บิตคอยน์แฮลving ลดรางวัลขุดครึ่งหนึ่งทุก 4 ปี เพื่อควบคุมอุปทานให้หายาก ส่งผลต่อราคาและการลงทุนอย่างมาก เรียนรู้กลไกสำคัญนี้ในบทความ

ปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่งคืออะไร และเกิดขึ้นเพราะเหตุใด

ปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่ง (Halving) คือกลไกการตัดรางวัลการขุดสกุลเงินบิตคอยน์ลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ 4 ปี เพื่อควบคุมอุปทานสูงสุดให้ไม่เกิน 21 ล้านเหรียญ โดยเหตุผลที่เกิดขึ้นเพื่อจำลองความขาดแคลนเช่นเดียวกับทองคำ ส่งผลให้มีบิตคอยน์ใหม่เข้าสู่ระบบลดลง สร้างสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ในระยะยาว
เมื่อ Satoshi Nakamoto ออกแบบ Bitcoin ครั้งแรก เขาตั้งใจให้จำนวนเหรียญทั้งหมดมีอยู่เพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้เหรียญนี้มีความหายากและมูลค่า ส่วนนี้ของการออกแบบจึงเป็นหัวใจของอุปทาน Bitcoin ทั้งหมด เมื่อเริ่มแรก ผู้ขุดแร่แต่ละคนที่สร้างบล็อกใหม่ได้รับ 50 เหรียญ แต่ระบบได้ตั้งค่าให้ปริมาณนี้ลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ 210,000 บล็อก
ระยะเวลาระหว่างการลดลงแต่ละครั้งนั้นตั้งได้ให้เท่ากับประมาณ 4 ปี เพราะว่าการขุดแร่หนึ่งบล็อกใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 10 นาที ดังนั้น 210,000 บล็อก × 10 นาที = 2,100,000 นาที หรือเท่ากับประมาณ 4 ปี การออกแบบนี้มีจุดประสงค์เพื่อควบคุมอัตราการสร้างเหรียญให้ช้าลงเรื่อยๆ จนกว่า Bitcoin จะเข้าถึงจำนวน 21 ล้านเหรียญในระยะสุดท้ายของการขุดแร่ประมาณปี 2140
ในโลกของการเงินดั้งเดิม สัญญาณนี้จะเหมือนกับการพิมพ์เงินลดลงทีละน้อย บ้านกลาง นักลงทุนตัวเก่งจึงเห็นว่า Bitcoin Halving นี้เป็นชุดของตัวเรือลิมิเต็ด และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อการจำหน่ายใหม่ลดลง ปัจจุบันฮาล์ฟวิ่งครั้งที่ 4 จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปี และมันจะลดความรายได้ของผู้ขุดแร่ลงจากปัจจุบันประมาณ 6.25 เหรียญต่อบล็อกลงไปเหลือ 3.125 เหรียญ
วงจรราคา Bitcoin ในอดีตและความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์นี้
Bitcoin Halving คือเหตุการณ์ลดรางวัลการขุดลงครึ่งหนึ่งเพื่อควบคุมอุปทาน ส่งผลให้ราคามักขึ้นตามวงจรอดีตโดยนักลงทุนต้องศึกษา วางแผน และลงทุนด้วยทุนขั้นต่ำ 1000 บาท ใช้เวลารอผลตอบแทนราว 1 ถึง 2 ปีหลังเหตุการณ์ 145
จากข้อมูลในอดีต ราคาบิตคอยน์มักมีวงจรการเติบโตและปรับตัวที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ฮาลวิงอย่างชัดเจน โดยหลังจากเกิดการลดรางวัลลงครึ่งหนึ่งทุกครั้ง ราคามักจะเริ่มก่อตัวและทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ในช่วง 12 ถึง 18 เดือนถัดไป สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นเมื่ออุปทานใหม่ลดลง
ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ของ Bitcoin จะพบว่ากราฟราคามีลักษณะที่ชัดเจน ราคามักพุ่งสูงขึ้นเมื่อเข้าใกล้หรือหลังจากปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ครั้งแรกในปี 2012 เมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้ ราคา Bitcoin อยู่ที่ประมาณ 12 ดอลลาร์ แต่ในปลายปี 2013 ราคาพุ่งขึ้นไปที่ 1,100 ดอลลาร์ ครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี 2016 ราคาในเวลานั้นอยู่ที่ประมาณ 650 ดอลลาร์ แล้วพุ่งไปสูงสุดที่ 19,000 ดอลลาร์ในปลายปี 2017
ครั้งที่สามเกิดขึ้นในปี 2020 โดยราคา Bitcoin อยู่ที่ประมาณ 9,000 ดอลลาร์ และหลังจากนั้นในช่วงปลายปี 2021 ราคาเข้าใกล้ระดับสูงสุดที่ 69,000 ดอลลาร์ แพทเทิร์นนี้ทำให้นักลงทุนหลายคนเชื่อว่า ปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่งนี้มีสัมพันธ์กับการพุ่งตัวของราคา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลที่แน่นอน บางครั้งอาจเป็นความคาดหวังของตลาด บางครั้งอาจเป็นการไหลเข้าของเงินทุนจากสถาบัน หรือปัจจัยภายนอกอื่นๆ
เมื่อเราดูรายละเอียดเพิ่มเติม จะเห็นว่า Bitcoin มีวงจรแบบคร่าวๆ คือ เริ่มพุ่งขึ้นก่อนปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่ง 6-12 เดือน จากนั้นราคาจะสูงสุดในระยะ 12-18 เดือนหลังจากปรากฏการณ์นั้น แล้วจะเข้าสู่ช่วงลดตัวอีกครั้ง วงจรนี้อาจยาวนานหรือสั้นขึ้นอยู่กับสภาพตลาดโดยรวมและเหตุการณ์ทั่วโลก
ผลกระทบต่ออุปทานและต้นทุนการขุดแร่
เมื่อรางวัลการขุดลดลงครึ่งหนึ่งโดยที่มูลค่าเหรียญยังไม่เพิ่มขึ้นทันที จะส่งผลกระทบโดยตรงให้ต้นทุนการผลิตต่อเหรียญพุ่งสูงขึ้น ทำให้นักขุดที่ใช้เครื่องจักรไม่ประสิทธิภาพต้องออกจากระบบเนื่องจากขาดทุน ส่งผลให้อุปทานโดยรวมในเครือข่ายปรับลดลงชั่วคราวก่อนจะสร้างสมดุลใหม่
ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของปรากฏการณ์นี้คือการลดลงของอุปทานใหม่ในตลาด เมื่อผู้ขุดแร่ได้เหรียญน้อยลง พวกเขาจึงต้องตัดสินใจ ทำไมต้องรักษาการขุดแร่ต่อถ้าพวกเขาได้รับ Bitcoin น้อยลง บางคนก็เลือกที่จะปิดปรากฏการณ์เครื่องจักร และบางคนก็ยังคงขุดต่อไปแต่จะค้นหาค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่า
นี่คือจุดสำคัญ เมื่อผู้ขุดแร่ที่ไม่คุ้มจ่ายออกจากตลาด เฉพาะผู้ขุดแร่ที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำเท่านั้นที่ยังคงอยู่ ความยากในการขุดแร่จะปรับตัวลดลง เพราะมีน้อยคนขุดแร่ แต่ในระยะยาว หลังจากราคา Bitcoin เพิ่มขึ้น ผู้ขุดแร่ใหม่จะเข้ามาอีก และความยากจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ต้นทุนการขุดแร่ไม่ได้เป็นเพียงค่าไฟฟ้าเท่านั้น มันรวมถึงค่าอุปกรณ์ค่าสูง ค่าระบายความร้อน ค่าบำรุงรักษา และค่าจ้างงาน เมื่อปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่งเกิดขึ้น ผู้ขุดแร่ที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงจะออกจากตลาดก่อน นี่คือเหตุผลที่การขุดแร่มีแนวโน้มจะไหลไปยังบริเวณที่มีไฟฟ้าถูก เช่น ประเทศที่มีพลังน้ำหรือพลังแสงอาทิตย์มากมาย
สัญญาณตลาดและความคาดหวังของนักลงทุน

ก่อนถึงช่วงเหตุการณ์ดังกล่าว ตลาดมักส่งสัญญาณของความคาดหวังในการเพิ่มขึ้นของราคาจากการลดลงของอุปทาน นักลงทุนจะเร่งสะสมสินทรัพย์เพื่อรอการเพิ่มขึ้นของมูลค่า ปริมาณการซื้อขายมักเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับความผันผวน แม้ว่าบางครั้งอาจเกิดปรากฏการณ์ซื้อข่าวลือขายข่าวจริงได้
ปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญทางจิตใจของตลาดมากมาย นักลงทุนมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่เด่นชัด และเป็นสัญญาณว่า Bitcoin จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นหลายคนจึงเริ่มซื้อ Bitcoin ก่อนปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นก่อน 6 เดือนหรือนานกว่านั้น
ความคาดหวังนี้สร้างแรงซื้ออันแรงมี พอดีกับการลดลงของอุปทาน ตลาดจึงเสมือนตัดสินใจด้วยตนเองที่จะเพิ่มราคา นี่คือวงจรเสริมตัวเอง ราคาเพิ่มขึ้น → ความคาดหวังเพิ่มขึ้น → การซื้อเพิ่มขึ้น → ราคาเพิ่มขึ้นต่อไป อย่างไรก็ตาม วงจรนี้ไม่ได้เป็นผลกำไรที่แน่นอน บ้างครั้งตลาดอาจมีข้อมูลที่ไม่เป็นผลดี หรืออาจมีการขายกำไรจำนวนมากเกิดขึ้น
นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ “ตีลุก” (Front-running) ที่เกิดขึ้น กลุ่มนักเก็งกำไรขนาดใหญ่อาจเข้าซื้อก่อน และเมื่อราคาพุ่งขึ้นแล้ว พวกเขาจึงขายออก เพื่อกำไรเร็ว ส่วนนักลงทุนค้าเสือก็อาจจะซื้อหลังจากตลาดเคลื่อนที่ไปแล้วและราคาสูงขึ้นเสียแล้ว
ตัวอย่างการคำนวณผลกระทบต่อกำไรขาดทุนในการลงทุน
หากพิจารณาการลงทุนด้วยเงิน 100,000 บาท ในช่วงก่อนเหตุการณ์ลดรางวัล และราคาเพิ่มขึ้น 50% หลังเหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์ มูลค่าพอร์ตการลงทุนจะกลายเป็น 150,000 บาท ให้ผลตอบแทนกำไร 50,000 บาท แต่หากราคาปรับลด 20% จะเหลือมูลค่า 80,000 บาท ขาดทุน 20,000 บาททันที
สมมติว่าคุณซื้อ Bitcoin เมื่อราคาอยู่ที่ 30,000 ดอลลาร์ 6 เดือนก่อนปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่ง จำนวน 1 เหรียญ ในช่วง 6 เดือนนี้ ราคาค่อยๆ เพิ่มขึ้น และเมื่อมาถึงช่วงปรากฏการณ์นั้น ราคาได้ข้ึนไปที่ 40,000 ดอลลาร์ การคำนวณได้ดังนี้ ต้นทุน = 1 BTC × 30,000 ดอลลาร์ = 30,000 ดอลลาร์ มูลค่าปัจจุบัน = 1 BTC × 40,000 ดอลลาร์ = 40,000 ดอลลาร์ กำไร = 40,000 – 30,000 = 10,000 ดอลลาร์ หรือกำไร 33.33%
หลังจากปรากฏการณ์เกิดขึ้น ราคายังคงเพิ่มขึ้นต่อไปเพราะความคาดหวัง บลาฟ 12 เดือน ราคาอาจไปถึง 60,000 ดอลลาร์ (เป็นตัวอย่างคร่าวๆ) หากคุณยังคงถือ Bitcoin อยู่ มูลค่าจะเป็น 60,000 ดอลลาร์ และกำไรจะเพิ่มขึ้นไป 30,000 ดอลลาร์ หรือกำไรรวม 100% แต่ถ้าคุณขายเมื่อราคาถึง 55,000 ดอลลาร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง กำไรจะเป็น 25,000 ดอลลาร์ หรือ 83.33%
อีกสถานการณ์หนึ่ง หากคุณลืมหรือตัดสินใจต่างไป ราคาอาจปรับตัวลดลงหลังจากสูงสุด ตัวอย่างเช่น ระยะหลัง 18 เดือนมาแล้ว ราคาลดลงมาที่ 35,000 ดอลลาร์ ณ จุดนั้น คุณขาดทุน 5,000 ดอลลาร์ หรือขาดทุน 16.67% แม้ว่ากำไรจะเป็นบวก ก็ยังน้อยกว่าโอกาสอื่นๆ ที่ขาดไป นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนต้องมีแผนการจัดการ จุดตัดขาดทุน และ จุดทำกำไร ที่เคร่งครัด
เครื่องมือวิเคราะห์ราคาที่เหมาะสมสำหรับช่วงนี้
ในช่วงที่ตลาดคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของอุปทาน การวิเคราะห์จะเน้นไปที่แนวโน้มระยะยาวผ่านกราฟราคาและปริมาณการซื้อขายรายวัน การสังเกตความยากของการขุดและพฤติกรรมการถือครองสินทรัพย์ของนักลงทุนรายใหญ่เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินแรงซื้อและทิศทางราคาในอนาคต
เมื่อเข้าใกล้ปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่ง ควรใช้เครื่องมือวิเคราะห์ที่เหมาะสม RSI (Relative Strength Index) คือตัวชี้วัดที่บอกว่าตลาดเต็มไปด้วยผู้ซื้อหรือผู้ขายมากเกินไป เมื่อ RSI อยู่เหนือ 70 แสดงว่าตลาดอาจอิ่มตัวด้านบน และสามารถมีการขายกำไรลดลงได้ หากราคายังคงเพิ่มขึ้น เมื่อ RSI อยู่ต่ำกว่า 30 แสดงว่าตลาดอาจอิ่มตัวด้านล่าง และมีโอกาสการซื้อ
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) เช่น MA 50 วัน และ MA 200 วัน นั้นช่วยให้เห็นแนวโน้มระยะยาว เมื่อราคาอยู่เหนือ MA 200 แสดงว่าเป็นขาขึ้นแข็งแกร่ง และเมื่อราคาตัดผ่าน MA 50 ลง แสดงว่าอาจมีการทำกำไรเกิดขึ้น การใช้ MACD (MACD) ช่วยให้เห็นความแข็งแกร่งของแนวโน้ม หากเส้น MACD อยู่เหนือเส้น Signal ระบบแสดงว่าเป็นสัญญาณขาขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรพึ่งเครื่องมือเดียว ควรใช้หลายตัวเพื่อให้ได้ภาพรวม ตัวอย่างเช่น เมื่อ RSI อยู่ที่ 60 (ไม่ใช่อิ่มตัว) แต่ MA 50 ตัดผ่าน MA 200 ขึ้น และ MACD บวก แสดงว่าเป็นสัญญาณขาขึ้นที่แข็งแกร่ง นี่เป็นเวลาที่อาจพิจารณาเพิ่มตำแหน่ง แต่ต้องระบุจุดตัดขาดทุนให้ชัด เช่น หากราคาลงต่ำกว่า MA 50 ให้ตัดขาดทุนทันที
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นและระยะยาวรอบปรากฏการณ์นี้
สำหรับนักลงทุนระยะยาว (Hold ขับเคลื่อนอย่างน้อย 2 ปี) ปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่งเป็นโอกาสที่ดี เพราะตามประวัติศาสตร์ ราคา Bitcoin มักสูงขึ้นมากในระยะยาว หลังจากปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น กลยุทธ์ที่นิยมคือการซื้อค่อยๆ ก่อนปรากฏการณ์เกิด ไม่ใช่ซื้อครั้งเดียวจำนวนมาก เพราะอาจเสียโอกาสในการซื้อรองมากมาย
สำหรับนักลงทุนระยะสั้น (เทรดแบบสวิง หรือ Scalping) ต้องระมัดระวังมากเพราะความผันผวนอาจรุนแรง กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการใช้ จุดตัดขาดทุน ที่เข้มงวด และ จุดทำกำไร ที่เลือกตามระยะเวลา ตัวอย่างเช่น เซ็ต จุดตัดขาดทุน ที่ 3% ต่ำกว่าจุดเข้า และ จุดทำกำไร ที่ 5-8% เหนือจุดเข้า ที่นี้อัตราส่วนเสี่ยง-ผลตอบแทนอยู่ที่ 1:1.67 ถึง 1:2.67 ซึ่งเป็นที่ยอมรับได้
อีกกลยุทธ์หนึ่งคือการใช้ Dollar Cost Averaging (DCA) ซื้อจำนวนเหรียญเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น ทุกสัปดาห์หรือทุกสองสัปดาห์ วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าราคาสูง เพราะเมื่อราคาลดลง คุณจะซื้อได้ราคาถูก และเมื่อราคาสูง คุณจะซื้อได้ราคาแพง เฉลี่ยราคาจึงอยู่ที่กลาง เพียงแล้วเชื่อมั่นบนระยะเวลาที่ยาวนาน
| ปัจจัย | ก่อนปรากฏการณ์ (6 เดือน) | ระหว่างปรากฏการณ์ | หลังปรากฏการณ์ (12 เดือน) |
|---|---|---|---|
| ราคา Bitcoin (ตัวอย่าง) | 25,000 – 35,000 ดอลลาร์ | 35,000 – 40,000 ดอลลาร์ | 45,000 – 65,000 ดอลลาร์ |
| ปริมาณ Bitcoin ที่ขุดแร่ต่อบล็อก | 6.25 เหรียญ (ปัจจุบัน) | ลดลงตัวแปรตัว 3.125 เหรียญ | 3.125 เหรียญ (หลังสิ้นสุด) |
| ความจำนวนผู้ขุดแร่ | สูง ทุกคนขุดแร่ | เริ่มลดลง บางคนออก | ลดลง บางคนเข้า (หลังราคาสูง) |
| ความเสี่ยงของการลงทุน | ปานกลาง ก่อนความยาวที่จะเปลี่ยน | สูง ความผันผวนเพิ่มขึ้น | ลดลง หลังจากแนวโน้มชัดเจน |
เพื่อสรุป ปรากฏการณ์ Bitcoin Halving คือเหตุการณ์ที่มีอิทธิพลต่อราคาผ่านลำดับเหตุการณ์ลดอุปทาน การสร้างความคาดหวังของตลาด และการไหลเข้าของเงินลงทุน แม้ว่าประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าราคามักพุ่งขึ้นในระยะถัดไป แต่นี่ไม่ใช่การรับประกันที่แน่นอน นักลงทุนต้องมีแผนการที่เด็ดขาด ใช้เครื่องมือวิเคราะห์อย่างเหมาะสม และบริหารความเสี่ยงอย่างมีสติ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดจากโอกาสนี้ขณะเดียวกันก็ป้องกันขาดทุนครั้งใหญ่
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มักเกี่ยวข้องกับผลกระทบที่แท้จริงที่มีต่อราคาและเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้ แม้ว่าประวัติศาสตร์จะแสดงให้เห็นแนวโน้มราคาที่เพิ่มขึ้น แต่นักลงทุนควรตระหนักว่าผลตอบแทนในอดีตไม่รับประกันความสำเร็จในอนาคตและต้องวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ร่วมด้วย
Bitcoin Halving คืออะไร และเกิดขึ้นเมื่อไร
Bitcoin Halving คือการลดลงครึ่งหนึ่งของจำนวนเหรียญที่ผู้ขุดแร่ได้รับจากการสร้างบล็อกใหม่ เกิดขึ้นทุกๆ 210,000 บล็อก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ปี ตั้งแต่เริ่มแรก ผู้ขุดแร่ได้รับ 50 เหรียญต่อบล็อก แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 6.25 เหรียญ และจะลดลงเหลือ 3.125 เหรียญในครั้งถัดไป การออกแบบนี้มีจุดประสงค์เพื่อควบคุมการสร้างเหรียญให้ช้าลงเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง 21 ล้านเหรียญ
เหตุใดปรากฏการณ์นี้ถึงส่งผลต่อราคา Bitcoin
ปรากฏการณ์นี้ส่งผลต่อราคาเพราะลดจำนวนการจัดหาเหรียญใหม่ในตลาด เมื่อจำหน่ายใหม่ลดลง ความหายากของ Bitcoin ก็เพิ่มขึ้น ตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานของอุปสงค์และอุปทาน ราคาจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น นักลงทุนหลายคนคาดการณ์ว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นในช่วง 12-18 เดือนหลังปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น
ผู้ขุดแร่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้อย่างไร
ผู้ขุดแร่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนเพราะรายได้ต่อบล็อกลดลงครึ่งหนึ่ง ก่อนปรากฏการณ์ นั้น ผู้ขุดแร่บางรายที่มีต้นทุนสูงจะหยุดขุดแร่ไปเพราะอาจไม่ได้กำไร ส่วนผู้ขุดแร่ที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำจะได้รับข้อได้เปรียบ เนื่องจากจำนวนผู้ขุดแร่ลดลง ความยากในการขุดแร่จึงอาจลดลงด้วย
นักลงทุนควรวางแผนอย่างไรรอบปรากฏการณ์นี้
นักลงทุนควรติดตามจังหวะเวลาของปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่งและวงจรราคาในอดีต การเข้าลงทุนก่อนปรากฏการณ์นี้ 6-12 เดือนอาจมีโอกาสกำไรได้มากกว่า แต่ต้องมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี ไม่ควรลงทุนทั้งหมดในช่วงสั้นๆ เพราะตลาดอาจมีความผันผวนสูง และต้องจำไว้ว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะพุ่งขึ้นเสมอไป
ปรากฏการณ์นี้จะหยุดเมื่อไร
ปรากฏการณ์ลดลงครึ่งหนึ่งจะดำเนินต่อไปจนกว่า Bitcoin จะถึง 21 ล้านเหรียญ คาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณปี 2140 ในช่วงสุดท้ายของกระบวนการขุดแร่ เมื่อจำนวนเหรียญใกล้ถึง 21 ล้านแล้ว อุปทานใหม่จะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ ในเวลานั้น ผู้ขุดแร่จะได้รายได้จากค่าธรรมเนียมการทำรายการแทน
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย









TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文