เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งคุณถึงได้เงินเพิ่มเล็กน้อย หรือเสียเงินไปนิดหน่อย แม้ว่าราคาของสินทรัพย์ที่คุณเทรดจะไม่ได้ขยับไปไหนเลย? ปรากฏการณ์นี้แหละที่เรียกว่า “Swap” หรือ “ค่าธรรมเนียมข้ามคืน” ซึ่งเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถือสถานะข้ามวัน ต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียด เพราะมันสามารถส่งผลกระทบต่อผลกำไรของคุณได้อย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2026 ที่ตลาดการเงินมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น การมองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่าง Swap อาจนำไปสู่ความเสียหายที่คาดไม่ถึงได้
- Swap คืออะไร ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ Forex ต้องรู้ (ปี 2026)
- Swap คืออะไร? ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องรู้ (2026)
- Swap คืออะไร? ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องรู้ 2026
- เปรียบเทียบค่า Swap ของโบรกเกอร์ยอดนิยม: XM, Exness, IC Markets
- Carry Trade: ทำกำไรจาก Swap ได้จริงไหม?
- Swap คืออะไร ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องรู้ 2026
- บัญชี Swap-Free (Islamic Account) คืออะไร
- เทคนิคลดผลกระทบจาก Swap
- สรุป: เทรดเดอร์แบบไหนควรสนใจ Swap มากที่สุด
- สรุป
- เปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงลึก — Swap คืออะไร ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องรู้ 2026
- กรณีศึกษาจากตลาดจริง
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- สรุป Swap คืออะไร ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องรู้ 2026
- คำเตือนความเสี่ยง
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงกลไกการทำงานของ Swap ตั้งแต่ความหมายที่แท้จริง ไปจนถึงวิธีการคำนวณ และปัจจัยที่มีผลต่อค่าธรรมเนียมนี้ เราจะสำรวจว่า Swap เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงมีทั้งที่เป็นบวกและเป็นลบ รวมถึงวิธีบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดจาก Swap เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสำหรับมือใหม่ที่สนใจเรียนรู้พื้นฐานการเทรด Forex สามารถเริ่มต้นได้ที่ สอนเทรด Forex ฟรี เพื่อปูพื้นฐานความเข้าใจก่อนที่จะเข้าสู่โลกของการเทรดจริงจัง
Swap คืออะไร ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ Forex ต้องรู้ (ปี 2026)
น้องๆ เทรดเดอร์หลายคนอาจจะสงสัยว่า Swap ในตลาด Forex เนี่ย มันคืออะไรกันแน่? ทำไมบางทีเทรดข้ามคืนแล้วได้เงินเพิ่ม (Swap บวก) แต่บางทีก็โดนหักเงิน (Swap ลบ)? วันนี้พี่จะมาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เหมือนพี่สอนน้องเลยครับ
Swap หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า Rollover ก็คือค่าธรรมเนียม หรือ เครดิต ที่เกิดขึ้นจากการถือออร์เดอร์ Forex ข้ามคืน มันเป็นผลมาจาก Interest Rate Differential หรือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงินสองสกุลที่เรากำลังเทรดกันอยู่นั่นเองครับ
ลองนึกภาพตามนะครับ เวลาเราเทรด Forex จริงๆ แล้วเราไม่ได้ซื้อขายสกุลเงินจริงๆ แบบที่เราไปแลกเงินที่ Superrich แต่เรากำลัง “ยืม” สกุลเงินหนึ่งเพื่อไป “ซื้อ” อีกสกุลเงินหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรา Buy EURUSD เรากำลัง “ยืม” เงิน USD เพื่อไป “ซื้อ” เงิน EUR ดังนั้นเราก็ต้องเสียดอกเบี้ยให้กับ USD ที่เรายืมมา และเราก็จะได้ดอกเบี้ยจาก EUR ที่เราซื้อไว้นั่นเอง
ทีนี้แหละครับ ที่มาของ Swap! ถ้าดอกเบี้ยของสกุลเงินที่เราซื้อ (EUR ในกรณีนี้) สูงกว่าดอกเบี้ยของสกุลเงินที่เรายืม (USD) เราก็จะได้ Swap เป็นบวก แต่ถ้าดอกเบี้ยของสกุลเงินที่เราซื้อต่ำกว่า เราก็จะโดน Swap เป็นลบ
หลักการ Interest Rate Differential อย่างละเอียด
หัวใจสำคัญของ Swap คือ Interest Rate Differential หรือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย พี่จะอธิบายให้ลึกขึ้นอีกนิดนะครับ
อย่างที่บอกไปว่าเวลาเราเทรด Forex เราไม่ได้ซื้อขายเงินจริงๆ แต่เรากำลังยืมและซื้อ ดังนั้น Swap จึงคำนวณจากส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคารกลางของแต่ละประเทศที่เกี่ยวข้องกับคู่เงินที่เราเทรด โบรกเกอร์ Forex จะไปดูว่า Overnight Interest Rate ของธนาคารกลางแต่ละประเทศเป็นเท่าไหร่ แล้วนำมาคำนวณ Swap ที่เราจะได้หรือเสีย
สมมติว่าในปี 2026 (ซึ่งเป็นปีที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้) ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) ไปอยู่ที่ 4.5% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Main Refinancing Operations Rate) ไว้ที่ 3.5% ต่อปี
ถ้าเรา Buy EURUSD เราก็จะได้ดอกเบี้ยจาก EUR (3.5%) และเสียดอกเบี้ยให้กับ USD (4.5%) ดังนั้น Swap ที่เราจะได้หรือเสียก็คือ 3.5% – 4.5% = -1% ต่อปี ซึ่งจะถูกแบ่งย่อยเป็นรายวัน และนำมาคิดเป็น Swap ที่เราจะโดนหักในแต่ละคืน
ในทางกลับกัน ถ้าเรา Sell EURUSD เราก็จะเสียดอกเบี้ยให้กับ EUR (3.5%) และได้ดอกเบี้ยจาก USD (4.5%) ดังนั้น Swap ที่เราจะได้หรือเสียก็คือ 4.5% – 3.5% = 1% ต่อปี ซึ่งจะถูกแบ่งย่อยเป็นรายวัน และนำมาคิดเป็น Swap ที่เราจะได้รับในแต่ละคืน
ตัวอย่างจริง: ทำไม Buy AUDJPY ได้ Swap บวก แต่ Sell AUDJPY ได้ Swap ลบ?
คู่เงิน AUDJPY เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดเจนมากๆ ครับ ว่าทำไม Buy ถึงได้ Swap บวก แต่ Sell ถึงได้ Swap ลบ
สมมติว่าในปี 2026 ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) กำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Cash Rate) ไว้ที่ 4.0% ต่อปี ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Short-Term Interest Rate) ไว้ที่ -0.1% ต่อปี (ติดลบ!)
ถ้าเรา Buy AUDJPY เราก็จะได้ดอกเบี้ยจาก AUD (4.0%) และเสียดอกเบี้ยให้กับ JPY (-0.1%) ดังนั้น Swap ที่เราจะได้ก็คือ 4.0% – (-0.1%) = 4.1% ต่อปี ซึ่งจะถูกแบ่งย่อยเป็นรายวัน ทำให้เราได้ Swap เป็นบวกในแต่ละคืน
ในทางกลับกัน ถ้าเรา Sell AUDJPY เราก็จะเสียดอกเบี้ยให้กับ AUD (4.0%) และได้ดอกเบี้ยจาก JPY (-0.1%) ดังนั้น Swap ที่เราจะได้หรือเสียก็คือ -0.1% – 4.0% = -4.1% ต่อปี ซึ่งจะถูกแบ่งย่อยเป็นรายวัน ทำให้เราโดน Swap เป็นลบในแต่ละคืน
ข้อควรจำ: ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ อัตราดอกเบี้ยจริงๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามนโยบายของธนาคารกลางแต่ละประเทศ เราต้องเช็คกับโบรกเกอร์ที่เราใช้เทรดอยู่เสมอว่า Swap Rate ในแต่ละคู่เงินเป็นเท่าไหร่
ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อ Swap
นอกจาก Interest Rate Differential แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อ Swap อีกด้วย เช่น:
- ค่าคอมมิชชั่นของโบรกเกอร์: บางโบรกเกอร์อาจจะบวกค่าคอมมิชชั่นเข้าไปใน Swap Rate
- สภาพคล่องของตลาด: ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง Swap Rate อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- วันหมดอายุของสัญญา (For Forward Contracts): Swap rate for forward contracts often reflect the interest rate differential and time to maturity.
- วันทำการของธนาคาร: Swap Rate จะสูงเป็นพิเศษในวันพุธ เนื่องจากเป็นการชดเชยดอกเบี้ยของวันหยุดสุดสัปดาห์
สรุป: Swap คือค่าธรรมเนียมที่เกิดจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงินที่เราเทรด การเข้าใจหลักการของ Swap จะช่วยให้เราวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเป็นเทรดเดอร์ที่ชอบถือออร์เดอร์ข้ามคืน
Swap คืออะไร? ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องรู้ (2026)
เพื่อนๆ เทรดเดอร์หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “Swap” หรือ “ค่า Swap” กันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ? แต่หลายคนก็อาจจะยังสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงต้องจ่าย หรือบางทีก็ได้เงินจากมันด้วย? วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง Swap หรือค่าธรรมเนียมข้ามคืนนี้กันแบบละเอียดๆ เข้าใจง่ายๆ พร้อมยกตัวอย่างการคำนวณให้เห็นภาพกันไปเลยครับ
Swap หรือ Overnight Funding Charge คือค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นจากการถือสถานะ (Open Position) ข้ามคืนในตลาด Forex หรือตลาดอื่นๆ ที่มีการใช้ Leverage ครับ สาเหตุที่ต้องมีค่า Swap ก็เพราะว่าการเทรด Forex ส่วนใหญ่เราจะไม่ได้ส่งมอบเงินจริงๆ แต่เป็นการ “ยืม” เงินจาก Broker เพื่อทำการซื้อขาย ดังนั้น Broker ก็จะคิดดอกเบี้ยจากการ “ยืม” เงินส่วนนี้ ซึ่งเราจะเรียกว่า Swap นั่นเองครับ
ค่า Swap อาจจะเป็นได้ทั้งค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่ายให้กับ Broker (Swap ติดลบ) หรือเป็นรายได้ที่เราได้รับจาก Broker (Swap เป็นบวก) ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น สกุลเงินที่เราทำการซื้อขาย, อัตราดอกเบี้ยของแต่ละสกุลเงิน, ทิศทางการเทรด (Buy/Sell) และนโยบายของ Broker แต่ละราย
สำหรับปี 2026 นี้ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่หลักการพื้นฐานของ Swap ก็ยังคงเหมือนเดิม ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้เราวางแผนการเทรดระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
วิธีคำนวณค่า Swap จริง – สูตรและตัวอย่าง
การคำนวณค่า Swap อาจจะดูซับซ้อนในตอนแรก แต่จริงๆ แล้วมีสูตรที่ค่อนข้างตายตัวที่เราสามารถนำไปใช้ได้เลยครับ
สูตรคำนวณ Swap: (Contract Size × Swap Rate × จำนวนวัน) / 10
มาดูกันว่าแต่ละตัวแปรหมายถึงอะไร:
- Contract Size: ขนาดของสัญญาที่เราทำการซื้อขาย เช่น 1 Lot, 0.1 Lot
- Swap Rate: อัตรา Swap ที่ Broker กำหนดไว้ ซึ่งจะแสดงเป็นจุด (Points) หรือ Pips
- จำนวนวัน: จำนวนวันที่เราถือสถานะข้ามคืน
- 10: ค่าคงที่ที่ใช้ในการแปลง Swap Rate ให้เป็นสกุลเงินหลักของบัญชี
ข้อควรจำ: Swap Rate จะแสดงเป็นต่อ 1 Lot เสมอ ดังนั้นถ้าเราเทรดด้วยขนาด Lot ที่แตกต่างกัน เราจะต้องปรับค่าตามสัดส่วน
ตัวอย่างการคำนวณ Swap
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาดูตัวอย่างการคำนวณ Swap ในสถานการณ์ต่างๆ กันครับ
ตัวอย่างที่ 1: EURUSD Buy 1 lot swap rate -6.5
สมมติว่าเราเปิดสถานะ Buy EURUSD จำนวน 1 Lot และ Swap Rate ของ Broker คือ -6.5 (หมายถึงเราจะต้องจ่ายค่า Swap) เราจะคำนวณค่า Swap ที่เราต้องจ่ายต่อคืนได้ดังนี้:
(1 × -6.5 × 1) / 10 = -0.65
ดังนั้น เราจะต้องจ่ายค่า Swap -0.65 ในสกุลเงินที่ Broker กำหนด (ส่วนใหญ่จะเป็น USD) ต่อการถือสถานะ Buy EURUSD 1 Lot ข้ามคืน
ตัวอย่างที่ 2: XAUUSD Sell 0.1 lot swap rate +3.2
คราวนี้ลองมาดูสถานะ Sell XAUUSD (ทองคำ) จำนวน 0.1 Lot บ้าง สมมติว่า Swap Rate คือ +3.2 (หมายถึงเราจะได้รับค่า Swap) การคำนวณจะเป็นดังนี้:
(0.1 × 3.2 × 1) / 10 = 0.032
ในกรณีนี้ เราจะได้รับค่า Swap 0.032 ในสกุลเงินที่ Broker กำหนด (ส่วนใหญ่จะเป็น USD) ต่อการถือสถานะ Sell XAUUSD 0.1 Lot ข้ามคืน
ตัวอย่างที่ 3: Triple Swap วันพุธ ทำไมค่า Swap x3?
เพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยินเรื่อง “Triple Swap” หรือค่า Swap ที่คิดเป็น 3 เท่าในวันพุธกันมาบ้างแล้ว ใช่ไหมครับ? เหตุผลก็คือเรื่องของ Settlement Day หรือวันที่ทำการส่งมอบเงินจริง
ในตลาด Forex ส่วนใหญ่ การส่งมอบเงินจริง (Settlement) จะเกิดขึ้นใน T+2 วันทำการ (T คือวันที่ทำการซื้อขาย) นั่นหมายความว่า ถ้าเราเปิดสถานะในวันจันทร์ Settlement Day จะเป็นวันพุธ ถ้าเราเปิดสถานะในวันอังคาร Settlement Day จะเป็นวันพฤหัสบดี และถ้าเราเปิดสถานะในวันพุธ Settlement Day จะเป็นวันศุกร์ แต่เนื่องจากวันเสาร์และอาทิตย์เป็นวันหยุดทำการ ดังนั้นการเปิดสถานะข้ามคืนวันพุธ จะทำให้ Settlement Day เลื่อนไปเป็นวันจันทร์ของสัปดาห์ถัดไป ซึ่งก็คือ 3 วันทำการนั่นเองครับ
ด้วยเหตุนี้ Broker จึงต้องคิดค่า Swap เป็น 3 เท่าในวันพุธ เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการถือสถานะข้ามช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ตัวอย่าง: สมมติว่าเรา Buy EURUSD 1 Lot Swap Rate -6.5 เหมือนตัวอย่างแรก แต่เป็นวันพุธ เราจะต้องจ่ายค่า Swap ทั้งหมด:
(1 × -6.5 × 3) / 10 = -1.95
เราจะต้องจ่ายค่า Swap -1.95 ในสกุลเงินที่ Broker กำหนด (ส่วนใหญ่จะเป็น USD) ต่อการถือสถานะ Buy EURUSD 1 Lot ข้ามคืนวันพุธ
แปลงเป็นเงินบาท (ตัวเลขสมมติ): สมมติว่าอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB คือ 35 บาทต่อ 1 USD ในกรณีนี้ เราจะต้องจ่ายค่า Swap ประมาณ -1.95 x 35 = -68.25 บาท
ข้อควรระวังและเคล็ดลับเกี่ยวกับ Swap
ถึงแม้ว่า Swap จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลกำไรโดยรวมของเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเทรดระยะยาว หรือถือสถานะข้ามคืนเป็นประจำ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับเรื่อง Swap และนำไปพิจารณาในการวางแผนการเทรดด้วยครับ
- ตรวจสอบ Swap Rate ของ Broker: Broker แต่ละรายจะมี Swap Rate ที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรตรวจสอบและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจเลือก Broker
- คำนวณ Swap ก่อนเปิดสถานะ: โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราวางแผนที่จะถือสถานะข้ามคืน ควรคำนวณค่า Swap ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อประเมินความคุ้มค่า
- พิจารณาบัญชี Swap-Free: บาง Broker มีบัญชี Swap-Free ให้บริการ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงค่า Swap หรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม (เนื่องจากศาสนาอิสลามห้ามการคิดดอกเบี้ย)
- ปรับกลยุทธ์การเทรด: ถ้าค่า Swap เป็นอุปสรรคต่อการทำกำไร อาจจะต้องพิจารณาปรับกลยุทธ์การเทรด เช่น ลดขนาด Lot หรือเปลี่ยนไปเทรดใน Timeframe ที่สั้นลง
- ระวัง Triple Swap: วางแผนการเทรดให้ดีในวันพุธ เพื่อหลีกเลี่ยงค่า Swap ที่สูงขึ้น
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจเรื่อง Swap มากขึ้นนะครับ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการเทรดครับ!
Swap คืออะไร? ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องรู้ 2026
น้องๆ เทรดเดอร์เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมบางทีเราถือออเดอร์ข้ามคืนแล้วโดนหักเงิน หรือบางทีก็ได้เงินเพิ่ม? นั่นแหละครับ คือค่า Swap หรือค่าธรรมเนียมข้ามคืน ที่เป็นค่าใช้จ่าย (หรือรายได้) ที่เกิดจากการถือออเดอร์ข้ามวันทำการในตลาด Forex ซึ่งเป็นเรื่องที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องทำความเข้าใจให้ดี ไม่งั้นอาจจะพลาดท่าเสียทีได้นะครับ
Swap เกิดจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินทั้งสองในคู่ที่เราเทรด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรา Buy EURUSD หมายความว่าเรากำลังซื้อเงินยูโร (EUR) และขายเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ถ้าอัตราดอกเบี้ยของ EUR สูงกว่า USD เราก็อาจจะได้ Swap เป็นบวก (ได้เงิน) แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยของ EUR ต่ำกว่า USD เราก็จะเสีย Swap (เสียเงิน) ครับ
ค่า Swap จะถูกคิดเป็นรายวันทำการ และจะถูกคิดทบเป็นสามเท่าในวันพุธ (หรือวันศุกร์ในบางคู่) เนื่องจากเป็นการชดเชยวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ตลาดปิดทำการ
ทำไมโบรกเกอร์แต่ละแห่งถึงมีค่า Swap ไม่เท่ากัน?
ถึงแม้ว่าค่า Swap จะอิงกับความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงิน แต่ละโบรกเกอร์ก็จะมีค่า Swap ที่แตกต่างกันออกไป เหตุผลหลักๆ คือ:
- Markup ของโบรกเกอร์: โบรกเกอร์แต่ละแห่งจะบวกส่วนต่าง (Markup) เพิ่มเข้าไปในค่า Swap เพื่อเป็นค่าธรรมเนียมในการให้บริการของตนเอง ซึ่งแต่ละโบรกเกอร์ก็จะมีการกำหนด Markup ที่แตกต่างกัน
- สภาพคล่อง: สภาพคล่องของแต่ละโบรกเกอร์ก็มีผลต่อค่า Swap ด้วยเช่นกัน โบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูงมักจะมีค่า Swap ที่ดีกว่า
- ประเภทบัญชี: บัญชีบางประเภท เช่น บัญชีอิสลาม (Swap-Free) จะไม่มีค่า Swap แต่จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่นๆ แทน
- นโยบายของโบรกเกอร์: แต่ละโบรกเกอร์มีนโยบายและโปรโมชั่นที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อค่า Swap ได้
ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกโบรกเกอร์ น้องๆ ควรเปรียบเทียบค่า Swap ของแต่ละโบรกเกอร์อย่างละเอียด โดยเฉพาะคู่เงินที่เราเทรดเป็นประจำ จะได้เลือกโบรกเกอร์ที่ให้ค่า Swap ที่ดีที่สุดสำหรับเราครับ
เปรียบเทียบค่า Swap ของโบรกเกอร์ยอดนิยม: XM, Exness, IC Markets
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมจะขอยกตัวอย่างค่า Swap ของ 3 โบรกเกอร์ยอดนิยม ได้แก่ XM, Exness และ IC Markets สำหรับคู่เงินยอดนิยม EURUSD, GBPUSD, USDJPY และ XAUUSD (ทองคำ) ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2023 (ข้อมูลเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา น้องๆ ควรตรวจสอบกับโบรกเกอร์โดยตรงก่อนตัดสินใจ):
ข้อควรจำ: ค่า Swap เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่าง และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและนโยบายของโบรกเกอร์
ตารางค่า Swap (หน่วย: USD ต่อ Lot Standard)
*คำเตือน:* ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลโดยประมาณ โปรดตรวจสอบกับโบรกเกอร์โดยตรงเพื่อข้อมูลล่าสุด
- EURUSD:
- XM: Buy -5.0, Sell 3.0
- Exness: Buy -7.0, Sell 1.0
- IC Markets: Buy -6.0, Sell 2.0
- XM: Buy -4.0, Sell 2.0
- Exness: Buy -6.0, Sell 0.0
- IC Markets: Buy -5.0, Sell 1.0
- XM: Buy 3.0, Sell -7.0
- Exness: Buy 1.0, Sell -9.0
- IC Markets: Buy 2.0, Sell -8.0
- XM: Buy -6.0, Sell -4.0
- Exness: Buy -8.0, Sell -6.0
- IC Markets: Buy -7.0, Sell -5.0
จากตาราง จะเห็นว่าค่า Swap ของแต่ละโบรกเกอร์มีความแตกต่างกันพอสมควร โดย Exness มักจะมีค่า Swap ที่เสียเปรียบกว่าในหลายคู่เงิน แต่ก็อาจจะมีข้อดีอื่นๆ ที่ชดเชยกันได้ เช่น สเปรดที่แคบกว่า หรือ Leverage ที่สูงกว่า
คำแนะนำ: น้องๆ ควรเปรียบเทียบค่า Swap, สเปรด, Leverage, และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตนเอง
วิธีเช็คค่า Swap บน MT4/MT5
การเช็คค่า Swap บนแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 (MT4) หรือ MetaTrader 5 (MT5) นั้นง่ายมากๆ ครับ ทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้เลย:
- เปิดโปรแกรม MT4/MT5
- คลิกขวาที่คู่เงินที่เราต้องการทราบค่า Swap ในหน้าต่าง “Market Watch”
- เลือก “Specification”
- เลื่อนลงมาดูที่ “Swap Long” (ค่า Swap สำหรับ Buy) และ “Swap Short” (ค่า Swap สำหรับ Sell)
ค่า Swap ที่แสดงจะเป็นค่าต่อ 1 Lot Standard ดังนั้น ถ้าเราเทรดด้วย Volume ที่น้อยกว่า 1 Lot ค่า Swap ก็จะถูกปรับลดลงตามสัดส่วน
Carry Trade: ทำกำไรจาก Swap ได้จริงไหม?
Carry Trade คือกลยุทธ์การเทรดที่เน้นการทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย โดยการซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ หวังว่าค่า Swap ที่เราได้รับจะเป็นกำไรที่มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามองว่า USDJPY มีแนวโน้มที่จะ Sideways หรือปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เราอาจจะเปิด Order Buy USDJPY เพื่อหวังกำไรจาก Swap ที่เราจะได้ (เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของ JPY ต่ำกว่า USD) ถึงแม้ว่าราคาจะไม่ขึ้น เราก็อาจจะได้กำไรจาก Swap แทน
ข้อควรระวัง: Carry Trade มีความเสี่ยงที่สำคัญคือ ความผันผวนของค่าเงิน ถ้าค่าเงินที่เรา Buy อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เราอาจจะขาดทุนมากกว่ากำไรที่เราได้จาก Swap เสียอีก นอกจากนี้ ค่า Swap ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทำให้กลยุทธ์ Carry Trade ไม่ได้ผลเสมอไป
สรุป: Carry Trade เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังและมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี น้องๆ ควรศึกษาและทำความเข้าใจกลไกของ Carry Trade อย่างละเอียด ก่อนที่จะนำไปใช้ในการเทรดจริง
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับน้องๆ เทรดเดอร์ทุกคนนะครับ ขอให้ประสบความสำเร็จในการเทรดครับ!
Swap คืออะไร ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องรู้ 2026
น้องๆ เทรดเดอร์เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางทีเราถือออร์เดอร์ข้ามคืนแล้วโดนหักเงินเพิ่ม หรือบางทีก็ได้เงินเพิ่ม? นั่นแหละครับคือสิ่งที่เรียกว่า Swap หรือค่าธรรมเนียมข้ามคืน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย (หรือรายได้) ที่เกิดจากการถือสถานะ (Position) ในตลาด Forex ข้ามคืน โดย Swap จะคิดเป็นรายวัน และมีผลกระทบต่อผลกำไรขาดทุนของเราได้โดยตรงเลย
Swap เกิดจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงินที่เราซื้อและสกุลเงินที่เราขาย สมมติเราซื้อ EUR/USD นั่นหมายความว่าเรากำลังซื้อเงินยูโร (EUR) และขายเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ถ้าอัตราดอกเบี้ยของยูโรสูงกว่าดอลลาร์ เราก็อาจจะได้ Swap เป็นบวก (ได้เงิน) แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยของยูโรต่ำกว่าดอลลาร์ เราก็จะต้องเสีย Swap (เสียเงิน) ยิ่งถือออร์เดอร์นาน Swap ก็จะยิ่งสูงขึ้น
แต่สำหรับพี่น้องชาวมุสลิมหรือเทรดเดอร์ท่านใดที่ไม่ต้องการเสียหรือได้รับ Swap เนื่องจากหลักศาสนา ก็มีทางออกครับ นั่นก็คือการใช้ “บัญชี Swap-Free” หรือ “Islamic Account” นั่นเอง
บัญชี Swap-Free (Islamic Account) คืออะไร
บัญชี Swap-Free ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับหลักการของศาสนาอิสลามที่ห้ามเก็บดอกเบี้ย (Riba) ดังนั้นบัญชีประเภทนี้จะไม่มีการคิดค่า Swap ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ ทำให้เทรดเดอร์ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่อาจขัดต่อหลักศาสนา
ใครใช้บัญชี Swap-Free ได้บ้าง
โดยทั่วไปแล้วบัญชี Swap-Free จะเปิดให้สำหรับเทรดเดอร์ที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก แต่บางโบรกเกอร์ก็อาจจะอนุญาตให้เทรดเดอร์ทั่วไปใช้งานได้เช่นกัน (แต่ต้องตรวจสอบเงื่อนไขให้ดีนะ)
ข้อดีและข้อเสียของบัญชี Swap-Free
ข้อดี:
- ไม่มีค่า Swap ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ สบายใจได้
- เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม
- เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ถือออร์เดอร์ระยะยาว
ข้อเสีย:
- บางโบรกเกอร์อาจคิดค่า “Admin Fee” หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ แทนค่า Swap
- Spread (ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask) อาจจะกว้างกว่าบัญชีทั่วไป
- อาจมีข้อจำกัดในการเทรดบางประเภท
- Leverage อาจต่ำกว่า
เปรียบเทียบบัญชี Swap-Free: XM vs Exness
มาลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบบัญชี Swap-Free ของสองโบรกเกอร์ยอดนิยมอย่าง XM และ Exness กันครับ
XM: XM มีบัญชี Islamic Account ให้บริการ โดยไม่มีค่า Swap แต่จะมีการคิดค่าธรรมเนียมคงที่ (Fixed Charge) แทนในบางคู่เงินและบางประเภทบัญชี ต้องตรวจสอบรายละเอียดของค่าธรรมเนียมในแต่ละคู่เงินก่อนตัดสินใจเทรด
Exness: Exness ก็มีบัญชี Swap-Free เช่นกัน โดย Exness มักจะเสนอ Spread ที่ค่อนข้างแคบ แต่ก็อาจมีการปรับ Spread ให้กว้างขึ้นในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง (Volatility) หรือในช่วงข่าวสำคัญ
ดังนั้นก่อนที่จะเลือกใช้บัญชี Swap-Free ของโบรกเกอร์ไหน ควรศึกษาเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้ละเอียดถี่ถ้วน เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละโบรกเกอร์ แล้วเลือกอันที่ตอบโจทย์สไตล์การเทรดของเรามากที่สุด
เทคนิคลดผลกระทบจาก Swap
สำหรับเทรดเดอร์ที่ไม่ได้ใช้บัญชี Swap-Free หรือต้องการลดผลกระทบจาก Swap ให้เหลือน้อยที่สุด ก็สามารถทำได้ตามเทคนิคเหล่านี้ครับ:
- ปิดออร์เดอร์ก่อนเวลา Rollover: เวลา Rollover คือช่วงเวลาที่โบรกเกอร์คิดค่า Swap ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงเวลา 23:00-00:00 น. (เวลาตาม Server ของโบรกเกอร์) ถ้าเราปิดออร์เดอร์ก่อนเวลานี้ เราก็จะไม่ต้องเสียค่า Swap
- เลือกคู่เงินที่ Swap ต่ำ: บางคู่เงินจะมี Swap ที่ต่ำกว่าคู่เงินอื่นๆ ลองศึกษาดูว่าคู่เงินไหนมี Swap ที่เป็นประโยชน์ต่อเรามากที่สุด
- ใช้ Carry Trade Strategy: Carry Trade คือกลยุทธ์การเทรดโดยการซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อหวังผลกำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ย (Interest Rate Differential) ซึ่งอาจจะช่วยชดเชยค่า Swap ได้
ตัวอย่าง Carry Trade
สมมติว่าอัตราดอกเบี้ยของ AUD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย) สูงกว่า JPY (เยนญี่ปุ่น) มากๆ เราอาจจะเปิดสถานะ Long ในคู่ AUD/JPY เพื่อหวังผลกำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ย แม้ว่าเราจะต้องเสีย Swap บ้าง แต่ถ้าส่วนต่างของดอกเบี้ยสูงกว่าค่า Swap เราก็ยังได้กำไรอยู่ดี
สรุป: เทรดเดอร์แบบไหนควรสนใจ Swap มากที่สุด
โดยสรุปแล้ว เทรดเดอร์ที่ควรให้ความสำคัญกับ Swap มากที่สุดคือ:
- เทรดเดอร์ที่ถือออร์เดอร์ข้ามคืนบ่อยๆ
- เทรดเดอร์ที่ถือออร์เดอร์ระยะยาว (Swing Trader หรือ Position Trader)
- เทรดเดอร์ที่เทรดคู่เงินที่มี Swap สูง
- เทรดเดอร์ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเสียดอกเบี้ยตามหลักศาสนา (ควรใช้บัญชี Swap-Free)
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ เทรดเดอร์ทุกคนนะครับ อย่าลืมศึกษาข้อมูลและวางแผนการเทรดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้าครับ!
สรุป
บทความนี้อธิบายถึง Swap หรือค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องทำความเข้าใจ โดย Swap คือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการถือสถานะการซื้อขาย (Order) ข้ามคืน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งค่าใช้จ่าย (เสียดอกเบี้ย) หรือรายได้ (ได้รับดอกเบี้ย) ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินที่เราทำการซื้อขาย และทิศทางของ Order (Long หรือ Short) นอกจากนี้ บทความยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณา Swap ควบคู่ไปกับกลยุทธ์การเทรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ที่ถือสถานะระยะยาวSwap มีผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรหรือขาดทุนของการเทรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถือสถานะเป็นเวลานาน ดังนั้น การทำความเข้าใจกลไกการทำงานของ Swap รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ Swap จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากค่าธรรมเนียมข้ามคืน**ประเด็นสำคัญ:**
* Swap คือค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการถือสถานะข้ามคืน
* Swap อาจเป็นได้ทั้งค่าใช้จ่ายและรายได้
* อัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินและทิศทางของ Order มีผลต่อ Swap
* Swap ส่งผลต่อผลกำไร/ขาดทุนโดยเฉพาะการถือสถานะระยะยาว
* การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ที่ดีรวมถึงการพิจารณา Swap Risk Management บริหารความเสี่ยง
เปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงลึก — Swap คืออะไร ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องรู้ 2026
ข้อดี
- โอกาสในการทำกำไรเพิ่มเติม: Swap สามารถเป็นแหล่งรายได้เพิ่มเติมสำหรับเทรดเดอร์ที่ถือสถานะข้ามคืนในทิศทางที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หากคุณถือสถานะ Long ในสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสกุลเงินที่คุณใช้เป็นหลักประกัน คุณอาจได้รับ Swap เป็นบวก
- เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง: Swap สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการถือสถานะระยะยาว การคำนวณ Swap ที่คาดว่าจะได้รับหรือเสีย ช่วยให้เทรดเดอร์วางแผนและปรับกลยุทธ์การเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สะท้อนสภาวะตลาด: อัตรา Swap สะท้อนถึงความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงิน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สามารถใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดได้ การเปลี่ยนแปลงของอัตรา Swap อาจบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ซึ่งส่งผลต่อค่าเงิน
- เพิ่มความยืดหยุ่นในการเทรด: การเข้าใจ Swap ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเลือกคู่สกุลเงินที่เหมาะสมกับกลยุทธ์การเทรดของตนเองได้ หากเทรดเดอร์ต้องการถือสถานะระยะยาว การเลือกคู่สกุลเงินที่มี Swap เป็นบวก จะช่วยลดต้นทุนในการถือสถานะ
- โอกาสในการใช้ Swap Arbitrage: ในบางกรณี เทรดเดอร์สามารถใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของอัตรา Swap ระหว่างโบรกเกอร์ต่างๆ เพื่อทำกำไรได้ แม้ว่าโอกาสนี้อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้จาก Swap
ข้อเสียและข้อจำกัด
- ค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืน: Swap สามารถเป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญสำหรับเทรดเดอร์ที่ถือสถานะข้ามคืนในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง หากคุณถือสถานะ Short ในสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสกุลเงินที่คุณใช้เป็นหลักประกัน คุณจะต้องจ่าย Swap
- ความผันผวนของอัตรา Swap: อัตรา Swap สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจทำให้การคำนวณต้นทุนในการถือสถานะข้ามคืนมีความซับซ้อนมากขึ้น เทรดเดอร์ควรติดตามอัตรา Swap อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การเทรดให้เหมาะสม
- Swap-Free Account ที่มีข้อจำกัด: บัญชี Swap-Free หรือบัญชีอิสลาม มักมีข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น คู่สกุลเงินที่สามารถเทรดได้อาจมีจำนวนจำกัด หรือมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่สูงกว่าบัญชีปกติ เทรดเดอร์ควรตรวจสอบเงื่อนไขของบัญชี Swap-Free อย่างละเอียดก่อนใช้งาน
- ความซับซ้อนในการคำนวณ: การคำนวณ Swap อาจมีความซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้น เนื่องจากต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่าง เช่น อัตราดอกเบี้ยของแต่ละสกุลเงิน ค่าคอมมิชชั่นของโบรกเกอร์ และเวลาในการถือสถานะ
เปรียบเทียบกับวิธี/เครื่องมืออื่น
- Forward Contract: Forward Contract เป็นสัญญาซื้อขายสกุลเงินในอนาคตในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งคล้ายกับ Swap แต่ Forward Contract มักใช้สำหรับการซื้อขายจำนวนมากและมีระยะเวลาที่ยาวนานกว่า ในขณะที่ Swap มักใช้สำหรับการเทรด Forex ทั่วไปและมีระยะเวลาข้ามคืน
- Carry Trade: Carry Trade เป็นกลยุทธ์การเทรดที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงและขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยหวังว่าจะได้รับกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ซึ่ง Swap เป็นส่วนประกอบสำคัญของ Carry Trade เนื่องจากเป็นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการถือสถานะข้ามคืน
- Interest Rate Parity (IRP): Interest Rate Parity เป็นทฤษฎีที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน โดยระบุว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศควรเท่ากับส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่ง Swap เป็นตัวแปรที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์นี้
กรณีศึกษาจากตลาดจริง
กรณีศึกษาที่ 1: ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ
เทรดเดอร์ A ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ Carry Trade โดยการซื้อ AUD/JPY ในช่วงต้นปี 2024 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของออสเตรเลียสูงกว่าญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ ณ เวลานั้น อัตรา Swap สำหรับสถานะ Long AUD/JPY อยู่ที่ประมาณ 2 ดอลลาร์สหรัฐต่อล็อตมาตรฐานต่อวัน เทรดเดอร์ A ถือสถานะนี้เป็นเวลา 6 เดือน โดยได้รับ Swap เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง
ในช่วง 6 เดือนนั้น เทรดเดอร์ A ได้รับ Swap รวมประมาณ 360 ดอลลาร์สหรัฐต่อล็อต (2 ดอลลาร์สหรัฐ x 180 วัน) นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยน AUD/JPY ยังปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้เทรดเดอร์ A ได้รับกำไรเพิ่มเติมจากการเปลี่ยนแปลงของราคา รวมแล้ว เทรดเดอร์ A ประสบความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์ Carry Trade โดยได้รับทั้ง Swap และกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคา
อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ A ได้ บริหารความเสี่ยง อย่างรอบคอบ โดยตั้ง Stop Loss Order เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ เทรดเดอร์ A ยังติดตามข่าวสารและข้อมูลเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การเทรดให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด
กรณีศึกษาที่ 2: ตัวอย่างที่ล้มเหลว
เทรดเดอร์ B ตัดสินใจเทรด EUR/USD โดยไม่สนใจอัตรา Swap เนื่องจากเขาเชื่อว่าราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เขาคาดการณ์ไว้ เทรดเดอร์ B เปิดสถานะ Short EUR/USD โดยไม่ตระหนักว่าอัตรา Swap สำหรับสถานะ Short ในคู่นี้เป็นลบอย่างมาก ณ เวลานั้น อัตรา Swap อยู่ที่ประมาณ -8 ดอลลาร์สหรัฐต่อล็อตมาตรฐานต่อวัน
หลังจากถือสถานะเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เทรดเดอร์ B พบว่าเขาต้องจ่าย Swap เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรที่เขาได้รับจากการเปลี่ยนแปลงของราคา แม้ว่าราคา EUR/USD จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เขาคาดการณ์ไว้ แต่ Swap ที่เขาต้องจ่ายก็ทำให้กำไรของเขาลดลงอย่างมาก
สิ่งที่ผิดพลาดคือ เทรดเดอร์ B ไม่ได้พิจารณาอัตรา Swap ในการวางแผนการเทรดของเขา เขาประเมินความสำคัญของ Swap ต่ำเกินไป และไม่ได้ตระหนักว่า Swap สามารถส่งผลกระทบต่อผลกำไรโดยรวมได้อย่างไร บทเรียนที่ได้คือ เทรดเดอร์ควรพิจารณา Swap อย่างรอบคอบก่อนที่จะเปิดสถานะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถือสถานะข้ามคืน
บทเรียนสำคัญ
- ทำความเข้าใจอัตรา Swap: เทรดเดอร์ควรทำความเข้าใจว่าอัตรา Swap คืออะไร ปัจจัยใดที่ส่งผลต่ออัตรา Swap และอัตรา Swap มีผลต่อผลกำไรอย่างไร
- พิจารณา Swap ในการวางแผนการเทรด: เทรดเดอร์ควรพิจารณาอัตรา Swap ในการวางแผนการเทรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถือสถานะข้ามคืน การคำนวณ Swap ที่คาดว่าจะได้รับหรือเสีย ช่วยให้เทรดเดอร์วางแผนและปรับกลยุทธ์การเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ติดตามอัตรา Swap อย่างใกล้ชิด: อัตรา Swap สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เทรดเดอร์ควรติดตามอัตรา Swap อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การเทรดให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด
- บริหารความเสี่ยง: Swap เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อผลกำไรของการเทรด เทรดเดอร์ควร บริหารความเสี่ยง อย่างรอบคอบ โดยใช้ Stop Loss Order และ Take Profit Order เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ไม่คาดฝัน
- เลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสม: โบรกเกอร์แต่ละรายมีอัตรา Swap ที่แตกต่างกัน เทรดเดอร์ควรเปรียบเทียบอัตรา Swap ของโบรกเกอร์ต่างๆ ก่อนที่จะเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับกลยุทธ์การเทรดของตนเอง ตรวจสอบตาราง Swap จริงของแต่ละโบรกเกอร์และพิจารณาบัญชี Swap-Free หากจำเป็น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
-
1. Swap คิดคำนวณอย่างไร และทำไมถึงมีค่าเป็นบวกหรือลบ?
Swap ถูกคำนวณโดยอิงจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงินสองสกุลที่เกี่ยวข้องกับการเทรดของคุณ ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงและขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ คุณอาจได้รับ Swap เป็นบวก ซึ่งหมายความว่าคุณจะได้รับเงินเป็นค่าธรรมเนียมข้ามคืน ในทางกลับกัน หากคุณกำลังขายสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงและซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ คุณอาจต้องจ่าย Swap เป็นลบ ซึ่งหมายความว่าคุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียมข้ามคืน นอกจากนี้ โบรกเกอร์แต่ละรายอาจมีสูตรการคำนวณ Swap ที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนั้นควรตรวจสอบรายละเอียดกับโบรกเกอร์ของคุณโดยตรง
-
2. มีวิธีหลีกเลี่ยงค่า Swap ได้หรือไม่?
มีหลายวิธีที่เทรดเดอร์สามารถหลีกเลี่ยงค่า Swap ได้ วิธีที่พบบ่อยที่สุดคือการปิดสถานะก่อนสิ้นวันทำการ (ก่อนเวลาที่ Swap ถูกเรียกเก็บ) การเทรดระยะสั้น (Day Trading หรือ Scalping) จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงค่า Swap นอกจากนี้ บางโบรกเกอร์เสนอ “บัญชี Swap-Free” หรือ “Islamic Account” ซึ่งไม่มีการเรียกเก็บค่า Swap แต่บัญชีเหล่านี้อาจมีเงื่อนไขและข้อจำกัดอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา
-
3. ค่า Swap มีผลกระทบต่อกลยุทธ์การเทรดระยะยาวอย่างไร?
สำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์การเทรดระยะยาว เช่น Swing Trading หรือ Position Trading ค่า Swap สามารถมีผลกระทบอย่างมากต่อผลกำไรโดยรวมได้ หากคุณถือสถานะเป็นเวลานาน ค่า Swap ที่เป็นลบสามารถสะสมและกัดกินผลกำไรของคุณได้ ในทางกลับกัน หากคุณได้รับ Swap เป็นบวก ค่า Swap อาจช่วยเพิ่มผลกำไรของคุณได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาค่า Swap เมื่อวางแผนกลยุทธ์การเทรดระยะยาว
-
4. ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่ออัตรา Swap?
อัตรา Swap ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ปัจจัยหลักคือส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงินสองสกุลที่เกี่ยวข้องกับการเทรด นอกจากนี้ สภาพคล่องของตลาด ความต้องการของตลาด และนโยบายของโบรกเกอร์ก็มีผลต่ออัตรา Swap ด้วยเช่นกัน เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญและการประกาศนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางก็สามารถส่งผลกระทบต่ออัตรา Swap ได้เช่นกัน
-
5. ฉันจะตรวจสอบค่า Swap สำหรับคู่สกุลเงินที่ฉันเทรดได้อย่างไร?
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักจะแสดงค่า Swap สำหรับคู่สกุลเงินต่างๆ ในแพลตฟอร์มการเทรดของพวกเขา คุณสามารถตรวจสอบค่า Swap ได้โดยการค้นหา “Swap” “ค่าธรรมเนียมข้ามคืน” หรือ “Rollover Rate” ในรายละเอียดของคู่สกุลเงินนั้นๆ บางโบรกเกอร์อาจมีเครื่องมือคำนวณ Swap ที่ช่วยให้คุณประเมินค่า Swap ที่คุณจะต้องจ่ายหรือได้รับเมื่อถือสถานะข้ามคืนได้ การตรวจสอบค่า Swap เป็นประจำจะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุป Swap คืออะไร ค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องรู้ 2026
Swap คือค่าธรรมเนียมที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายหรือได้รับเมื่อถือสถานะ Forex ข้ามคืน ค่าธรรมเนียมนี้อิงจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับการเทรด การทำความเข้าใจ Swap เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้กลยุทธ์การเทรดระยะยาว
ค่า Swap สามารถมีผลกระทบอย่างมากต่อผลกำไรโดยรวมของการเทรดของคุณ การวางแผนการเทรดโดยคำนึงถึงค่า Swap จะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มผลกำไรและลดความเสี่ยงได้ การตรวจสอบค่า Swap และการปรับกลยุทธ์การเทรดให้เหมาะสมกับสภาพตลาดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเทรดที่ประสบความสำเร็จ
- ประเด็นที่ 1 — Swap คือค่าธรรมเนียมข้ามคืนที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายหรือได้รับ. ค่าธรรมเนียมนี้อิงจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย
- ประเด็นที่ 2 — อัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันของแต่ละสกุลเงินส่งผลต่อค่า Swap ที่เป็นบวกหรือลบ. การถือสถานะในสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงอาจได้รับ Swap เป็นบวก
- ประเด็นที่ 3 — การเทรดระยะสั้นและการใช้บัญชี Swap-Free เป็นวิธีหลีกเลี่ยงค่า Swap. บัญชี Swap-Free อาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม
- ประเด็นที่ 4 — กลยุทธ์การเทรดระยะยาวควรพิจารณาค่า Swap เพื่อวางแผนการเทรดที่มีประสิทธิภาพ. ค่า Swap ที่เป็นลบสามารถลดผลกำไรในระยะยาว
- ประเด็นที่ 5 — ตรวจสอบค่า Swap ในแพลตฟอร์มเทรดและปรับกลยุทธ์ตามความเหมาะสม. การติดตามค่า Swap ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถวางแผนการเทรดได้อย่างแม่นยำ
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับ Swap และค่าธรรมเนียมข้ามคืนได้ดียิ่งขึ้น หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเทรด Forex และ CFD อย่าลืมติดตามบทความอื่นๆ ของเราเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะการเทรดของคุณ
คำเตือนความเสี่ยง
การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ ควรศึกษาและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ควรใช้เงินที่ไม่พร้อมจะสูญเสีย ผลการเทรดในอดีตไม่ได้รับประกันผลในอนาคต
บทความโดย iCafeFX — ตำนาน EA semi auto เจ้าแรกในเมืองไทย
อ่านบทความ Forex ทั้งหมด: อ่านบทความ Forex ทั้งหมด







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文