุลเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐกับบาทในขณะนั้น ตัวอย่างเช่น ค่าพิปของยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐคือสิบดอลลาร์ต่อล็อตมาตรฐาน ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ต่อบาทอยู่ที่สามสิบห้าบาท ค่าพิปในบัญชีของคุณจะเท่ากับสามร้อยห้าสิบบาทต่อล็อตมาตรฐาน ขั้นตอนนี้อาจจะดูยุ่งยากแต่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักมีเครื่องมือคำนวณให้อัตโนมัติบนแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตามการเข้าใจหลักการจะช่วยให้คุณตรวจสอบตัวเลขได้ว่าถูกต้องหรือไม่
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขาดทุนจากการเทรดจริง
หากนักลงทุนเปิดออเดอร์ซื้อ EUR/USD ขนาด 1 ล็อตที่ราคา 1.1050 และปิดออเดอร์ที่ 1.1080 จะได้กำไร 30 พิป ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 300 ดอลลาร์สหรัฐ แต่หากราคาตกลงไปอยู่ที่ 1.1020 แทน จะทำให้เกิดการขาดทุน 30 พิป หรือสูญเสียเงินไป 300 ดอลลาร์สหรัศ การคำนวณจากสถานการณ์จริงเช่นนี้ช่วยให้เห็นภาพการเงินที่ชัดเจน และเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการบริหารพอร์ตการลงทุนในตลาดฟอเร็กซ์อย่างมีประสิทธิภาพ
การนำสูตรคำนวณค่าพิปมาใช้ในสถานการณ์จริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะมันจะบอกคุณได้เลยว่าออเดอร์ที่เปิดไปจะให้ผลตอบแทนหรือความเสี่ยงเท่าไร ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณแบบเต็มรูปแบบกัน
สมมติว่าคุณวิเคราะห์กราฟยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงไทม์เฟรมสี่ชั่วโมงและตัดสินใจเปิดออเดอร์ซื้อ ราคาตลาดในขณะนั้นอยู่ที่ 1.08500 คุณตั้งเป้าหมายที่จะปิดออเดอร์เมื่อราคาขึ้นไปถึง 1.09200 และตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 1.08200 ขนาดออเดอร์ที่คุณใช้คือสองล็อตมาตรฐาน เมื่อคำนวณระยะห่างของราคาเป้าหมายจะได้เจ็ดร้อยพิป ส่วนจุดตัดขาดทุนอยู่ห่างจากราคาเปิดออเดอร์ไปสามร้อยพิป ค่าพิปของคู่เงินนี้อยู่ที่สิบดอลลาร์ต่อล็อตมาตรฐาน ดังนั้นค่าพิปรวมสำหรับสองล็อตจะเท่ากับยี่สิบดอลลาร์ต่อพิป
ถ้าราคาขยับขึ้นไปถึงเป้าหมายที่ 1.09200 คุณจะได้กำไรเจ็ดร้อยพิปคูณด้วยยี่สิบดอลลาร์เท่ากับหนึ่งหมื่นสี่พันดอลลาร์ แต่ถ้าราคาไม่ไปตามทิศทางที่คาดไว้และไปโดนจุดตัดขาดทุนที่ 1.08200 คุณจะขาดทุนสามร้อยพิปคูณด้วยยี่สิบดอลลาร์เท่ากับหกพันดอลลาร์ จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณหนึ่งต่อสองจุดสามสาม ซึ่งถือว่าเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ดีเพราะผลตอบแทนที่คาดหวังสูงกว่าความเสี่ยงพอสมควร
การปรับขนาดล็อตให้เหมาะสมกับเงินทุน
จากตัวอย่างก่อนหน้านี้ ถ้าคุณมีเงินทุนในบัญชีเพียงหนึ่งหมื่นดอลลาร์ การเปิดออเดอร์ด้วยขนาดสองล็อตอาจจะใหญ่เกินไป เพราะถ้าราคาไปโดนจุดตัดขาดทุนคุณจะเสียเงินหกพันดอลลาร์ซึ่งเท่ากับหกสิบเปอร์เซ็นต์ของเงินทุน วิธีที่ถูกต้องคือคุณควรกำหนดความเสี่ยงสูงสุดต่อเดอร์ไว้ที่ไม่เกินสองเปอร์เซ็นต์ของเงินทุน หรือเท่ากับสองร้อยดอลลาร์ ถ้าจุดตัดขาดทุนอยู่ที่สามร้อยพิป คุณต้องคำนวณหาขนาดล็อตที่เหมาะสมโดยใช้สูตรเงินทุนที่ยอมเสียหารด้วยจำนวนพิปของจุดตัดขาดทุนหารด้วยค่าพิปต่อล็อต ผลลัพธ์ที่ได้จะเท่ากับศูนย์จุดหกหกล็อต ดังนั้นคุณควรเปิดออเดอร์เพียงศูนย์จุดหกหกล็อตเท่านั้นเพื่อรักษาวินัยในการบริหารความเสี่ยง

การนำพิปมาใช้ในการวางแผนบริหารความเสี่ยง
การนำค่าพิปมาใช้ในการวางแผนบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนักเทรดสามารถกำหนดจุดตัดขาดทุนหรือสต็อปลอสได้จากการคำนวณระยะพิป พร้อมกำหนดขนาดล็อตที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้สูญเสียเงินทุนเกินกว่า 1-2 เปอร์เซ็นต์ต่อครั้ง จากการศึกษาพบว่านักเทรดกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ประสบความสำเร็จในระยะยาวจากการใช้ระบบบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดตามรายงานของ European Central Bank ในปี 2020 ส่งผลให้การควบคุมระยะพิปเป็นหัวใจสำคัญในการเอาชีวิตรอดจากตลาดการเงิน
การรู้จักพิปและค่าพิปไม่ใช่แค่เพื่อคำนวณกำไรขาดทุนเฉย ๆ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงที่เทรดเดอร์มืออาชีพทุกคนต้องใช้ การวางแผนให้ดีจะช่วยให้คุณอยู่รอดในตลาดได้ยาวนาน
วิธีการที่นิยมที่สุดคือการกำหนดอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน โดยใช้พิปเป็นตัววัด ก่อนเปิดออเดอร์คุณต้องรู้ว่าจุดตัดขาดทุนอยู่ที่กี่พิปและเป้าหมายกำไรอยู่ที่กี่พิป ถ้าอัตราส่วนไม่ดีเช่นเสี่ยงหนึ่งร้อยพิปเพื่อหวังกำไรห้าสิบพิป ออเดอร์นั้นไม่ควรเปิดเด็ดขาด อัตราส่วนขั้นต่ำที่ยอมรับได้คือหนึ่งต่อหนึ่ง แต่โดยทั่วไปมืออาชีพจะมองหาอัตราส่วนหนึ่งต่อสองขึ้นไป การคำนวณนี้ทำได้โดยดูระยะห่างระหว่างราคาเปิดออเดอร์กับจุดตัดขาดทุน และเปรียบเทียบกับระยะห่างระหว่างราคาเปิดออเดอร์กับเป้าหมาย ถ้าระยะเป้าหมายไกลกว่าระยะตัดขาดทุนอย่างน้อยสองเท่า ถือว่าเป็นออเดอร์ที่มีคุณภาพและคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
นอกจากนี้การใช้พิปในการบริหารความเสี่ยงยังรวมถึงการรู้ว่าตลาดในแต่ละช่วงเวลามีความผันผวนเฉลี่ยกี่พิป ยกตัวอย่างคู่ยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐในไทม์เฟรมรายวันอาจจะเคลื่อนที่ประมาณหกสิบถึงแปดสิบพิปต่อวัน ดังนั้นถ้าคุณตั้งเป้าหมายกำไรไว้ที่สองร้อยพิปในวันเดียว มันอาจจะไม่สมเหตุสมผลกับสภาวะตลาดปกติ การปรับความคาดหวังให้เข้ากับความเป็นจริงของตลาดจะช่วยให้คุณไม่ต้องเครียดกับการไล่ราคาและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น การดูค่าความผันผวนเฉลี่ยยังช่วยให้คุณตั้งจุดตัดขาดทุนได้ไม่ใกล้จนถูกผีหลอก และไม่ไกลจนเสียเงินมากเกินไปถ้าตลาดเปลี่ยนทิศทางจริง
ข้อแตกต่างระหว่างพิปกับพอยต์และบิป
พิปมักถูกสับสนกับพอยต์และบิป โดยพิปมักหมายถึงทศนิยมตัวที่สี่ในคู่เงินทั่วไป ส่วนพอยต์คือการเคลื่อนไหวที่ทศนิยมตัวที่ห้าซึ่งเรียกว่าพิปเต็ต ในขณะที่บิปมักใช้ในตลาดอัตราดอกเบี้ยหมายถึง 1 ใน 10,000 ส่วน การเข้าใจความแตกต่างของหน่วยวัดเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนสื่อสารกับโบรกเกอร์และวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ไม่ว่าจะอยู่ในตลาดฟอเร็กซ์หรือการลงทุนประเภทอื่นๆ ที่มีความซับซ้อน
หลายคนมักสับสนระหว่างพิป พอยต์ และบิป ซึ่งเป็นคนละหน่วยกัน การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้คุณอ่านบทวิเคราะห์ตลาดได้ถูกต้องและสื่อสารกับเทรดเดอร์คนอื่นได้โดยไม่เข้าใจผิด
พิปคือหน่วยมาตรฐานที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่ที่หลักทศนิยมตำแหน่งที่สี่สำหรับคู่เงินทั่วไป และตำแหน่งที่สองสำหรับคู่เงินเยน ส่วนพอยต์คือหน่วยที่เล็กกว่าพิปสิบเท่า ตัวอย่างเช่น ถ้าราคายูโรต่อดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนที่จาก 1.10501 ไป 1.10502 ถือว่าราคาขยับไปหนึ่งพอยต์ หรือศูนย์จุดหนึ่งพิป แพลตฟอร์มเทรดสมัยใหม่แสดงราคาเป็นทศนิยมห้าตำแหน่ง ตัวเลขตำแหน่งสุดท้ายจึงเป็นพอยต์ การที่บางครั้งเทรดเดอร์เรียกพอยต์ว่าพิปแบบเศษส่วน ทำให้เกิดความสับสนในหมู่มือใหม่ได้บ่อย ๆ ดังนั้นเวลาอ่านบทวิเคราะห์หรือฟังสัญญาณเทรด คุณต้องแน่ใจว่าผู้ให้ข้อมูลหมายถึงพิปหรือพอยต์กันแน่
สำหรับบิป มันไม่ใช่หน่วยที่ใช้ในการเทรด Forex ทั่วไป แต่เป็นหน่วยที่ธนาคารกลางใช้ในการประกาศอัตราดอกเบี้ย หนึ่งบิปเท่ากับศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าธนาคารกลางประกาศขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งร้อยบิป แปลว่าขึ้นดอกเบี้ยไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์เต็ม ๆ การที่เราเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เราตีความข่าวเศรษฐกิจได้ถูกต้อง และไม่นำตัวเลขเหล่านั้นมาสับสนกับการคำนวณกำไรขาดทุนในกราฟเทรดของเรา
| หน่วยนับ | ความหมาย | ตำแหน่งทศนิยม (คู่ทั่วไป) | การใช้งานในการเทรด |
|---|---|---|---|
| พิป | หน่วยมาตรฐานวัดการเคลื่อนไหวของราคา | ตำแหน่งที่สี่ (เช่น 1.1050) | ใช้คำนวณกำไรขาดทุนและตั้งจุดตัดขาดทุน |
| พอยต์ | หน่วยที่เล็กกว่าพิปสิบเท่า | ตำแหน่งที่ห้า (เช่น 1.10501) | ใช้ดูความเคลื่อนไหวระดับจุลภาคในกราฟ |
| บิป | หน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย | ไม่เกี่ยวกับทศนิยมราคา | ใช้ฟังข่าวธนาคารกลางไม่ใช่การเทรด |
| ล็อตมาตรฐาน | ขนาดออเดอร์ที่หนึ่งแสนหน่วยสกุลเงิน | เทียบกับค่าพิปเพื่อคำนวณมูลค่า | ใช้กำหนดปริมาณการซื้อขายในตลาด |
เคล็ดลับการใช้พิปในการวิเคราะห์กราฟอย่างมีประสิทธิภาพ
พิปไม่ได้มีประโยชน์แค่การคำนวณเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ช่วยให้คุณอ่านทิศทางตลาดได้แม่นยำขึ้น เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้พิปในการประเมินความแข็งแกร่งของรอบการเคลื่อนไหว
หนึ่งในเทคนิคที่ใช้บ่อยคือการวัดความผันผวนเฉลี่ยในแต่ละวัน ถ้าคุณรู้ว่าคู่เงินที่คุณเทรดมักจะเคลื่อนที่ประมาณแปดสิบพิปต่อวัน และวันนี้ราคาเคลื่อนที่ไปแล้วหนึ่งร้อยยี่สิบพิป คุณจะรู้ได้ทันทีว่าตลาดอาจจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและโอกาสที่ราคาจะกลับตัวนั้นสูง ในทางกลับกันถ้าราคาเคลื่อนที่ไปเพียงยี่สิบพิปในวันที่ควรจะมีความผันผวนสูง อาจจะเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังสะสมพลังเพื่อรอการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ การวัดระยะพิปแบบนี้ช่วยให้คุณไม่เข้าไปซื้อหรือขายในจังหวะที่แย่ที่สุดของวัน
อีกเทคนิคหนึ่งคือการใช้พิปในการหาจุดตั้งค่าสัญญาณบนอินดิเคเตอร์ ยกตัวอย่างเช่น การใช้ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์หรืออาร์เอสไอ ค่ามาตรฐานมักจะตั้งไว้ที่ระดับเจ็ดสิบและสามสิบ แต่ถ้าคุณปรับให้เข้ากับความผันผวนของคู่เงินแต่ละคู่ คุณอาจจะตั้งค่าใหม่โดยดูจากช่วงพิปที่ราคาเคลื่อนที่ในอดีต การทำแบบนี้จะช่วยกรองสัญญาณหลอกที่เกิดจากความผันผวนปกติของตลาดออกไปได้มาก และทำให้คุณเหลือเฉพาะสัญญาณที่น่าเชื่อถือจริง ๆ การผสมผสานการวิเคราะห์กราฟเชิงพิปเข้ากับระบบเทรดของคุณจะยกระดับการตัดสินใจให้แม่นยำขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพิปมักเกี่ยวข้องกับวิธีการปรับค่าพิปให้เป็นเงินสดและวิธีนับบนแพลตฟอร์มเทรดที่แตกต่างกัน นักลงทุนมือใหม่มักสงสัยว่าทำไมค่าพิปในแต่ละคู่เงินจึงไม่เท่ากันและมีผลกระทบอย่างไรต่อการคำนวณผลกำไร การศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและลดความสับสนในการเริ่มต้นเทรดฟอเร็กซ์อย่างเป็นระบบ
Pip กับ Point ต่างกันอย่างไร และแพลตฟอร์มเทรดใช้ตัวไหน
Pip คือการเคลื่อนไหวของราคาในหลักทศนิยมตำแหน่งที่สี่ ส่วน Point คือการเคลื่อนไหวในหลักทศนิยมตำแหน่งที่ห้า แพลตฟอร์มเทรดส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะแสดงราคาเป็นทศนิยมห้าตำแหน่ง ดังนั้นตัวเลขสุดท้ายที่เห็นบนหน้าจอจึงเป็น Point ส่วนตัวเลขที่อยู่ในตำแหน่งที่สี่คือ Pip ที่เราใช้คำนวณกำไรขาดทุนกันอย่างเป็นทางการ เทรดเดอร์ต้องสังเกตให้ดีเพื่อไม่ให้คำนวณผิดพลาด
ทำไมคู่เงินที่มีเยนญี่ปุ่นเป็นสกุลเงินหลักถึงนับพิปต่างจากคู่อื่น
เพราะค่าเงินเยนญี่ปุ่นมีมูลค่าต่ำมาก ทำให้การเทียบค่ากับดอลลาร์สหรัฐต้องใช้ทศนิยมเพียงสองตำแหน่งในการแสดงราคา ดังนั้น Pip ของคู่เงินที่มีเยนจะอยู่ในหลักทศนิยมตำแหน่งที่สองแทนที่จะเป็นตำแหน่งที่สี่เหมือนคู่เงินทั่วไป การนับพิปที่แตกต่างกันนี้เป็นมาตรฐานสากลของตลาดว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยน เทรดเดอร์จึงต้องจำกฎพิเศษนี้ไว้เสมอเวลาเปิดออเดอร์คู่เยน
ค่า Pip จะเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดหรือไม่
ค่า Pip จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหากบัญชีเทรดของคุณไม่ได้ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นฐาน แต่ถ้าบัญชีเป็นดอลลาร์สหรัฐ ค่า Pip ของคู่เงินที่ดอลลาร์เป็นสกุลเงินรองจะคงที่ตายตัวที่ประมาณสิบดอลลาร์ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน ส่วนคู่เงินที่ดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลัก ค่า Pip จะปรับเปลี่ยนไปตามอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นเทรดเดอร์จึงควรตรวจสอบค่า Pip ทุกครั้งก่อนคำนวณขนาดออเดอร์
เราควรกำหนดจุดตัดขาดทุนด้วยพิปกี่จึงจะปลอดภัย
ไม่มีตัวเลขที่ตายตัวว่าควรตัดขาดทุนกี่พิป เพราะมันขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของกราฟและความผันผวนของคู่เงินนั้น ๆ วิธีที่ถูกต้องคือดูว่าแท่งเทียนสัญญาณณบอกแนวโน้มอยู่ที่ใด แล้วตั้งจุดตัดขาดทุนให้อยู่เหนือหรือต่ำกว่าจุดนั้นเล็กน้อย จำนวนพิปที่ได้จะเป็นผลลัพธ์จากการวิเคราะห์กราฟ ไม่ใช่การกำหนดตัวเลขเอาเองก่อนแล้วไปหาจุดเข้าเทรดให้ตรงกับตัวเลขนั้น
การเทรดคริปโตเคอร์เรนซีมีการนับพิปเหมือน Forex หรือไม่
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีไม่ได้ใช้หน่วยพิปในการนับกำไรขาดทุนเหมือนตลาด Forex เพราะความผันผวนของราคาคริปโตสูงมาก การเคลื่อนไหวของราคาจึงนับเป็นเปอร์เซ็นต์หรือมูลค่าของเหรียญโดยตรง แต่ถ้าคุณเทรดคริปโตผ่านแพลตฟอร์มที่รวมกับ Forex บางครั้งระบบจะแปลงค่าการเคลื่อนไหวให้เป็นพิปเพื่อความสะดวกในการคำนวณ ดังนั้นต้องตรวจสอบว่าโบรกเกอร์ของคุณแสดงผลราคาแบบใดก่อนเปิดออเดอร์
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย











TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文