การวัดความแข็งแกร่งของสกุลเงิน คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์เลือกคู่เงินที่มีศักยภาพในการทำกำไรสูงที่สุด ลดความเสี่ยงจากการเทรดสวนเทรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
- ทำไมเทรดเดอร์ไทยต้องรู้เรื่องความแข็งแกร่งของสกุลเงิน
- วิธีอ่านค่าความแข็งแกร่งของสกุลเงินแบบเข้าใจง่าย
- การเลือกคู่เงินเพื่อเทรดจากความแข็งแกร่ง
- ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขนาดล็อตจากการเทรดจริง
- การประยุกต์ใช้กับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ
- ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องระวังเมื่อใช้เครื่องมือวัดความแข็งแกร่ง
- คำถามที่พบบ่อย
ทำไมเทรดเดอร์ไทยต้องรู้เรื่องความแข็งแกร่งของสกุลเงิน

หลายคนที่เข้ามาเทรดใหม่มักจะเพ่งความสนใจไปที่กราฟของคู่เงินเดียว เช่น ยูโรกับดอลลาร์ โดยลืมคิดว่าราคาที่วิ่งขึ้นหรือวิ่งลงนั้น เกิดจากแรงดันของสกุลเงินสองตัวที่ดึงดันกันอยู่ การรู้ว่าตอนนี้สกุลเงินไหนแข็งแกร่งที่สุดและตัวไหนอ่อนแอที่สุด จะทำให้เราเลือกคู่เงินที่กำลังจะมีพลังวิ่งได้แรงและยาวที่สุดในตลาด
สมมุติว่าวันนี้คุณเห็นกราฟยูโรกับดอลลาร์วิ่งขึ้น คำถามคือมันวิ่งขึ้นเพราะยูโรแข็งค่าขึ้น หรือเพราะดอลลาร์อ่อนค่าลง ถ้าเป็นเพราะยูโรแข็งค่าขึ้น โอกาสที่ยูโรจะไปทำพฤติกรรมแบบเดียวกันกับคู่เงินอื่นก็มีสูงมาก แต่ถ้าเกิดเพราะดอลลาร์อ่อนค่าลง การไปเทรดคู่ที่เกี่ยวข้องกับดอลลาร์ก็จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะดอลลาร์จะไปดึงให้คู่เงินอื่นเคลื่อนไหวตามไปด้วย การเข้าใจจุดนี้จะช่วยป้องกันการเสียเงินจากการเทรดคู่เงินที่กำลังยืนเฉยๆ ไม่มีพลังวิ่ง ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
การวัดความแข็งแกร่งจึงเป็นเหมือนการดูแผนที่ภาพรวมก่อนออกเดินทาง คุณจะได้รู้ว่าลมพัดทิศไหน และคลื่นทะเลกำลังจะไปทางไหน การเทรดตามแรงสนับสนุนของตลาดทั้งหมดจะทำให้โอกาสชนะนั้นสูงกว่าการเทรดสวนกระแสอย่างเด่นชัด นี่คงพอทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
วิธีอ่านค่าความแข็งแกร่งของสกุลเงินแบบเข้าใจง่าย
การอ่านค่าความแข็งแกร่งของสกุลเงินไม่ใช่เรื่องยาก เครื่องมือที่นิยมใช้กันมากในวงการจะแสดงผลออกมาเป็นแท่งบาร์ โดยแท่งที่ยาวขึ้นไปด้านบนหมายถึงสกุลเงินนั้นกำลังแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ส่วนแท่งที่ยาวลงด้านล่างก็หมายถึงสกุลเงินนั้นกำลังอ่อนค่าลง สิ่งที่เราต้องทำคือมองหาสกุลเงินที่อยู่บนสุดและสกุลเงินที่อยู่ล่างสุดของตาราง
เมื่อเราเจอสกุลเงินที่แข็งที่สุดและอ่อนที่สุดแล้ว ก็ให้นำสองตัวนั้นมาจับคู่กัน ตัวอย่างเช่น ถ้าตอนนี้เงินปอนด์อังกฤษแข็งแกร่งที่สุด และเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนแอที่สุด การเปิดออเดอร์ซื้อคู่ปอนด์กับเยนก็จะมีโอกาสทำกำไรได้ดีที่สุด เพราะแรงซื้อจะไหลจากเงินที่อ่อนแอไปยังเงินที่แข็งแกร่ง แต่ถ้าคุณไปเทรดคู่ที่ทั้งสองสกุลแข็งเท่ากัน ราคาก็จะเคลื่อนไหวน้อยและไม่เกิดเทรนด์ที่ชัดเจน
นอกจากนี้ยังต้องดูความยาวของแท่งบาร์ประกอบด้วย ถ้าแท่งบาร์ยาวมากแสดงว่าความแข็งแกร่งนั้นมีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถ้าแท่งบาร์เพิ่งเริ่มสั้นๆ อาจจะเป็นจังหวะที่ตลาดกำลังเริ่มสร้างเทรนด์ใหม่ การดูระยะเวลาหรือไทม์เฟรมบนเครื่องมือก็สำคัญ ควรเลือกดูในระดับ 4 ชั่วโมงหรือ 1 วัน เพื่อให้ได้ภาพรวมที่น่าเชื่อถือกว่าการดูในระดับ 15 นาทีที่อาจจะมีสัญญาณเท็จเยอะ
การเลือกคู่เงินเพื่อเทรดจากความแข็งแกร่ง
หลักการง่ายๆ ในการเลือกคู่เงินคือการจับคู่สกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดกับสกุลเงินที่อ่อนแอที่สุด วิธีนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้สูง เพราะคู่เงินที่มีความแตกต่างของความแข็งแกร่งมาก จะสร้างแรงผลักดันให้ราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวอย่างชัดเจน ลดความเสี่ยงจากการที่ราคาแกว่งไปมาในกรอบแคบ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเห็นว่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งแกร่งที่สุดในขณะที่เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์อ่อนแอที่สุด การเปิดออเดอร์ซื้อคู่ออสซีกับคิววีก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าคุณไม่สามารถหาคู่เงินที่ตรงกับสกุลเงินที่แข็งและอ่อนที่สุดได้ คุณก็สามารถเลือกคู่เงินที่มีสกุลเงินตัวหนึ่งแข็งหรืออ่อนมากเป็นอันดับสองหรือสามก็ได้ ขอแค่หลีกเลี่ยงการเทรดคู่เงินที่สกุลเงินทั้งสองตัวมีความแข็งหรืออ่อนใกล้เคียงกัน
การเลือกคู่เงินแบบนี้ยังช่วยให้เรากระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น แทนที่จะไปยึดติดกับคู่เงินยูโรกับดอลลาร์อย่างเดียว การมองหาคู่เงินอื่นที่มีความแข็งแกร่งแตกต่างกันจะทำให้เรามีโอกาสเทรดในตลาดที่หลากหลายมากขึ้น และยังช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่คู่เงินยอดฮิตกำลังเคลื่อนไหวน้อยหรือไปยืนเฉยๆ ได้อีกด้วย
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขนาดล็อตจากการเทรดจริง

มาดูตัวอย่างการคำนวณกำไรจากการเทรดคู่เงินที่เลือกจากความแข็งแกร่งกัน สมมุติว่าเราเห็นว่าเงินปอนด์อังกฤษแข็งแกร่งที่สุดและเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนแอที่สุดในช่วงเซสชันลอนดอน เราจึงตัดสินใจเปิดออเดอร์ซื้อคู่ปอนด์กับเยนที่ราคา 158.50 โดยตั้งเป้าหมายทำกำไรไว้ที่ราคา 159.50 และตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ราคา 158.00
การคำนวณระยะทางของราคา จากราคาเปิดออเดอร์ 158.50 ถึงจุดตัดขาดทุน 158.00 มีระยะห่าง 50 พิป และจากราคาเปิดออเดอร์ถึงเป้าหมาย 159.50 มีระยะห่าง 100 พิป ซึ่งให้อัตราส่วนความคุ้มค่าของความเสี่ยงต่อกำไรอยู่ที่ 1 ต่อ 2 ถ้าเรามีทุนเทรด 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ และยอมรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนไม่เกินร้อยละ 2 ของทุน ค่าความเสี่ยงที่เราจะขาดทุนก็จะเท่ากับ 40 ดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อให้ขาดทุนไม่เกิน 40 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ระยะ 50 พิป เราต้องคำนวณขนาดล็อตให้ถูกต้อง สำหรับคู่เงินที่มีเยนเป็นสกุลเงินหลัง ค่าพิปต่อ 1 ล็อตมาตรฐานจะเท่ากับประมาณ 1,000 เยน หรือประมาณ 6.3 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นถ้าเราเปิดออเดอร์ขนาด 0.12 ล็อต ค่าพิปต่อ 1 พิปจะเท่ากับประมาณ 0.76 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อราคาตัดจุดขาดทุนที่ 50 พิป เราก็จะขาดทุนประมาณ 38 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ และถ้าราคาไปถึงเป้าหมายที่ 100 พิป เราก็จะได้กำไรประมาณ 76 ดอลลาร์สหรัฐ จากการใช้เครื่องมือวัดความแข็งแกร่งมาช่วยวางแผน
การประยุกต์ใช้กับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ
การใช้เครื่องมือวัดความแข็งแกร่งของสกุลเงินเพียงอย่างเดียวอาจจะยังไม่เพียงพอ การนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่นๆ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเปิดออเดอร์ได้อีก เช่น การใช้เส้นค่าเฉลี่ยราคาหรืออินดิเคเตอร์อาร์เอสไอ เพื่อหาจุดเข้าที่เหมาะสมในกราฟเดี่ยวของคู่เงินที่เราเลือกมาจากการวัดความแข็งแกร่ง
การใช้ร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ยราคา
เมื่อเราเลือกคู่เงินที่มีความแข็งแกร่งแตกต่างกันชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหาจุดเข้าที่ดี การใช้เส้นค่าเฉลี่ยราคา 20 แท่ง หรือ 50 แท่ง จะช่วยให้เรารู้ว่าราคากำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด ถ้าราคาปิดอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย ก็แสดงว่ากำลังเป็นขาขึ้น และถ้าราคาปิดอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ย ก็แสดงว่ากำลังเป็นขาลง การรอให้ราคาปรับตัวลงมาแตะเส้นค่าเฉลี่ยในคู่เงินที่สกุลเงินฐานแข็งกว่า จะเป็นโอกาสที่ดีในการเปิดออเดอร์ซื้อตามเทรนด์
การใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อาร์เอสไอ
อินดิเคเตอร์อาร์เอสไอเป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดความผิดปกติของราคา ถ้าเราเห็นว่าสกุลเงินตัวหนึ่งแข็งแกร่งที่สุด แต่ในกราฟเดี่ยวของคู่เงินนั้นค่าอาร์เอสไอยังไม่ได้ขึ้นไปถึงระดับซื้อมากเกินไป ก็แสดงว่ายังมีพื้นที่ให้ราคาวิ่งขึ้นไปได้อีก แต่ถ้าค่าอาร์เอสไอขึ้นไปสูงมากแล้ว อาจจะต้องรอให้ราคาปรับตัวลงมาก่อนค่อยเปิดออเดอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อที่จุดสูงสุดของราคา
ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องระวังเมื่อใช้เครื่องมือวัดความแข็งแกร่ง
เครื่องมือวัดความแข็งแกร่งของสกุลเงินเป็นเพียงตัวช่วยในการมองภาพรวมของตลาด แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่จะบอกจุดเข้าและออกออเดอร์ที่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ การพึ่งพาเครื่องมือนี้เพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูปัจจัยอื่นๆ อาจจะทำให้คุณเสียเงินได้ เพราะตลาดฟอเร็กซ์นั้นมีความผันผวนสูงและมีข่าวเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบตลอดเวลา
ข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือเครื่องมือนี้มักจะแสดงผลลัพธ์ที่ล่าช้า เพราะมันคำนวณจากข้อมูลในอดีต ดังนั้นเมื่อคุณเห็นว่าสกุลเงินตัวหนึ่งแข็งแกร่งที่สุด ราคาอาจจะได้วิ่งไปไกลแล้ว การไปเทรดตามในจังหวะนั้นอาจจะเสี่ยงที่จะเจอการปรับตัวของราคา นอกจากนี้ในช่วงที่ตลาดมีข่าวใหญ่ ความแข็งแกร่งของสกุลเงินอาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สัญญาณที่เราเห็นอาจจะไม่ตรงกับสถานการณ์จริงในขณะนั้น
ดังนั้นการใช้เครื่องมือนี้ควรร่วมกับการติดตามข่าวเศรษฐกิจ และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์กราฟอื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณ อย่าลืมว่าการบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าคุณจะเห็นสัญญาณดีแค่ไหน การตั้งจุดตัดขาดทุนและการคำนวณขนาดล็อตที่เหมาะสมกับทุนของคุณจะช่วยปกป้องเงินทุนในระยะยาวได้
| สกุลเงิน | ความแข็งแกร่ง (ระดับ) | ทิศทางเทรนด์ | คู่เงินที่แนะนำให้พิจารณา |
|---|---|---|---|
| ดอลลาร์สหรัฐ | แข็งแกร่งมาก | ขาขึ้น | ขายยูโรกับดอลลาร์ |
| ยูโร | อ่อนแอมาก | ขาลง | ขายยูโรกับปอนด์ |
| ปอนด์อังกฤษ | แข็งแกร่งปานกลาง | ขาขึ้น | ซื้อปอนด์กับเยน |
| เยนญี่ปุ่น | อ่อนแอปานกลาง | ขาลง | ซื้อสซีกับเยน |
วิธีตั้งค่าเครื่องมือวัดความแข็งแกร่งให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรด
การตั้งค่าเครื่องมือวัดความแข็งแกร่งให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะส่งผลต่อการตัดสินใจเปิดออเดอร์ คนที่เทรดในระยะสั้นอาจจะต้องการข้อมูลที่ละเอียดและอัปเดตทุกนาที ในขณะที่คนที่เทรดในระยะยาวอาจจะต้องการข้อมูลที่สะท้อนภาพรวมในระยะหลายวันหรือหลายสัปดาห์
สำหรับคนที่เทรดแบบสกอปปิงหรือเดย์เทรด การตั้งค่าช่วงเวลาคำนวณที่ 15 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงอาจจะเหมาะสมที่สุด เพราะมันจะแสดงความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาด แต่ต้องระวังว่าในช่วงเวลาสั้นๆ สัญญาณอาจจะเปลี่ยนแปลงเร็วและมีความผันผวนสูง การใช้ร่วมกับการดูปริมาณการซื้อขายหรือสเปรดจะช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น
สำหรับคนที่เทรดแบบสวิงเทรดหรือโพสิชันเทรด การตั้งค่าช่วงเวลาคำนวณที่ 4 ชั่วโมงหรือ 1 วันจะให้ภาพรวมที่น่าเชื่อถือกว่า เพราะมันกรองสัญญาณเท็จในระยะสั้นออกไป และแสดงเทรนด์ที่แท้จริงของสกุลเงิน การตั้งค่าแบบนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดในระยะยาวได้ดีขึ้น และลดความเครียดจากการติดตามราคาทุกนาที แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ายิ่งช่วงเวลายาว การรอจุดเข้าก็อาจจะต้องใช้ความอดทนมากขึ้นเช่นกัน
สรุปแนวทางการใช้งานสำหรับเทรดเดอร์ไทย
การวัดความแข็งแกร่งของสกุลเงินเป็นทักษะที่เทรดเดอร์ไทยทุกคนควรเรียนรู้และนำไปใช้ เพราะมันช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของตลาดได้ดีขึ้น และเลือกคู่เงินที่มีโอกาสทำกำไรสูงที่สุด แต่จำไว้ว่ามันเป็นเพียงเครื่องมือตัวหนึ่ง การใช้ร่วมกับการวิเคราะห์กราฟและการบริหารความเสี่ยงจึงจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรดในระยะยาว
เริ่มต้นด้วยการหาเครื่องมือที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ และฝึกฝนการอ่านค่าความแข็งแกร่งในบัญชีทดลองก่อน เมื่อคุณคุ้นเคยกับมันแล้ว ค่อยนำไปใช้ในบัญชีจริง อย่ารีบเร่งและอย่าลืมว่าตลาดฟอเร็กซ์มีความผันผวนสูง การรักษาวินัยในการเทรดและการตั้งจุดตัดขาดทุนจะช่วยปกป้องเงินทุนของคุณได้ดีที่สุด ขอให้ทุกคนเทรดอย่างมีสติและทำกำไรได้ยั่งยืนในตลาดฟอเร็กซ์
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย

เครื่องมือวัดความแข็งแกร่งของสกุลเงินคืออะไร
เป็นเครื่องมือที่รวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงราคาของสกุลเงินประเภทหลักทั้งหมดเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ ในตลาด แล้วนำมาคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยเพื่อแสดงผลว่าสกุลเงินใดกำลังแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนค่าลง การใช้เครื่องมือนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนว่าตอนนี้เงินดอลลาร์กับเงินยูโรตัวไหนกำลังเป็นตัวนำ ช่วยลดความสับสนจากการดูกราฟเดี่ยว ๆ และทำให้เราเลือกคู่เงินที่มีโอกาสวิ่งแรงที่สุดไปเทรดได้ถูกต้องมากขึ้น
ควรเทรดคู่เงินที่ทั้งสองสกุลแข็งเท่ากันหรือไม่
ไม่ควรเทรดคู่เงินที่มีความแข็งเท่ากันเพราะราคาจะเคลื่อนไหวไปมาน้อยและไม่เกิดเทรนด์ที่ชัดเจน สิ่งที่เราต้องมองหาคือคู่เงินที่สกุลเงินตัวหนึ่งแข็งแกร่งที่สุดในขณะที่อีกตัวอ่อนแอที่สุด การเทรดคู่เงินที่มีความแตกต่างของความแข็งแกร่งจะทำให้ราคาวิ่งเป็นทิศทางเดียวและให้กำไรได้เร็วกว่า การเทรดคู่เงินที่ขยับน้อยจะเสี่ยงเสียค่าสเปรดและเวลาโดยไม่จำเป็น
ดูความแข็งแกร่งของสกุลเงินในช่วงเวลาไหนดีที่สุด
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการดูความแข็งแกร่งคือตอนที่ตลาดหลักเปิดทำการพร้อมกัน เช่น ช่วงเซสชันลอนดอนและนิวยอร์กที่มีปริมาณการซื้อขายสูง ในช่วงเวลานี้เงินทุนจะไหลเข้าออกจริงทำให้ค่าความแข็งแกร่งมีความเสถียรและเชื่อถือได้ ไม่แนะนำให้ดูตอนที่ตลาดเงียบเพราะค่าที่ได้อาจจะไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริงและเมื่อตลาดหลักเปิดก็อาจจะกลับด้านทันทีทำให้เราเทรดตามสัญญาณเท็จได้
เครื่องมือวัดความแข็งแกร่งใช้แทนการวิเคราะห์กราฟได้หรือไม่
ใช้แทนไม่ได้เพราะเครื่องมือวัดความแข็งแกร่งเป็นเพียงตัวบอกทิศทางภาพรวมว่าสกุลเงินไหนน่าจะไปทางไหน แต่การเปิดออเดอร์ซื้อขายต้องดูรายละเอียดในกราฟเช่นแนวรับแนวต้านและรูปแบบแท่งเทียนเพื่อหาจุดเข้าที่แม่นยำ การใช้เครื่องมือวัดความแข็งแกร่งร่วมกับการอ่านกราฟจะช่วยยืนยันว่าสัญญาณที่เราเห็นในกราฟมีความน่าเชื่อถือสูงและมีโอกาสทำกำไรได้จริง
ทำไมค่าความแข็งแกร่งที่ดูตอนเช้าถึงเปลี่ยนไปตอนบ่าย
เพราะตลาดฟอเร็กซ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับข่าวเศรษฐกิจและการประกาศตัวเลขสำคัญที่ออกมาในแต่ละช่วงเวลา เช่น ตอนเช้าเงินดอลลาร์อาจจะแข็งแต่พอบ่ายมีข่าวตัวเลขการจ้างงานที่แย่กว่าคาดก็จะทำให้ดอลลาร์อ่อนลงทันที การที่ค่าเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติของตลาดฉะนั้นเราต้องเช็คค่าความแข็งแกร่งใหม่ก่อนเปิดออเดอร์ทุกครั้งและอย่าลืมตั้งจุดตัดขาดทุนเผื่อไว้ในกรณีที่ตลาดกลับด้าน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย













TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文