เคยไหม? กดซื้อเหรียญคริปโตที่ราคาหนึ่ง แต่ทำไมตอนซื้อสำเร็จกลับได้ราคาที่แพงกว่า หรือกดขายแล้วได้ราคาต่ำกว่าที่คาดไว้? ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Slippage” ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องเจอ โดยเฉพาะในการซื้อขายสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง หรือในช่วงเวลาที่มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น (High Volatility) Slippage คือความแตกต่างระหว่างราคาที่คุณคาดหวังว่าจะได้ กับราคาที่คุณได้รับจริงในการซื้อขาย และอาจส่งผลกระทบต่อกำไรหรือขาดทุนของคุณได้
- Slippage คืออะไรและทำไมถึงเกิดขึ้น
- Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage
- Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage: กลยุทธ์และเครื่องมือ
- Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage: การตั้งค่า Max Deviation: ความสำคัญและการใช้งาน
- สรุป
- เปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงลึก — Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage
- กรณีศึกษาจากตลาดจริง
- เคล็ดลับและเทคนิคที่มือโปรใช้จริง
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง
- แหล่งเรียนรู้และเครื่องมือแนะนำ
- ขั้นตอนถัดไป — ทำอะไรต่อหลังอ่านจบ
- สถานการณ์จริงจากตลาด — ตัวอย่างการใช้ Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage ในการเทรด
- ขั้นตอนปฏิบัติแบบ Step-by-Step
- Checklist ก่อนใช้งาน Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage
- คำศัพท์สำคัญที่ต้องรู้
- สรุป Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage
- คำเตือนความเสี่ยง
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจอย่างละเอียดว่า Slippage เกิดขึ้นได้อย่างไร มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบ และที่สำคัญที่สุดคือ เราจะแนะนำกลยุทธ์และเทคนิคต่างๆ ที่จะช่วยคุณลดผลกระทบจาก Slippage เพื่อให้คุณสามารถเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและควบคุมความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น หากคุณเป็นมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้น หรือนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเทรด อย่าพลาดที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมจาก สอนเทรด Forex ฟรี ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจกลไกตลาดและเตรียมพร้อมสำหรับการเทรดจริงได้ดียิ่งขึ้น
Slippage คืออะไรและทำไมถึงเกิดขึ้น
เคยไหมครับที่เวลาเราต้องการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี หรือ Forex แล้วราคาที่ได้จริงกลับไม่ตรงกับราคาที่เราเห็นตอนแรก? นั่นแหละครับคือสิ่งที่เรียกว่า “Slippage” ในโลกของการเทรดครับ Slippage คือความแตกต่างระหว่างราคาที่เราคาดหวังว่าจะได้ตอนกดซื้อหรือขาย กับราคาที่เราได้จริงหลังจากที่คำสั่งซื้อขายของเราถูกดำเนินการเสร็จสิ้น พูดง่ายๆ คือ ราคา “ลื่น” ไปจากที่เราตั้งใจไว้นั่นเอง
Slippage มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือในช่วงที่มีข่าวสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาของสินทรัพย์นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณต้องการซื้อ Bitcoin ในราคา 65,000 ดอลลาร์ แต่ในขณะที่คุณกำลังกดปุ่มซื้อ ปรากฏว่ามีคนจำนวนมากกำลังซื้อ Bitcoin พร้อมๆ กับคุณ ทำให้ราคาพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อคำสั่งซื้อของคุณถูกดำเนินการ ราคาอาจจะกลายเป็น 65,100 ดอลลาร์ หรืออาจจะสูงกว่านั้นก็ได้ ส่วนต่าง 100 ดอลลาร์ที่เกิดขึ้นนี้แหละครับคือ Slippage
Slippage ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเสมอไปครับ ในบางครั้งมันอาจจะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่มีผลกระทบอะไร แต่ในบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดผันผวนมากๆ Slippage อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไร หรืออาจจะทำให้เราขาดทุนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิด Slippage และรู้วิธีการจัดการกับมันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเทรดทุกคน
ปัจจัยที่ทำให้เกิด Slippage
ปัจจัยหลายอย่างสามารถส่งผลให้เกิด Slippage ได้ครับ แต่ปัจจัยหลักๆ ที่เราควรรู้จักมีดังนี้:
- ความผันผวนของตลาด: ยิ่งตลาดมีความผันผวนมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิด Slippage ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระหว่างที่เรากำลังส่งคำสั่งซื้อขาย
- สภาพคล่องต่ำ: สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ (มีปริมาณการซื้อขายไม่มาก) จะทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เมื่อมีคนต้องการซื้อหรือขายจำนวนมาก ราคาอาจจะกระโดดขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิด Slippage
- ขนาดคำสั่งซื้อที่ใหญ่: หากเราต้องการซื้อหรือขายสินทรัพย์ในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะทำให้คำสั่งซื้อขายของเราไม่สามารถถูกดำเนินการได้ในราคาที่เราต้องการ เพราะอาจจะไม่มีคนขายหรือซื้อในปริมาณที่มากพอ ทำให้ต้องมีการจับคู่กับราคาที่สูงขึ้นหรือต่ำลง
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่มีปริมาณการซื้อขายต่อวันน้อยมากๆ เป็นจำนวน 100,000 เหรียญ โอกาสที่คุณจะได้ราคาที่ไม่ตรงกับราคาที่แสดงอยู่บนกระดานเทรดนั้นมีสูงมาก เพราะอาจจะไม่มีใครขายเหรียญในจำนวนมากขนาดนั้นในราคาที่คุณต้องการ
ตัวอย่างผลกระทบจาก Slippage
สมมติว่าคุณวางแผนจะซื้อ Ethereum ในราคา 3,000 ดอลลาร์ โดยตั้งใจจะขายเมื่อราคาขึ้นไปที่ 3,050 ดอลลาร์ เพื่อทำกำไร 50 ดอลลาร์ต่อ Ethereum หนึ่งเหรียญ แต่ปรากฏว่าเมื่อคุณกดซื้อ Ethereum ราคาเกิด Slippage ขึ้น ทำให้คุณได้ Ethereum มาในราคา 3,010 ดอลลาร์แทน
ถึงแม้ว่าคุณจะยังสามารถขาย Ethereum ในราคา 3,050 ดอลลาร์ได้ตามแผน แต่กำไรของคุณจะลดลงจาก 50 ดอลลาร์ เหลือเพียง 40 ดอลลาร์ต่อ Ethereum หนึ่งเหรียญ หากคุณซื้อ Ethereum เป็นจำนวนมาก Slippage เพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบต่อกำไรโดยรวมของคุณได้มากเลยทีเดียว
ในทางกลับกัน หากคุณตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 2,990 ดอลลาร์ เพื่อจำกัดความเสี่ยง แต่เกิด Slippage ทำให้คำสั่งขายของคุณถูกดำเนินการที่ราคา 2,980 ดอลลาร์ คุณก็จะขาดทุนมากกว่าที่ตั้งใจไว้นั่นเอง
ดังนั้น การทำความเข้าใจและจัดการกับ Slippage จึงเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับนักเทรดทุกคน เพื่อให้สามารถวางแผนการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ
Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage
ในการเทรด ไม่ว่าจะเป็นหุ้น คริปโต หรือ Forex คำว่า “Slippage” มักจะวนเวียนอยู่ในบทสนทนาของเทรดเดอร์เสมอ Slippage คือ ความแตกต่างระหว่างราคาที่คุณตั้งใจจะซื้อหรือขาย กับราคาที่เกิดขึ้นจริงเมื่อคำสั่งซื้อขายของคุณถูกดำเนินการ (Execute) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในทิศทางที่คุณต้องการ (Positive Slippage) หรือในทิศทางตรงกันข้าม (Negative Slippage) แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในทิศทางที่ไม่เป็นผลดีต่อเทรดเดอร์ ทำให้กำไรลดลง หรือขาดทุนมากขึ้น
Slippage เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขายที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา ไปจนถึงสภาพคล่อง (Liquidity) ของตลาดที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือมีข่าวสารสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาอย่างรุนแรง
บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ Slippage เกิดขึ้น และเน้นหนักไปที่ปัจจัยที่ทำให้ Slippage รุนแรงขึ้นในช่วงที่มีข่าวสารสำคัญทางเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ ที่ส่งผลต่อตลาดการเงิน รวมถึงวิธีการลดผลกระทบจาก Slippage เพื่อให้คุณสามารถเทรดได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น
สาเหตุของ Slippage ช่วงข่าว: ปัจจัยที่ทำให้ Slippage รุนแรงขึ้น
ช่วงเวลาที่มีข่าวสารสำคัญทางเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาด มักจะเป็นช่วงเวลาที่ Slippage เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงกว่าปกติ เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เป็นเช่นนั้นมีดังนี้:
- ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น: ก่อนและหลังการประกาศข่าวสารสำคัญ เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง (Central Bank) หรือตัวเลขการจ้างงาน (Employment Data) ตลาดจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนและเทรดเดอร์ต่างพยายามคาดการณ์ผลลัพธ์และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรวดเร็วและผันผวน
- การเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายอย่างรวดเร็ว: เมื่อมีข่าวสารสำคัญออกมา ปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) มักจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนและเทรดเดอร์ต่างพยายามที่จะเข้าซื้อขายตามข้อมูลใหม่ที่ได้รับ ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และคำสั่งซื้อขายอาจไม่สามารถดำเนินการได้ในราคาที่คุณต้องการ
- การถอนตัวของผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Providers): ผู้ให้บริการสภาพคล่องมีบทบาทสำคัญในการทำให้ตลาดมีสภาพคล่องเพียงพอ แต่ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ผู้ให้บริการสภาพคล่องบางรายอาจตัดสินใจถอนตัวออกจากตลาดชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ทำให้สภาพคล่องลดลงอย่างมาก และ Spread (ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย) กว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Slippage สูงขึ้น
ตัวอย่าง: สมมติว่าคุณต้องการซื้อ EUR/USD ที่ราคา 1.1000 ก่อนการประกาศตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ แต่เมื่อตัวเลขออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ EUR/USD ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่วินาที ราคาอาจลงไปอยู่ที่ 1.0990 หรือต่ำกว่านั้น หากคุณตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0995 คำสั่งขายของคุณอาจถูกดำเนินการที่ราคา 1.0985 หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งหมายความว่าคุณจะเผชิญกับ Slippage ถึง 10 pips หรือมากกว่านั้น
วิธีลดผลกระทบจาก Slippage
แม้ว่าคุณจะไม่สามารถกำจัด Slippage ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อลดผลกระทบจาก Slippage ได้:
- ใช้ Limit Order แทน Market Order: Limit Order จะช่วยให้คุณกำหนดราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขายได้อย่างแม่นยำ หากราคาไม่ถึงระดับที่คุณกำหนด คำสั่งซื้อขายของคุณจะไม่ถูกดำเนินการ ซึ่งจะช่วยป้องกัน Slippage ได้ แต่ข้อเสียคือคำสั่งซื้อขายของคุณอาจไม่ถูกดำเนินการเลย หากราคาไม่เคลื่อนที่มาถึงระดับที่คุณต้องการ
- หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่มีข่าวสารสำคัญ: วิธีที่ง่ายที่สุดในการหลีกเลี่ยง Slippage คือการหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มีข่าวสารสำคัญ หรือเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาด รอจนกว่าตลาดจะสงบลงก่อนที่จะกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง
- เลือกโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูง: โบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูงมักจะสามารถดำเนินการคำสั่งซื้อขายของคุณได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่าโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ดังนั้นการเลือกโบรกเกอร์ที่มีชื่อเสียงและมีสภาพคล่องสูงจึงเป็นสิ่งสำคัญ
- เพิ่ม Slippage Tolerance: บางแพลตฟอร์มการเทรดอนุญาตให้คุณกำหนด Slippage Tolerance ซึ่งเป็นจำนวน pips สูงสุดที่คุณยินดีรับได้ หาก Slippage เกินกว่าระดับที่คุณกำหนด คำสั่งซื้อขายของคุณจะไม่ถูกดำเนินการ
- ใช้ Stop-Loss Order อย่างระมัดระวัง: แม้ว่า Stop-Loss Order จะช่วยจำกัดความเสี่ยงของคุณได้ แต่ก็อาจถูกกระทบจาก Slippage ได้เช่นกัน ดังนั้นควรตั้ง Stop-Loss Order ในระดับที่เหมาะสม และพิจารณาใช้ Guaranteed Stop-Loss Order (ถ้ามี) ซึ่งจะรับประกันว่าคำสั่งขายของคุณจะถูกดำเนินการที่ราคาที่คุณกำหนดไว้ แม้ว่าจะมี Slippage เกิดขึ้น
การทำความเข้าใจสาเหตุของ Slippage และวิธีการลดผลกระทบจาก Slippage เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง การวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบและการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณสามารถปกป้องเงินทุนของคุณและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้
Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage: กลยุทธ์และเครื่องมือ
Slippage คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราคาที่คุณคาดว่าจะได้เมื่อทำการซื้อขายจริงนั้นแตกต่างจากราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอ ณ เวลาที่คุณกดส่งคำสั่งซื้อ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้บ่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีความผันผวนสูง หรือในช่วงเวลาที่สภาพคล่องต่ำ เช่น ช่วงข่าวสำคัญ หรือนอกเวลาทำการปกติของตลาด สาเหตุหลักๆ เกิดจากความเร็วในการเปลี่ยนแปลงราคาที่เร็วกว่าความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อของคุณไปยังตลาด ทำให้คำสั่งซื้อของคุณถูกจับคู่ที่ราคาใหม่ที่ใกล้เคียงที่สุด ซึ่งอาจจะดีกว่าหรือแย่กว่าราคาที่คุณคาดหวังไว้ก็ได้
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณต้องการซื้อ Bitcoin ที่ราคา 65,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในระหว่างที่คุณกำลังส่งคำสั่งซื้อ ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หากคำสั่งซื้อของคุณถูกจับคู่ที่ราคา 65,050 ดอลลาร์สหรัฐฯ นั่นหมายความว่าคุณประสบกับ Slippage ในทางตรงกันข้าม หากราคาลดลงและคำสั่งซื้อของคุณถูกจับคู่ที่ราคา 64,950 ดอลลาร์สหรัฐฯ คุณก็จะได้รับราคาที่ดีกว่าที่คาดหวังไว้ ซึ่งเรียกว่า Positive Slippage อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วเทรดเดอร์มักจะกังวลกับ Negative Slippage มากกว่า เนื่องจากเป็นการสูญเสียโอกาสในการทำกำไรหรือเพิ่มต้นทุนในการเข้าซื้อ
Slippage สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลกำไรโดยรวมของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำการซื้อขายบ่อยครั้ง หรือทำการซื้อขายในปริมาณมาก การเข้าใจถึงสาเหตุและวิธีลดผลกระทบจาก Slippage จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน
กลยุทธ์ลดผลกระทบจาก Slippage
มีหลายกลยุทธ์ที่เทรดเดอร์สามารถนำมาใช้เพื่อลดผลกระทบจาก Slippage:
- ใช้ Limit Order แทน Market Order: Market Order จะถูกจับคู่ที่ราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาด ณ เวลานั้น ซึ่งอาจทำให้เกิด Slippage ได้ง่ายกว่า Limit Order ที่คุณสามารถกำหนดราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขายได้ หากราคาไม่ถึงระดับที่คุณกำหนด คำสั่งซื้อของคุณจะไม่ถูกจับคู่ แม้ว่าอาจจะทำให้คุณพลาดโอกาสในการซื้อขาย แต่ก็ช่วยป้องกัน Slippage ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เลือกช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูง: สภาพคล่องที่สูงหมายถึงมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากในตลาด ซึ่งช่วยลดความผันผวนของราคาและลดโอกาสในการเกิด Slippage ช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูงมักจะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการ เช่น ช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) และตลาดหุ้นลอนดอน (LSE) เปิดทำการพร้อมกัน
- กระจายคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ออกเป็นคำสั่งซื้อที่เล็กลง: การส่งคำสั่งซื้อขนาดใหญ่เพียงครั้งเดียวอาจทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและนำไปสู่ Slippage การแบ่งคำสั่งซื้อออกเป็นคำสั่งซื้อที่เล็กลงและส่งไปทีละรายการจะช่วยลดผลกระทบต่อราคาและลดโอกาสในการเกิด Slippage
- พิจารณาค่า Slippage Tolerance: หลายแพลตฟอร์มการซื้อขายอนุญาตให้คุณกำหนดค่า Slippage Tolerance ซึ่งเป็นการกำหนดขีดจำกัดของ Slippage ที่คุณยอมรับได้ หาก Slippage เกินกว่าค่าที่คุณกำหนด คำสั่งซื้อของคุณจะไม่ถูกดำเนินการ
ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อหุ้นมูลค่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แทนที่จะส่งคำสั่งซื้อเดียว คุณอาจแบ่งออกเป็น 10 คำสั่งซื้อย่อย คำสั่งซื้อละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่คำสั่งซื้อขนาดใหญ่ของคุณจะทำให้ราคาพุ่งขึ้นและทำให้เกิด Slippage ที่ไม่พึงประสงค์
เครื่องมือจัดการ Slippage ที่แพลตฟอร์มมีให้
แพลตฟอร์มการซื้อขายหลายแห่งมีเครื่องมือที่ช่วยให้คุณจัดการ Slippage ได้อย่างมีประสิทธิภาพ:
- Slippage Tolerance Settings: อย่างที่กล่าวไปข้างต้น แพลตฟอร์มส่วนใหญ่อนุญาตให้คุณตั้งค่า Slippage Tolerance เพื่อควบคุม Slippage ที่คุณยอมรับได้
- Price Alerts: การตั้งค่า Price Alerts จะช่วยให้คุณทราบเมื่อราคาถึงระดับที่คุณต้องการ ทำให้คุณสามารถส่งคำสั่งซื้อได้อย่างรวดเร็วและลดโอกาสในการเกิด Slippage
- Depth of Market (DOM): DOM แสดงข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการซื้อขายที่ราคาต่างๆ ช่วยให้คุณประเมินสภาพคล่องของตลาดและตัดสินใจว่าจะส่งคำสั่งซื้อเมื่อใด
- Smart Order Routing (SOR): บางแพลตฟอร์มมี SOR ซึ่งเป็นระบบที่ค้นหาตลาดที่มีราคาที่ดีที่สุดและสภาพคล่องสูงสุดเพื่อจับคู่คำสั่งซื้อของคุณโดยอัตโนมัติ
การใช้เครื่องมือเหล่านี้ร่วมกับกลยุทธ์ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้คุณลดผลกระทบจาก Slippage และเพิ่มประสิทธิภาพในการซื้อขายของคุณได้อย่างมาก การทำความเข้าใจถึง Slippage และวิธีการจัดการจึงเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับเทรดเดอร์ทุกคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาดการเงิน
Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage: การตั้งค่า Max Deviation: ความสำคัญและการใช้งาน
ในการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ หนึ่งในศัพท์ที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจคือ “Slippage” หรือ “ความคลาดเคลื่อนของราคา” ซึ่งหมายถึงส่วนต่างระหว่างราคาที่คุณคาดว่าจะได้ตอนที่ส่งคำสั่งซื้อขาย กับราคาที่คุณได้จริงๆ เมื่อคำสั่งนั้นถูกดำเนินการ สาเหตุหลักๆ ของ Slippage มาจากความผันผวนของตลาด, สภาพคล่องที่ต่ำ, และความเร็วในการประมวลผลคำสั่งซื้อขาย
Slippage สามารถส่งผลกระทบต่อผลกำไรของคุณได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเทรดที่มีความถี่สูง หรือการเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนมาก ดังนั้น การทำความเข้าใจและจัดการกับ Slippage จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทรด
หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยควบคุม Slippage คือการตั้งค่า “Max Deviation” หรือ “Slippage Tolerance” ซึ่งบทความนี้จะอธิบายถึงความสำคัญของการตั้งค่า Max Deviation และวิธีการใช้งานอย่างเหมาะสม
Max Deviation (Slippage Tolerance) คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?
Max Deviation หรือ Slippage Tolerance คือเปอร์เซ็นต์สูงสุดของความคลาดเคลื่อนของราคาที่คุณยอมรับได้ในการเทรด เมื่อคุณตั้งค่า Max Deviation ไว้ เช่น 0.5% หมายความว่าคุณยินดีที่จะรับราคาที่สูงขึ้นหรือต่ำลงจากราคาที่คุณคาดหวังไว้ไม่เกิน 0.5% หากราคาเคลื่อนไหวเกินกว่านั้น คำสั่งซื้อขายของคุณจะไม่ถูกดำเนินการ (Transaction จะถูก Revert)
การตั้งค่า Max Deviation มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงในการเทรดได้ หากคุณตั้งค่า Max Deviation ไว้ต่ำ คุณจะมั่นใจได้ว่าคุณจะไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป หรือขายในราคาที่ต่ำเกินไป อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าที่ต่ำเกินไปอาจทำให้คำสั่งซื้อขายของคุณไม่ถูกดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง
ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อเหรียญ A ในราคา $1 และตั้งค่า Max Deviation ไว้ที่ 0.5% หมายความว่าคุณยินดีที่จะซื้อเหรียญ A ในราคาไม่เกิน $1.005 หากราคาเหรียญ A พุ่งขึ้นไปที่ $1.01 ก่อนที่คำสั่งซื้อขายของคุณจะถูกดำเนินการ คำสั่งซื้อขายของคุณจะไม่สำเร็จ
วิธีการตั้งค่า Max Deviation อย่างเหมาะสม
การตั้งค่า Max Deviation ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่:
- ความผันผวนของสินทรัพย์: สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง มักจะต้องตั้งค่า Max Deviation ที่สูงขึ้น เพื่อให้คำสั่งซื้อขายมีโอกาสถูกดำเนินการ
- สไตล์การเทรด: หากคุณเป็น Day Trader ที่เทรดบ่อยๆ คุณอาจต้องการตั้งค่า Max Deviation ที่ต่ำ เพื่อลดผลกระทบของ Slippage ในแต่ละครั้ง ในขณะที่ Swing Trader อาจตั้งค่า Max Deviation ที่สูงขึ้นได้
- ความเสี่ยงที่ยอมรับได้: คุณควรพิจารณาว่าคุณยอมรับความเสี่ยงจาก Slippage ได้มากน้อยแค่ไหน หากคุณไม่ต้องการรับความเสี่ยงเลย คุณอาจตั้งค่า Max Deviation ที่ต่ำ แต่คุณต้องเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่คำสั่งซื้อขายของคุณจะไม่สำเร็จ
ตัวอย่างสถานการณ์:
- ซื้อขายเหรียญที่มีสภาพคล่องต่ำ: หากคุณต้องการซื้อขายเหรียญที่มีสภาพคล่องต่ำ คุณควรตั้งค่า Max Deviation ที่สูงกว่าปกติ เช่น 2-3% เพราะราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- เทรดในช่วงข่าวประกาศสำคัญ: ช่วงเวลาที่มีข่าวประกาศสำคัญ มักจะมีความผันผวนสูง คุณควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลานี้ หรือตั้งค่า Max Deviation ที่สูงขึ้น หากคุณจำเป็นต้องเทรด
- ซื้อขาย Stablecoin: สำหรับ Stablecoin คุณสามารถตั้งค่า Max Deviation ที่ต่ำมากได้ เช่น 0.1% เนื่องจากราคาค่อนข้างคงที่
ข้อควรระวัง: การตั้งค่า Max Deviation ที่ต่ำเกินไป อาจทำให้คำสั่งซื้อขายของคุณไม่ถูกดำเนินการบ่อยครั้ง ซึ่งอาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการทำกำไร และเสียค่าธรรมเนียม (Gas Fee) โดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น คุณควรทดลองตั้งค่า Max Deviation ที่แตกต่างกัน และสังเกตผลลัพธ์ เพื่อหาค่าที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
การทำความเข้าใจและใช้งาน Max Deviation อย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมความเสี่ยงจาก Slippage และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการเทรดได้
นี่คือสรุปบทความ “Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage” ตามคำขอของคุณ:
สรุป
Slippage คือปรากฏการณ์ที่ราคาซื้อขายจริงแตกต่างจากราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขาย โดยมักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือมีสภาพคล่องต่ำ สาเหตุหลักมาจากความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขายที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเทรด Forex หรือ Cryptocurrency ที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างรวดเร็ว Slippage สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในทิศทางที่เป็นบวก (ได้ราคาที่ดีกว่าที่คาด) หรือเป็นลบ (ได้ราคาที่แย่กว่าที่คาด) แต่โดยส่วนใหญ่มักส่งผลเสียต่อเทรดเดอร์การลดผลกระทบจาก Slippage สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเลือกโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูง การใช้คำสั่ง Limit Order แทน Market Order (แม้ว่าจะอาจไม่ได้รับการจับคู่หากราคาเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป) การหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญ หรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง และการกำหนดค่า Slippage Tolerance ในแพลตฟอร์มการเทรด เพื่อควบคุมระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ประเด็นสำคัญ:
* **Slippage คือความแตกต่างระหว่างราคาที่ต้องการและราคาที่ได้จริง**
* **เกิดขึ้นบ่อยในช่วงตลาดผันผวนและสภาพคล่องต่ำ**
* **เลือกโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูง**
* **ใช้ Limit Order และกำหนด Slippage Tolerance**
เปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงลึก — Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage
ข้อดี
- ความยืดหยุ่นในการเทรด Slippage ช่วยให้คำสั่งซื้อของคุณได้รับการดำเนินการแม้ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง การยอมรับ Slippage ในระดับหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยอมรับได้เพื่อให้แน่ใจว่าคำสั่งซื้อของคุณจะไม่ถูกยกเลิกโดยสิ้นเชิง
- โอกาสในการเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว การยอมรับ Slippage ช่วยให้คุณสามารถเข้าสู่หรือออกจากตำแหน่งได้เกือบจะทันที แม้ว่าราคาอาจจะแตกต่างจากที่คุณคาดหวังไว้ในตอนแรกก็ตาม
- หลีกเลี่ยงการพลาดโอกาส บางครั้งการรอราคาที่แน่นอนอาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการเทรดที่สำคัญ การยอมรับ Slippage ช่วยให้คุณสามารถคว้าโอกาสเหล่านั้นไว้ได้ แม้ว่าจะต้องจ่ายเพิ่มเล็กน้อยก็ตาม
- การดำเนินการคำสั่งซื้อที่แน่นอน แม้ว่าราคาอาจไม่ตรงกับที่คุณคาดหวัง การยอมรับ Slippage ช่วยให้มั่นใจได้ว่าคำสั่งซื้อของคุณจะได้รับการดำเนินการอย่างแน่นอน ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งหากคุณต้องการเข้าหรือออกจากตำแหน่งอย่างเร่งด่วน
- การปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาด Slippage เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีปริมาณการซื้อขายสูงหรือมีข่าวสำคัญ การยอมรับ Slippage แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในพลวัตของตลาด
ข้อเสียและข้อจำกัด
- ต้นทุนการเทรดที่สูงขึ้น Slippage อาจส่งผลให้คุณต้องจ่ายเงินมากขึ้นในการเข้าสู่หรือออกจากตำแหน่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรโดยรวมของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำการเทรดบ่อยครั้ง
- ความไม่แน่นอนของราคา การยอมรับ Slippage หมายความว่าคุณไม่สามารถควบคุมราคาที่คุณจะได้รับการดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ต้องการความแม่นยำในการเทรด
- ความเสี่ยงในการถูก “Slipped” มากเกินไป บางครั้งโบรกเกอร์ที่ไม่ซื่อสัตย์อาจใช้ประโยชน์จาก Slippage โดยการดำเนินการคำสั่งซื้อของคุณในราคาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลให้คุณสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก
- ความซับซ้อนในการจัดการ การจัดการ Slippage อย่างมีประสิทธิภาพต้องใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับตลาดและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เริ่มต้น
เปรียบเทียบกับวิธี/เครื่องมืออื่น
- คำสั่ง Limit Order คำสั่ง Limit Order ช่วยให้คุณสามารถกำหนดราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขายได้ แต่คำสั่งซื้อของคุณจะไม่ได้รับการดำเนินการหากราคาไม่ถึงระดับที่คุณกำหนดไว้ ซึ่งแตกต่างจาก Slippage ที่จะดำเนินการคำสั่งซื้อของคุณทันที แม้ว่าราคาอาจจะแตกต่างไปจากที่คุณคาดหวัง
- Guarantee Stop Loss Order Guarantee Stop Loss Order ช่วยให้มั่นใจได้ว่า Stop Loss ของคุณจะได้รับการดำเนินการในราคาที่คุณกำหนดไว้ แม้ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง แต่ Guarantee Stop Loss Order มักจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
- ระบบแจ้งเตือนราคา การตั้งค่าระบบแจ้งเตือนราคาช่วยให้คุณทราบเมื่อราคาถึงระดับที่คุณต้องการ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำการเทรดหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ระบบแจ้งเตือนราคาไม่ได้การันตีว่าคุณจะสามารถเข้าสู่หรือออกจากตำแหน่งในราคาที่คุณต้องการ
กรณีศึกษาจากตลาดจริง
กรณีศึกษาที่ 1: ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ
นักเทรดสกุลเงินดิจิทัลรายหนึ่งชื่อ Anna ตัดสินใจซื้อ Bitcoin ในช่วงที่มีข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ แม้ว่าเธอจะตั้งใจที่จะซื้อที่ราคา 30,000 ดอลลาร์ แต่เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาจึงขยับขึ้นไปที่ 30,100 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว Anna ได้ตั้งค่า Slippage ที่ 1% ไว้ล่วงหน้า ทำให้คำสั่งซื้อของเธอได้รับการดำเนินการที่ราคา 30,100 ดอลลาร์ เธอสามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วและได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคา Bitcoin ในภายหลัง
หาก Anna ไม่ได้ตั้งค่า Slippage ไว้ คำสั่งซื้อของเธออาจถูกยกเลิกเนื่องจากราคาไม่ตรงกับที่เธอต้องการ ซึ่งจะทำให้เธอพลาดโอกาสในการทำกำไร การยอมรับ Slippage ในกรณีนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว
Anna บริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบโดยกำหนดขนาดตำแหน่งที่เหมาะสมและตั้งค่า Stop Loss Order เพื่อป้องกันการสูญเสียหากราคา Bitcoin ลดลง นอกจากนี้ เธอยังติดตามข่าวสารและแนวโน้มของตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การเทรดของเธอให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด
กรณีศึกษาที่ 2: ตัวอย่างที่ล้มเหลว
นักเทรด Forex รายหนึ่งชื่อ Mark พยายามซื้อขายเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในช่วงที่มีการประกาศผลการลงประชามติ Brexit Mark ตั้งใจที่จะซื้อ GBP/USD ที่ราคา 1.3000 แต่เนื่องจากความผันผวนอย่างรุนแรงของตลาด ราคาจึงตกลงไปที่ 1.2800 อย่างรวดเร็ว Mark ไม่ได้ตั้งค่า Slippage ไว้ ทำให้คำสั่งซื้อของเขาถูกยกเลิกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อ Mark ตัดสินใจที่จะยอมรับ Slippage ที่ 5% ในที่สุด คำสั่งซื้อของเขาก็ได้รับการดำเนินการที่ราคา 1.2660 ซึ่งต่ำกว่าที่เขาคาดหวังไว้มาก การ Slippage ที่มากเกินไปนี้ส่งผลให้ Mark สูญเสียเงินเป็นจำนวนมากทันทีที่เปิดตำแหน่ง
ความผิดพลาดของ Mark คือการไม่คาดการณ์ถึงผลกระทบของการประกาศผลการลงประชามติ Brexit ต่อตลาด Forex นอกจากนี้ เขายังไม่ได้ตั้งค่า Slippage ที่เหมาะสมซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนของตลาดในขณะนั้น บทเรียนที่ได้คือการตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเทรดในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญและปรับกลยุทธ์การเทรดของคุณให้สอดคล้องกับความเสี่ยงเหล่านั้น คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ บริหารความเสี่ยง ได้ที่นี่
บทเรียนสำคัญ
- ทำความเข้าใจความผันผวนของตลาด: ประเมินความผันผวนของตลาดก่อนทำการเทรดและปรับการตั้งค่า Slippage ของคุณให้สอดคล้องกับความผันผวนนั้น
- ตั้งค่า Max Deviation ที่เหมาะสม: กำหนด Max Deviation ที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการถูก “Slipped” มากเกินไป การตั้งค่า Max Deviation ที่สูงเกินไปอาจส่งผลให้คุณสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก
- ติดตามข่าวสารและแนวโน้มของตลาด: ติดตามข่าวสารและแนวโน้มของตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคา
- ใช้ Stop Loss Order: ใช้ Stop Loss Order เพื่อจำกัดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นหากราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคาดหวัง
- เลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ: เลือกโบรกเกอร์ที่มีชื่อเสียงที่ดีและมีการดำเนินการคำสั่งซื้อที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
เคล็ดลับและเทคนิคที่มือโปรใช้จริง
เทคนิคที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้จริงในเรื่อง Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage? การจัดการ Slippage อย่างมีประสิทธิภาพนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาผลกำไรและลดความเสี่ยงในการเทรด เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มักจะใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนกว่าการตั้งค่า Slippage Tolerance แบบง่ายๆ เพื่อให้มั่นใจว่าคำสั่งซื้อของพวกเขาได้รับการดำเนินการในราคาที่ต้องการมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มาดูกันว่าเทคนิคเหล่านั้นมีอะไรบ้าง
เคล็ดลับที่ 1: การใช้ Limit Order อย่างชาญฉลาด
Limit Order เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขายสินทรัพย์ ข้อดีคือคุณสามารถกำหนดราคาที่คุณต้องการได้เอง และคำสั่งซื้อจะถูกดำเนินการก็ต่อเมื่อราคาถึงระดับนั้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อ Bitcoin ที่ราคา 65,000 ดอลลาร์ คุณสามารถตั้ง Limit Order ไว้ได้ หากราคาไม่ถึง 65,000 ดอลลาร์ คำสั่งซื้อจะไม่ถูกดำเนินการ ป้องกัน Slippage ที่อาจเกิดขึ้นหากคุณใช้ Market Order ที่ราคาผันผวนอย่างรวดเร็ว เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้ Limit Order ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อขายในราคาที่ไม่พึงประสงค์
เคล็ดลับที่ 2: การเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ
Slippage มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือในช่วงที่มีข่าวสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาด การเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ เช่น ช่วงพักกลางวันของตลาดหลักทรัพย์ หรือช่วงเวลาก่อนและหลังตลาดเปิด อาจช่วยลดโอกาสในการเกิด Slippage ได้ เนื่องจากราคาจะมีความผันผวนน้อยกว่า การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเทรดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เทรดเดอร์มืออาชีพให้ความสำคัญ ตัวอย่างเช่น หากคุณเทรด Forex Trading คู่เงิน EUR/USD คุณอาจพิจารณาเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดลอนดอนและตลาดนิวยอร์กเปิดทำการ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณการซื้อขายสูงและสภาพคล่องดี
เคล็ดลับที่ 3: การใช้ VPS (Virtual Private Server)
การใช้ VPS ช่วยให้คุณสามารถรันโปรแกรมเทรดอัตโนมัติ (Expert Advisor – EA) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องไฟฟ้าดับหรือปัญหาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ VPS มักจะตั้งอยู่ใน Data Center ที่มีความเร็วในการเชื่อมต่อสูง ซึ่งจะช่วยลด Latency หรือความหน่วงในการส่งคำสั่งซื้อไปยัง Broker การลด Latency นี้เองที่สามารถช่วยลดโอกาสในการเกิด Slippage ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเทรดแบบ Scalping หรือ High-Frequency Trading ที่ความเร็วในการดำเนินการเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง
แม้ว่าคุณจะมีความรู้เกี่ยวกับ Slippage เป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์หลายคนมักจะทำกันโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียเงินทุนได้ การตระหนักถึงข้อผิดพลาดเหล่านี้และรู้วิธีหลีกเลี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ข้อผิดพลาดที่ 1: การตั้งค่า Slippage Tolerance ที่สูงเกินไป
การตั้งค่า Slippage Tolerance ที่สูงเกินไปอาจทำให้คำสั่งซื้อของคุณถูกดำเนินการในราคาที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนน้อย การตั้งค่า Slippage Tolerance ที่สูงเกินไปอาจทำให้ Broker ใช้ประโยชน์จากคุณได้ วิธีแก้คือควรตั้งค่า Slippage Tolerance ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด และควรตรวจสอบราคาที่คาดว่าจะได้รับก่อนที่จะยืนยันคำสั่งซื้อ
ข้อผิดพลาดที่ 2: การใช้ Market Order ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง
Market Order เป็นคำสั่งซื้อที่ถูกดำเนินการทันทีในราคาตลาดที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้น แต่ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คุณได้รับราคาที่ไม่พึงประสงค์ วิธีแก้คือควรหลีกเลี่ยงการใช้ Market Order ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง และควรใช้ Limit Order แทน
ข้อผิดพลาดที่ 3: การไม่ตรวจสอบข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ
ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ย หรือตัวเลขการจ้างงาน มักจะส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมาก ทำให้ราคาผันผวนและ Slippage เกิดขึ้นได้ง่าย การไม่ตรวจสอบข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญเหล่านี้อาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการหลีกเลี่ยง Slippage วิธีแก้คือควรติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญ
ข้อผิดพลาดที่ 4: การใช้ Leverage ที่สูงเกินไป
Leverage เป็นดาบสองคม มันสามารถช่วยให้คุณเพิ่มผลกำไรได้ แต่ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนได้เช่นกัน การใช้ Leverage ที่สูงเกินไปอาจทำให้คุณต้องเผชิญกับ Slippage ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และอาจทำให้คุณสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้ วิธีแก้คือควรใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง และควรจำกัดความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง
- สรุปข้อควรระวัง 5 ข้อ แต่ละข้อ 2 ประโยค
- **ข้อควรระวังที่ 1: ตั้งค่า Slippage Tolerance อย่างเหมาะสม:** การตั้งค่าที่สูงเกินไปอาจทำให้คุณเสียเปรียบ ควรปรับตามสภาวะตลาดและสินทรัพย์ที่เทรด
- **ข้อควรระวังที่ 2: หลีกเลี่ยง Market Order ในช่วงผันผวน:** ราคาอาจเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินกว่าที่คุณจะรับได้ ใช้ Limit Order เพื่อควบคุมราคา
- **ข้อควรระวังที่ 3: ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด:** ข่าวสำคัญอาจทำให้ตลาดผันผวนอย่างมาก เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
- **ข้อควรระวังที่ 4: บริหารจัดการ Leverage อย่างรอบคอบ:** Leverage สูงอาจเพิ่มความเสี่ยง Slippage และการขาดทุนอย่างรวดเร็ว
- **ข้อควรระวังที่ 5: เลือก Broker ที่มีความโปร่งใส:** Broker ที่ดีจะให้ข้อมูล Slippage ที่ชัดเจน และมีระบบดำเนินการคำสั่งซื้อที่รวดเร็ว
แหล่งเรียนรู้และเครื่องมือแนะนำ
เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและรับมือกับ Slippage ได้ดียิ่งขึ้น เราได้รวบรวมแหล่งเรียนรู้และเครื่องมือที่มีประโยชน์ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้จริง:
เครื่องมือออนไลน์ฟรี
- Slippage Calculator (คำนวณ Slippage) — เครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยคำนวณ Slippage ที่เกิดขึ้นจริงจากการเทรดของคุณ โดยเปรียบเทียบราคาที่คุณคาดหวังกับราคาที่คุณได้รับจริง ทำให้คุณสามารถประเมินผลกระทบของ Slippage ต่อกำไร/ขาดทุนได้อย่างแม่นยำ
- Volatility Tracker (ติดตามความผันผวน) — เครื่องมือที่แสดงระดับความผันผวนของตลาดแบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นช่วงที่ Slippage มีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก
- Depth of Market (DOM) Viewer (ดูความหนาแน่นของตลาด) — แสดงข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนคำสั่งซื้อขายที่ราคาต่างๆ ในตลาด ช่วยให้คุณประเมินสภาพคล่องของตลาดได้ หากตลาดมีสภาพคล่องน้อย Slippage มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า
- Alert System (ระบบแจ้งเตือน) — ตั้งค่าการแจ้งเตือนเมื่อราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หรือเมื่อมีความผันผวนสูง เพื่อให้คุณสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ลดโอกาสในการเผชิญกับ Slippage
- Transaction Cost Analyzer (วิเคราะห์ต้นทุนการทำธุรกรรม) — เครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ต้นทุนการทำธุรกรรมทั้งหมดของคุณ รวมถึงค่าธรรมเนียม สเปรด และ Slippage ช่วยให้คุณเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงของการเทรด และปรับปรุงกลยุทธ์เพื่อลดต้นทุนโดยรวม
หนังสือและคอร์สแนะนำ
- “Trading in the Zone” by Mark Douglas — หนังสือคลาสสิกที่เน้นด้านจิตวิทยาการเทรด ช่วยให้คุณเข้าใจอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง รวมถึงการควบคุมความเสี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการลดผลกระทบจาก Slippage
- “Mastering the Trade” by John F. Carter — หนังสือที่ครอบคลุมกลยุทธ์การเทรดหลากหลายรูปแบบ รวมถึงเทคนิคการจัดการความเสี่ยงและการรับมือกับความผันผวนของตลาด
- คอร์ส เรียนเทรด Forex ขั้นสูง — คอร์สเรียนที่สอนโดยผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้คุณเข้าใจกลไกตลาด Forex อย่างลึกซึ้ง รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อ Slippage และวิธีการเทรดอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดความเสี่ยง
ขั้นตอนถัดไป — ทำอะไรต่อหลังอ่านจบ
หลังจากทำความเข้าใจเรื่อง Slippage แล้ว สิ่งที่คุณควรทำต่อไปคือการนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้จริง เพื่อพัฒนาทักษะและลดผลกระทบจาก Slippage ในการเทรดของคุณ:
- ขั้นตอนที่ 1: ทบทวนกลยุทธ์การเทรดของคุณ — พิจารณาว่ากลยุทธ์ที่คุณใช้อยู่นั้นมีความเสี่ยงต่อ Slippage มากน้อยเพียงใด ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์หากจำเป็น
- ขั้นตอนที่ 2: เลือกโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูง — โบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูงจะช่วยลดโอกาสในการเกิด Slippage เนื่องจากมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากในตลาด
- ขั้นตอนที่ 3: ใช้ Limit Orders แทน Market Orders — Limit Orders ช่วยให้คุณกำหนดราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขายได้ ทำให้คุณสามารถควบคุมราคาที่คุณได้รับได้ดีกว่า Market Orders
- ขั้นตอนที่ 4: ฝึกฝนการเทรดในบัญชี Demo — ใช้บัญชี Demo เพื่อทดสอบกลยุทธ์การเทรดของคุณในสภาพแวดล้อมที่จำลองตลาดจริง โดยไม่ต้องเสี่ยงเงินทุนของคุณ
- ขั้นตอนที่ 5: ติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ — ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อความผันผวนของตลาด เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
Slippage เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเทรด แต่ด้วยความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงการใช้เครื่องมือและกลยุทธ์ที่เหมาะสม คุณสามารถลดผลกระทบจาก Slippage และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างยั่งยืน อย่าลืมที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและปรับปรุงกลยุทธ์ของคุณอยู่เสมอ เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในตลาดได้อย่างมั่นใจ
สถานการณ์จริงจากตลาด — ตัวอย่างการใช้ Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage ในการเทรด
สถานการณ์ที่ 1: ตลาดขาขึ้น (Uptrend)
สมมติว่าคุณวิเคราะห์กราฟ EUR/USD และพบสัญญาณการกลับตัวเป็นขาขึ้น คุณตัดสินใจที่จะเปิดสถานะ Buy ที่ราคา 1.1000 โดยตั้งเป้าหมายกำไร (Take Profit) ที่ 1.1020 และ Stop Loss ที่ 1.0990 ทันทีที่คุณส่งคำสั่งซื้อ ราคา EUR/USD พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีข่าวเศรษฐกิจสำคัญประกาศออกมา ทำให้คำสั่งซื้อของคุณถูกดำเนินการที่ราคา 1.1003 แทนที่จะเป็น 1.1000 ซึ่งก็คือเกิด Slippage ไป 3 pips เมื่อราคาไปถึง Take Profit ที่ 1.1020 คุณก็ทำกำไรได้ 17 pips แทนที่จะเป็น 20 pips อย่างที่คาดหวังไว้
Slippage ในสถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะความผันผวนของตลาดที่สูงในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญ ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Order ของคุณจึงถูกจับคู่ที่ราคาที่ดีที่สุดถัดไปที่มีอยู่ ซึ่งก็คือ 1.1003 ถึงแม้ว่าจะทำให้กำไรลดลงเล็กน้อย แต่การที่ราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้ก็ยังทำให้คุณทำกำไรได้
สถานการณ์ที่ 2: ตลาดขาลง (Downtrend)
คุณทำการวิเคราะห์ทางเทคนิคของคู่เงิน GBP/JPY และคาดการณ์ว่าราคาจะร่วงลง คุณจึงตัดสินใจเปิดสถานะ Sell ที่ราคา 185.00 โดยตั้งเป้าหมายกำไรที่ 184.80 และ Stop Loss ที่ 185.10 ทันทีที่คุณส่งคำสั่งขาย ราคา GBP/JPY กลับดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทำให้คำสั่งขายของคุณถูกดำเนินการที่ราคา 185.03 แทนที่จะเป็น 185.00 ซึ่งก็คือเกิด Slippage ไป 3 pips ต่อมาราคาพุ่งขึ้นไปชน Stop Loss ที่ 185.10 ทำให้คุณขาดทุน 13 pips แทนที่จะเป็น 10 pips อย่างที่คาดหวังไว้
ในสถานการณ์นี้ Slippage ทำให้คุณขาดทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ไม่เป็นไปตามที่คุณคาดการณ์ไว้ การที่ราคาดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ Order ของคุณถูกจับคู่ที่ราคาที่แย่ลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ Stop Loss และทำให้คุณขาดทุนมากกว่าที่ตั้งใจไว้
สถานการณ์ที่ 3: ตลาด Sideway
คุณสังเกตว่าคู่เงิน AUD/USD เคลื่อนที่อยู่ในกรอบแคบๆ ระหว่าง 0.6600 และ 0.6620 คุณตัดสินใจใช้กลยุทธ์ Scalping โดยเปิดสถานะ Buy ที่ราคา 0.6605 โดยตั้งเป้าหมายกำไรเล็กน้อยที่ 0.6610 และ Stop Loss ที่ 0.6600 ทันทีที่คุณส่งคำสั่งซื้อ ราคาไม่ได้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว แต่มีความผันผวนเล็กน้อย ทำให้คำสั่งซื้อของคุณถูกดำเนินการที่ราคา 0.6606 แทนที่จะเป็น 0.6605 เกิด Slippage ไป 1 pip เมื่อราคาไปถึง Take Profit ที่ 0.6610 คุณก็ทำกำไรได้ 4 pips แทนที่จะเป็น 5 pips อย่างที่คาดหวังไว้
แม้ว่า Slippage ในตลาด Sideway จะไม่รุนแรงเท่ากับในตลาดที่มีเทรนด์ชัดเจน แต่ก็ยังสามารถส่งผลกระทบต่อกำไรของคุณได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณใช้กลยุทธ์ Scalping ที่ต้องการกำไรเล็กน้อย การที่ราคาแกว่งตัวเล็กน้อยอาจทำให้ Order ถูกจับคู่ที่ราคาที่แย่ลง ซึ่งส่งผลให้กำไรลดลง
ขั้นตอนปฏิบัติแบบ Step-by-Step
- ขั้นตอนที่ 1: เตรียมตัว — ศึกษาข่าวเศรษฐกิจที่กำลังจะประกาศ และหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง เตรียมความพร้อมโดยการทำความเข้าใจลักษณะของคู่เงินที่คุณเทรด และช่วงเวลาที่คู่เงินนั้นมีความผันผวนมากที่สุด นอกจากนี้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มการซื้อขายของคุณมีความเสถียรและสามารถดำเนินการคำสั่งซื้อขายได้อย่างรวดเร็ว
- ขั้นตอนที่ 2: วิเคราะห์ — วิเคราะห์กราฟราคาอย่างละเอียดเพื่อหาแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่ง ใช้เครื่องมือทางเทคนิคต่างๆ เช่น Fibonacci Retracement, Moving Averages เพื่อยืนยันสัญญาณการซื้อขายของคุณ พยายามคาดการณ์ช่วงเวลาที่ตลาดอาจมีความผันผวนสูง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
- ขั้นตอนที่ 3: เข้าเทรด — ใช้ Limit Order แทน Market Order เพื่อควบคุมราคาที่คุณต้องการเข้าซื้อหรือขาย หากคุณใช้ Market Order คุณอาจต้องเผชิญกับ Slippage ที่รุนแรงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Limit Order ของคุณมีราคาที่สมเหตุสมผล และมีโอกาสที่จะถูกจับคู่
- ขั้นตอนที่ 4: จัดการความเสี่ยง — ตั้ง Stop Loss อย่างเหมาะสมเพื่อจำกัดความเสี่ยงของคุณ หากคุณไม่ตั้ง Stop Loss คุณอาจสูญเสียเงินจำนวนมากหากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคาดการณ์ไว้ คำนวณขนาดของ Stop Loss ให้เหมาะสมกับขนาดของพอร์ตของคุณ และความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้
- ขั้นตอนที่ 5: ออกจากเทรด — ใช้ Take Profit เพื่อล็อคกำไรของคุณ เมื่อราคาไปถึงเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ หากคุณไม่ตั้ง Take Profit คุณอาจพลาดโอกาสในการทำกำไร และราคาอาจกลับตัวลงมา ทำให้คุณไม่ได้กำไรอย่างที่ควรจะเป็น ปรับ Take Profit ตามสถานการณ์ของตลาด และความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้
- ขั้นตอนที่ 6: บันทึกและทบทวน — บันทึกรายละเอียดการซื้อขายของคุณทั้งหมด รวมถึงวันที่ เวลา คู่เงิน ราคาเข้า ราคาออก Stop Loss Take Profit และเหตุผลในการตัดสินใจซื้อขาย ทบทวนการซื้อขายของคุณอย่างสม่ำเสมอเพื่อหาจุดแข็งและจุดอ่อนของคุณ เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และปรับปรุงกลยุทธ์การซื้อขายของคุณให้ดีขึ้น
Checklist ก่อนใช้งาน Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage
รายการตรวจสอบก่อนเริ่มต้น:
- ✓ ข้อ 1: ทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อ Slippage — การเข้าใจว่าข่าวเศรษฐกิจสำคัญ, สภาพคล่องของตลาด, และความผันผวนส่งผลต่อ Slippage อย่างไรเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดและหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงได้ การเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำจะช่วยลดโอกาสในการเกิด Slippage ได้อย่างมาก
- ✓ ข้อ 2: เลือกโบรกเกอร์ที่มี Execution ที่รวดเร็วและเสถียร — โบรกเกอร์ที่มีระบบ Execution ที่มีประสิทธิภาพจะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายของคุณไปยังตลาดได้อย่างรวดเร็ว ลดโอกาสที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปก่อนที่จะดำเนินการ การตรวจสอบรีวิวและความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริงเกี่ยวกับความเร็วในการ Execution ของโบรกเกอร์จึงเป็นสิ่งสำคัญ
- ✓ ข้อ 3: ตั้งค่า Order Type ที่เหมาะสม — การเลือกใช้ Limit Order แทน Market Order ในบางสถานการณ์จะช่วยให้คุณควบคุมราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขายได้ดีขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่ได้ Execution ทันที แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงจาก Slippage ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว
- ✓ ข้อ 4: กำหนดขนาด Position ที่เหมาะสม — การเทรดด้วย Position Size ที่ใหญ่เกินไปอาจทำให้เกิด Slippage ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง การปรับลดขนาด Position ให้เหมาะสมกับสภาพคล่องของตลาดจะช่วยลดผลกระทบจาก Slippage ได้
- ✓ ข้อ 5: ตรวจสอบ Liquidity ของคู่เงินที่เทรด — คู่เงินที่มีสภาพคล่องสูง (เช่น EUR/USD) มักจะมีการ Slippage น้อยกว่าคู่เงินที่มีสภาพคล่องต่ำ การเลือกเทรดคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด Slippage ได้อย่างมาก
- ✓ ข้อ 6: ใช้ Stop-Loss Order อย่างชาญฉลาด — แม้ว่า Stop-Loss Order จะไม่สามารถรับประกันราคาที่แน่นอนได้ แต่ก็ยังเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการจำกัดความเสี่ยง การตั้ง Stop-Loss Order ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการขาดทุนที่มากเกินไป แม้ว่าอาจจะเกิด Slippage บ้างก็ตาม
- ✓ ข้อ 7: หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญ — ช่วงเวลาที่มีการประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญมักจะทำให้ตลาดมีความผันผวนสูง ทำให้เกิด Slippage ได้ง่าย การหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด Slippage ได้อย่างมาก
- ✓ ข้อ 8: ทำความเข้าใจนโยบาย Slippage ของโบรกเกอร์ — โบรกเกอร์แต่ละรายมีนโยบายเกี่ยวกับ Slippage ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจนโยบายของโบรกเกอร์ที่คุณใช้งานจะช่วยให้คุณทราบถึงสิทธิและความรับผิดชอบของคุณในกรณีที่เกิด Slippage
คำศัพท์สำคัญที่ต้องรู้
- Slippage — คือความแตกต่างระหว่างราคาที่คุณต้องการซื้อหรือขายกับราคาที่ Execution จริงเกิดขึ้น ปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือเมื่อมีคำสั่งซื้อขายจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น คุณตั้ง Order ซื้อที่ราคา 1.1000 แต่ Execution จริงเกิดขึ้นที่ราคา 1.1005
- Liquidity (สภาพคล่อง) — หมายถึงความสามารถในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยไม่มีผลกระทบต่อราคามากนัก สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงมักจะมีการ Bid-Ask Spread ที่แคบ และมี Slippage น้อยกว่า
- Volatility (ความผันผวน) — คือระดับการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดในช่วงเวลาหนึ่ง ตลาดที่มีความผันผวนสูงมักจะมีการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิด Slippage ได้ง่าย
- Bid-Ask Spread — คือความแตกต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ของสินทรัพย์ Bid คือราคาที่ผู้ซื้อยินดีจ่าย ส่วน Ask คือราคาที่ผู้ขายต้องการได้รับ Spread ที่แคบแสดงถึงสภาพคล่องที่สูง
- Market Order — คือคำสั่งซื้อขายที่ดำเนินการทันที ณ ราคาตลาดปัจจุบัน เป็น Order ที่เน้นความรวดเร็วในการ Execution แต่มีความเสี่ยงที่จะเกิด Slippage ได้สูงกว่า
- Limit Order — คือคำสั่งซื้อขายที่กำหนดราคาที่ต้องการซื้อหรือขายไว้ล่วงหน้า คำสั่งจะถูกดำเนินการก็ต่อเมื่อราคาตลาดถึงระดับที่กำหนดไว้ ช่วยให้ควบคุมราคาได้ แต่ไม่รับประกันการ Execution
- Execution — คือกระบวนการที่คำสั่งซื้อขายของคุณถูกดำเนินการในตลาด การ Execution ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในการลด Slippage
- Stop-Loss Order — คือคำสั่งที่ตั้งไว้เพื่อปิด Position โดยอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคาดการณ์ไว้ ช่วยจำกัดความเสี่ยงในการขาดทุน แต่ก็อาจเกิด Slippage ได้หากตลาดมีความผันผวนสูง
คำถามที่พบบ่อย (
💡 แนะนำ: สำหรับคนที่สนใจเรื่อง IT และเทคโนโลยี ลองอ่าน advanced prompt engineering cot จาก SiamCafe Blog ได้ครับ
FAQ)
–
1. Slippage ส่งผลกระทบต่อการเทรดอย่างไร และมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นเลยหรือไม่?
Slippage สามารถส่งผลกระทบต่อการเทรดได้ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ในเชิงบวก หากราคาที่คุณได้รับดีกว่าราคาที่คุณคาดหวังไว้ แต่ส่วนใหญ่มักส่งผลกระทบในเชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงหรือมีข่าวสำคัญประกาศออกมา ซึ่งอาจทำให้คุณได้ราคาที่ไม่เป็นไปตามที่คุณต้องการ ตัวอย่างเช่น หากคุณตั้งซื้อที่ราคา 1.1000 แต่เกิด Slippage และได้ราคา 1.1005 นั่นหมายความว่าคุณต้องจ่ายแพงขึ้น 5 pips แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกัน Slippage ได้ 100% แต่คุณสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการใช้คำสั่ง Limit Order, เลือกโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูง และหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวสำคัญ
–
2. Market Order กับ Limit Order มีความแตกต่างกันอย่างไรในการจัดการกับ Slippage?
Market Order คือคำสั่งซื้อขาย ณ ราคาตลาดที่ดีที่สุดในขณะนั้น ซึ่งมักจะทำให้เกิด Slippage ได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง เนื่องจากราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก่อนที่คำสั่งของคุณจะถูกดำเนินการ ในทางตรงกันข้าม Limit Order คือคำสั่งซื้อขายที่ระบุราคาที่คุณต้องการอย่างชัดเจน หากราคาไม่ถึงตามที่คุณกำหนด คำสั่งก็จะไม่ถูกดำเนินการ ทำให้คุณสามารถควบคุมราคาที่คุณจะซื้อหรือขายได้ แม้ว่าอาจจะพลาดโอกาสในการเทรดหากราคาไม่ถึงตามที่คุณต้องการ แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงจาก Slippage ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
–
3. ทำไม Slippage มักเกิดขึ้นในช่วงที่มีข่าวสำคัญทางเศรษฐกิจประกาศ?
ในช่วงที่มีข่าวสำคัญทางเศรษฐกิจประกาศออกมา ตลาดมักจะมีความผันผวนสูงมาก เนื่องจากเทรดเดอร์ทั่วโลกต่างตอบสนองต่อข่าวสารที่เกิดขึ้น ทำให้ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ในสถานการณ์เช่นนี้ สภาพคล่องในตลาดอาจลดลงชั่วคราว และทำให้เกิดช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ที่กว้างขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด Slippage เมื่อคุณส่งคำสั่งซื้อขายในช่วงเวลาดังกล่าว โอกาสที่คุณจะได้ราคาที่ไม่ตรงกับที่คุณต้องการจึงมีสูง
–
4. สภาพคล่องของโบรกเกอร์มีผลต่อ Slippage อย่างไร และควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูงหรือไม่?
สภาพคล่องของโบรกเกอร์มีความสำคัญอย่างมากในการลดโอกาสเกิด Slippage โบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูงจะสามารถดำเนินการคำสั่งซื้อขายของคุณได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงก็ตาม เนื่องจากมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากพร้อมที่จะทำการซื้อขาย ทำให้ราคาไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไป การเลือกโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูงจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงจาก Slippage และเพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับราคาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
–
5. นอกเหนือจากที่กล่าวมา มีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อ Slippage อีกหรือไม่?
นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น เช่น ความผันผวนของตลาด, ประเภทของคำสั่ง (Market Order vs. Limit Order), และสภาพคล่องของโบรกเกอร์แล้ว ความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณก็มีผลต่อ Slippage ด้วยเช่นกัน หากคุณมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ช้า คำสั่งซื้อขายของคุณอาจใช้เวลานานกว่าจะถูกส่งไปยังโบรกเกอร์ ซึ่งอาจทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงไปก่อนที่คำสั่งของคุณจะถูกดำเนินการ นอกจากนี้ ขนาดของคำสั่งซื้อขายของคุณก็อาจส่งผลต่อ Slippage ได้ หากคุณทำการซื้อขายในปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบต่อราคาในตลาดและทำให้เกิด Slippage ได้เช่นกัน
สรุป Slippage คืออะไร วิธีลดผลกระทบจาก Slippage
Slippage คือความแตกต่างระหว่างราคาที่คุณคาดหวังและราคาที่คุณได้รับจริงเมื่อทำการซื้อขายในตลาด Forex หรือ CFD ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น ความผันผวนของตลาด, สภาพคล่องของโบรกเกอร์ และประเภทของคำสั่งที่คุณใช้ การทำความเข้าใจ Slippage เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ประเด็นที่ 1 — Slippage คือความคลาดเคลื่อนของราคาที่คาดหวังกับราคาที่ได้รับจริง มักเกิดขึ้นในช่วงตลาดผันผวนสูง
- ประเด็นที่ 2 — Market Order มีโอกาสเกิด Slippage มากกว่า Limit Order เพราะ Market Order จะดำเนินการที่ราคาตลาดที่ดีที่สุด
- ประเด็นที่ 3 — โบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องสูง ช่วยลดโอกาสเกิด Slippage ได้ เพราะมีผู้ซื้อขายจำนวนมากในตลาด
- ประเด็นที่ 4 — ความเร็วอินเทอร์เน็ตมีผลต่อ Slippage การเชื่อมต่อที่ช้าอาจทำให้คำสั่งดำเนินการช้าและได้ราคาที่ไม่ต้องการ
- ประเด็นที่ 5 — การเทรดในช่วงข่าวสำคัญมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด Slippage ควรหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็น
การจัดการ Slippage เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ การทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อ Slippage และการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ หากคุณสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการเทรด Forex และ CFD อย่าลืมติดตามบทความอื่นๆ ของเราเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ของคุณ
คำเตือนความเสี่ยง
การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ ควรศึกษาและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ควรใช้เงินที่ไม่พร้อมจะสูญเสีย ผลการเทรดในอดีตไม่ได้รับประกันผลในอนาคต
บทความโดย iCafeFX — ตำนาน EA semi auto เจ้าแรกในเมืองไทย
ใส่ link: อ่านบทความ Forex ทั้งหมด







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文