ทฤษฎีคลเอเลียตช่วยให้เห็นวัฏจักรตลาดและจับจังหวะเทรดได้แม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการไล่ราคา ทำให้คุณไม่หลงทิศในตลาด Forex อีกต่อไป1
- ทำไมทฤษฎีคลื่นเอลเลียตถึงสำคัญสำหรับนักเทรด Forex
- โครงสร้างคลื่นหลัก 5 ช่วงและคลื่นแก้ตัว 3 ช่วงเข้าใจง่ายๆ
- กฎเหล็กที่ต้องจำให้ขึ้นใจก่อนนับคลื่น
- การใช้ฟีโบนัชชีร่วมกับคลื่นเอลเลียตเพื่อหาจุดเข้า
- ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขนาดล็อตจากคลื่น 3
- วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนให้สมเหตุสมผลตามโครงสร้างคลื่น
- คำถามที่พบบ่อย



ทำไมทฤษฎีคลื่นเอลเลียตถึงสำคัญสำหรับนักเทรด Forex
การเข้าใจทฤษฎีคลื่นเอลเลียตเปรียบเหมือนการมีแผนที่ระดับมหภาคของตลาด ช่วยให้เราไม่หลงทิศและรู้ว่าตอนนี้ราคาอยู่ในขั้นตอนไหนของวัฏจักร จะได้วางแผนรับสถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
หลายคนเข้ามาเทรด Forex แล้วสับสนกับการกระโดดของราคา บางทีก็ซื้อตามจังหวะที่ราคาวิ่งขึ้นแรงๆ แต่กลับโดนเด้งกลับทันทีเพราะจับจังหวะผิด ทฤษฎีคลื่นเอลเลียตจะมาตอบปัญหานี้ให้ครับ มันบอกเราว่าตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวแบบสุ่ม แต่เคลื่อนไหวในรูปแบบของคลื่นที่มีระเบียบ สะท้อนจิตวิทยาของคนในตลาดระหว่างความหวัง ความโลภ และความกลัว เมื่อเราเข้าใจระเบียบนี้ เราจะรู้ทันว่าราคาที่กำลังวิ่งอยู่นั้นเป็นแค่ดึกดำบรรพ์หรือเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ใหญ่ ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
การใช้ทฤษฎีนี้ทำให้เรามีมุมมองที่ลึกขึ้น ไม่ใช่แค่ดูว่าเทรนด์ขึ้นหรือลง แต่รู้ด้วยว่าเทรนด์นั้นเหลือระยะให้วิ่งอีกกี่คลื่น ช่วยให้เราสามารถถือเทรดได้นานขึ้นในจังหวะที่คลื่นหลักกำลังจะทะยาน และรู้จักปิดเทรดหรือรอเก็บกำไรเมื่อเห็นว่าโครงสร้างคลื่นใกล้จะหมดแรง นี่คือความแตกต่างระหว่างนักเทรดที่เล่นตามอารมณ์กับนักเทรดที่มีระบบ
โครงสร้างคลื่นหลัก 5 ช่วงและคลื่นแก้ตัว 3 ช่วงเข้าใจง่ายๆ
หัวใจของทฤษฎีคือการแบ่งรอบการเคลื่อนไหวของราคาออกเป็นคลื่นหลัก 5 ช่วงที่ไปตามทิศทางของเทรนด์ และคลื่นแก้ตัว 3 ช่วงที่จะวิ่งย้อนกลับทิศทางเดิม เพื่อรอจังหวะสะสมแรงก่อนเดินต่อ
ในรอบขาขึ้น คลื่นหมายเลข 1 จะเริ่มจากการที่ตลาดเริ่มมีคนเห็นโอกาสและค่อยๆ เก็บของ ทำให้ราคาเริ่มขยับขึ้น ต่อมาคลื่น 2 จะเกิดจากกลุ่มคนที่ซื้อมาก่อนหน้านี้เริ่มเอากำไร ทำให้ราคาถอยลงมาเล็กน้อย แต่โดยรวยก็ยังไม่ทำลายโครงสร้างเดิม จากนั้นคลื่น 3 จะเป็นด่านที่ทรงพลังที่สุด เพราะกลุ่มคนที่พลาดจังหวะซื้อในคลื่น 1 จะรีบวิ่งเข้าซื้อ พร้อมกับกลุ่มเทรดเดอร์ที่เล่นตามเทรนด์เข้ามาเสริมแรง ทำให้ราคาทะยานขึ้นไปอย่างรุนแรงและยาวที่สุดในรอบ
เมื่อถึงคลื่น 4 ตลาดจะเริ่มเหนื่อยล้า มีการเทขายเอากำไรกันบ้าง แต่ราคาจะถอยลงไม่มากนักเพราะยังมีคนรอรับซื้อไว้ สุดท้ายคลื่น 5 จะเป็นด่านสุดท้ายที่คนทั่วไปเริ่มรู้ตัวว่าราคาขึ้นมากแล้ว จึงรีบวิ่งเข้าซื้อด้วยความกลัวว่าจะขึ้นไปอีก ทำให้ราคาผลักขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แต่แรงซื้อจะเริ่มหมดลง จากนั้นรอบการแก้ตัวจะเข้ามาเล่นบทบาท ประกอบด้วยคลื่น A ที่ราคาเริ่มร่วงลงอย่างรวดเร็ว คลื่น B ที่ราคาเด้งกลับขึ้นไปหลอกคนให้คิดว่าเป็นขาขึ้นต่อ และคลื่น C ที่ราคาจะพังทลายลงไปทำลายจุดต่ำสุดเดิมอย่างรุนแรงเพื่อปิดรอบการแก้ตัว

กฎเหล็กที่ต้องจำให้ขึ้นใจก่อนนับคลื่น
การนับคลื่นไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก แต่มีกฎเหล็กที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการนับผิดและเข้าเทรดสวนทาง ถ้านับแล้วได้โครงสร้างที่ขัดกฎเหล่านี้ ให้ลบทิ้งแล้วนับใหม่ทันที
กฎข้อแรกและสำคัญที่สุดคือ คลื่น 2 จะต้องไม่ถอยลงไปทะลุจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 อย่างเด็ดขาด ถ้าราคาทะลุลงไป แปลว่าเรานับคลื่นผิดตั้งแต่ต้นและทิศทางจริงของตลาดอาจจะเป็นขาลง ไม่ใช่ขาขึ้นอย่างที่เราคิด กฎข้อที่สองคือคลื่น 3 จะต้องไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุดในบรรดาคลื่น 1 3 และ 5 โดยปกติแล้วคลื่น 3 มักจะเป็นคลื่นที่ยาวที่สุดเสมอ ถ้านับได้ว่าคลื่น 3 สั้นกว่าคลื่น 1 หรือคลื่น 5 ก็แสดงว่าโครงสร้างการนับของเรามีปัญหา
กฎข้อที่สามคือจุดต่ำสุดของคลื่น 4 จะต้องไม่ทับซ้อนกับเขตราคาของคลื่น 1 ถ้าราคาในคลื่น 4 ถอยลงมาทะลุเข้าไปในเขตของคลื่น 1 ก็ถือว่าการนับคลื่นผิดพลาด ต้องปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด กฎสามข้อนี้เป็นเสมือนเข็มทิศที่จะช่วยให้เราไม่หลงทางและไม่เสียเงินไปกับการคาดเดาที่ไม่มีหลักฐานรองรับ นอกจากนี้ยังมีกฎแนะนำว่าคลื่น 2 มักจะถอยลงมาที่ระดับ 61.8 เปอร์เซ็นต์ของคลื่น 1 และคลื่น 4 มักจะถอยลงมาที่ระดับ 38.2 เปอร์เซ็นต์ของคลื่น 3 ซึ่งจะเชื่อมโยงกับเครื่องมือฟีโบนัชชีที่เราจะนำมาใช้ร่วมกัน
การใช้ฟีโบนัชชีร่วมกับคลื่นเอลเลียตเพื่อหาจุดเข้า
ฟีโบนัชชีคือเครื่องมือที่จับคู่กับคลื่นเอลเลียตได้ดีที่สุด ช่วยให้เราคำนวณได้ว่าคลื่นแก้ตัวจะไปจบที่ระดับราคาใด ทำให้เราสามารถวางคำสั่งซื้อหรือขายล่วงหน้าได้อย่างมีเป้าหมาย
เมื่อเราเห็นคลื่น 1 วิ่งเสร็จและราคาเริ่มถอยลงในคลื่น 2 เราจะใช้เครื่องมือฟีโบนัชชีวัดจากจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 ไปยังจุดสิ้นสุดของคลื่น 1 ระดับที่เราจะรอรับซื้อคือบริเวณ 50 ถึง 61.8 เปอร์เซ็นต์ นี่คือโซนทองคำที่กลุ่มคนที่พลาดคลื่น 1 จะรอเข้าซื้อ ทำให้ราคามักจะเด้งกลับขึ้นไปได้ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคลื่น 3 ที่ทรงพลัง การรอราคามาแตะโซนนี้จะช่วยให้เราเข้าเทรดในราคาที่ดีและมีอัตราเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่สูงมาก
นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ฟีโบนัชชีในการขยายเพื่อทำนายว่าคลื่น 3 จะไปจบที่ไหน โดยปกติคลื่น 3 มักจะวิ่งไปถึงระดับ 161.8 เปอร์เซ็นต์หรือบางครั้งอาจจะถึง 261.8 เปอร์เซ็นต์ของคลื่น 1 เมื่อเรารู้จุดเข้าและรู้เป้าหมาย การบริหารความเสี่ยงก็จะง่ายขึ้นมาก การใช้สองเครื่องมือนี้ร่วมกันจะตัดความสับสนเรื่องการเดาทิศทางออกไปได้เยอะ และทำให้การเทรดของเรามีระบบที่ชัดเจน
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขนาดล็อตจากคลื่น 3
มาดูตัวอย่างการเทรดจริงเพื่อให้เห็นภาพการใช้งานเลยครับ สมมติว่าเราเทรดคู่เงินยูโรดอลลาร์ในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง เราเห็นคลื่น 1 วิ่งขึ้นจากราคา 1.0500 ไปจบที่ 1.0600 รวมความสูง 100 จุด จากนั้นราคาเริ่มถอยลงมาในคลื่น 2 เราจึงวัดฟีโบนัชชีและรอราคามาแตะระดับ 61.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ที่ราคา 1.0538 เราตัดสินใจตั้งคำสั่งซื้อไว้ที่ราคา 1.0540 พร้อมตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ใต้จุดเริ่มต้นของคลื่น 1 ที่ราคา 1.0490 ความเสี่ยงของเราคือ 50 จุด
เมื่อราคาเด้งขึ้นมาและเริ่มเป็นคลื่น 3 เราตั้งเป้าหมายกำไรไว้ที่ระดับขยาย 161.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคำนวณได้ที่ราคา 1.0700 ระยะทางถึงเป้าหมายคือ 160 จุด อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนของเราจึงอยู่ที่ 1 ต่อ 3.2 ซึ่งถือว่าดีมาก ถ้าเรามีทุนเทรด 1,000 ดอลลาร์ และยอมเสี่ยงขาดทุนได้ 2 เปอร์เซ็นต์ของทุน คือ 20 ดอลลาร์ การคำนวณขนาดล็อตจะทำได้ดังนี้ ความเสี่ยง 50 จุด เทียบเท่ากับ 50 พิป สำหรับคู่เงินยูโรดอลลาร์ 1 ล็อตมีค่าพิปละ 10 ดอลลาร์ ดังนั้น 50 พิป จะมีค่า 500 ดอลลาร์ต่อ 1 ล็อต
เพื่อให้ขาดทุนไม่เกิน 20 ดอลลาร์ เราต้องใช้ขนาดล็อตเท่ากับ 20 หารด้วย 500 ได้เท่ากับ 0.04 ล็อต เมื่อราคาขึ้นไปแตะเป้าหมายที่ 1.0700 กำไรที่ได้จะเท่ากับ 160 พิป คูณด้วย 40 ดอลลาร์ต่อพิป (จากขนาดล็อต 0.04) จะได้กำไรรวม 640 ดอลลาร์ นี่คือพลังของการเทรดตามโครงสร้างคลื่นที่ชัดเจน คุณจะรู้เป๊ะๆ ว่าเข้าที่ไหน ออกที่ไหน และใช้เงินเท่าไร

วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนให้สมเหตุสมผลตามโครงสร้างคลื่น
การตั้งจุดตัดขาดทุนไม่ใช่การกำหนดตัวเลขแบบสุ่ม แต่ต้องอ้างอิงจากโครงสร้างคลื่นเพื่อให้ตลาดพิสูจน์ว่าเรานับคลื่นผิดจริงๆ ก่อนที่เราจะยอมรับความเสียหาย
ถ้าเราเข้าซื้อในคลื่น 2 โดยหวังว่าจะได้คลื่น 3 จุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมที่สุดคือการวางไว้ใต้จุดเริ่มต้นของคลื่น 1 เล็กน้อย เพราะถ้าราคาทะลุลงไปต่ำกว่าจุดนั้น กฎเหล็กของคลื่นเอลเลียตก็ถูกทำลาย แปลว่าทิศทางขาขึ้นที่เราคาดไว้ไม่เป็นจริง การยอมรับความผิดพลาดและตัดขาดทุนในตอนนั้นจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด การตั้งจุดตัดขาดทุนแบบนี้จะทำให้เราไม่โดนหลอกให้ออกจากตลาดก่อนที่ราคาจะวิ่งไปตามเป้าหมาย
ในกรณีที่เราเข้าเทรดในคลื่น 4 เพื่อรอคลื่น 5 จุดตัดขาดทุนควรไว้ใต้จุดสิ้นสุดของคลื่น 3 เพราะถ้าราคาทะลุลงไป แปลว่าโครงสร้างเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลงแล้ว การใช้โครงสร้างคลื่นในการตั้งจุดตัดขาดทุนจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะโดนหุ้นหรือสกุลเงินหลอกในระยะสั้น และทำให้เราสามารถถือเทรดได้อย่างสบายใจโดยมีตรรกะรองรับ
เปรียบเทียบการเทรดระหว่างคลื่นหลักและคลื่นแก้ตัว
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างการเทรดในคลื่นหลักและคลื่นแก้ตัวจะช่วยให้เราเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการถือเทรดยาวหรือการเก็บกำไรระยะสั้น
| ประเภทคลื่น | ทิศทางและพลังของราคา | กลยุทธ์การเข้าเทรด | การตั้งเป้าหมายกำไร |
|---|---|---|---|
| คลื่น 3 (คลื่นหลัก) | ทิศทางตามเทรนด์ วิ่งแรงและยาวที่สุด | เข้าซื้อหลังราคาแตะฟีโบนัชชีในคลื่น 2 | ระดับขยาย 161.8 หรือ 261.8 เปอร์เซ็นต์ |
| คลื่น 5 (คลื่นหลัก) | ทิศทางตามเทรนด์ แต่แรงซื้อเริ่มอ่อนลง | เข้าซื้อหลังราคาแตะฟีโบนัชชีในคลื่น 4 | ส่วนต่างความยาวของคลื่น 1 หรือจุดปรับตัว |
| คลื่น A (คลื่นแก้ตัว) | ทิศทางสวนเทรนด์ ราคาเริ่มร่วงลงเร็ว | เปิดขายเมื่อเห็นคลื่น 5 หมดแรง | ด้านล่างของคลื่น 4 ก่อนหน้า |
| คลื่น C (คลื่นแก้ตัว) | ทิศทางสวนเทรนด์ วิ่งแรงและทำลายโครงสร้าง | เปิดขายหลังคลื่น B เด้งไม่ผ่านจุดสูงเดิม | ด้านล่างจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 หรือ 1.618 เท่า |
ข้อผิดพลาดที่นักเทรดมือใหม่มักทำกับคลื่นเอลเลียต
การเริ่มต้นศึกษาทฤษฎีนี้มักจะมีกับดักที่ทำให้นักเทรดเสียเงินไปแบบไม่จำเป็น การรู้ล่วงหน้าจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านั้นได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการยืดหยุ่นกฎเหล็กจนเกินไป บางคนนับคลื่นผิดเพราะราคาทะลุจุดตัดขาดทุนทางทฤษฎีแล้ว แต่ก็ยังอ้างว่าเป็นข้อยกเว้นและฝืนถือเทรดต่อไป สิ่งนี้นำไปสู่การขาดทุนอย่างหนักเพราะตลาดไม่สนใจว่าเรานับคลื่นแบบไหน ถ้าโครงสร้างพังก็ต้องยอมรับและตัดขาดทุนทันที อย่าไปฝืนตลาดเด็ดขาด
อีกหนึ่งข้อผิดพลาดคือการนับคลื่นในกรอบเวลาเล็กจิ๋วเกินไป เช่น กรอบเวลา 1 นาทีหรือ 5 นาที ซึ่งเต็มไปด้วยสัญญาณรบกวนและการแกว่งตัวที่ไม่สะท้อนจิตวิทยาฝูงชนจริงๆ ทฤษฎีคลื่นเอลเลียตจะทำงานได้ดีที่สุดในกรอบเวลาใหญ่ขึ้น เพราะมีปริมาณผู้เล่นมารวมกันเยอะ โครงสร้างคลื่นจึงออกมาเป็นรูปธรรมและชัดเจนกว่า ควรเริ่มต้นฝึกนับคลื่นในกรอบเวลารายวันหรือ 4 ชั่วโมงก่อน แล้วค่อยขยับลงไปดูกรอบเล็กเพื่อหาจุดเข้าที่ละเอียดขึ้น นี่คือวิธีที่จะทำให้การเทรดของคุณมั่นคงและเป็นระบบมากพอที่จะอยู่รอดในตลาด Forex ได้ในระยะยาว

▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
ทฤษฎีคลื่นเอลเลียตใช้กับตลาด Forex ได้จริงไหม
ได้ครับ เพราะตลาด Forex มีสภาพคล่องสูงและมีปริมาณผู้เล่นจำนวนมาก ทำให้โครงสร้างคลื่นที่เกิดจากจิตวิทยาฝูงชนแสดงออกมาได้ชัดเจน โดยเฉพาะในกรอบเวลาใหญ่อย่าง H4 หรือ Daily เราจะเห็นรอบคลื่นได้สมบูรณ์กว่ากรอบเล็กที่มีสัญญาณรบกวนเยอะ แต่ต้องใช้ควบคู่กับการหาจุดตัดขาดทุนเสมอเพราะนับคลื่นผิดเป็นเรื่องปกติ
นับคลื่นเอลเลียตผิดบ่อยมาก แก้ยังไงดี
การนับคลื่นผิดเป็นเรื่องปกติของนักเทรดทุกคน วิธีแก้คือต้องมีกฎเหล็กของคลื่นเอลเลียตมาเช็กเสมอ เช่น คลื่น 2 ห้ามถอยลงไปทะลุจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 และคลื่น 3 ต้องไม่ใช่คลื่นที่สั้นที่สุด ถ้านับแล้วได้โครงสร้างที่ขัดกฎเหล็กเหล่านี้ ให้ลบและนับใหม่ทันที อย่าฝืนเทรดตามคลื่นที่นับผิด
คลื่น 3 สำคัญอย่างไร และรู้ได้อย่างไรว่ามาถึงแล้ว
คลื่น 3 คือคลื่นที่ทรงพลังที่สุดและมักยาวที่สุดในรอบขาขึ้น เป็นช่วงที่ราคาวิ่งแรงและตลาดเข้ามาเล่นเยอะที่สุด เรามักรู้ว่าคลื่น 3 เริ่มต้นแล้วเมื่อราคาทะลุจุดสูงสุดของคลื่น 1 ได้ พร้อมกับมีอินดิเคเตอร์อย่าง MACD หรือ RSI ที่แสดงแรงซื้ออย่างชัดเจน นักเทรดส่วนใหญ่จะรอเทรดในช่วงนี้เพราะให้กำไรเร็วและเดินทางไกล
ทฤษฎีคลื่นเอลเลียตเหมาะกับมือใหม่หรือไม่
สำหรับมือใหม่อาจจะดูยากสักหน่อยเพราะต้องเข้าใจโครงสร้างตลาดและจิตวิทยาฝูงชน แต่ถ้าเริ่มจากการดูกรอบเวลาใหญ่ก่อน แล้วค่อยๆ ลงไปดูกรอบเล็ก ก็จะเริ่มเห็นภาพได้ แนะนำให้มือใหม่ฝึกนับคลื่นย้อนหลังดูเพื่อสร้างความคุ้นเคย และอย่าเพิ่งเทรดตามจริงจนกว่าจะแยกคลื่นหนึ่งกับคลื่นแก้ตัวออกจากกันได้อย่างมั่นใจ
ใช้คลื่นเอลเลียตร่วมกับเครื่องมืออะไรได้บ้าง
ปกติผมจะใช้ควบคู่กับเส้นแนวโน้มและอัตราส่วนฟีโบนัชชี เพราะอัตราส่วนฟีโบนัชชีจะช่วยยืนยันจุดสิ้นสุดของคลื่นแก้ตัวได้ดีมาก เช่น คลื่น 2 มักถอยมาที่ระดับ 61.8 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้การใช้ RSI หรือ MACD ช่วยดูความเร็วของราคาก็จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าคลื่นที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมีพลังจริงหรือไม่
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
- ▸ Trade Management วิธี Partial Close Scale In/Out Forex แบบเซียน
- ▸ กลยุทธ์เทรด Forex ที่ใช้ได้จริง 2568 คู่มือฉบับมือใหม่
- ▸ Lot Size คืออะไร? วิธีคำนวณ Lot ให้ถูกต้องและลดความเสี่ยง [2026]
- ▸ Liquidity Sweep Stop Hunt วิธี Smart Money เทรด Forex
- ▸ EUR/AUD Advanced วิธีเทรด ECB RBA Iron Ore Macro Cross Forex
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย











TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文