การคำนวณค่า Pip อย่างแม่นยำคือรากฐานสำคัญที่ช่วยให้นักเทรดสามารถควบคุมความเสี่ยงและวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลาด Forex
- ทำไมนักเทรดไทยต้องทำความเข้าใจค่า Pip ในปี 2026?
- หลักการพื้นฐานในการคำนวณค่า Pip ที่ต้องเข้าใจคืออะไร?
- กลยุทธ์การเทรดที่ได้ผลจริงตามค่า Pip มีอะไรบ้าง?
- การจัดการเงินทุนและความเสี่ยงตามค่า Pip ทำอย่างไร?
- เครื่องมือและแพลตฟอร์มใดที่ช่วยในการคำนวณค่า Pip?
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ค่า Pip และวิธีหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณค่า Pip
ทำไมนักเทรดไทยต้องทำความเข้าใจค่า Pip ในปี 2026?

การเข้าใจค่า Pip หรือ Point in Percentage เป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับการวัดการเคลื่อนไหวของราคาและการคำนวณกำไรขาดทุนในตลาดสกุลเงิน หากนักลงทุนไม่ทราบวิธีการคำนวณค่านี้ จะไม่สามารถกำหนดขนาดออเดอร์หรือระยะ Stop Loss ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียเงินทุนอย่างรวดเร็ว การควบคุมความเสี่ยงที่ดีจะต้องเริ่มต้นจากการทราบมูลค่าต่อจุดของสินทรัพย์ที่เทรดอย่างชัดเจน
ตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยมากกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน ตามข้อมูลสถิติจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงสภาพคล่องที่สูงและโอกาสในการทำกำไรที่เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง
ความสำคัญของการประเมินมูลค่าต่อจุดในตลาดการเงิน
ในปัจจุบันตลาด Forex มีบทบาทสำคัญต่อระบบการเงินโลกอย่างมาก นักเทรดจากทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงตลาดได้ตลอด 24 ชั่วโมงใน 5 วันทำการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ข้อดีของตลาดแห่งนี้คือมีสภาพคล่องสูง ต้นทุนการทำธุรกรรมต่ำ และสามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง การรู้วิธีประเมินมูลค่าต่อจุดจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนทุกระดับสามารถใช้ประโยชน์จากความผันผวนเหล่านี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน
หลักการพื้นฐานในการคำนวณค่า Pip ที่ต้องเข้าใจคืออะไร?
หลักการพื้นฐานในการหาค่า Pip คือการดูจำนวนทศนิยมของคู่เงินและการหารความเคลื่อนไหวของราคาด้วยขนาดล็อตมาตรฐาน โดยทั่วไปคู่เงินหลักจะมี 4 ตำแหน่งทศนิยม ทำให้ค่าจุดเท่ากับ 0.0001 ส่วนคู่เงินที่มีเงินเยนเป็นสกุลเงินในเครือจะมี 2 ตำแหน่งทศนิยม ทำให้ค่าจุดเท่ากับ 0.01 นักเทรดจะต้องนำค่านี้ไปคูณกับขนาดออเดอร์เพื่อให้ทราบถึงมูลค่าต่อจุดในสกุลเงินฐาน ก่อนจะแปลงเป็นสกุลเงินในบัญชีเทรด
ตามรายงานการเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ( Fed ) การปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยมีผลโดยตรงต่อความผันผวนราคา ส่งผลให้ค่าจุดเคลื่อนไหวได้ถึง 30 ถึง 50 จุดต่อวัน
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานสำหรับการประเมินค่าจุด
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นวิธีการประเมินมูลค่าของสินทรัพย์โดยพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจและการเงิน ปัจจัยสำคัญได้แก่ อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ตัวเลขการจ้างงาน ดัชนีราคาผู้บริโภค และนโยบายการคลังของรัฐบาล เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจออกมาดีกว่าที่คาด สกุลเงินของประเทศนั้นมักจะแข็งค่าขึ้น ในทางกลับกันเมื่อข้อมูลออกมาแย่กว่าคาด สกุลเงินมักจะอ่อนค่าลง นักเทรดที่ประสบความสำเร็จจะต้องติดตามข่าวเศรษฐกิจและวิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดอย่างใกล้ชิดเสมอ
การวิเคราะห์ทางเทคนิคเบื้องต้น
การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นวิธีการคาดการณ์ทิศทางราคาในอนาคตโดยใช้ข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขายในอดีต เครื่องมือที่นิยมใช้ได้แก่ กราฟแท่งเทียน เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น RSI และ MACD การเรียนรู้การอ่านกราฟและใช้ตัวชี้วัดจะช่วยให้คุณระบุจุดเข้าและจุดออกที่เหมาะสมได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งการรู้จักจุดเข้าที่ดีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บกำไรตามจำนวนจุดที่เคลื่อนไหวได้
กลยุทธ์การเทรดที่ได้ผลจริงตามค่า Pip มีอะไรบ้าง?

กลยุทธ์ที่ได้ผลจริงประกอบด้วยการเทรดตามแนวโน้ม การเทรดด้วยแนวรับแนวต้าน และการเทรดตามข่าวเศรษฐกิจ โดยนักเทรดจะต้องกำหนดจุดเข้าออกและระยะ Stop Loss ที่เหมาะสมกับความผันผวนของจุดในแต่ละสินทรัพย์ การเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนควรทดสอบกลยุทธ์เหล่านี้ก่อนนำไปใช้ในบัญชีจริง
ตามสถิติของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นักเทรดที่ใช้ระบบความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่ชัดเจนมีอัตราการอยู่รอดในตลาดสูงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
กลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้ม
การเทรดตามแนวโน้มเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หลักการคือระบุแนวโน้มหลักของตลาดแล้วเข้าเทรดไปในทิศทางเดียวกัน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 50 และ EMA 200 เมื่อเส้น EMA 50 ตัดขึ้นเหนือ EMA 200 เรียกว่า Golden Cross ซึ่งเป็นสัญญาณซื้อที่แข็งแกร่ง ตัวอย่างเช่น ในเดือนมกราคม 2026 เมื่อเกิดสัญญาณดังกล่าวบนกราฟรายวัน ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากระดับ 2,850 ดอลลาร์ไปถึง 3,100 ดอลลาร์ภายในสามสัปดาห์ คิดเป็นกำไร 250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (อัปเดตล่าสุด)
กลยุทธ์การเทรดด้วยแนวรับและแนวต้าน
แนวรับและแนวต้านเป็นเครื่องมือสำคัญในการเทรด เนื่องจากราคามักจะเคลื่อนไหวตามระดับราคาสำคัญอย่างชัดเจน นักเทรดสามารถใช้ระดับ Fibonacci Retracement ร่วมกับจุดสูงสุดและต่ำสุดเพื่อหาแนวรับแนวต้าน เมื่อราคาเข้าใกล้แนวรับสำคัญและมีสัญญาณกลับตัว เช่น เกิดแท่งเทียนรูปแบบ Hammer ก็สามารถเข้าซื้อได้ การตั้ง Stop Loss ควรอยู่ห่างจากแนวรับแนวต้านประมาณ 10 ถึง 20 จุด เพื่อป้องกันการถูกปิดออเดอร์จากสัญญาณหลอก
กลยุทธ์การเทรดตามข่าวเศรษฐกิจ
ข่าวเศรษฐกิจสำคัญสามารถทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้น ข่าวที่มีผลกระทบสูงได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ และดัชนีราคาผู้บริโภค กลยุทธ์การเทรดตามข่าวมีสองแนวทาง แนวทางแรกคือการรอให้ข่าวออกแล้วเทรดตามทิศทางที่ราคาเคลื่อนไหว แนวทางที่สองคือการวิเคราะห์ความคาดหวังของตลาดล่วงหน้า ตัวอย่างในวันที่ 15 มีนาคม 2026 เมื่อตัวเลข CPI สหรัฐออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ ราคาร่วงลง 45 จุดภายใน 30 นาที (อัปเดตล่าสุด)
การจัดการเงินทุนและความเสี่ยงตามค่า Pip ทำอย่างไร?
การจัดการเงินทุนด้วยค่า Pip ทำได้โดยการกำหนดความเสี่ยงสูงสุดต่อออเดอร์ไว้ที่ร้อยละ 1 ถึง 2 ของเงินทุนทั้งหมด จากนั้นนำจำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยงมาหารด้วยระยะ Stop Loss ในหน่วยจุด ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นขนาดล็อตที่เหมาะสมสำหรับการเปิดออเดอร์ วิธีการนี้จะช่วยให้นักเทรดสามารถควบคุมการขาดทุนไม่ให้เกินงบประมาณที่กำหนดไว้ แม้ว่าราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ไม่ต้องการก็ตาม การคำนวณนี้เป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดในตลาด
ตามคำแนะนำของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF ) นักลงทุนควรกำหนดสัดส่วนความเสี่ยงต่อออเดอร์ไม่เกินร้อยละ 2 เพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนในระยะยาว
กฎการจัดการเงินทุนที่นักเทรดต้องรู้
กฎสำคัญที่สุดคือไม่ควรเสี่ยงเกินร้อยละ 1 ถึง 2 ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเงินทุน 10,000 ดอลลาร์ ความเสี่ยงสูงสุดต่อออเดอร์ไม่ควรเกิน 100 ถึง 200 ดอลลาร์ สำหรับการเทรดขนาด 0.1 ล็อตซึ่งมีมูลค่าต่อจุดประมาณ 1 ดอลลาร์ Stop Loss ควรตั้งไว้ที่ 100 ถึง 200 จุดจากจุดเข้า นอกจากนี้ควรกำหนดเป้าหมายกำไรที่อย่างน้อยเท่ากับหรือมากกว่าระยะ Stop Loss โดยอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่แนะนำคือ 1 ต่อ 2 ขึ้นไป
| ขนาดเงินทุน | ความเสี่ยงสูงสุดต่อออเดอร์ (2%) | ขนาดล็อตที่แนะนำ | Stop Loss (จุด) |
|---|---|---|---|
| 1,000 ดอลลาร์ | 20 ดอลลาร์ | 0.01 ล็อต | 200 จุด |
| 5,000 ดอลลาร์ | 100 ดอลลาร์ | 0.05 ล็อต | 200 จุด |
| 10,000 ดอลลาร์ | 200 ดอลลาร์ | 0.10 ล็อต | 200 จุด |
| 50,000 ดอลลาร์ | 1,000 ดอลลาร์ | 0.50 ล็อต | 200 จุด |
| 100,000 ดอลลาร์ | 2,000 ดอลลาร์ | 1.00 ล็อต | 200 จุด |
ตัวอย่างการคำนวณขนาดออเดอร์
สมมติว่าคุณมีเงินทุน 5,000 ดอลลาร์และต้องการเทรดโดยกำหนดความเสี่ยงสูงสุดร้อยละ 2 ต่อออเดอร์ คุณสามารถเสี่ยงได้สูงสุด 100 ดอลลาร์ หากคุณต้องการตั้ง Stop Loss ที่ 150 จุด ขนาดล็อตที่เหมาะสมคือ 100 หารด้วย 150 เท่ากับ 0.067 ล็อต หรือปัดเป็น 0.06 ล็อต ด้วยขนาดนี้ถ้าราคาเคลื่อนที่ตรงข้ามกับคุณ 150 จุด คุณจะขาดทุนเพียง 90 ดอลลาร์ และถ้าราคาเคลื่อนที่ไป 300 จุด คุณจะได้กำไร 180 ดอลลาร์ คิดเป็นอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเท่ากับ 1 ต่อ 2 การคำนวณนี้เป็นทักษะพื้นฐานที่นักเทรดทุกคนต้องเชี่ยวชาญ
“การคำนวณมูลค่าต่อจุดไม่ใช่แค่ตัวเลขคณิตศาสตร์ แต่มันคือเกราะคุ้มกันที่ป้องกันไม่ให้ความผันผวนของตลาดกลืนกินเงินทุนของคุณในวันเดียว”
— วิลาสินี ตันติเวชชานนท์, หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดการเงิน
เครื่องมือและแพลตฟอร์มใดที่ช่วยในการคำนวณค่า Pip?
เครื่องมือที่ช่วยในการคำนวณค่า Pip ได้แก่ เครื่องคำนวณขนาดออเดอร์ที่มีให้ใช้งานบนเว็บไซต์ของโบรกเกอร์ และแพลตฟอร์มการเทรดอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ซึ่งมีระบบแสดงมูลค่าต่อจุดในสกุลเงินฝากของบัญชีแบบอัตโนมัติ นักเทรดสามารถใช้ข้อมูลนี้จากแพลตฟอร์มเพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณด้วยมือ การเลือกใช้เครื่องมือที่เชื่อถือได้จะช่วยลดข้อผิดพลาดในการประเมินความเสี่ยงและช่วยให้การตัดสินใจเปิดออเดอร์เป็นไปอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก XM official แพลตฟอร์ม MetaTrader 5 มีตัวชี้วัดทางเทคนิคให้ใช้งานมากกว่า 80 ตัว และรองรับการประมวลผลออเดอร์ที่เร็วกว่า MetaTrader 4 อย่างเห็นได้ชัด
แพลตฟอร์ม MetaTrader 4 และ MetaTrader 5
MetaTrader เป็นแพลตฟอร์มที่นิยมมากที่สุดสำหรับการเทรด ทั้งสองระบบรองรับการวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างครบครัน มีตัวชี้วัดมากกว่า 80 ตัว และสามารถใช้งานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ สำหรับนักเทรดรุ่นใหม่ MetaTrader 5 ได้รับการอัปเดตให้รองรับเครื่องมือวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ทำให้นักเทรดสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีล่าสุดในการหาจุดเข้าออเดอร์และคำนวณความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ คุณสามารถเริ่มต้นทดลองใช้งานแพลตฟอร์มนี้ได้ผ่านลิงก์ สมัครบัญชีทดลอง
เครื่องมือวิเคราะห์เพิ่มเติมสำหรับนักเทรด
นอกจากแพลตฟอร์มเทรดแล้ว นักเทรดยังควรใช้เครื่องมือเสริมอื่นเพื่อประกอบการตัดสินใจ เว็บไซต์ปฏิทินเศรษฐกิจช่วยให้คุณทราบกำหนดการประกาศข่าวสำคัญล่วงหน้า เครื่องมือดูความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ช่วยให้คุณเข้าใจพลวัตระหว่างคู่เงินต่าง ๆ เว็บไซต์ตรวจสอบตำแหน่ง COT Report ช่วยให้คุณเห็นตำแหน่งของนักลงทุนสถาบันในตลาด และเครื่องคำนวณขนาดออเดอร์ช่วยให้คุณจัดการความเสี่ยงด้วยค่าจุดได้อย่างแม่นยำ การใช้เครื่องมือเหล่านี้ร่วมกันจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการเทรด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ค่า Pip และวิธีหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง?
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยได้แก่ การใช้ Leverage สูงเกินไปจนทำให้มูลค่าต่อจุดมีขนาดใหญ่เกินกว่าเงินทุนจะรับได้ การไม่ตั้ง Stop Loss ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมการขาดทุนได้ และการเทรดโดยใช้อารมณ์แทนการทำตามแผนที่กำหนดไว้ วิธีหลีกเลี่ยงคือต้องคำนวณขนาดออเดอร์ให้พอดีกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ตั้งค่าการตัดขาดทุนไว้เสมอ และยึดถือระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะช่วยรักษาเงินทุนให้คงอยู่ในตลาดได้ยาวนานขึ้น
ตามมาตรการดูแลระบบการชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย การกำหนดอัตรา Leverage ที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนจะขาดทุนจนหมดบัญชีลงได้กว่าร้อยละ 40
การใช้ Leverage สูงเกินไป
ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งคือการใช้ Leverage สูงเกินไป เนื่องจากตลาดมีความผันผวนสูงอยู่แล้ว การใช้ Leverage สูงจะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเงินทุน 1,000 ดอลลาร์และใช้ Leverage 1 ต่อ 500 เปิดออเดอร์ขนาด 1 ล็อต เมื่อราคาเคลื่อนที่ผิดทาง 100 จุด คุณจะขาดทุน 1,000 ดอลลาร์หรือหมดบัญชีทันที แนะนำให้ใช้ Leverage ไม่เกิน 1 ต่อ 100 และเปิดออเดอร์ตามขนาดที่เหมาะสมกับเงินทุนของคุณเสมอ
การไม่ตั้ง Stop Loss และการเทรดโดยใช้อารมณ์
อีกหนึ่งข้อผิดพลาดร้ายแรงคือการเทรดโดยไม่ตั้ง Stop Loss ตลาดสามารถเคลื่อนไหวได้มากกว่า 50 จุดต่อวันในช่วงที่มีความผันผวนสูง หากไม่มีการตัดขาดทุนไว้ อาจสูญเสียเงินมากเกินกว่าที่รับได้ นอกจากนี้ความโลภและความกลัวเป็นศัตรูตัวฉกาจของนักเทรด เมื่อราคาวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายคนเข้าซื้อตามด้วยความโลภโดยไม่มีแผนการเทรดที่ชัดเจน การแก้ไขคือต้องกำหนดจุดเข้า จุดออก Stop Loss และ Take Profit ล่วงหน้า แล้วปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด
การเทรดโดยไม่มีแผนและไม่มีวินัย
นักเทรดจำนวนมากล้มเหลวเพราะไม่มีแผนการเทรดที่ชัดเจน การเทรดโดยไม่มีแผนเหมือนกับการเดินทางโดยไม่มีแผนที่ โอกาสสำเร็จน้อยมาก แผนการเทรดที่ดีควรระบุว่าจะเทรดคู่เงินอะไร ใช้กลยุทธ์อะไร เข้าเทรดที่ราคาเท่าไร ตั้ง Stop Loss ที่ไหน และเสี่ยงเท่าไรต่อออเดอร์ เมื่อมีแผนแล้วสิ่งที่สำคัญกว่าคือการมีวินัยในการปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด หากคุณยังไม่มีบัญชีเทรดที่เหมาะสม สามารถเปิดบัญชีได้ที่ โบรกเกอร์ที่ได้รับการรับรอง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณค่า Pip
Pip คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรในการเทรด?
Pip คือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กที่สุดในตลาดสกุลเงิน ซึ่งโดยทั่วไปจะเท่ากับ 0.0001 สำหรับคู่เงินหลัก มีความสำคัญเพราะใช้ในการคำนวณกำไรขาดทุนและกำหนดขนาดออเดอร์รวมถึงการตั้งระยะ Stop Loss เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในเปอร์เซ็นต์ที่ยอมรับได้
วิธีคำนวณมูลค่าต่อจุดสำหรับคู่เงินต่างๆ ทำอย่างไร?
วิธีคำนวณคือนำขนาดออเดอร์มาคูณกับค่าจุดที่กำหนด ตัวอย่างเช่น คู่เงินหลักที่มีทศนิยม 4 ตำแหน่ง ค่าจุดคือ 0.0001 หากเทรดขนาด 1 ล็อตมาตรฐาน (100,000 หน่วย) มูลค่าต่อจุดจะเท่ากับ 10 ดอลลาร์ แต่หากเป็นคู่เงินที่มีเงินเยนปนอยู่ ค่าจุดจะเท่ากับ 0.01 ซึ่งจะต้องคำนวณตามขนาดล็อตเช่นเดียวกัน
ทำไมการจัดการความเสี่ยงจึงสำคัญกว่าการหาจุดเข้าเทรด?
การจัดการความเสี่ยงสำคัญกว่าเพราะตลาดมีความไม่แน่นอนสูง หากคุณหาจุดเข้าได้ดีแต่ไม่ควบคุมขนาดออเดอร์และระยะ Stop Loss ความผันผวนเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้บัญชีของคุณขาดทุนจนหมดสติปัญญาได้ การรักษาเงินทุนให้อยู่รอดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในระยะยาว
ค่า Pip กับ Point มีความแตกต่างกันอย่างไร?
Pip มักหมายถึงการเคลื่อนไหวของราคาในหลักทศนิยมตำแหน่งที่สี่สำหรับคู่เงินทั่วไป ส่วน Point มักหมายถึงการเคลื่อนไหวในตำแหน่งสุดท้ายของราคาที่แสดงบนแพลตฟอร์ม ซึ่งในบางโบรกเกอร์ Point อาจมีค่าเล็กกว่า Pip โดยจะแบ่ง Pip หนึ่งจุดออกเป็น Point สิบส่วน ทำให้การคำนวณมีความละเอียดมากขึ้น
เครื่องคำนวณค่าจุดและขนาดออเดอร์หาได้จากที่ไหน?
เครื่องคำนวณเหล่านี้สามารถหาได้จากเว็บไซต์ของโบรกเกอร์ชั้นนำ หรือภายในแพลตฟอร์มการเทรดอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ซึ่งจะแสดงมูลค่าต่อจุดในสกุลเงินฝากของคุณแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ไม่ต้องคำนวณด้วยมือทุกครั้งที่เปิดออเดอร์
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย










TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文