บทนำ: Spread คือหัวใจสำคัญของการเทรด Forex/Gold ที่นักเทรดมืออาชีพต้องรู้
สวัสดีครับเพื่อนๆ นักเทรดทุกท่าน ผม อ.บอม จาก icafeforex.com ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการ Forex และ Gold มากว่า 20 ปี วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง “Spread” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเทรดที่นักเทรดทุกคนต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียด ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น หรือมือเก๋าที่อยู่ในตลาดมานานแล้วก็ตาม การเข้าใจ Spread จะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างยั่งยืน
- บทนำ: Spread คือหัวใจสำคัญของการเทรด Forex/Gold ที่นักเทรดมืออาชีพต้องรู้
- พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Spread ที่นักเทรดควรรู้
- วิธีใช้งาน Spread ในการเทรดจริง
- เทคนิคขั้นสูงในการใช้ Spread ให้เป็นประโยชน์
- เปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ (ข้อมูลปี 2026)
- ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Spread
- ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
- เครื่องมือแนะนำ
- Case Study จาก อ.บอม
- FAQ คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
- Spread คืออะไร โบรกไหน Spread ต่ำที่สุด 2026: Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
- FAQ: Spread คืออะไร โบรกไหน Spread ต่ำที่สุด 2026
- ตารางเปรียบเทียบ Spread โดยประมาณของโบรกเกอร์ (ข้อมูล ณ ปี 2024)
- Spread คืออะไร: เจาะลึกความหมายและผลกระทบต่อการเทรด
- โบรกเกอร์ไหน Spread ต่ำที่สุดในปี 2026: ปัจจัยที่ต้องพิจารณา
- Case Study: เปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ ในช่วงข่าวสำคัญ
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตลาด Forex และ Gold หนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดคือเรื่องของ Spread สมัยก่อน Spread ค่อนข้างกว้าง ทำให้การเทรดมีความเสี่ยงสูงกว่าปัจจุบัน แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้นของโบรกเกอร์ ทำให้ Spread แคบลงอย่างมาก ส่งผลดีต่อนักเทรดอย่างเราๆ ท่านๆ แต่ถึงอย่างนั้น การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเราก็ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ครับ
ผมจำได้ว่าเมื่อประมาณปี 2008 ตอนที่ผมเริ่มเทรดทองคำ (XAUUSD) อย่างจริงจัง Spread ค่อนข้างสูง ประมาณ 50-80 จุด (pips) ทำให้การทำกำไรในระยะสั้นๆ เป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องถือยาวๆ หรือต้องใช้ Lot ใหญ่ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ปัจจุบัน Spread ของ XAUUSD ในโบรกเกอร์หลายๆ แห่งลดลงมาเหลือเพียง 10-30 จุดเท่านั้น ทำให้การเทรดมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และสามารถทำกำไรได้ง่ายขึ้น
ในบทความนี้ ผมจะพาเพื่อนๆ ไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Spread อย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมายพื้นฐาน ประเภทของ Spread ปัจจัยที่มีผลต่อ Spread ไปจนถึงวิธีการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ นอกจากนี้ ผมจะแชร์ประสบการณ์ตรงของผมในการเทรด Forex และ Gold พร้อมทั้ง Case Study ที่จะช่วยให้คุณเห็นภาพและนำไปประยุกต์ใช้กับการเทรดของคุณได้จริง ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกท่าน และช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรด Forex และ Gold มากยิ่งขึ้นนะครับ
และที่สำคัญนะครับ อย่าลืมว่าการเทรดมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ หากคุณต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยใดๆ สามารถติดต่อผมได้ที่ icafeforex.com นะครับ
พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Spread ที่นักเทรดควรรู้
Spread คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ?
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid (ราคาที่โบรกเกอร์รับซื้อ) และราคา Ask (ราคาที่โบรกเกอร์ขาย) ในคู่สกุลเงินหรือสินทรัพย์ต่างๆ เช่น Forex, Gold, หุ้น, คริปโต เป็นต้น พูดง่ายๆ คือ Spread คือค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากการเทรดของเรา ยิ่ง Spread แคบเท่าไหร่ ต้นทุนในการเทรดของเราก็จะยิ่งต่ำลงเท่านั้น และมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น
ลองคิดดูนะ ถ้าเราเทรด EURUSD ที่ราคา Bid 1.0500 และราคา Ask 1.0503 Spread คือ 3 pips นั่นหมายความว่า ทันทีที่เราเปิด Order เราจะติดลบทันที 3 pips เพราะเราต้องจ่ายค่า Spread ให้กับโบรกเกอร์ ดังนั้น เราต้องทำกำไรให้มากกว่า 3 pips ถึงจะเริ่มได้กำไรจริงๆ การเข้าใจ Spread จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการวางแผนการเทรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ Scalper หรือ Day Trader ที่ต้องการทำกำไรในระยะสั้นๆ
ผมเคยเจอเคสที่นักเทรดมือใหม่หลายคนมองข้ามเรื่อง Spread ไป ทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไร หรือบางครั้งถึงขั้นขาดทุนโดยไม่รู้ตัว อย่างเช่น เทรด XAUUSD (ทองคำ) ในช่วงข่าวออก ซึ่ง Spread อาจจะกว้างขึ้นมาก ถ้าเราไม่ระวัง อาจจะโดน Stop Loss โดยไม่จำเป็น หรือ Order อาจจะเปิดที่ราคาที่ไม่ดี ทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไร ดังนั้น ก่อนที่จะเทรดทุกครั้ง ควรตรวจสอบ Spread ให้ดีเสียก่อนนะครับ
Spread ไม่ได้คงที่ตลอดเวลานะครับ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น สภาพคล่องของตลาด ข่าวสารต่างๆ เวลาทำการของตลาด และโบรกเกอร์แต่ละแห่งก็มี Spread ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ครับ
โดยสรุปแล้ว Spread คือต้นทุนในการเทรดที่เราต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์ ยิ่ง Spread แคบเท่าไหร่ ต้นทุนของเราก็จะยิ่งต่ำลงเท่านั้น และมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น การเข้าใจ Spread และเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ที่เหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเทรด Forex และ Gold ครับ
ประเภทของ Spread: Fixed Spread vs. Variable Spread
Spread หลักๆ จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ Fixed Spread (Spread คงที่) และ Variable Spread (Spread ผันผวน) ทั้งสองประเภทมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เรามาดูกันว่าแต่ละประเภทเหมาะกับนักเทรดแบบไหน
Fixed Spread คือ Spread ที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ตายตัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตลาด Spread ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง ข้อดีของ Fixed Spread คือเราสามารถคำนวณต้นทุนในการเทรดได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับนักเทรดที่ต้องการความแน่นอน และไม่ต้องการความเสี่ยงจาก Spread ที่ผันผวน ข้อเสียคือ Fixed Spread มักจะสูงกว่า Variable Spread ในช่วงเวลาปกติ และอาจจะไม่สามารถเทรดได้ในช่วงที่มีข่าวแรงๆ หรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
Variable Spread คือ Spread ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพคล่องของตลาด ข้อดีของ Variable Spread คือ Spread มักจะแคบกว่า Fixed Spread ในช่วงเวลาปกติ และสามารถเทรดได้ในทุกสภาวะตลาด ข้อเสียคือเราไม่สามารถคำนวณต้นทุนในการเทรดได้อย่างแม่นยำ และมีความเสี่ยงจาก Spread ที่ผันผวน อาจจะโดน Stop Loss โดยไม่จำเป็น หรือ Order อาจจะเปิดที่ราคาที่ไม่ดี
ผมเคยใช้ทั้ง Fixed Spread และ Variable Spread ในการเทรด Forex และ Gold ผมพบว่า Fixed Spread เหมาะกับการเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ และผมต้องการความแน่นอนในการคำนวณต้นทุน ส่วน Variable Spread เหมาะกับการเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง และผมต้องการ Spread ที่แคบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
การเลือกใช้ Fixed Spread หรือ Variable Spread ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรด และความชอบส่วนบุคคล ไม่มี Spread ประเภทไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจข้อดีข้อเสียของแต่ละประเภท และเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็น Scalper ที่ต้องการทำกำไรในระยะสั้นๆ Variable Spread อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะ Spread ที่แคบกว่าอาจจะช่วยให้คุณทำกำไรได้มากขึ้น แต่ถ้าคุณเป็น Swing Trader ที่ถือ Order นานๆ Fixed Spread อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะคุณสามารถคำนวณต้นทุนในการเทรดได้อย่างแม่นยำ และไม่ต้องกังวลกับ Spread ที่ผันผวน
ปัจจัยที่มีผลต่อ Spread: สภาพคล่อง, ข่าว, เวลาทำการ
Spread ไม่ได้เป็นตัวเลขที่ตายตัว แต่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยหลายอย่างมีผลต่อความกว้างแคบของ Spread ซึ่งนักเทรดควรรู้เพื่อวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สภาพคล่องของตลาด เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่มีผลต่อ Spread หากตลาดมีสภาพคล่องสูง (มีผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมาก) Spread จะแคบ เพราะโบรกเกอร์สามารถจับคู่คำสั่งซื้อขายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าตลาดมีสภาพคล่องต่ำ (มีผู้ซื้อผู้ขายน้อย) Spread จะกว้าง เพราะโบรกเกอร์มีความเสี่ยงมากขึ้นในการจับคู่คำสั่งซื้อขาย
ข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ เช่น ตัวเลข GDP, อัตราการว่างงาน, การประชุมของธนาคารกลาง มักจะทำให้ตลาดมีความผันผวนสูง และ Spread จะกว้างขึ้นในช่วงเวลาก่อนและหลังการประกาศข่าว เพราะโบรกเกอร์ต้องการชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ผมเคยเจอตอนปี 2016 ตอนที่ Brexit โหวตผลออกมา Spread ของ GBPUSD กว้างมาก ใครที่เทรดในช่วงนั้นต้องระวังเป็นพิเศษ
เวลาทำการของตลาด ตลาด Forex มีเวลาทำการตลอด 24 ชั่วโมง แต่สภาพคล่องจะไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา ช่วงเวลาที่สภาพคล่องสูงที่สุดคือช่วงที่ตลาดยุโรปและอเมริกาเปิดพร้อมกัน (ประมาณ 14:00 – 17:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่ง Spread จะแคบที่สุด ส่วนช่วงเวลาที่สภาพคล่องต่ำที่สุดคือช่วงที่ตลาดเอเชียปิด และตลาดยุโรปยังไม่เปิด (ประมาณ 04:00 – 07:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่ง Spread จะกว้างที่สุด
นอกจากนี้ โบรกเกอร์แต่ละแห่งก็มีนโยบาย Spread ที่แตกต่างกัน บางโบรกเกอร์อาจจะเสนอ Spread ที่แคบกว่าโบรกเกอร์อื่นๆ แต่ก็อาจจะมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่สูงกว่า เช่น ค่า Commission หรือค่า Swap ดังนั้น การเปรียบเทียบ Spread และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ของโบรกเกอร์แต่ละแห่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ดังนั้น การทำความเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อ Spread จะช่วยให้เราวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่มีข่าวแรงๆ หรือช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องต่ำ หรือเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเรา
วิธีใช้งาน Spread ในการเทรดจริง
หลังจากที่เราเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ Spread แล้ว เรามาดูวิธีการใช้งาน Spread ในการเทรดจริงกันบ้าง ผมจะยกตัวอย่าง Case Study และตารางเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ เพื่อให้เพื่อนๆ เห็นภาพและนำไปประยุกต์ใช้กับการเทรดของคุณได้จริง
ตารางเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ยอดนิยม (ปี 2024)
| โบรกเกอร์ | EURUSD (Spread ขั้นต่ำ) | XAUUSD (Spread ขั้นต่ำ) | ประเภท Spread |
|---|---|---|---|
| โบรกเกอร์ A | 0.2 pips | 15 pips | Variable Spread |
| โบรกเกอร์ B | 0.8 pips | 30 pips | Fixed Spread |
| โบรกเกอร์ C | 0.5 pips | 20 pips | Variable Spread |
| โบรกเกอร์ D | 1.2 pips | 40 pips | Fixed Spread |
จากตาราง จะเห็นได้ว่าโบรกเกอร์แต่ละแห่งมี Spread ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าคุณเป็น Scalper ที่เทรด EURUSD เป็นหลัก โบรกเกอร์ A อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะมี Spread ที่แคบที่สุด แต่ถ้าคุณเป็น Swing Trader ที่เทรด XAUUSD เป็นหลัก โบรกเกอร์ C อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะมี Spread ที่สมเหตุสมผล และเป็น Variable Spread ที่อาจจะแคบลงได้อีกในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง
Case Study: การคำนวณความเสี่ยงและผลตอบแทนโดยพิจารณาจาก Spread
สมมติว่าคุณต้องการเทรด EURUSD โดยใช้โบรกเกอร์ A (Spread 0.2 pips) และคุณมีเงินทุน 1,000 USD คุณตัดสินใจเปิด Order Buy ที่ราคา 1.0800 โดยตั้ง Stop Loss (SL) ที่ 1.0790 (10 pips) และ Take Profit (TP) ที่ 1.0820 (20 pips)
ในการคำนวณความเสี่ยง เราต้องพิจารณาถึง Spread ด้วยนะครับ เพราะทันทีที่เราเปิด Order เราจะติดลบ 0.2 pips ทันที ดังนั้น ความเสี่ยงที่แท้จริงของเราคือ 10.2 pips ถ้าเราเทรดด้วย Lot 0.1 (1 pip = 1 USD) ความเสี่ยงของเราคือ 10.2 USD หรือ 1.02% ของเงินทุน
ในส่วนของผลตอบแทน เราจะได้กำไร 20 pips หักลบ Spread 0.2 pips เหลือ 19.8 pips ถ้าเราเทรดด้วย Lot 0.1 กำไรของเราคือ 19.8 USD หรือ 1.98% ของเงินทุน ดังนั้น Risk/Reward Ratio ของเราคือ 1:1.94 ซึ่งถือว่าดี
แต่ถ้าเราใช้โบรกเกอร์ B (Spread 0.8 pips) ความเสี่ยงของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 10.8 pips และกำไรของเราจะลดลงเหลือ 19.2 pips ทำให้ Risk/Reward Ratio ของเราลดลงเหลือ 1:1.78 ซึ่งไม่ดีเท่าเดิม
จาก Case Study นี้ จะเห็นได้ว่า Spread มีผลต่อความเสี่ยงและผลตอบแทนในการเทรดอย่างมาก ยิ่ง Spread กว้างเท่าไหร่ ความเสี่ยงของเราก็จะยิ่งสูงขึ้น และผลตอบแทนของเราก็จะยิ่งลดลง ดังนั้น การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ครับ
อีกตัวอย่างหนึ่ง ถ้าเราเทรด XAUUSD lot 0.1 ที่ราคา 2350 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 2340 (100 pips) และใช้โบรกเกอร์ที่มี Spread 30 pips ความเสี่ยงที่แท้จริงของเราคือ 130 pips หรือ $130 (ถ้า 1 pip = $1) ถ้าเราใช้โบรกเกอร์ที่มี Spread 15 pips ความเสี่ยงของเราจะลดลงเหลือ 115 pips หรือ $115 ซึ่งแตกต่างกันถึง $15 เลยทีเดียว
หวังว่าตัวอย่างเหล่านี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เห็นภาพและเข้าใจวิธีการใช้งาน Spread ในการเทรดจริงมากขึ้นนะครับ อย่าลืมว่าการเทรดมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ หากคุณต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยใดๆ สามารถติดต่อผมได้ที่ icafeforex.com นะครับ
เทคนิคขั้นสูงในการใช้ Spread ให้เป็นประโยชน์
การใช้ Spread ในการ Scalping
Scalping คือกลยุทธ์การเทรดที่เน้นการทำกำไรระยะสั้นมากๆ โดยการเข้าออกออเดอร์อย่างรวดเร็วในกรอบเวลาที่สั้นที่สุด เช่น 1 นาที หรือ 5 นาที ซึ่งในกลยุทธ์นี้ Spread มีผลต่อกำไรค่อนข้างมาก เพราะยิ่ง Spread กว้างเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะทำกำไรในระยะสั้นก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากราคาต้องวิ่งไปในทิศทางที่เราต้องการมากขึ้นเพื่อที่จะชดเชยค่า Spread ที่เสียไปตอนเปิดออเดอร์
ดังนั้น การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ Scalper ลองคิดดูว่าถ้าเราเทรด XAUUSD (ทองคำ) โดยมีเป้าหมายกำไรเพียง 5 pips แต่ Spread ของโบรกเกอร์อยู่ที่ 3 pips นั่นหมายความว่าราคาจะต้องวิ่งไปในทิศทางที่เราต้องการถึง 8 pips กว่าเราจะได้กำไร 5 pips ตามเป้าหมาย ซึ่งอาจจะยากกว่าการเทรดกับโบรกเกอร์ที่มี Spread เพียง 1 pips
ผมเคยเจอเทรดเดอร์ที่ Scalping ทองคำแล้วพลาดท่า เพราะไม่ได้ดู Spread ให้ดี ช่วงข่าวออก Spread ถ่างไป 10 pips ทำให้เข้าออเดอร์ไปแล้วติดลบเยอะมาก สุดท้ายต้องคัทลอสไปเลย ดังนั้นต้องระวังมากๆ ครับ
Case study: สมมติว่าเราเทรด EURUSD โดยใช้ Scalping และตั้งเป้ากำไรที่ 3 pips ต่อออเดอร์ หากโบรกเกอร์ A มี Spread 0.5 pips และโบรกเกอร์ B มี Spread 1.5 pips เมื่อเราเปิดออเดอร์ โบรกเกอร์ A จะทำให้เราต้องรอราคาวิ่งไป 3.5 pips เพื่อให้ได้กำไรตามเป้า ในขณะที่โบรกเกอร์ B เราต้องรอราคาวิ่งไปถึง 4.5 pips ซึ่งอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไร หรือต้องถือออเดอร์นานขึ้น
การใช้ Spread ในการวิเคราะห์ Volatility
Spread ไม่ได้เป็นเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในการเทรดเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ความผันผวน (Volatility) ของตลาดได้อีกด้วย โดยทั่วไปแล้ว เมื่อตลาดมีความผันผวนสูง Spread มักจะกว้างขึ้น และเมื่อตลาดมีความผันผวนต่ำ Spread มักจะแคบลง การเปลี่ยนแปลงของ Spread สามารถบ่งบอกถึงสภาวะตลาดและช่วยให้เราตัดสินใจในการเทรดได้ดีขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น หากเราสังเกตเห็นว่า Spread ของคู่เงิน GBPJPY กว้างขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงเวลาที่ไม่มีข่าวสำคัญ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังมีความไม่แน่นอนสูง หรืออาจมีข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยันออกมา ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาผันผวนอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น การที่เราตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของ Spread จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน หรือปรับกลยุทธ์การเทรดให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด
ผมเคยใช้ Spread เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเทรดช่วงข่าวสำคัญ ถ้า Spread มันกว้างเกินไป แสดงว่าตลาดผันผวนมาก ผมก็จะรอให้ Spread มันแคบลงก่อนค่อยเข้าเทรดครับ
Case study: ลองจินตนาการว่าเรากำลังเทรดในช่วงที่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ หากก่อนการประกาศตัวเลข Spread ของ EURUSD อยู่ที่ 0.8 pips แต่เมื่อตัวเลขประกาศออกมา Spread กลับกว้างขึ้นเป็น 3 pips นั่นแสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังตอบสนองต่อข่าวอย่างรุนแรง และมีความไม่แน่นอนสูง การที่เราเห็น Spread ที่กว้างขึ้นนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรรอให้ตลาดสงบลงก่อนที่จะเข้าเทรด หรือควรใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับตลาดที่มีความผันผวนสูง
การใช้ Spread ร่วมกับ Expert Advisor (EA)
สำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้ Expert Advisor (EA) หรือโปรแกรมเทรดอัตโนมัติ การพิจารณา Spread เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ EA ส่วนใหญ่มักจะถูกออกแบบมาให้ทำงานภายใต้สภาวะตลาดปกติ หาก Spread กว้างเกินไป EA อาจจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรืออาจจะส่งผลให้เกิดผลขาดทุนได้
ดังนั้น ก่อนที่จะนำ EA มาใช้งาน เราควรที่จะทำการทดสอบ (Backtest) และปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ให้เหมาะสมกับ Spread ของโบรกเกอร์ที่เราเลือกใช้ นอกจากนี้ เราควรที่จะตรวจสอบ Spread อย่างสม่ำเสมอ และปิดการทำงานของ EA ในช่วงเวลาที่ Spread กว้างเกินไป เช่น ช่วงที่มีข่าวสำคัญ หรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
ผมเคยสร้าง EA JABWANG/CafeFX ซึ่งมีระบบตรวจสอบ Spread ถ้า Spread กว้างเกินค่าที่กำหนด EA จะไม่เปิดออเดอร์ ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะมากครับ
Case study: สมมติว่าเรามี EA ที่ออกแบบมาให้เทรด EURUSD โดยมีเงื่อนไขในการเข้าออเดอร์เมื่อ RSI มีค่าต่ำกว่า 30 และ Spread ไม่เกิน 1 pips หากโบรกเกอร์ที่เราใช้มี Spread ปกติอยู่ที่ 0.8 pips EA จะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าในช่วงที่มีข่าว Spread กว้างขึ้นเป็น 2 pips EA จะไม่เข้าออเดอร์ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เราเข้าเทรดในสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย
เปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ (ข้อมูลปี 2026)
ตารางเปรียบเทียบ Spread ขั้นต่ำ (Minimum Spread)
| โบรกเกอร์ | EURUSD (pips) | GBPUSD (pips) | USDJPY (pips) | XAUUSD (pips) |
|---|---|---|---|---|
| โบรกเกอร์ A | 0.2 | 0.4 | 0.3 | 1.5 |
| โบรกเกอร์ B | 0.6 | 0.8 | 0.7 | 2.5 |
| โบรกเกอร์ C | 0.1 | 0.3 | 0.2 | 1.2 |
| โบรกเกอร์ D | 0.4 | 0.6 | 0.5 | 2.0 |
จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่าโบรกเกอร์ C มี Spread ขั้นต่ำที่ต่ำที่สุดในคู่เงิน EURUSD, GBPUSD และ USDJPY ในขณะที่โบรกเกอร์ A มี Spread ขั้นต่ำที่ต่ำที่สุดใน XAUUSD
ตารางเปรียบเทียบ Spread เฉลี่ย (Average Spread)
| โบรกเกอร์ | EURUSD (pips) | GBPUSD (pips) | USDJPY (pips) | XAUUSD (pips) |
|---|---|---|---|---|
| โบรกเกอร์ A | 0.5 | 0.7 | 0.6 | 1.8 |
| โบรกเกอร์ B | 0.9 | 1.1 | 1.0 | 2.8 |
| โบรกเกอร์ C | 0.4 | 0.6 | 0.5 | 1.5 |
| โบรกเกอร์ D | 0.7 | 0.9 | 0.8 | 2.3 |
จากตารางเปรียบเทียบ Spread เฉลี่ย จะเห็นได้ว่าโบรกเกอร์ C ยังคงมี Spread เฉลี่ยที่ต่ำที่สุดในคู่เงิน EURUSD, GBPUSD และ USDJPY ในขณะที่โบรกเกอร์ A มี Spread เฉลี่ยที่ต่ำที่สุดใน XAUUSD เช่นเดิม
การเลือกโบรกเกอร์ควรพิจารณาจากทั้ง Spread ขั้นต่ำและ Spread เฉลี่ย รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ค่าคอมมิชชั่น, ความน่าเชื่อถือ และแพลตฟอร์มการเทรด
ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Spread
คำเตือน: Spread สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและนโยบายของโบรกเกอร์ ดังนั้น ควรตรวจสอบ Spread อย่างสม่ำเสมอก่อนทำการเทรด
- Spread ผันผวน: Spread ไม่ได้คงที่ตลอดเวลา มันสามารถผันผวนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวสำคัญ หรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
- Requotes: บางครั้ง เมื่อเราส่งคำสั่งซื้อขาย โบรกเกอร์อาจจะแจ้งว่าราคาเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เราต้องยอมรับราคาใหม่ (Requotes) ซึ่งอาจจะทำให้เราเสียเปรียบได้
- โบรกเกอร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ: บางโบรกเกอร์อาจจะจงใจถ่าง Spread ให้กว้างขึ้น เพื่อที่จะโกงลูกค้า ดังนั้น ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- ประเภทบัญชี: Spread อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเภทบัญชี บางบัญชีอาจจะมี Spread ต่ำ แต่มีค่าคอมมิชชั่น ในขณะที่บางบัญชีอาจจะมี Spread สูง แต่ไม่มีค่าคอมมิชชั่น
- ช่วงเวลาทำการ: Spread อาจจะกว้างขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดมีความเคลื่อนไหวน้อย เช่น ช่วงกลางคืน หรือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ผมเคยเจอโบรกเกอร์ที่ Spread ถ่างตอนข่าวออก แล้วพอกำไรก็ถอนเงินยากมาก ต้องระวังให้ดีนะครับ
ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
ผมเคยเทรด EURUSD ในช่วงที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศนโยบายทางการเงิน ตอนนั้น Spread ปกติของโบรกเกอร์อยู่ที่ 0.8 pips แต่พอข่าวประกาศออกมา Spread ถ่างไปถึง 5 pips ผมเกือบจะเข้าออเดอร์ไปแล้ว แต่โชคดีที่เห็น Spread ก่อน เลยรอให้ Spread แคบลงก่อนค่อยเข้าเทรด
หลังจากที่ Spread แคบลงเหลือ 1 pips ผมก็ตัดสินใจเข้าออเดอร์ Buy ที่ราคา 1.1000 โดยตั้ง Stop Loss (SL) ที่ 1.0990 (10 pips) และตั้ง Take Profit (TP) ที่ 1.1020 (20 pips) หลังจากนั้นไม่นาน ราคาก็วิ่งขึ้นไปชน TP ทำให้ผมได้กำไร 20 pips หรือประมาณ $200 (ถ้าเทรดด้วย lot 1)
อีกครั้งหนึ่ง ผมเทรด XAUUSD (ทองคำ) โดยใช้กลยุทธ์ Scalping ผมเข้าออเดอร์ Sell ที่ราคา 2850 โดยมี Spread 2 pips ผมตั้ง SL ที่ 2852 (20 pips) และตั้ง TP ที่ 2845 (50 pips) หลังจากนั้นไม่นาน ราคาก็วิ่งลงไปชน TP ทำให้ผมได้กำไร 50 pips หรือประมาณ $500 (ถ้าเทรดด้วย lot 1) แต่ถ้าผมไม่ได้สังเกต Spread ก่อนเข้าเทรด ผมอาจจะพลาดโอกาสในการทำกำไร หรืออาจจะขาดทุนได้
แต่ก็มีบางครั้งที่ผมพลาดท่าเหมือนกัน ตอนนั้นเทรด GBPJPY แล้วไม่ได้ดู Spread ให้ดี เข้าออเดอร์ไปแล้วติดลบเยอะมาก เพราะ Spread มันกว้างกว่าปกติ สุดท้ายต้องคัทลอสไป ทำให้ขาดทุนไปหลายร้อยดอลลาร์
จากประสบการณ์ของผม การทำความเข้าใจและจัดการกับ Spread อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทรด Forex/Gold มันสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างกำไรและขาดทุนได้เลยทีเดียว
เครื่องมือแนะนำ
Forex Factory
Forex Factory เป็นเว็บไซต์ที่เทรดเดอร์ Forex ทุกคนควรรู้จักครับ เว็บไซต์นี้เป็นแหล่งรวมข่าวสารทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ประกาศตัวเลขต่างๆ ที่มีผลต่อค่าเงิน รวมถึงปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) ที่จะช่วยให้เราวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Forex Factory ยังมีฟอรัมขนาดใหญ่ที่เทรดเดอร์จากทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้ แชร์ประสบการณ์ และวิเคราะห์แนวโน้มของตลาด
ผมใช้ Forex Factory มาตั้งแต่เริ่มเทรด Forex ใหม่ๆ เลยครับ สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดคือปฏิทินเศรษฐกิจ เพราะมันช่วยให้ผมรู้ว่าช่วงเวลาไหนที่ตลาดจะมีความผันผวนสูง และควรหลีกเลี่ยงการเทรด หรือถ้าจะเทรดก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีการประกาศตัวเลข Non-Farm Payroll ของสหรัฐฯ ผมจะเช็คปฏิทินเศรษฐกิจใน Forex Factory ก่อนเสมอ เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากปฏิทินเศรษฐกิจแล้ว ผมยังใช้ Forex Factory ในการติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินที่ผมเทรดอยู่เสมอ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผมเข้าใจปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อค่าเงิน และสามารถตัดสินใจเทรดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ลองเข้าไปสำรวจดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่า Forex Factory เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากจริงๆ
Myfxbook
Myfxbook เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการวิเคราะห์และติดตามผลการเทรด Forex ครับ สิ่งที่ทำให้ Myfxbook แตกต่างจากเว็บไซต์อื่นๆ คือความสามารถในการเชื่อมต่อกับบัญชีเทรดของคุณโดยตรง ทำให้คุณสามารถติดตามผลการเทรดได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการชนะ (Win Rate), Drawdown, Profit Factor หรือสถิติอื่นๆ ที่สำคัญ Myfxbook จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของการเทรดของคุณได้อย่างชัดเจน
ผมแนะนำให้เทรดเดอร์ทุกคนใช้ Myfxbook ในการติดตามผลการเทรดของตัวเองครับ เพราะมันจะช่วยให้คุณรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งและจุดอ่อนของคุณ และควรปรับปรุงตรงไหนบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพบว่าอัตราการชนะของคุณต่ำกว่า 50% คุณอาจจะต้องกลับไปทบทวนกลยุทธ์การเทรดของคุณใหม่ หรือถ้าคุณพบว่า Drawdown ของคุณสูงเกินไป คุณอาจจะต้องลดขนาด Lot Size ลง หรือใช้ Stop Loss ที่เหมาะสมกว่าเดิม
นอกจากนี้ Myfxbook ยังเป็นแหล่งรวมข้อมูลและสถิติการเทรดของเทรดเดอร์คนอื่นๆ ทั่วโลก คุณสามารถเปรียบเทียบผลการเทรดของคุณกับเทรดเดอร์คนอื่นๆ เพื่อดูว่าคุณอยู่ในระดับไหน และเรียนรู้จากเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้อีกด้วย ลองเข้าไปสำรวจดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่า Myfxbook เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการพัฒนาทักษะการเทรดของคุณ
TradingView
TradingView เป็นแพลตฟอร์มการเทรดและวิเคราะห์กราฟที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันครับ สิ่งที่ทำให้ TradingView โดดเด่นคือเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่หลากหลายและใช้งานง่าย ไม่ว่าจะเป็น Indicator ต่างๆ, Fibonacci Retracement, Trendline หรือเครื่องมืออื่นๆ ที่คุณต้องการ TradingView มีให้คุณครบครัน นอกจากนี้ TradingView ยังมี Community ขนาดใหญ่ที่เทรดเดอร์จากทั่วโลกมาแชร์ไอเดียการเทรดและบทวิเคราะห์ต่างๆ
ผมใช้ TradingView ในการวิเคราะห์กราฟและหาจังหวะในการเข้าเทรดครับ ผมชอบใช้เครื่องมือ Fibonacci Retracement ในการหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ และใช้ Indicator ต่างๆ เช่น RSI และ MACD ในการยืนยันสัญญาณการเทรด นอกจากนี้ ผมยังติดตามไอเดียการเทรดของเทรดเดอร์คนอื่นๆ ใน TradingView เพื่อหาแรงบันดาลใจและเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ
ถ้าคุณยังไม่เคยใช้ TradingView ผมแนะนำให้ลองเข้าไปใช้งานดูนะครับ คุณสามารถใช้งาน TradingView ได้ฟรี โดยมีฟังก์ชันการใช้งานที่จำกัด หรือถ้าคุณต้องการใช้งานฟังก์ชันทั้งหมด คุณสามารถสมัครสมาชิกแบบ Pro ได้ TradingView เป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการวิเคราะห์กราฟอย่างมืออาชีพ
Case Study จาก อ.บอม
ผมเคยเจอเคสที่ Spread ผันผวนมากๆ ตอนเทรดทองคำ (XAUUSD) ช่วงข่าว Non-Farm Payroll เมื่อประมาณปี 2019 ครับ ตอนนั้นผมเทรดกับโบรกเกอร์ A ซึ่งปกติ Spread ทองคำจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 pip แต่พอช่วงข่าวออก Spread พุ่งไปถึง 20-30 pip เลยทีเดียว ทำให้ผมโดน Stop Loss ทั้งๆ ที่กราฟยังไม่ได้วิ่งไปถึงจุดที่ผมตั้งไว้จริงๆ
เหตุการณ์นั้นสอนให้ผมรู้ว่า Spread สามารถส่งผลกระทบต่อการเทรดของเราได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง หลังจากนั้นผมก็เริ่มให้ความสำคัญกับการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำและมีความเสถียรมากขึ้น ผมลองเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ ในช่วงเวลาข่าวออก และพบว่าโบรกเกอร์ B มี Spread ที่ต่ำกว่าโบรกเกอร์ A อย่างเห็นได้ชัด
ผมเลยตัดสินใจย้ายไปเทรดกับโบรกเกอร์ B และพบว่าผลการเทรดของผมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะผมไม่ต้องกังวลเรื่อง Spread ที่ผันผวนอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยเทรด XAUUSD lot 0.1 ที่ราคา 1850 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 1848 (200 pip) ถ้า Spread อยู่ที่ 2 pip ผมจะเสียค่า Spread ประมาณ $0.2 แต่ถ้า Spread พุ่งไปถึง 20 pip ผมจะเสียค่า Spread ถึง $2 ซึ่งถือว่าเยอะมาก
นอกจากเรื่อง Spread แล้ว ผมยังให้ความสำคัญกับเรื่องความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์ด้วย ผมเลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และมีประวัติการดำเนินงานที่ดี เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุนของผมจะปลอดภัย ลองพิจารณาเรื่องนี้ให้ดีนะครับ การเลือกโบรกเกอร์ที่ดีมีผลต่อผลกำไรของเราอย่างมาก
เคสนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ผมตระหนักว่าการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำและมีความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Forex และ Gold ผมหวังว่าประสบการณ์ของผมจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกคนนะครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Spread มีผลต่อ Scalping อย่างไร?
Scalping เป็นกลยุทธ์การเทรดที่เน้นการทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาในช่วงสั้นๆ ดังนั้น Spread จึงมีผลกระทบอย่างมากต่อผลกำไรของ Scalper ครับ เพราะ Scalper จะเข้าออกออเดอร์บ่อยครั้ง และแต่ละออเดอร์จะมีเป้าหมายกำไรที่ค่อนข้างน้อย ถ้า Spread สูง Scalper อาจจะไม่สามารถทำกำไรได้เลย หรืออาจจะขาดทุนได้ง่ายๆ
ลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณเทรด Scalping โดยมีเป้าหมายกำไร 5 pip แต่ Spread อยู่ที่ 3 pip นั่นหมายความว่าคุณจะต้องรอให้ราคาวิ่งไปถึง 8 pip ถึงจะเริ่มทำกำไรได้ ซึ่งอาจจะใช้เวลานานเกินไป หรือราคาอาจจะไม่วิ่งไปถึงเลยก็ได้ ดังนั้น Scalper จึงควรเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำมากๆ เพื่อลดต้นทุนในการเทรดและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรครับ
โบรกเกอร์ ECN ต่างจากโบรกเกอร์ Market Maker อย่างไรในเรื่อง Spread?
โบรกเกอร์ ECN (Electronic Communication Network) และโบรกเกอร์ Market Maker มีความแตกต่างกันในเรื่อง Spread อย่างชัดเจนครับ โบรกเกอร์ ECN จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่คำสั่งซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง ทำให้ Spread ของโบรกเกอร์ ECN จะเป็น Spread ที่แท้จริงของตลาด ซึ่งอาจจะผันผวนได้ตลอดเวลา แต่โดยทั่วไปแล้ว Spread ของโบรกเกอร์ ECN จะต่ำกว่าโบรกเกอร์ Market Maker
ในขณะที่โบรกเกอร์ Market Maker จะทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาให้กับลูกค้า โดยจะเสนอราคาซื้อขายให้กับลูกค้าเอง ทำให้ Spread ของโบรกเกอร์ Market Maker จะคงที่กว่าโบรกเกอร์ ECN แต่โดยทั่วไปแล้ว Spread ของโบรกเกอร์ Market Maker จะสูงกว่าโบรกเกอร์ ECN เพราะโบรกเกอร์ Market Maker จะบวกค่า Spread เพิ่มเติมเพื่อเป็นกำไรของตัวเอง
ดังนั้น ถ้าคุณต้องการเทรดด้วย Spread ที่ต่ำและโปร่งใส คุณควรเลือกโบรกเกอร์ ECN แต่ถ้าคุณต้องการ Spread ที่คงที่และไม่ต้องการความผันผวนมากนัก คุณอาจจะเลือกโบรกเกอร์ Market Maker ก็ได้ครับ แต่ต้องระวังเรื่อง Slippage ด้วยนะครับ
Spread มีผลต่อการใช้ EA (Expert Advisor) อย่างไร?
Spread มีผลต่อการใช้ EA อย่างมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง EA ที่เน้นการเทรดระยะสั้น หรือ Scalping EA เพราะ EA เหล่านี้จะเข้าออกออเดอร์บ่อยครั้ง และแต่ละออเดอร์จะมีเป้าหมายกำไรที่ค่อนข้างน้อย ถ้า Spread สูง EA อาจจะไม่สามารถทำกำไรได้เลย หรืออาจจะขาดทุนได้ง่ายๆ ทำให้ประสิทธิภาพของ EA ลดลงอย่างมาก
ผมเคยเจอประสบการณ์ตรงกับ EA ตัวหนึ่งของผมครับ ตอนที่ผมทดสอบ EA ตัวนี้กับโบรกเกอร์ที่มี Spread สูง ผลปรากฏว่า EA ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แต่พอผมเปลี่ยนไปทดสอบกับโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำ ผลปรากฏว่า EA สามารถทำกำไรได้ดีมาก ดังนั้น ก่อนที่จะใช้ EA ใดๆ ก็ตาม คุณควรตรวจสอบ Spread ของโบรกเกอร์ให้ดีก่อนนะครับ
นอกจากนี้ คุณควรปรับแต่งค่า Parameter ของ EA ให้เหมาะสมกับ Spread ของโบรกเกอร์ที่คุณใช้ด้วย เช่น ถ้า Spread สูง คุณอาจจะต้องเพิ่มค่า Take Profit หรือลดค่า Stop Loss เพื่อให้ EA สามารถทำกำไรได้ ลองปรับแต่งดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่า Spread มีผลต่อการทำงานของ EA อย่างมากจริงๆ
จะรู้ได้อย่างไรว่าโบรกเกอร์ไหน “โกง” Spread?
การตรวจสอบว่าโบรกเกอร์ “โกง” Spread หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากครับ เพราะ Spread สามารถผันผวนได้ตลอดเวลา และอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง แต่ก็มีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าโบรกเกอร์อาจจะ “โกง” Spread ได้ครับ
สัญญาณแรกคือ Spread ที่กว้างเกินไปเมื่อเทียบกับโบรกเกอร์อื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน คุณสามารถเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ที่คุณใช้กับโบรกเกอร์อื่นๆ ได้ โดยใช้เว็บไซต์ที่เปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ เช่น Myfxbook หรือ Forex Peace Army ถ้าคุณพบว่า Spread ของโบรกเกอร์ที่คุณใช้กว้างกว่าโบรกเกอร์อื่นๆ อย่างผิดปกติ นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าโบรกเกอร์กำลัง “โกง” Spread
สัญญาณที่สองคือ Spread ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่สมเหตุสมผล เช่น Spread ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาที่ไม่มีข่าว หรือ Spread ที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่มีเหตุผล คุณควรตรวจสอบประวัติการเปลี่ยนแปลงของ Spread อย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีรูปแบบที่ผิดปกติหรือไม่ ถ้าคุณพบว่ามีรูปแบบที่ผิดปกติ นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าโบรกเกอร์กำลัง “โกง” Spread
สุดท้าย คุณควรอ่านรีวิวและความคิดเห็นของเทรดเดอร์คนอื่นๆ เกี่ยวกับโบรกเกอร์ที่คุณใช้ ถ้ามีเทรดเดอร์หลายคนบ่นเรื่อง Spread ที่ผิดปกติ นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าโบรกเกอร์กำลัง “โกง” Spread คุณควรระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจเทรดกับโบรกเกอร์นั้นๆ นะครับ
ถ้าโบรกเกอร์บอกว่า “ไม่มี Spread” จริงหรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว โบรกเกอร์ที่บอกว่า “ไม่มี Spread” มักจะไม่เป็นความจริงครับ เพราะโบรกเกอร์ทุกรายจะต้องมีรายได้จากการให้บริการ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจาก Spread หรือ Commission ถ้าโบรกเกอร์บอกว่า “ไม่มี Spread” นั่นอาจจะหมายความว่าโบรกเกอร์ได้รวมค่า Spread เข้าไปใน Commission แล้ว หรืออาจจะมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่คุณต้องจ่าย
โบรกเกอร์บางรายอาจจะเสนอ “Zero Spread Account” ซึ่งอาจจะดูเหมือนว่าไม่มี Spread แต่จริงๆ แล้วโบรกเกอร์จะคิดค่า Commission ที่สูงกว่าบัญชีปกติ เพื่อทดแทนรายได้จาก Spread ที่หายไป ดังนั้น คุณควรตรวจสอบรายละเอียดของบัญชีอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจเปิดบัญชีนะครับ
นอกจากนี้ โบรกเกอร์บางรายอาจจะเสนอ Spread ที่ต่ำมากในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ แต่ Spread อาจจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ดังนั้น คุณควรตรวจสอบ Spread ในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อดูว่า Spread มีความผันผวนมากน้อยแค่ไหน และเหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณหรือไม่
มีวิธีลดผลกระทบของ Spread ต่อการเทรดได้อย่างไรบ้าง?
มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อลดผลกระทบของ Spread ต่อการเทรดของคุณได้ครับ วิธีแรกคือการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำและมีความเสถียร คุณควรเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์ที่จะใช้เทรด
วิธีที่สองคือการเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ เพราะในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง Spread มักจะกว้างขึ้น ทำให้ต้นทุนในการเทรดสูงขึ้นตามไปด้วย คุณสามารถตรวจสอบช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำได้จากปฏิทินเศรษฐกิจ หรือจากเว็บไซต์ที่วิเคราะห์ความผันผวนของตลาด
วิธีที่สามคือการใช้ Pending Order แทนการใช้ Market Order เพราะ Pending Order จะช่วยให้คุณสามารถกำหนดราคาที่คุณต้องการเข้าเทรดได้ล่วงหน้า ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่อง Spread ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่คุณกำลังจะเข้าเทรด
วิธีที่สี่คือการปรับขนาด Lot Size ให้เหมาะสมกับ Spread เพราะถ้าคุณเทรดด้วย Lot Size ที่ใหญ่ Spread จะมีผลกระทบต่อผลกำไรของคุณมากขึ้น แต่ถ้าคุณเทรดด้วย Lot Size ที่เล็ก Spread จะมีผลกระทบน้อยลง คุณควรคำนวณขนาด Lot Size ที่เหมาะสมกับบัญชีของคุณ เพื่อลดผลกระทบของ Spread ต่อการเทรดของคุณครับ
สรุป
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และราคา Ask ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่สำคัญในการเทรด Forex และ Gold โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์ Scalping หรือเทรดระยะสั้น Spread ที่ต่ำจะช่วยลดต้นทุนในการเทรดและเพิ่มโอกาสในการทำกำไร ในขณะที่ Spread ที่สูงอาจจะทำให้คุณขาดทุนได้ง่ายๆ
การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำและมีความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Forex และ Gold คุณควรเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์ที่จะใช้เทรด นอกจากนี้ คุณควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์ โดยดูจากใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ และรีวิวจากเทรดเดอร์คนอื่นๆ
เครื่องมือต่างๆ เช่น Forex Factory, Myfxbook และ TradingView สามารถช่วยให้คุณวิเคราะห์ Spread และวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ Forex Factory เป็นแหล่งรวมข่าวสารทางเศรษฐกิจที่สำคัญ Myfxbook ช่วยให้คุณติดตามผลการเทรดได้อย่างละเอียด และ TradingView เป็นแพลตฟอร์มการเทรดและวิเคราะห์กราฟที่ได้รับความนิยม
จากประสบการณ์ของผม การเทรดในช่วงเวลาที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญอาจทำให้ Spread ผันผวนอย่างมาก ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลานั้น หรือใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ การใช้ EA (Expert Advisor) จะต้องพิจารณา Spread ให้ดี เพราะ Spread ที่สูงอาจทำให้ EA ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกคนนะครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเทรด Forex และ Gold ครับ อย่าลืมว่าการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรดครับ!
Spread คืออะไร โบรกไหน Spread ต่ำที่สุด 2026: Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
สวัสดีครับเพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกคน อ.บอมเองครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง Spread กันต่อ พร้อมด้วย Tips ที่กลั่นจากประสบการณ์กว่า 20 ปีในตลาด Forex และ Gold ผมเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเทรดของทุกคนนะครับ
1. อย่ามองข้าม Spread ช่วงข่าว
ช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญประกาศนั้นเป็นช่วงที่ Spread ผันผวนมากที่สุดครับ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะขยาย Spread เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนที่สูงขึ้น ผมเคยเจอเคสที่เทรดเดอร์หลายคนพลาดท่าเพราะไม่ได้สังเกต Spread ที่กว้างขึ้นในช่วงข่าว ทำให้ SL (Stop Loss) ถูกเกี่ยวไปก่อนที่ราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ ลองคิดดูว่าถ้าคุณเทรด EURUSD lot 1 ที่ 1.0850 โดยปกติ Spread อาจจะแค่ 1-2 pip แต่พอมีข่าว NFP ประกาศ Spread อาจจะพุ่งไป 10-20 pip ได้เลยนะครับ ดังนั้นก่อนเทรดช่วงข่าว ต้องเช็ค Spread ให้ดี หรือเลี่ยงการเทรดไปเลยถ้าไม่มั่นใจครับ
2. เทรดคู่เงินหลัก Spread มักจะต่ำกว่า
โดยทั่วไปแล้ว คู่เงินหลัก (Major Pairs) เช่น EURUSD, GBPUSD, USDJPY มักจะมี Spread ที่ต่ำกว่าคู่เงินรอง (Minor Pairs) หรือคู่เงิน Exotic ครับ เพราะคู่เงินหลักมีการซื้อขายที่สูงกว่า ทำให้โบรกเกอร์สามารถเสนอ Spread ที่แคบกว่าได้ ลองพิจารณาดูว่าสไตล์การเทรดของคุณเหมาะกับคู่เงินประเภทไหน ถ้าคุณเป็น Scalper ที่ต้องการเข้าออกออเดอร์อย่างรวดเร็ว การเลือกคู่เงินหลักที่มี Spread ต่ำจะช่วยลดต้นทุนในการเทรดได้มากครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณ Scalping EURUSD ที่ Spread 0.8 pip กับ GBPJPY ที่ Spread 3 pip ถ้าเทรดวันละ 10 ออเดอร์ คุณจะประหยัดค่า Spread ไปได้ถึง 22 pip เลยนะครับ
3. เลือกโบรกเกอร์ที่มีประเภทบัญชีหลากหลาย
โบรกเกอร์ที่ดีควรมีประเภทบัญชีให้เลือกหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและเงินทุนของแต่ละคน บัญชีบางประเภทอาจจะมี Spread ต่ำแต่คิดค่า Commission ในขณะที่บัญชีบางประเภทอาจจะไม่มี Commission แต่ Spread สูงกว่า คุณต้องลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละบัญชีแล้วเลือกบัญชีที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดครับ ผมแนะนำให้ลองเปิดบัญชี Demo ของแต่ละโบรกเกอร์แล้วลองเทรดดูก่อน เพื่อดูว่าบัญชีประเภทไหนที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณมากที่สุด ผมเคยลองมาแล้วหลายโบรกเกอร์ บางโบรกเกอร์บัญชี ECN Spread ต่ำจริง แต่ค่า Commission สูงมาก ทำให้สุดท้ายแล้วต้นทุนในการเทรดไม่ได้ถูกลงเท่าไหร่
4. ระวังโบรกเกอร์ที่โฆษณา Spread ต่ำเกินจริง
มีโบรกเกอร์บางแห่งที่โฆษณาว่ามี Spread ต่ำมากจนน่าเหลือเชื่อ แต่ในความเป็นจริงอาจจะมีเงื่อนไขแอบแฝงอยู่ เช่น Spread ต่ำเฉพาะช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ หรือ Spread ต่ำเฉพาะบัญชีที่มีเงินทุนสูงๆ เท่านั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์ ควรตรวจสอบรีวิวจากเทรดเดอร์คนอื่นๆ และอ่านเงื่อนไขการให้บริการอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้โดนหลอกครับ ผมเคยเจอโบรกเกอร์ที่โฆษณาว่า Spread EURUSD 0.0 pip แต่พอเข้าไปเทรดจริงๆ Spread กลับอยู่ที่ 1-2 pip ตลอดเวลา พอสอบถามไปก็ได้รับคำตอบว่า Spread 0.0 pip มีเฉพาะช่วงเวลาที่ตลาดเงียบมากๆ เท่านั้น ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เทรดในช่วงเวลานั้น
5. ใช้เครื่องมือเปรียบเทียบ Spread
ปัจจุบันมีเว็บไซต์และเครื่องมือมากมายที่ช่วยเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ คุณสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อหาราคา Spread เฉลี่ยของแต่ละโบรกเกอร์และเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ที่ดีที่สุดสำหรับคุณได้ครับ นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อตรวจสอบว่า Spread ของโบรกเกอร์ที่คุณใช้อยู่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้หรือไม่ ผมแนะนำให้ลองใช้ Myfxbook หรือ Forex Factory เพื่อเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ ครับ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของตลาดและเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับคุณได้ง่ายขึ้น
6. HFT (High-Frequency Trading) กับ Spread ที่ต่ำ
ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์ HFT (High-Frequency Trading) การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะ HFT จะเน้นการทำกำไรจากส่วนต่างราคาเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้น Spread ที่ต่ำจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดต้นทุนในการเทรดได้มาก ผมเคยคุยกับเพื่อนที่เทรด HFT เขาบอกว่า Spread แค่ 0.1 pip ก็มีผลต่อกำไรของเขาอย่างมาก เพราะเขาเทรดด้วย Volume ที่สูงมากและเข้าออกออเดอร์อย่างรวดเร็ว
7. ลองเจรจาต่อรอง Spread กับโบรกเกอร์
ในบางกรณีคุณสามารถเจรจาต่อรอง Spread กับโบรกเกอร์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ที่มี Volume การเทรดสูง หรือมีเงินทุนจำนวนมาก โบรกเกอร์อาจจะยินดีที่จะลด Spread ให้คุณเป็นพิเศษ เพื่อดึงดูดให้คุณมาเป็นลูกค้าของพวกเขา ลองติดต่อ Account Manager ของโบรกเกอร์ที่คุณสนใจและสอบถามดูครับ ผมเคยต่อรอง Spread กับโบรกเกอร์ได้สำเร็จ โดยบอกว่าผมมี Volume การเทรดสูงและจะนำเงินทุนจำนวนมากมาฝาก โบรกเกอร์ก็ยอมลด Spread ให้ผม 0.2 pip ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับผม
8. Spread ไม่ใช่ทุกอย่าง
ถึงแม้ว่า Spread จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกโบรกเกอร์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างครับ คุณควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์, ความเร็วในการ Execution, คุณภาพของ Customer Support, และ Platform การเทรดที่ใช้งานง่าย โบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำแต่ Execution ช้า หรือ Customer Support ไม่ดี ก็อาจจะไม่คุ้มค่าที่จะเลือกใช้ครับ ผมเคยเจอโบรกเกอร์ที่ Spread ต่ำมาก แต่ Execution ช้ามาก ทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไรไปหลายครั้ง สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนไปใช้โบรกเกอร์อื่นที่มี Execution ที่ดีกว่า ถึงแม้ว่า Spread จะสูงกว่านิดหน่อยก็ตาม
FAQ: Spread คืออะไร โบรกไหน Spread ต่ำที่สุด 2026
H3: Spread มีผลต่อการเทรดระยะยาวอย่างไร?
Spread มีผลต่อการเทรดระยะยาวอย่างมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็น Swing Trader หรือ Position Trader ที่ถือออเดอร์ไว้นานๆ ถึงแม้ว่า Spread จะดูเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อยในแต่ละออเดอร์ แต่เมื่อรวมกันแล้วอาจจะมีมูลค่าสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเทรดด้วย Volume ที่สูง ลองคิดดูว่าถ้าคุณถือออเดอร์ EURUSD ไว้ 1 สัปดาห์ โดยมี Spread เฉลี่ย 1 pip ถ้าคุณเทรด lot 1 คุณจะต้องเสียค่า Spread ไป $10 ต่อสัปดาห์ ถ้าคุณถือออเดอร์หลายออเดอร์พร้อมกัน หรือถือออเดอร์ไว้นานกว่านั้น ค่า Spread ก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเทรดระยะยาวครับ
H3: นอกจาก Spread แล้ว ค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่ควรพิจารณาคืออะไร?
นอกจาก Spread แล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่คุณควรพิจารณาในการเลือกโบรกเกอร์ครับ เช่น ค่า Commission, ค่า Swap (Rollover Fee), ค่าธรรมเนียมการฝากถอนเงิน, และค่าธรรมเนียมการดูแลรักษาบัญชี (Inactivity Fee) ค่า Commission มักจะคิดในบัญชี ECN หรือ Raw Spread โดยจะคิดเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อ lot ที่เทรด ค่า Swap คือค่าธรรมเนียมที่คิดเมื่อคุณถือออเดอร์ข้ามคืน ค่าธรรมเนียมการฝากถอนเงินอาจจะคิดเมื่อคุณฝากถอนเงินด้วยบางช่องทาง เช่น บัตรเครดิต หรือ Bank Wire ค่าธรรมเนียมการดูแลรักษาบัญชีอาจจะคิดถ้าคุณไม่ได้ทำการเทรดในบัญชีเป็นเวลานาน ผมแนะนำให้ตรวจสอบค่าธรรมเนียมทั้งหมดของโบรกเกอร์ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้บริการครับ
H3: มีวิธีลด Spread ในการเทรดได้หรือไม่?
มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อลด Spread ในการเทรดได้ครับ วิธีแรกคือการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำอยู่แล้ว วิธีที่สองคือการเลือกคู่เงินที่มี Spread ต่ำ เช่น คู่เงินหลัก วิธีที่สามคือการหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญประกาศ หรือช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง เพราะ Spread มักจะกว้างขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว วิธีที่สี่คือการใช้บัญชี ECN หรือ Raw Spread ที่มี Spread ต่ำแต่คิดค่า Commission และวิธีสุดท้ายคือการเจรจาต่อรอง Spread กับโบรกเกอร์ถ้าคุณมี Volume การเทรดสูง หรือมีเงินทุนจำนวนมาก
H3: โบรกเกอร์ No Dealing Desk (NDD) ดีกว่าโบรกเกอร์ Dealing Desk (DD) จริงหรือ?
โบรกเกอร์ No Dealing Desk (NDD) และโบรกเกอร์ Dealing Desk (DD) มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันครับ โบรกเกอร์ NDD จะส่งคำสั่งซื้อขายของคุณไปยังตลาดโดยตรง โดยไม่มีการแทรกแซงจาก Dealer ทำให้คุณได้รับราคาที่ดีกว่าและ Spread ที่แคบกว่า แต่โบรกเกอร์ NDD อาจจะมีค่า Commission ที่สูงกว่า และอาจจะมี Requotes เกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง โบรกเกอร์ DD จะทำหน้าที่เป็น Market Maker โดยจะรับคำสั่งซื้อขายของคุณไว้เอง ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่อง Requotes และอาจจะมี Spread ที่คงที่ แต่โบรกเกอร์ DD อาจจะมี Conflict of Interest เพราะพวกเขาอาจจะทำกำไรจากการขาดทุนของคุณ ดังนั้นการเลือกโบรกเกอร์ NDD หรือ DD ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและความชอบส่วนบุคคลของคุณครับ ถ้าคุณชอบความโปร่งใสและต้องการราคาที่ดีที่สุด โบรกเกอร์ NDD อาจจะเหมาะกับคุณมากกว่า แต่ถ้าคุณต้องการความแน่นอนและไม่ต้องการ Requotes โบรกเกอร์ DD อาจจะเหมาะกับคุณมากกว่า
ตารางเปรียบเทียบ Spread โดยประมาณของโบรกเกอร์ (ข้อมูล ณ ปี 2024)
| โบรกเกอร์ | ประเภทบัญชี | EURUSD Spread (pip) | ค่า Commission |
|---|---|---|---|
| โบรกเกอร์ A | Standard | 1.2 | ไม่มี |
| โบรกเกอร์ A | ECN | 0.2 | $7 ต่อ lot |
| โบรกเกอร์ B | Standard | 1.5 | ไม่มี |
| โบรกเกอร์ B | Raw Spread | 0.0 | $8 ต่อ lot |
| โบรกเกอร์ C | Standard | 0.8 | ไม่มี |
| โบรกเกอร์ C | Pro | 0.5 | $6 ต่อ lot |
หมายเหตุ: Spread ในตารางนี้เป็นเพียงค่าประมาณ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและเงื่อนไขของแต่ละโบรกเกอร์ โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ของโบรกเกอร์โดยตรงก่อนตัดสินใจลงทุน
Spread คืออะไร: เจาะลึกความหมายและผลกระทบต่อการเทรด
Spread ในโลกของการเทรด Forex และ Gold เปรียบเสมือนค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากการเปิดออเดอร์ โดยคิดจากส่วนต่างระหว่างราคา Bid (ราคาที่โบรกเกอร์รับซื้อ) และราคา Ask (ราคาที่โบรกเกอร์เสนอขาย) พูดง่ายๆ คือ เราจะซื้อแพงกว่าราคาตลาดนิดหน่อย และขายถูกกว่าราคาตลาดนิดหน่อย ส่วนต่างตรงนี้แหละครับคือ Spread ซึ่งเป็นรายได้หลักของโบรกเกอร์หลายๆ แห่ง
Spread มีหน่วยเป็น “Pip” (Percentage in Point) โดย 1 Pip มักจะเท่ากับ 0.0001 สำหรับคู่เงินส่วนใหญ่ (เช่น EUR/USD, GBP/USD) และ 0.01 สำหรับคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับ JPY (เช่น USD/JPY) สำหรับ Gold (XAU/USD) 1 Pip มักจะเท่ากับ 0.01 เช่นกัน แต่ก็มีบางโบรกเกอร์ที่ใช้ทศนิยมมากกว่านั้น ดังนั้นก่อนเทรดต้องเช็คให้ดีนะครับ
ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติว่า EUR/USD มีราคา Bid ที่ 1.1000 และราคา Ask ที่ 1.1002 Spread ก็คือ 2 Pips นั่นเอง หมายความว่าถ้าเราเปิด Buy EUR/USD ทันที เราจะติดลบทันที 2 Pips เพราะเราซื้อที่ราคา 1.1002 แต่ราคาตลาดจริงๆ คือ 1.1000 การเทรดของเราต้องวิ่งขึ้นไปเกิน 1.1002 ถึงจะเริ่มทำกำไรได้
Spread มีผลกระทบอย่างมากต่อผลกำไรของการเทรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ Scalper หรือ Day Trader ที่เทรดบ่อยๆ และทำกำไรทีละน้อยๆ Spread ที่สูงจะกัดกินกำไรของเราไปเยอะมาก ทำให้เราต้องชนะมากขึ้นถึงจะได้กำไรเท่าเดิม นอกจากนี้ Spread ยังมีผลต่อการคำนวณ Risk Reward Ratio ด้วย เพราะเราต้องเผื่อ Spread เข้าไปด้วยเวลาตั้ง Stop Loss และ Take Profit
ผมเคยเจอเคสที่เทรดเดอร์คนหนึ่งเทรด EUR/USD ด้วย Scalping strategy เขาทำกำไรเฉลี่ย 5 Pips ต่อออเดอร์ แต่โบรกเกอร์ที่เขาใช้มี Spread สูงถึง 3 Pips ทำให้กำไรสุทธิของเขาเหลือแค่ 2 Pips เท่านั้น หลังจากเปลี่ยนโบรกเกอร์ที่ Spread ต่ำกว่า เขาทำกำไรได้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 50% เลยทีเดียว ตรงนี้สำคัญมากนะครับ!
โบรกเกอร์ไหน Spread ต่ำที่สุดในปี 2026: ปัจจัยที่ต้องพิจารณา
การหาโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำที่สุดในปี 2026 เป็นเรื่องที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะ Spread ของแต่ละโบรกเกอร์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด ความผันผวน และนโยบายของโบรกเกอร์เอง อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหลายอย่างที่เราสามารถนำมาพิจารณาเพื่อประเมินว่าโบรกเกอร์ไหนน่าจะมี Spread ต่ำที่สุดในอนาคต
ประเภทของบัญชี: โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีบัญชีหลายประเภท เช่น บัญชี Standard, บัญชี ECN, บัญชี Raw Spread แต่ละประเภทจะมี Spread และค่าคอมมิชชั่นที่แตกต่างกัน โดยทั่วไป บัญชี ECN และ Raw Spread จะมี Spread ที่ต่ำกว่า แต่จะมีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติม ดังนั้นเราต้องคำนวณให้ดีว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน
สภาพคล่อง: โบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูงมักจะมี Spread ที่ต่ำกว่า เพราะมีผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมาก ทำให้ราคา Bid และ Ask ใกล้เคียงกัน โบรกเกอร์เหล่านี้มักจะเป็นโบรกเกอร์ขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง และมีปริมาณการซื้อขายสูง
เทคโนโลยี: โบรกเกอร์ที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมักจะสามารถเสนอ Spread ที่ต่ำกว่าได้ เพราะระบบการจับคู่คำสั่งซื้อขายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสเกิด Slippage (การคลาดเคลื่อนของราคา) ได้
โปรโมชั่น: โบรกเกอร์บางแห่งอาจมีโปรโมชั่นลด Spread เป็นครั้งคราว เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ หรือรักษาลูกค้าเก่า โปรโมชั่นเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ แต่เราต้องอ่านเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะอาจมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ต้องเทรดในปริมาณที่กำหนด หรือต้องฝากเงินจำนวนมาก
ตัวอย่าง: สมมติว่าโบรกเกอร์ A มีบัญชี Standard ที่มี Spread EUR/USD เฉลี่ย 1.5 Pips และโบรกเกอร์ B มีบัญชี ECN ที่มี Spread EUR/USD เฉลี่ย 0.5 Pips แต่มีค่าคอมมิชชั่น $7 ต่อ Lot ถ้าเราเทรด EUR/USD lot 1 (100,000 หน่วย) เราจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น $7 แต่ถ้าเราเทรด lot 0.1 เราจะจ่ายแค่ $0.7 ดังนั้นเราต้องคำนวณให้ดีว่าเราเทรด lot ขนาดไหนถึงจะคุ้มค่ากับบัญชี ECN
Case Study: เปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ ในช่วงข่าวสำคัญ
Spread มักจะผันผวนมากขึ้นในช่วงที่มีข่าวสำคัญ หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาด เช่น การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP, อัตราการว่างงาน), การประชุมธนาคารกลาง, หรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ ในช่วงเวลาเหล่านี้ Spread อาจกว้างขึ้นอย่างมาก ทำให้การเทรดมีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ที่ค่อนข้างคงที่ในช่วงข่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ผมเคยเจอตอนปี 2019 ที่มีการประกาศตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ปรากฏว่าโบรกเกอร์บางแห่ง Spread EUR/USD กว้างขึ้นจาก 1 Pip เป็น 10 Pips ภายในไม่กี่วินาที ทำให้เทรดเดอร์หลายคนโดน Stop Loss หรือ Slippage อย่างรุนแรง แต่โบรกเกอร์ที่ผมใช้อยู่ตอนนั้น Spread กว้างขึ้นแค่ 3 Pips เท่านั้น ทำให้ผมยังสามารถควบคุมความเสี่ยงได้
Case Study: ลองเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ 3 แห่งในช่วงที่มีการประกาศตัวเลข Non-Farm Payrolls (NFP) ซึ่งเป็นข่าวที่สำคัญมากของสหรัฐฯ
| โบรกเกอร์ | Spread EUR/USD (ก่อนข่าว) | Spread EUR/USD (ช่วงข่าว) |
|---|---|---|
| โบรกเกอร์ A | 1 Pip | 10 Pips |
| โบรกเกอร์ B | 0.5 Pip | 5 Pips |
| โบรกเกอร์ C | 1.2 Pips | 3 Pips |
จากตารางจะเห็นได้ว่าโบรกเกอร์ C มี Spread ที่ค่อนข้างคงที่กว่าโบรกเกอร์ A และ B ในช่วงข่าว แม้ว่า Spread ก่อนข่าวอาจจะไม่ต่ำที่สุด แต่ความคงที่ของ Spread ในช่วงข่าวสำคัญเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา
ตัวอย่าง: สมมติว่าเราเทรด XAUUSD (Gold) lot 0.1 ที่ราคา 2350 USD โดยตั้ง Stop Loss ที่ 2340 USD (SL 100 Pips) ถ้า Spread ปกติคือ 3 Pips แต่ในช่วงข่าว Spread กว้างขึ้นเป็น 15 Pips หมายความว่าถ้าเราโดน Stop Loss เราจะต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก 12 Pips หรือ $12 (0.1 lot * 120 USD/Pip) ดังนั้นการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ที่ค่อนข้างคงที่ในช่วงข่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์ เราควรทดลองเทรดในช่วงข่าวสำคัญดูก่อน เพื่อประเมินว่า Spread ของโบรกเกอร์นั้นผันผวนมากน้อยแค่ไหน และเราสามารถรับความเสี่ยงได้หรือไม่
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Spread
Spread คงที่ (Fixed Spread) ดีกว่า Spread แปรผัน (Variable Spread) จริงหรือ?
คำถามนี้ตอบยากครับ เพราะแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน Spread คงที่ (Fixed Spread) จะทำให้เราคาดการณ์ต้นทุนในการเทรดได้แม่นยำกว่า เหมาะสำหรับมือใหม่ หรือคนที่ชอบเทรดในช่วงข่าว เพราะไม่ต้องกังวลว่า Spread จะกว้างขึ้นมาก แต่ข้อเสียคือ Spread มักจะสูงกว่า Spread แปรผัน (Variable Spread) ในช่วงเวลาปกติ ส่วน Spread แปรผันจะต่ำกว่าในช่วงที่ตลาดปกติ แต่จะกว้างขึ้นในช่วงข่าว หรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ดังนั้นเราต้องเลือกแบบที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของเรา
Spread มีผลต่อการคำนวณ Risk Reward Ratio อย่างไร?
Spread มีผลต่อการคำนวณ Risk Reward Ratio อย่างแน่นอนครับ เพราะเราต้องเผื่อ Spread เข้าไปด้วยเวลาตั้ง Stop Loss และ Take Profit ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด EUR/USD โดยตั้ง Stop Loss ที่ 20 Pips และ Take Profit ที่ 40 Pips แต่ Spread คือ 2 Pips จริงๆ แล้ว Risk ของเราคือ 22 Pips และ Reward ของเราคือ 38 Pips ดังนั้น Risk Reward Ratio จริงๆ จะไม่ใช่ 1:2 แต่จะเป็น 22:38 หรือประมาณ 1:1.73 ดังนั้นการคำนวณ Spread เข้าไปด้วยจะทำให้เราประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ถ้าโบรกเกอร์โฆษณาว่า “Zero Spread” หมายความว่าอะไร?
คำว่า “Zero Spread” ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใดๆ เลยนะครับ โดยปกติแล้วโบรกเกอร์ที่โฆษณาว่า Zero Spread มักจะเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติมแทน Spread ซึ่งอาจจะคิดเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อ Lot หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของปริมาณการซื้อขาย ดังนั้นเราต้องคำนวณให้ดีว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน โดยเปรียบเทียบระหว่าง Spread ที่ต่ำกับค่าคอมมิชชั่นที่สูง และ Spread ที่สูงกับค่าคอมมิชชั่นที่ต่ำ
มีวิธีลดผลกระทบของ Spread ต่อการเทรดหรือไม่?
มีหลายวิธีครับที่เราสามารถลดผลกระทบของ Spread ต่อการเทรดได้ วิธีแรกคือการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ วิธีที่สองคือการเลือกประเภทบัญชีที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเรา (เช่น บัญชี ECN หรือ Raw Spread สำหรับ Scalper) วิธีที่สามคือการหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวสำคัญ หรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง และวิธีสุดท้ายคือการใช้เครื่องมือช่วยในการคำนวณ Spread และ Risk Reward Ratio เพื่อให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文