
ทำความรู้จักกับ “Position” ในการเทรด: ความหมายและความสำคัญ
ในโลกของการเทรดและการลงทุน คำว่า “Position” (โพซิชัน) เป็นหนึ่งในคำศัพท์พื้นฐานที่นักเทรดทุกคนต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้ หรือเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพที่ต้องการทบทวนความเข้าใจ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Position จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ทำความรู้จักกับ “Position” ในการเทรด: ความหมายและความสำคัญ
- ประเภทของ Position ในการเทรด
- การคำนวณขนาด Position (Position Sizing)
- กลยุทธ์การจัดการ Position อย่างมืออาชีพ
- เครื่องมือและเทคโนโลยีสำหรับการจัดการ Position
- ข้อผิดพลาดทั่วไปในการจัดการ Position และวิธีหลีกเลี่ยง
- กรณีศึกษา: การจัดการ Position ในสถานการณ์จริง
- แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) สำหรับการจัดการ Position
- สรุป
โดยทั่วไปแล้ว Position หมายถึง “สถานะการถือครองสินทรัพย์” ที่นักเทรดเปิดไว้ในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น สกุลเงินดิจิทัล สินค้าโภคภัณฑ์ หรือตราสารอนุพันธ์ต่างๆ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Position จะช่วยให้คุณสามารถบริหารความเสี่ยงและตัดสินใจในการเทรดได้อย่างชาญฉลาด
ความหมายของ Position ในบริบทการเทรด
Position คือปริมาณของสินทรัพย์ที่นักเทรดถือครองอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:
- Long Position (สถานะซื้อ) – การซื้อสินทรัพย์โดยคาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
- Short Position (สถานะขาย) – การขายสินทรัพย์โดยคาดว่าราคาจะลดลงในอนาคต (โดยการยืมสินทรัพย์มาขายก่อนแล้วค่อยซื้อคืน)
ในการเทรดแต่ละครั้ง นักเทรดจะต้องกำหนดขนาดของ Position (Position Size) ซึ่งเป็นปริมาณเงินทุนที่ใช้ในการเปิดสถานะนั้นๆ การกำหนดขนาด Position ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารความเสี่ยง
ประเภทของ Position ในการเทรด
การทำความเข้าใจประเภทของ Position เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้นักเทรดสามารถวางกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม โดยเราสามารถแบ่ง Position ตามลักษณะการถือครองและวัตถุประสงค์ได้ดังนี้
1. Position ตามทิศทางของตลาด
| ประเภท | คำอธิบาย | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| Long Position | ซื้อสินทรัพย์เพื่อหวังว่าราคาจะเพิ่มขึ้น | ซื้อ Bitcoin ที่ราคา 50,000 USD คาดว่าราคาจะขึ้นไปที่ 60,000 USD |
| Short Position | ขายสินทรัพย์ที่ยืมมาเพื่อหวังว่าราคาจะลดลง | ยืมหุ้น Apple มาขายที่ราคา 150 USD คาดว่าราคาจะลงไปที่ 130 USD |
| Neutral Position | ใช้กลยุทธ์ที่ได้กำไรจากความผันผวนโดยไม่สนใจทิศทาง | ใช้ Options strategy เช่น Straddle หรือ Strangle |
2. Position ตามระยะเวลาการถือครอง
- Intraday Position – เปิดและปิดสถานะภายในวันเดียวกัน
- Swing Position – ถือครองเป็นเวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์
- Position Trading – ถือครองเป็นเดือนถึงปี (แนวทางของ Warren Buffett)
- Scalping Position – ถือครองเพียงไม่กี่นาทีถึงไม่กี่วินาที
การคำนวณขนาด Position (Position Sizing)
การกำหนดขนาด Position ที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยง นักเทรดมืออาชีพมักจะใช้สูตรการคำนวณที่แม่นยำเพื่อป้องกันการสูญเสียเกินกว่าที่จะรับได้ ต่อไปนี้เป็นวิธีการคำนวณขนาด Position ที่ได้รับความนิยม
สูตรการคำนวณ Position Size แบบ Risk-Based
หลักการคือการกำหนดว่าเรายอมรับความเสี่ยงได้กี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตโฟลิโอต่อการเทรดหนึ่งครั้ง โดยทั่วไปนักเทรดมืออาชีพจะเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ต่อการเทรด
// สูตรคำนวณ Position Size (Python)
def calculate_position_size(account_balance, risk_percent, entry_price, stop_loss_price):
"""
คำนวณขนาด Position ตามหลัก Risk Management
Parameters:
- account_balance: ยอดเงินในพอร์ต (บาท)
- risk_percent: เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (เช่น 0.02 = 2%)
- entry_price: ราคาที่จะเข้าเทรด
- stop_loss_price: ราคาจุดตัดขาดทุน
Returns:
- position_size: จำนวนหน่วยที่จะซื้อ/ขาย
- risk_amount: จำนวนเงินที่เสี่ยง
"""
risk_amount = account_balance * risk_percent
price_difference = abs(entry_price - stop_loss_price)
if price_difference == 0:
return 0, 0
position_size = risk_amount / price_difference
return position_size, risk_amount
# ตัวอย่างการใช้งาน
balance = 100000 # พอร์ต 100,000 บาท
risk = 0.02 # เสี่ยง 2%
entry = 50.00 # ราคาเข้า 50 บาท
stop = 48.00 # จุดตัดขาดทุน 48 บาท
size, risk_amount = calculate_position_size(balance, risk, entry, stop)
print(f"ควรซื้อ {size:.2f} หน่วย")
print(f"ความเสี่ยงทั้งหมด: {risk_amount:.2f} บาท")
การคำนวณ Position Size สำหรับการเทรด Forex
ในตลาด Forex การคำนวณ Position Size จะซับซ้อนกว่าเนื่องจากต้องคำนึงถึงค่า Pip Value และ Leverage
// การคำนวณ Lot Size สำหรับ Forex (JavaScript)
function calculateForexLotSize(accountBalance, riskPercent, stopLossPips, pipValue) {
/**
* คำนวณ Lot Size สำหรับการเทรด Forex
*
* @param {number} accountBalance - ยอดเงินในบัญชี (USD)
* @param {number} riskPercent - เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง (0.01 = 1%)
* @param {number} stopLossPips - ระยะ Stop Loss ในหน่วย Pip
* @param {number} pipValue - มูลค่าต่อ Pip (สำหรับ Standard Lot = $10)
* @returns {number} - Lot Size ที่ควรใช้
*/
const riskAmount = accountBalance * riskPercent;
const lotSize = riskAmount / (stopLossPips * pipValue);
// ปัดเศษลงให้เป็นทศนิยม 2 ตำแหน่ง (สำหรับ MT4/MT5)
return Math.floor(lotSize * 100) / 100;
}
// ตัวอย่างการใช้งาน
const balance = 10000; // $10,000
const risk = 0.01; // 1%
const stopLoss = 50; // 50 pips
const pipVal = 10; // Standard Lot
const lot = calculateForexLotSize(balance, risk, stopLoss, pipVal);
console.log(`ควรเทรด ${lot} Lots`);
กลยุทธ์การจัดการ Position อย่างมืออาชีพ
การจัดการ Position ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การเปิดและปิดสถานะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนสถานะระหว่างทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรและลดความเสี่ยง ต่อไปนี้เป็นกลยุทธ์ที่นักเทรดมืออาชีพใช้ในการจัดการ Position
1. Pyramid Position (การเพิ่มสถานะแบบพีระมิด)
กลยุทธ์นี้ใช้เมื่อเทรดเดอร์มั่นใจในแนวโน้มของตลาด โดยจะเพิ่มขนาด Position เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น:
- เปิด Long ครั้งแรกที่ 100 หน่วย
- เมื่อราคาขึ้น 5% เพิ่มอีก 50 หน่วย
- เมื่อราคาขึ้นอีก 5% เพิ่มอีก 25 หน่วย
ข้อดีของกลยุทธ์นี้คือสามารถเพิ่มผลกำไรได้มากในแนวโน้มที่แข็งแกร่ง แต่ข้อเสียคือหากตลาดกลับทิศจะขาดทุนหนักกว่า
2. Scaling Out (การทยอยปิดสถานะ)
แทนที่จะปิด Position ทั้งหมดในคราวเดียว นักเทรดสามารถทยอยปิดบางส่วนเพื่อล็อกกำไรในขณะที่ยังมีสถานะเหลืออยู่เพื่อรับโอกาสเพิ่มเติม
// ตัวอย่างกลยุทธ์การทยอยปิดสถานะ (Python)
def scale_out_strategy(current_price, entry_price, position_size, profit_targets):
"""
กลยุทธ์ทยอยปิดสถานะตามเป้าหมายกำไร
Parameters:
- current_price: ราคาปัจจุบัน
- entry_price: ราคาที่เข้าซื้อ
- position_size: ขนาด Position ทั้งหมด
- profit_targets: list ของเป้าหมายกำไร (%) เช่น [5, 10, 15]
Returns:
- close_amount: จำนวนหน่วยที่ควรปิด
"""
profit_percent = ((current_price - entry_price) / entry_price) * 100
close_amount = 0
for i, target in enumerate(profit_targets):
if profit_percent >= target:
# ปิด 1/3 ของ Position ที่เหลือในแต่ละระดับ
remaining = position_size - close_amount
close_amount += remaining * 0.33
return close_amount
# ตัวอย่าง
entry = 100
current = 115
size = 1000
targets = [5, 10, 15]
to_close = scale_out_strategy(current, entry, size, targets)
print(f"ควรปิด {to_close:.0f} หน่วย จากทั้งหมด {size} หน่วย")
3. Hedging Position (การป้องกันความเสี่ยง)
การทำ Hedge คือการเปิด Position ในทิศทางตรงกันข้ามกับ Position หลัก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่คาดคิด
| กลยุทธ์ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| Pyramid Position | เพิ่มกำไรในแนวโน้มที่แข็งแกร่ง, ใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ | ความเสี่ยงสูงหากตลาดกลับทิศ, ต้องมีวินัยสูง |
| Scaling Out | ลดความเสี่ยง, ล็อกกำไรบางส่วน, จิตวิทยาการเทรดดีขึ้น | อาจพลาดกำไรส่วนเพิ่ม, ต้องติดตามตลาดตลอดเวลา |
| Hedging | ป้องกันความเสี่ยงได้ดี, ลดความผันผวนของพอร์ต | ต้นทุนสูง (ค่า Spread, Swap), ซับซ้อนในการจัดการ |
เครื่องมือและเทคโนโลยีสำหรับการจัดการ Position
ในยุคดิจิทัล นักเทรดสามารถใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อช่วยในการจัดการ Position ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อไปนี้เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยม
1. Trading Platform และ API
แพลตฟอร์มการเทรดสมัยใหม่ เช่น MetaTrader 4/5, TradingView, และ Binance API มีฟังก์ชันสำหรับการจัดการ Position แบบอัตโนมัติ
// ตัวอย่างการใช้ Binance API เพื่อตรวจสอบ Position (Python)
import requests
import json
from datetime import datetime
def check_binance_position(api_key, api_secret, symbol):
"""
ตรวจสอบ Position ปัจจุบันบน Binance Futures
Parameters:
- api_key: API Key จาก Binance
- api_secret: API Secret
- symbol: คู่เทรด เช่น 'BTCUSDT'
Returns:
- dict: ข้อมูล Position
"""
# ในทางปฏิบัติต้องใช้การเข้ารหัส HMAC
# ตัวอย่างนี้เป็นเพียงโครงสร้างเท่านั้น
endpoint = "https://fapi.binance.com/fapi/v1/positionRisk"
headers = {
'X-MBX-APIKEY': api_key
}
params = {
'symbol': symbol,
'timestamp': int(datetime.now().timestamp() * 1000)
}
# response = requests.get(endpoint, headers=headers, params=params)
# data = response.json()
# ตัวอย่างข้อมูลจำลอง
data = {
'symbol': symbol,
'positionAmt': '0.500', # 0.5 BTC
'entryPrice': '45000.00',
'markPrice': '46000.00',
'unRealizedProfit': '500.00',
'leverage': '10',
'liquidationPrice': '40500.00'
}
return data
# ตัวอย่างการใช้งาน
position = check_binance_position('your_api_key', 'your_api_secret', 'BTCUSDT')
print(f"Position: {position['positionAmt']} BTC")
print(f"ราคาเข้า: {position['entryPrice']}")
print(f"กำไร/ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น: {position['unRealizedProfit']} USD")
2. Position Tracker Dashboard
เครื่องมือติดตาม Position แบบ Real-time ช่วยให้นักเทรดสามารถมองเห็นภาพรวมของพอร์ตได้อย่างรวดเร็ว ฟังก์ชันที่สำคัญประกอบด้วย:
- P&L Dashboard – แสดงกำไร/ขาดทุนแบบ Real-time
- Risk Exposure – แสดงความเสี่ยงรวมของพอร์ต
- Margin Usage – แสดงการใช้ Margin ปัจจุบัน
- Drawdown Analysis – วิเคราะห์การลดลงของพอร์ต
3. Automated Stop Loss และ Take Profit
การใช้คำสั่ง Stop Loss และ Take Profit แบบอัตโนมัติเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดการ Position อย่างมืออาชีพ โดยสามารถตั้งค่าได้ดังนี้:
- Fixed Stop Loss – ตั้งจุดตัดขาดทุนคงที่ (เช่น 2% จากราคาเข้า)
- Trailing Stop Loss – จุดตัดขาดทุนที่ขยับตามราคาเมื่อมีกำไร
- Time-based Stop – ปิดสถานะเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
- Volatility-based Stop – ใช้ ATR (Average True Range) ในการกำหนดจุด Stop
ข้อผิดพลาดทั่วไปในการจัดการ Position และวิธีหลีกเลี่ยง
แม้แต่นักเทรดที่มีประสบการณ์ก็ยังสามารถทำผิดพลาดในการจัดการ Position ได้ ต่อไปนี้เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไข
1. การใช้ Leverage สูงเกินไป
การใช้ Leverage สูงอาจทำให้ได้กำไรเร็ว แต่ก็ทำให้ขาดทุนเร็วเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การใช้ Leverage 100x หมายความว่าราคาเคลื่อนที่เพียง 1% ก็สามารถทำให้พอร์ตสูญเสียทั้งหมดได้
วิธีหลีกเลี่ยง: ใช้ Leverage ไม่เกิน 5-10x สำหรับการเทรดทั่วไป และไม่เกิน 20x สำหรับกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีความแม่นยำสูง
2. การไม่ตั้ง Stop Loss
นักเทรดหลายคนไม่ตั้ง Stop Loss เพราะกลัวว่าจะถูก Stop ออกก่อนที่ราคาจะกลับมา แต่นี่เป็นความผิดพลาดร้ายแรงที่อาจทำให้พอร์ตสูญเสียทั้งหมด
วิธีหลีกเลี่ยง: ตั้ง Stop Loss ทุกครั้งที่เปิด Position โดยใช้หลักการ Risk-Reward Ratio อย่างน้อย 1:2
3. การเพิ่ม Position เมื่อขาดทุน (Martingale)
การเพิ่ม Position เมื่อราคาเคลื่อนที่สวนทางเพื่อถัวเฉลี่ยราคา (Averaging Down) เป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน
วิธีหลีกเลี่ยง: ใช้หลักการ “Cut losses short, let profits run” และยอมรับว่าการเทรดบางครั้งก็ผิดพลาดได้
4. การเทรดมากเกินไป (Overtrading)
การเปิด Position มากเกินไปในเวลาเดียวกันทำให้ไม่สามารถติดตามและจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีหลีกเลี่ยง: กำหนดจำนวน Position สูงสุดที่สามารถเปิดได้พร้อมกัน (เช่น ไม่เกิน 3-5 Position) และใช้ Correlation Analysis เพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำซ้อนของความเสี่ยง
กรณีศึกษา: การจัดการ Position ในสถานการณ์จริง
กรณีศึกษา 1: การเทรด Bitcoin ในช่วงขาขึ้น
สถานการณ์: นักเทรด A มีพอร์ต 500,000 บาท ต้องการเทรด Bitcoin โดยใช้กลยุทธ์ Trend Following
การดำเนินการ:
- วิเคราะห์แนวโน้ม: พบว่า BTC อยู่ใน uptrend โดยมี MA50 และ MA200 ขนานกัน
- กำหนดความเสี่ยง: 2% ของพอร์ต = 10,000 บาท
- ตั้ง Stop Loss: 5% จากราคาเข้า
- คำนวณ Position Size: 10,000 / (0.05 × ราคา BTC) = 0.002 BTC (ที่ราคา 1,000,000 บาท)
- ใช้กลยุทธ์ Pyramid: เมื่อราคาขึ้น 10% เพิ่ม Position อีก 50%
- ตั้ง Trailing Stop Loss: 8% จากราคาสูงสุด
ผลลัพธ์: ราคา BTC เพิ่มขึ้น 30% ใน 2 เดือน นักเทรด A ได้กำไร 45,000 บาท (9% ของพอร์ต) โดยมีความเสี่ยงสูงสุดเพียง 10,000 บาท
กรณีศึกษา 2: การทำ Hedge ในช่วงขาลงของตลาดหุ้น
สถานการณ์: นักเทรด B ถือหุ้น SET50 จำนวน 1,000,000 บาท และกังวลว่าตลาดจะปรับตัวลงในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า
การดำเนินการ:
- เปิด Short Position ใน SET50 Futures เพื่อป้องกันความเสี่ยง
- คำนวณ Hedge Ratio: 1:1 (ถือหุ้น 1 ล้าน, Short Futures 1 ล้าน)
- เลือก Futures ที่มีสภาพคล่องสูง: S50Z24
- ตั้ง Stop Loss สำหรับ Hedge Position: หาก SET50 ขึ้น 5% ให้ปิด Hedge
ผลลัพธ์: ตลาดหุ้นปรับตัวลง 8% ใน 1 เดือน แต่ Short Futures ได้กำไร 7.5% (หลังจากหักต้นทุน) ทำให้พอร์ตรวมขาดทุนเพียง 0.5% แทนที่จะขาดทุน 8%
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) สำหรับการจัดการ Position
จากการศึกษาและประสบการณ์ของนักเทรดมืออาชีพ ต่อไปนี้เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ควรนำไปปรับใช้
1. กำหนด Risk Management Plan ก่อนเปิด Position ทุกครั้ง
- กำหนดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อการเทรด (1-2%)
- กำหนด Risk-Reward Ratio ขั้นต่ำ (1:2 หรือ 1:3)
- กำหนด Maximum Drawdown รายวัน/รายสัปดาห์
2. ใช้ Position Sizing ที่สอดคล้องกับสภาพตลาด
- ลดขนาด Position เมื่อตลาดมีความผันผวนสูง (VIX สูง)
- เพิ่มขนาด Position เมื่อมีโอกาสที่ชัดเจนและความเสี่ยงต่ำ
- ใช้ Kelly Criterion หรือ Fixed Fractional เพื่อคำนวณขนาดที่เหมาะสม
3. บันทึกและวิเคราะห์ Position ทุกครั้ง
- จดบันทึกเหตุผลในการเปิดและปิด Position
- วิเคราะห์ผลลัพธ์เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์
- ใช้ Trading Journal เพื่อติดตามประสิทธิภาพ
4. ใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดการ
- ตั้ง Alert เมื่อราคาถึงจุดสำคัญ
- ใช้ API เพื่อจัดการ Position แบบอัตโนมัติ
- ใช้ Portfolio Tracker เพื่อดูภาพรวม
5. รักษาวินัยและจิตวิทยาการเทรด
- ไม่เปลี่ยนแผนระหว่างเทรด (除非มีเหตุผลสำคัญ)
- ยอมรับความผิดพลาดและปิด Position เมื่อจำเป็น
- พักการเทรดเมื่ออารมณ์ไม่ปกติหรือเมื่อมีการขาดทุนติดต่อกัน
สรุป
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Position ในการเทรดเป็นพื้นฐานสำคัญที่นักเทรดทุกคนต้องให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนักเทรดมือใหม่หรือมืออาชีพ การจัดการ Position ที่ดีประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่การกำหนดประเภทของ Position การคำนวณขนาดที่เหมาะสม การใช้กลยุทธ์การจัดการที่ถูกต้อง ไปจนถึงการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย
สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีวินัยในการปฏิบัติตามแผนการจัดการ Position ที่วางไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้ง Stop Loss และการบริหารความเสี่ยง การเทรดที่ไม่มีการจัดการ Position ที่ดีเปรียบเสมือนการขับรถโดยไม่มีระบบเบรก ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายที่รุนแรงได้
ท้ายที่สุดนี้ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านนำความรู้เกี่ยวกับ Position ที่ได้จากบทความนี้ไปปรับใช้ในการเทรดของตนเอง เริ่มต้นจากการกำหนดขนาด Position ที่ปลอดภัย ใช้เครื่องมือช่วยในการจัดการ และหมั่นทบทวนปรับปรุงกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ การเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการเทรดที่ถูกต้องทุกครั้ง แต่เกิดจากการจัดการความเสี่ยงที่ดีและการเรียนรู้จากความผิดพลาด
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ SiamCafe Blog – แหล่งความรู้ด้านการเทรดและการลงทุนสำหรับคนไทย
อ่านเพิ่มเติม
บทความที่เกี่ยวข้อง
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย






เทรดทอง

TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文