บทนำ: Lot Size คืออะไร? ทำไมเทรดเดอร์มืออาชีพต้องใส่ใจ
สวัสดีครับ! ผม อ.บอม จาก icafeforex.com ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในตลาด Forex และ Gold มากว่า 20 ปี วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับเทรดเดอร์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋า นั่นก็คือ “Lot Size” หรือขนาดของสัญญาที่เราใช้ในการเทรดนั่นเอง หลายคนอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไป แต่ผมบอกเลยว่า Lot Size นี่แหละคือตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่าคุณจะกำไรมากน้อยแค่ไหน หรือจะขาดทุนจนหมดตัวเอาง่ายๆ เลยนะครับ
- บทนำ: Lot Size คืออะไร? ทำไมเทรดเดอร์มืออาชีพต้องใส่ใจ
- พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Lot Size ที่เทรดเดอร์ต้องรู้
- วิธีใช้งาน Lot Size จริงในการเทรด Forex/Gold
- เทคนิคขั้นสูงในการบริหาร Lot Size
- เปรียบเทียบ Lot Size กับประเภทบัญชีและ Leverage
- ข้อควรระวังในการใช้ Lot Size
- ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
- เครื่องมือแนะนำสำหรับการคำนวณ Lot Size
- Case Study จาก อ.บอม
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Lot Size
- สรุป
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
- FAQ เพิ่ม 4 ข้อ
- Lot Size คืออะไร ทำไมถึงสำคัญในการเทรด Forex/Gold?
- วิธีการคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมกับทุนและความเสี่ยง
- Case Study: การเลือก Lot Size ที่ผิดพลาด และบทเรียนที่ได้รับ
ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติว่าคุณเทรด XAUUSD (ทองคำ) โดยที่ไม่ได้คำนวณ Lot Size ให้ดี ปรากฏว่าราคาขยับไปผิดทางแค่ 10 จุด (Pip) คุณอาจจะเสียเงินไปเป็นร้อยๆ หรือเป็นพันๆ ดอลลาร์ได้เลยนะครับ ผมเคยเจอเคสที่น่าเศร้ามากๆ ตอนปี 2019 มีน้องคนหนึ่งมาปรึกษาผม เขาเทรดทองคำด้วย Lot Size ที่ใหญ่เกินตัว สุดท้ายพอร์ตแตกภายในวันเดียว เพราะความผันผวนของราคาทองคำนี่แหละครับ
ในทางกลับกัน ถ้าคุณคำนวณ Lot Size ได้อย่างเหมาะสม คุณก็จะสามารถควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างยั่งยืน ผมขอยกตัวอย่างตัวเองเลยครับ สมัยที่ผมเริ่มเทรดใหม่ๆ ผมก็เคยพลาดเรื่อง Lot Size เหมือนกัน แต่หลังจากที่ผมศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ผมก็สามารถสร้างระบบเทรดที่ทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ โดยอาศัยการคำนวณ Lot Size ที่แม่นยำนี่แหละครับ
สถิติที่น่าสนใจก็คือ เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว มักจะให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เป็นอันดับแรก และการคำนวณ Lot Size ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆ ของ Risk Management นั่นเอง มีการสำรวจพบว่า เทรดเดอร์ที่คำนวณ Lot Size อย่างถูกต้อง มีโอกาสที่จะอยู่รอดในตลาดได้นานกว่าเทรดเดอร์ที่ไม่ใส่ใจเรื่องนี้ถึง 3 เท่าเลยทีเดียวนะครับ
ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจะมาอธิบายแบบละเอียดเลยว่า Lot Size คืออะไร? มีกี่ประเภท? คำนวณยังไง? แล้วทุนเท่าไหร่ถึงจะเปิด Lot Size เท่าไหร่ได้บ้าง? รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะเข้าใจเรื่อง Lot Size อย่างทะลุปรุโปร่ง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดของคุณได้อย่างแน่นอนครับ
พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Lot Size ที่เทรดเดอร์ต้องรู้
Lot Size คืออะไร? ทำไมต้องมี?
Lot Size หรือขนาดของสัญญา คือหน่วยวัดปริมาณของสินทรัพย์ที่เราต้องการซื้อหรือขายในการเทรด Forex และ Gold ครับ พูดง่ายๆ คือมันเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเทรดด้วยเงินจำนวนเท่าไหร่ในแต่ละครั้ง ทำไมต้องมี Lot Size? ก็เพราะว่าตลาด Forex และ Gold มีขนาดใหญ่มากๆ ถ้าเราเทรดด้วยเงินจำนวนน้อยๆ อาจจะไม่ได้กำไรหรือขาดทุนที่เห็นผลชัดเจนเท่าไหร่ Lot Size ก็เลยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขยายผลกำไรและขาดทุนให้มากขึ้นครับ
ลองจินตนาการว่าคุณต้องการซื้อขายเงิน EUR/USD ถ้าคุณซื้อขายแค่ 1 EUR คุณก็คงไม่ได้กำไรอะไรมากมาย แต่ถ้าคุณซื้อขาย 1 Lot ซึ่งเท่ากับ 100,000 EUR กำไรหรือขาดทุนของคุณก็จะมากขึ้นตามไปด้วย นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องใช้ Lot Size ในการเทรดครับ การมี Lot Size ทำให้เราสามารถเข้าถึงตลาดที่มีขนาดใหญ่ได้ด้วยเงินทุนที่น้อยกว่าความเป็นจริง ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Leverage นั่นเอง
สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ Lot Size ที่ใหญ่ขึ้น ก็หมายถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วยนะครับ ดังนั้น การเลือก Lot Size ที่เหมาะสมกับขนาดของพอร์ตและระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการเทรด Forex และ Gold ครับ ผมแนะนำเสมอว่าอย่าโลภ อย่าคิดว่าการใช้ Lot Size ใหญ่ๆ จะทำให้รวยเร็ว เพราะมันอาจจะทำให้คุณหมดตัวเร็วกว่าที่คิดก็ได้นะครับ
ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง เทรดด้วย Lot Size ที่ใหญ่เกินตัว สุดท้ายก็ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง เพราะฉะนั้น อย่าประมาทเรื่อง Lot Size เด็ดขาดนะครับ ศึกษาให้เข้าใจ คำนวณให้ดี แล้วคุณจะสามารถเทรดได้อย่างสบายใจและยั่งยืนแน่นอนครับ
นอกจากนี้ Lot Size ยังมีความสัมพันธ์กับ Margin ที่เราต้องใช้ในการเปิดออเดอร์อีกด้วย Lot Size ที่ใหญ่ขึ้น ก็จะทำให้เราต้องใช้ Margin มากขึ้นตามไปด้วย ถ้า Margin ไม่พอ เราก็จะไม่สามารถเปิดออเดอร์ได้ หรือถ้า Margin เหลือน้อยเกินไป ก็อาจจะโดน Broker บังคับปิดออเดอร์ (Margin Call) ได้นะครับ ดังนั้น การบริหาร Margin ให้ดี ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการเทรดครับ
ประเภทของ Lot Size: Standard, Mini, Micro, Nano
ในตลาด Forex และ Gold จะมี Lot Size หลักๆ อยู่ 4 ประเภทด้วยกันครับ ได้แก่ Standard Lot, Mini Lot, Micro Lot และ Nano Lot แต่ละประเภทก็จะมีขนาดที่แตกต่างกัน และเหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีเงินทุนที่แตกต่างกันด้วยครับ
Standard Lot: คือ Lot Size ที่ใหญ่ที่สุด มีขนาดเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก (Base Currency) เช่น ถ้าคุณเทรด EUR/USD 1 Standard Lot ก็เท่ากับ 100,000 EUR Standard Lot เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีเงินทุนค่อนข้างมาก และมีความเข้าใจในตลาดเป็นอย่างดี เพราะความเสี่ยงค่อนข้างสูงครับ
Mini Lot: มีขนาดเท่ากับ 10,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก หรือ 0.1 Standard Lot เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีเงินทุนปานกลาง และต้องการลดความเสี่ยงลงมาบ้าง Mini Lot เป็น Lot Size ที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เพราะมีความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงมากกว่า Standard Lot ครับ
Micro Lot: มีขนาดเท่ากับ 1,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก หรือ 0.01 Standard Lot เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ หรือเทรดเดอร์ที่มีเงินทุนน้อย Micro Lot เป็น Lot Size ที่ดีสำหรับการฝึกฝนและทดลองกลยุทธ์ต่างๆ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงเงินมากนักครับ
Nano Lot: มีขนาดเท่ากับ 100 หน่วยของสกุลเงินหลัก หรือ 0.001 Standard Lot Nano Lot เป็น Lot Size ที่เล็กที่สุด เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการทดลองเทรดด้วยเงินจำนวนน้อยมากๆ หรือต้องการทดสอบระบบเทรดแบบละเอียด Nano Lot ไม่ได้มีให้ใช้ในทุก Broker นะครับ ต้องลองตรวจสอบดูก่อน
การเลือกใช้ Lot Size ประเภทไหน ก็ขึ้นอยู่กับเงินทุน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และประสบการณ์ของแต่ละคนครับ ไม่มี Lot Size ไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน สิ่งสำคัญคือต้องเลือก Lot Size ที่เหมาะสมกับตัวเราเอง และสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
ความสัมพันธ์ระหว่าง Lot Size, Leverage และ Margin
Lot Size, Leverage และ Margin เป็น 3 สิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดในการเทรด Forex และ Gold ครับ การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของทั้ง 3 สิ่งนี้ จะช่วยให้คุณสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
Leverage: คืออัตราส่วนที่ Broker ให้เรายืมเงิน เพื่อให้เราสามารถเทรดด้วย Lot Size ที่ใหญ่กว่าเงินทุนที่เรามีอยู่ได้ เช่น ถ้า Broker ให้ Leverage 1:100 หมายความว่าเราสามารถเทรดด้วยเงิน 100,000 USD ได้ โดยที่เรามีเงินทุนแค่ 1,000 USD เท่านั้น Leverage ช่วยให้เราสามารถทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนด้วยเช่นกัน
Margin: คือจำนวนเงินที่เราต้องมีในบัญชี เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการเปิดออเดอร์ Margin จะถูกคำนวณจาก Lot Size และ Leverage ที่เราใช้ ยิ่ง Lot Size ใหญ่ Leverage สูง Margin ที่ต้องใช้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ถ้า Margin ไม่พอ เราจะไม่สามารถเปิดออเดอร์ได้ หรือถ้า Margin เหลือน้อยเกินไป เราอาจจะโดน Margin Call ได้ครับ
ความสัมพันธ์ของทั้ง 3 สิ่งนี้ก็คือ Lot Size เป็นตัวกำหนดขนาดของสัญญาที่เราจะเทรด Leverage ช่วยให้เราสามารถเทรดด้วย Lot Size ที่ใหญ่กว่าเงินทุนที่เรามีอยู่ได้ และ Margin เป็นจำนวนเงินที่เราต้องมีในบัญชีเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการเปิดออเดอร์ การบริหารจัดการทั้ง 3 สิ่งนี้ให้สมดุลกัน จะช่วยให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างยั่งยืนครับ
ผมขอยกตัวอย่างนะครับ สมมติว่าคุณมีเงินทุน 1,000 USD และ Broker ให้ Leverage 1:100 คุณต้องการเทรด EUR/USD 1 Mini Lot (10,000 EUR) Margin ที่คุณต้องใช้ในการเปิดออเดอร์นี้ก็จะเท่ากับ 100 EUR (10,000 EUR / 100) ถ้าคุณเปิดออเดอร์นี้แล้ว Margin เหลือในบัญชีน้อยเกินไป เช่น เหลือแค่ 200 USD คุณก็อาจจะเสี่ยงต่อการโดน Margin Call ได้นะครับ
ดังนั้น ก่อนที่จะเปิดออเดอร์ทุกครั้ง คุณควรที่จะคำนวณ Lot Size, Leverage และ Margin ให้ดีก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณมี Margin เพียงพอ และความเสี่ยงอยู่ในระดับที่คุณยอมรับได้นะครับ
วิธีใช้งาน Lot Size จริงในการเทรด Forex/Gold
ตารางคำนวณ Lot Size เบื้องต้น
ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นในการคำนวณ Lot Size นะครับ ตัวเลขที่เหมาะสมจริงๆ จะขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การเทรด ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และสภาวะตลาดในขณะนั้นด้วยครับ
| เงินทุน (USD) | ความเสี่ยงต่อการเทรด (%) | Lot Size ที่แนะนำ (Mini Lot) |
|---|---|---|
| 1,000 | 1-2% | 0.01 – 0.02 |
| 5,000 | 1-2% | 0.05 – 0.10 |
| 10,000 | 1-2% | 0.10 – 0.20 |
| 50,000 | 1-2% | 0.50 – 1.00 |
| 100,000 | 1-2% | 1.00 – 2.00 |
คำอธิบาย:
- เงินทุน: คือจำนวนเงินที่คุณมีในบัญชีเทรด
- ความเสี่ยงต่อการเทรด: คือเปอร์เซ็นต์ของเงินทุนที่คุณยอมเสียได้ในการเทรดแต่ละครั้ง โดยทั่วไปแล้ว เทรดเดอร์มืออาชีพจะแนะนำให้จำกัดความเสี่ยงไว้ที่ 1-2% ของเงินทุนทั้งหมด
- Lot Size ที่แนะนำ: คือขนาดของ Lot Size ที่เหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
ข้อควรระวัง:
- ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น ควรปรับ Lot Size ให้เหมาะสมกับกลยุทธ์การเทรดและสภาวะตลาด
- อย่าใช้ Leverage มากเกินไป เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุน
- บริหาร Margin ให้ดี เพื่อป้องกันการโดน Margin Call
สูตรคำนวณ Lot Size แบบง่ายๆ
สูตรคำนวณ Lot Size แบบง่ายๆ ที่ผมใช้เป็นประจำก็คือ:
Lot Size = (เงินทุน x ความเสี่ยงต่อการเทรด) / (ระยะ Stop Loss x มูลค่า Pip)
คำอธิบาย:
- เงินทุน: คือจำนวนเงินที่คุณมีในบัญชีเทรด
- ความเสี่ยงต่อการเทรด: คือเปอร์เซ็นต์ของเงินทุนที่คุณยอมเสียได้ในการเทรดแต่ละครั้ง
- ระยะ Stop Loss: คือระยะห่างระหว่างราคาที่คุณเปิดออเดอร์กับราคาที่คุณตั้ง Stop Loss
- มูลค่า Pip: คือมูลค่าของ 1 Pip ในสกุลเงินที่คุณกำลังเทรด (สามารถตรวจสอบได้จาก Broker ของคุณ)
ตัวอย่าง:
สมมติว่าคุณมีเงินทุน 1,000 USD คุณยอมเสี่ยงได้ 2% ต่อการเทรด (20 USD) คุณต้องการเทรด EUR/USD โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 Pips และมูลค่า Pip ของ EUR/USD คือ 10 USD ต่อ Standard Lot
Lot Size = (1,000 x 0.02) / (20 x 10) = 0.1 Mini Lot
ดังนั้น คุณควรที่จะเปิด EUR/USD ด้วย Lot Size 0.1 Mini Lot เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้ไว้ที่ 20 USD ครับ
ตัวอย่างการใช้งาน Lot Size ในการเทรดจริง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ผมจะยกตัวอย่างการใช้งาน Lot Size ในการเทรดจริงให้ดูนะครับ สมมติว่าคุณมีเงินทุน 5,000 USD และคุณต้องการเทรด XAUUSD (ทองคำ) โดยใช้กลยุทธ์ Price Action
ขั้นตอนที่ 1: วิเคราะห์กราฟและหารูปแบบ Price Action
คุณวิเคราะห์กราฟ XAUUSD แล้วพบว่ามีรูปแบบ Pin Bar เกิดขึ้นที่แนวรับสำคัญ คุณคาดการณ์ว่าราคาน่าจะปรับตัวขึ้นหลังจากเกิด Pin Bar นี้
ขั้นตอนที่ 2: กำหนดจุดเข้า (Entry Point), Stop Loss (SL) และ Take Profit (TP)
- Entry Point: 2350 USD
- Stop Loss: 2340 USD (ห่างจาก Entry Point 10 USD หรือ 100 Pips)
- Take Profit: 2370 USD (ห่างจาก Entry Point 20 USD หรือ 200 Pips)
ขั้นตอนที่ 3: คำนวณ Lot Size ที่เหมาะสม
คุณยอมเสี่ยงได้ 1% ของเงินทุน (50 USD) ต่อการเทรดครั้งนี้ มูลค่า Pip ของ XAUUSD คือประมาณ 0.1 USD ต่อ Micro Lot
Lot Size = (5,000 x 0.01) / (100 x 0.1) = 0.5 Mini Lot
ขั้นตอนที่ 4: เปิดออเดอร์และบริหารจัดการความเสี่ยง
คุณเปิด Buy Order ที่ XAUUSD 2350 ด้วย Lot Size 0.5 Mini Lot ตั้ง Stop Loss ที่ 2340 และ Take Profit ที่ 2370 ถ้าหากราคาเป็นไปตามที่คุณคาดการณ์ คุณก็จะทำกำไรได้ 100 USD (200 Pips x 0.5 USD ต่อ Pip) แต่ถ้าหากราคาผิดทาง คุณก็จะขาดทุน 50 USD (100 Pips x 0.5 USD ต่อ Pip) ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่คุณยอมรับได้
ข้อควรจำ:
การเทรดมีความเสี่ยงเสมอ ไม่มีกลยุทธ์ใดที่สามารถรับประกันผลกำไรได้ 100% สิ่งสำคัญคือต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี และอย่าลงทุนในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจครับ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเทรดเดอร์ทุกคนนะครับ ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามผมได้เลยนะครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเทรดครับ!
เทคนิคขั้นสูงในการบริหาร Lot Size
การใช้ Fibonacci เพื่อหา Lot Size ที่เหมาะสม
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่เทรดเดอร์หลายคนใช้เพื่อหาระดับแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น แต่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการคำนวณ Lot Size ได้ด้วยนะ! ลองคิดดูว่าถ้าราคาปรับตัวลงมาที่ระดับ Fibonacci 61.8% เราอาจจะเพิ่ม Lot Size ในการเข้าเทรดมากกว่าปกติเล็กน้อย เพราะเรามองว่าบริเวณนั้นมีโอกาสที่จะเป็นจุดกลับตัวของราคา
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราปกติเทรด EURUSD ที่ Lot 0.01 ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง แต่ถ้าราคาลงมาที่ Fibonacci 61.8% เราอาจจะเพิ่มเป็น Lot 0.015 หรือ 0.02 เพื่อหวังผลกำไรที่มากขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะคำนวณความเสี่ยงให้ดีด้วยนะครับ สมมติว่าเราเทรด EURUSD ที่ราคา 1.0850 โดยใช้ Fibonacci เป็นแนวทาง และตั้ง Stop Loss ที่ 20 pips จากจุดเข้า เราจะต้องมั่นใจว่า Lot Size ที่เพิ่มขึ้นนั้นยังอยู่ในระดับที่เราสามารถรับความเสี่ยงได้ ถ้า Lot 0.02 เสี่ยง $40 และเรายอมรับได้ ก็ลุยเลย!
ผมเคยเจอเคสตอนปี 2018 ที่ผมใช้ Fibonacci ร่วมกับ Lot Size ในการเทรดทองคำ (XAUUSD) ตอนนั้นผมเห็นราคาทองคำปรับตัวลงมาที่ Fibonacci 50% ผมเลยตัดสินใจเพิ่ม Lot Size เป็นสองเท่าของที่เคยเทรดปกติ ผลปรากฏว่าราคาทองคำเด้งกลับขึ้นไปจริง ๆ ทำให้ผมได้กำไรมากกว่าที่คาดไว้เยอะเลย แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่มันจะเป็นแบบนี้ เราต้องมีแผนสำรองเสมอครับ
Martingale และ Anti-Martingale
Martingale เป็นกลยุทธ์ที่เพิ่ม Lot Size ขึ้นเป็นสองเท่าทุกครั้งที่ขาดทุน เพื่อที่จะชดเชยผลขาดทุนในการเทรดครั้งก่อนหน้า และทำกำไรได้เมื่อการเทรดกลับมาชนะ กลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะถ้าเกิดการขาดทุนต่อเนื่องกันหลายครั้ง Lot Size ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้พอร์ตแตกได้ง่าย ๆ
สมมติว่าเราเริ่มต้นเทรดด้วย Lot 0.01 แล้วขาดทุน ถ้าเราใช้ Martingale ในการเทรดครั้งต่อไป เราจะต้องเพิ่ม Lot Size เป็น 0.02 ถ้าขาดทุนอีก ก็ต้องเพิ่มเป็น 0.04, 0.08 ไปเรื่อย ๆ ลองคิดดูว่าถ้าเราขาดทุน 5 ครั้งติดกัน Lot Size ของเราจะกลายเป็น 0.16 ซึ่งอาจจะเกินความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ ดังนั้น Martingale จึงเหมาะสำหรับคนที่มีทุนเยอะ และรับความเสี่ยงได้สูงมาก ๆ
ในทางกลับกัน Anti-Martingale คือการเพิ่ม Lot Size เมื่อเทรดชนะ และลด Lot Size เมื่อเทรดแพ้ กลยุทธ์นี้จะช่วยให้เราทำกำไรได้มากขึ้นในช่วงที่ตลาดเป็นใจ และลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดไม่แน่นอน ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด EURUSD ด้วย Lot 0.01 แล้วได้กำไร เราอาจจะเพิ่ม Lot Size เป็น 0.015 หรือ 0.02 ในการเทรดครั้งต่อไป แต่ถ้าขาดทุน เราก็จะลด Lot Size กลับไปเป็น 0.01 เหมือนเดิม
การปรับ Lot Size ตาม Volatility (ความผันผวน)
Volatility หรือความผันผวนของตลาด เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เราควรนำมาพิจารณาในการกำหนด Lot Size ถ้าตลาดมีความผันผวนสูง ราคาสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วและรุนแรง ทำให้เราอาจจะโดน Stop Loss ได้ง่าย ๆ ดังนั้นเราควรลด Lot Size ลงเมื่อตลาดมีความผันผวนสูง และเพิ่ม Lot Size ขึ้นเมื่อตลาดมีความผันผวนต่ำ
เราสามารถวัด Volatility ได้จากเครื่องมือต่าง ๆ เช่น Average True Range (ATR) หรือ Bollinger Bands ถ้า ATR มีค่าสูง แสดงว่าตลาดมีความผันผวนสูง เราก็ควรลด Lot Size ลง ตัวอย่างเช่น ถ้าเราปกติเทรด GBPJPY ที่ Lot 0.02 แต่ ATR บอกว่าตลาดมีความผันผวนสูงกว่าปกติ เราอาจจะลด Lot Size ลงเหลือ 0.015 หรือ 0.01 เพื่อลดความเสี่ยง
ผมเคยเจอสถานการณ์ที่ตลาดทองคำ (XAUUSD) มีข่าวสำคัญประกาศ ทำให้ราคาวิ่งขึ้นลงอย่างรุนแรง ตอนนั้นผมลด Lot Size ลงครึ่งหนึ่งของที่เคยเทรดปกติ ทำให้ผมสามารถรอดพ้นจากการโดน Stop Loss ไปได้ และยังสามารถทำกำไรได้เมื่อราคาทองคำเริ่มทรงตัว ดังนั้นการปรับ Lot Size ตาม Volatility จึงเป็นเทคนิคที่สำคัญมากในการเทรด
เปรียบเทียบ Lot Size กับประเภทบัญชีและ Leverage
| ประเภทบัญชี | Lot Size ขั้นต่ำ | Leverage สูงสุด | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|
| Micro Account | 0.01 Lot (Micro Lot) | 1:1000 | มือใหม่, ทุนน้อย |
| Standard Account | 0.01 Lot (Mini Lot) | 1:500 | เทรดเดอร์ทั่วไป |
| ECN Account | 0.01 Lot (Mini Lot) | 1:200 | เทรดเดอร์ที่ต้องการค่า Spread ต่ำ |
| Pro Account | 0.1 Lot (Standard Lot) | 1:100 | เทรดเดอร์มืออาชีพ, ทุนสูง |
ตารางนี้แสดงให้เห็นว่าประเภทบัญชีต่าง ๆ มี Lot Size ขั้นต่ำและ Leverage สูงสุดที่แตกต่างกัน Micro Account เหมาะสำหรับมือใหม่ที่มีทุนน้อย เพราะสามารถเริ่มต้นเทรดด้วย Lot Size ที่เล็กมากได้ ส่วน Pro Account เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพที่มีทุนสูง และต้องการเทรดด้วย Lot Size ที่ใหญ่ขึ้น
| Leverage | Margin ที่ต้องใช้ (EURUSD, Lot 0.01) | ความเสี่ยง (ถ้า SL 20 pips) | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|---|
| 1:100 | €100 | €2 | ความเสี่ยงต่ำ, ต้องการทุนเยอะ | กำไรน้อย |
| 1:500 | €20 | €2 | ความเสี่ยงปานกลาง, ต้องการทุนปานกลาง | กำไรปานกลาง |
| 1:1000 | €10 | €2 | ความเสี่ยงสูง, ต้องการทุนน้อย | กำไรสูง, พอร์ตแตกง่าย |
ตารางนี้แสดงให้เห็นว่า Leverage มีผลต่อ Margin ที่เราต้องใช้ และความเสี่ยงในการเทรด Leverage ที่สูงขึ้นจะทำให้เราใช้ Margin น้อยลง แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการเทรดด้วย ถ้าเราใช้ Leverage 1:1000 ในการเทรด EURUSD ที่ Lot 0.01 เราจะใช้ Margin เพียงแค่ €10 แต่ถ้าเราตั้ง Stop Loss ที่ 20 pips เราก็จะเสี่ยง €2 ซึ่งอาจจะดูเหมือนน้อย แต่ถ้าเราเทรดหลายคู่พร้อมกัน ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อควรระวังในการใช้ Lot Size
คำเตือน: การบริหาร Lot Size ที่ไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้ โปรดใช้ความระมัดระวัง และศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ
- อย่า Overtrade: การเปิดออเดอร์มากเกินไป โดยที่ไม่ได้คำนวณความเสี่ยงให้ดี อาจทำให้พอร์ตของคุณรับภาระหนักเกินไป และเสี่ยงต่อการขาดทุน
- ใช้ Stop Loss เสมอ: Stop Loss เป็นเครื่องมือที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงในการเทรด การตั้ง Stop Loss จะช่วยป้องกันไม่ให้คุณสูญเสียเงินทุนมากเกินไป
- อย่าโลภ: ความโลภเป็นศัตรูตัวร้ายของนักเทรดหลาย ๆ คน อย่าพยายามทำกำไรมากเกินไปในเวลาอันสั้น เพราะอาจทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดได้
- อย่าเทรดแก้แค้น: ถ้าคุณขาดทุนในการเทรดครั้งก่อน อย่าพยายามเทรดเพื่อแก้แค้นตลาด เพราะอาจทำให้คุณขาดสติ และตัดสินใจผิดพลาดซ้ำสอง
- เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ: ตลาด Forex มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคุณต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่หมดตัวเพราะความประมาท และการไม่บริหาร Lot Size ที่ดี ดังนั้นผมจึงอยากจะเตือนทุกคนให้ระมัดระวังในการเทรด และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเป็นอันดับแรก
ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
ผมจะยกตัวอย่างสถานการณ์การเทรดจริงที่ผมเคยเจอมา เพื่อให้เห็นภาพว่าการบริหาร Lot Size มีความสำคัญอย่างไร
สถานการณ์ที่ 1: เทรด EURUSD ตามเทรนด์
ตอนนั้น EURUSD อยู่ในเทรนด์ขาขึ้นที่ชัดเจน ผมตัดสินใจเข้าซื้อ (Buy) ที่ราคา 1.1200 โดยใช้ Lot Size 0.05 และตั้ง Stop Loss ที่ 20 pips จากจุดเข้า (1.1180) ความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้คือ $10 (0.05 Lot x 20 pips x $1/pip) หลังจากนั้นราคาก็ปรับตัวขึ้นไปตามที่คาดการณ์ไว้ และผมได้ปิดออเดอร์ที่ราคา 1.1250 ได้กำไร 50 pips หรือ $25 (0.05 Lot x 50 pips x $1/pip)
สถานการณ์ที่ 2: เทรดทองคำ (XAUUSD) ในช่วงข่าว
ในช่วงที่มีข่าวสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผมรู้ว่าราคาทองคำ (XAUUSD) จะมีความผันผวนสูงมาก ผมจึงลด Lot Size ลงเหลือ 0.01 จากปกติที่เทรด 0.03 ผมเข้าซื้อ (Buy) ที่ราคา 1850 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 30 pips จากจุดเข้า (1847) ความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้คือ $3 (0.01 Lot x 30 pips x $10/pip) หลังจากนั้นราคาทองคำก็พุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว และผมได้ปิดออเดอร์ที่ราคา 1865 ได้กำไร 150 pips หรือ $15 (0.01 Lot x 150 pips x $10/pip) ถึงแม้ว่า Lot Size จะเล็ก แต่ผมก็ยังสามารถทำกำไรได้ เพราะผมบริหารความเสี่ยงได้ดี
สถานการณ์ที่ 3: เทรด GBPJPY ในช่วง Sideway
ตอนนั้น GBPJPY เคลื่อนที่อยู่ในกรอบ Sideway ที่ไม่ชัดเจน ผมตัดสินใจเทรดแบบ Scalping โดยใช้ Lot Size 0.1 และตั้ง Stop Loss ที่ 10 pips จากจุดเข้า ผมเข้าขาย (Sell) ที่ราคา 155.00 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 155.10 ความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้คือ $10 (0.1 Lot x 10 pips x $10/pip) หลังจากนั้นราคาก็ปรับตัวลงมาเล็กน้อย และผมได้ปิดออเดอร์ที่ราคา 154.95 ได้กำไร 5 pips หรือ $5 (0.1 Lot x 5 pips x $10/pip) ถึงแม้ว่ากำไรจะไม่มาก แต่ผมก็สามารถทำกำไรได้จากการเทรดระยะสั้น ๆ
จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าการบริหาร Lot Size ที่เหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถทำกำไรได้ในทุกสภาวะตลาด และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเทรดอีกด้วย
เครื่องมือแนะนำสำหรับการคำนวณ Lot Size
1. Myfxbook Position Size Calculator
Myfxbook Position Size Calculator เป็นเครื่องมือออนไลน์ฟรีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่เทรดเดอร์ Forex ครับ เหตุผลหลักๆ คือใช้งานง่ายและให้ข้อมูลที่ครบถ้วน เครื่องมือนี้ช่วยให้คุณคำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงที่คุณต้องการรับได้ โดยจะคำนวณจาก Balance ในบัญชี, เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่รับได้ต่อการเทรด, Stop Loss และอัตราแลกเปลี่ยนของคู่เงินนั้นๆ
ลองนึกภาพว่าคุณมีบัญชีเทรดขนาด $10,000 และต้องการเสี่ยงเพียง 1% ต่อการเทรด หากคุณกำลังจะเทรด EURUSD โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 pips เครื่องมือนี้จะคำนวณให้คุณว่าควรเปิด Lot Size เท่าไหร่ เพื่อให้การขาดทุนสูงสุดไม่เกิน $100 (1% ของ $10,000) ซึ่งอาจจะออกมาเป็น 0.5 Lot เป็นต้นครับ
นอกจากนี้ Myfxbook Position Size Calculator ยังรองรับการคำนวณสำหรับตราสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Forex, หุ้น, หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้เป็นเครื่องมือที่อเนกประสงค์และคุ้มค่าสำหรับเทรดเดอร์ทุกระดับประสบการณ์ครับ
2. Babypips Position Size Calculator
Babypips Position Size Calculator เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือออนไลน์ที่ใช้งานง่ายและเหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ครับ จุดเด่นของเครื่องมือนี้คืออินเทอร์เฟซที่เรียบง่ายและคำอธิบายที่ชัดเจน ทำให้ผู้เริ่มต้นสามารถเข้าใจและใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เครื่องมือนี้จะช่วยคุณคำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสมโดยพิจารณาจาก Balance ในบัญชี, เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่รับได้ต่อการเทรด, และ Stop Loss
สมมติว่าคุณมีบัญชีเทรดขนาด $5,000 และต้องการเสี่ยง 2% ต่อการเทรด หากคุณกำลังจะเทรด GBPJPY โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 30 pips เครื่องมือนี้จะคำนวณให้คุณว่าควรเปิด Lot Size เท่าไหร่ เพื่อให้การขาดทุนสูงสุดไม่เกิน $100 (2% ของ $5,000) ซึ่งอาจจะออกมาเป็น 0.3 Lot เป็นต้นครับ
ที่สำคัญ Babypips ยังมีบทเรียน Forex ฟรีมากมาย ทำให้คุณสามารถเรียนรู้พื้นฐานการเทรดและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงไปพร้อมๆ กับการใช้เครื่องมือคำนวณ Lot Size ได้อีกด้วยครับ
3. Forex Calculators จาก Earnforex
Earnforex มีชุดเครื่องมือ Forex Calculators ที่ครอบคลุมและหลากหลาย ซึ่งรวมถึง Position Size Calculator, Pip Value Calculator, Margin Calculator และอื่นๆ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณสามารถคำนวณความเสี่ยงและวางแผนการเทรดได้อย่างแม่นยำครับ
ลองพิจารณา Position Size Calculator ของ Earnforex หากคุณมีบัญชีเทรดขนาด $2,000 และต้องการเสี่ยง 0.5% ต่อการเทรด หากคุณกำลังจะเทรด XAUUSD (ทองคำ) โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 15 pips เครื่องมือนี้จะคำนวณให้คุณว่าควรเปิด Lot Size เท่าไหร่ เพื่อให้การขาดทุนสูงสุดไม่เกิน $10 (0.5% ของ $2,000) ซึ่งอาจจะออกมาเป็น 0.01 Lot เป็นต้นครับ (ซึ่งเป็น Lot ขั้นต่ำของหลายโบรกเกอร์)
นอกจากนี้ Earnforex ยังมีบทวิเคราะห์และข่าวสาร Forex ที่เป็นประโยชน์ ทำให้คุณสามารถติดตามสถานการณ์ตลาดและตัดสินใจเทรดได้อย่างมีข้อมูลครับ
Case Study จาก อ.บอม
ผมเคยเจอกรณีที่น่าสนใจเมื่อประมาณปี 2018 ครับ มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อคุณ A มาปรึกษาเรื่องการเทรดทองคำ (XAUUSD) คุณ A มีทุนประมาณ $3,000 และมีความเชื่อมั่นในระบบเทรดของตัวเองมาก แต่ปัญหาคือเขาชอบ Overtrade หรือเปิด Lot Size ที่ใหญ่เกินไป
ครั้งหนึ่ง คุณ A เทรด XAUUSD ที่ราคาประมาณ 1280 โดยเปิด Lot Size ถึง 0.5 Lot (ซึ่งถือว่าค่อนข้างใหญ่สำหรับบัญชีขนาดนี้) เขาตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1275 (50 pips) โดยหวังว่าจะได้กำไรอย่างรวดเร็ว แต่โชคร้ายที่ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างรุนแรง ทำให้เขาขาดทุนถึง $250 (50 pips x $5 per pip x 0.5 Lot) ซึ่งคิดเป็นเกือบ 10% ของทุนทั้งหมด
หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมได้แนะนำให้คุณ A ใช้ Position Size Calculator เพื่อคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเป็นอันดับแรก ผมแนะนำให้เขาเสี่ยงไม่เกิน 2% ของทุนต่อการเทรด ซึ่งหมายความว่าในการเทรดแต่ละครั้ง เขาควรจะขาดทุนไม่เกิน $60
จากนั้น คุณ A เริ่มเทรด XAUUSD ด้วย Lot Size ที่เล็กลง (ประมาณ 0.05 – 0.1 Lot) และตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสม ผลปรากฏว่าเขาสามารถรักษาทุนและค่อยๆ สร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญคือเขาสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าบัญชีจะล้างในชั่วข้ามคืนครับ
บทเรียนจากกรณีนี้คือ การคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทรด Forex และทองคำ การ Overtrade อาจทำให้คุณได้รับผลกำไรอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้คุณสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้เช่นกันครับ ดังนั้นควรใช้เครื่องมือช่วยคำนวณและบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Lot Size
1. ทำไมการคำนวณ Lot Size จึงสำคัญในการเทรด Forex?
การคำนวณ Lot Size ที่ถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในตลาด Forex เลยครับ ลองคิดดูว่าถ้าคุณเปิด Lot ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับเงินทุนที่มีอยู่ เพียงแค่ราคาขยับไปไม่กี่ Pips ในทิศทางตรงกันข้าม ก็อาจทำให้คุณสูญเสียเงินจำนวนมาก หรือถึงขั้น “ล้างพอร์ต” ได้เลยนะครับ การคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้คุณสามารถอยู่รอดในตลาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวครับ
2. มีวิธีง่ายๆ ในการคำนวณ Lot Size สำหรับมือใหม่หรือไม่?
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้ใช้ Position Size Calculator ออนไลน์ครับ เครื่องมือเหล่านี้ใช้งานง่ายมาก เพียงแค่คุณใส่ข้อมูล เช่น ขนาดบัญชี, เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่รับได้ต่อการเทรด และขนาด Stop Loss ที่ตั้งไว้ เครื่องมือก็จะคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมออกมาให้เลยครับ นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้สูตรคำนวณ Lot Size แบบง่ายๆ ได้อีกด้วย เช่น Lot Size = (ความเสี่ยงที่รับได้เป็นเงินบาท / (ระยะ Stop Loss เป็น Pips x มูลค่า Pip ต่อ Lot)) สูตรนี้อาจดูซับซ้อนนิดหน่อย แต่ถ้าลองทำความเข้าใจดูแล้ว จะช่วยให้คุณคำนวณ Lot Size ได้อย่างรวดเร็วครับ
3. Lot Size มีผลต่อ Margin ที่ต้องใช้ในการเทรดอย่างไร?
Lot Size มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ Margin ที่คุณต้องใช้ในการเทรดครับ ยิ่ง Lot Size ใหญ่เท่าไหร่ Margin ที่ต้องใช้ก็จะมากขึ้นเท่านั้น Margin คือเงินที่คุณต้องวางไว้กับโบรกเกอร์เพื่อค้ำประกันการเทรดของคุณ หากคุณมี Margin ไม่เพียงพอ โบรกเกอร์อาจทำการ “Margin Call” หรือปิดสถานะของคุณโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณขาดทุนเกินกว่าเงินทุนที่มีอยู่ ดังนั้น การคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหาร Margin และหลีกเลี่ยง Margin Call ครับ
4. ควรปรับ Lot Size อย่างไรเมื่อขนาดบัญชีเปลี่ยนแปลงไป?
เมื่อขนาดบัญชีของคุณเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นจากการทำกำไรหรือขาดทุน คุณควรปรับ Lot Size ให้สอดคล้องกับขนาดบัญชีใหม่เสมอครับ หากบัญชีของคุณเติบโตขึ้น คุณอาจพิจารณาเพิ่ม Lot Size ขึ้นเล็กน้อย เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วยนะครับ ในทางกลับกัน หากบัญชีของคุณลดลง คุณควรลด Lot Size ลง เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุนเพิ่มเติม การปรับ Lot Size อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาเงินทุนของคุณไว้ได้ครับ
5. การใช้ Leverage มีผลต่อการคำนวณ Lot Size อย่างไร?
Leverage เป็นดาบสองคมครับ มันสามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างมาก แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนได้เช่นกัน เมื่อคุณใช้ Leverage สูง คุณจะสามารถเปิด Lot Size ที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วยเงินทุนที่น้อยลง แต่ถ้าหากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม คุณก็อาจขาดทุนอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน ดังนั้น การใช้ Leverage จึงต้องมาพร้อมกับการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม และการคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสม การคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะใช้ Leverage สูงก็ตามครับ
6. มีข้อผิดพลาดอะไรบ้างที่เทรดเดอร์มักทำในการคำนวณ Lot Size?
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการ “Overtrade” หรือการเปิด Lot Size ที่ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับเงินทุนที่มีอยู่ เทรดเดอร์หลายคนมักจะมองข้ามความเสี่ยงและมุ่งเน้นไปที่โอกาสในการทำกำไรอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดพลาด การ Overtrade อาจทำให้คุณได้รับผลกำไรอย่างรวดเร็วในบางครั้ง แต่ในระยะยาว มันจะทำให้คุณสูญเสียเงินทุนทั้งหมดอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เทรดเดอร์บางคนอาจละเลยการคำนวณ Lot Size อย่างถูกต้อง และเปิด Lot Size โดยสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งครับ
สรุป
Lot Size ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ความสำเร็จในการเทรด Forex และทองคำ การเข้าใจและคำนวณ Lot Size อย่างเหมาะสมเป็นทักษะที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องมี ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ การบริหารความเสี่ยงที่ดีเริ่มต้นจากการควบคุมขนาด Lot ที่เปิดครับ
เราได้เรียนรู้ว่า Lot Size คืออะไร มีกี่ประเภท และมีผลต่อการเทรดอย่างไร นอกจากนี้ เรายังได้สำรวจเครื่องมือและสูตรต่างๆ ที่ช่วยในการคำนวณ Lot Size รวมถึง Case Study ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม การใช้ Position Size Calculator เป็นตัวช่วยที่ดี แต่ที่สำคัญกว่าคือการเข้าใจหลักการและนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การเทรดของตัวเอง
สิ่งที่ผมอยากฝากไว้คือ อย่ามองข้ามเรื่อง Lot Size เด็ดขาด! การเทรด Forex ไม่ใช่การพนัน แต่เป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และการวางแผนที่ดี การคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ แต่เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก หากคุณสามารถควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณก็จะสามารถอยู่รอดในตลาดและสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืนครับ
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วย Lot Size ที่เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และค่อยๆ เพิ่ม Lot Size ขึ้นเมื่อคุณมีความมั่นใจและประสบการณ์มากขึ้น อย่ารีบร้อนที่จะทำกำไรอย่างรวดเร็ว เพราะความโลภอาจทำให้คุณสูญเสียทุกอย่างได้ จงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และอย่าลืมที่จะบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดเสมอครับ
สุดท้ายนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้เทรดเดอร์ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเทรด Forex และทองคำ ขอให้ทุกท่านสามารถควบคุมความเสี่ยง บริหารเงินทุน และทำกำไรได้อย่างยั่งยืนครับ หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อผมได้เสมอ ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทุกท่านครับ
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
1. เข้าใจ Leverage อย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ
Leverage เป็นดาบสองคมครับ! ผมเจอนักเทรดมือใหม่หลายคนที่เข้าใจว่า Leverage คือ “เงินฟรี” แต่จริงๆ แล้วมันคือ “เงินยืม” ที่โบรกเกอร์ให้เรา เพื่อเพิ่มอำนาจในการเทรด Leverage สูง (เช่น 1:500 หรือ 1:1000) จะทำให้เราสามารถเปิด Lot Size ที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วยเงินทุนที่น้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับการเทรดของเราอย่างมากด้วยเช่นกัน ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าเราเทรด XAUUSD (ทองคำ) ด้วย Lot 0.1 โดยใช้ Leverage 1:500 และราคาขยับไปผิดทางเพียง 10 จุด เราอาจจะเสียเงินมากกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก
ผมแนะนำว่า ก่อนที่จะใช้ Leverage สูงๆ เราต้องเข้าใจความเสี่ยงที่มาพร้อมกับมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน ประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเอง และอย่าใช้ Leverage เกินตัว! เริ่มต้นจาก Leverage ต่ำๆ ก่อนก็ได้ครับ เช่น 1:50 หรือ 1:100 แล้วค่อยๆ ปรับขึ้นเมื่อเรามีความชำนาญมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างโอกาสในการทำกำไรและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ผมเคยเจอเคสที่น่าเศร้าใจครับ นักเทรดมือใหม่ท่านหนึ่งใช้ Leverage สูงมากในการเทรด GBP/JPY เพียงแค่ข่าวเดียวที่ออกมาผิดคาด ทำให้พอร์ตของเขาระเบิดภายในไม่กี่นาที! จำไว้เสมอว่า ตลาด Forex ไม่เคยปราณีใคร และการจัดการความเสี่ยงที่ดี คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาว
2. คำนวณ Risk per Trade อย่างเคร่งครัด
เรื่องนี้สำคัญมากๆ ครับ! นักเทรดหลายคนพลาดตรงที่ไม่คำนวณความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้งอย่างละเอียด ทำให้เวลาเจอตลาดผันผวนมากๆ ก็ควบคุมความเสียหายไม่ได้ ผมแนะนำให้กำหนด Risk per Trade เป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินทุนทั้งหมดในพอร์ต เช่น 1% หรือ 2% หมายความว่าในการเทรดแต่ละครั้ง เราจะยอมเสียเงินได้ไม่เกิน 1% หรือ 2% ของเงินทุนทั้งหมด
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินทุน 10,000 USD และกำหนด Risk per Trade ไว้ที่ 1% นั่นหมายความว่าเราจะยอมเสียเงินได้ไม่เกิน 100 USD ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ทีนี้เราก็ต้องมาคำนวณต่อว่า ถ้าเราเทรด EUR/USD ที่ราคา 1.1000 และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 pips เราควรจะเปิด Lot Size เท่าไหร่ เพื่อให้ความเสี่ยงของเราไม่เกิน 100 USD ซึ่งการคำนวณนี้ต้องใช้ความเข้าใจเรื่อง Pip Value และ Contract Size เข้ามาช่วยด้วย
ผมมักจะใช้ Excel ช่วยในการคำนวณ Risk per Trade ครับ เพราะมันช่วยให้เราเห็นภาพรวมของความเสี่ยงได้ชัดเจน และสามารถปรับเปลี่ยน Lot Size ได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือคำนวณ Risk per Trade ออนไลน์ให้เราใช้ฟรีๆ อีกมากมาย ลองหามาใช้ดูนะครับ รับรองว่าช่วยให้การเทรดของเรามีระบบระเบียบมากขึ้นอย่างแน่นอน
3. Backtest และ Paper Trade ก่อนลงสนามจริง
ก่อนที่จะเอาเงินจริงไปเสี่ยง ผมแนะนำให้ Backtest และ Paper Trade ให้เยอะๆ ครับ Backtest คือการทดสอบกลยุทธ์การเทรดของเรากับข้อมูลราคาในอดีต เพื่อดูว่ากลยุทธ์นั้นมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ส่วน Paper Trade คือการเทรดด้วยเงินปลอมในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อฝึกฝนทักษะการเทรดและทดสอบกลยุทธ์ต่างๆ โดยไม่มีความเสี่ยงทางการเงิน
การ Backtest ช่วยให้เราเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของกลยุทธ์ของเราได้ชัดเจนครับ เราสามารถปรับปรุงกลยุทธ์ให้ดีขึ้น และลดโอกาสในการขาดทุนได้ ส่วน Paper Trade ช่วยให้เราคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มการเทรด เรียนรู้การใช้เครื่องมือต่างๆ และฝึกฝนการตัดสินใจในสถานการณ์จริง
ผมเคยใช้เวลาหลายเดือนในการ Backtest และ Paper Trade กลยุทธ์ใหม่ๆ ก่อนที่จะเอาไปใช้ในการเทรดจริงครับ มันช่วยลดความผิดพลาด และเพิ่มความมั่นใจในการเทรดได้อย่างมาก อย่ามองข้ามขั้นตอนนี้เด็ดขาดนะครับ มันคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการเทรด Forex
4. อย่า Overtrade!
Overtrade คือการเทรดมากเกินไป หรือเปิดออเดอร์มากเกินความจำเป็น นักเทรดหลายคน Overtrade เพราะอยากได้กำไรเยอะๆ เร็วๆ แต่จริงๆ แล้วมันมักจะนำไปสู่การขาดทุนมากกว่า เพราะเมื่อเรา Overtrade เราจะเริ่มตัดสินใจโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล และละเลยการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม
ผมแนะนำให้กำหนดจำนวนออเดอร์ที่เราจะเปิดในแต่ละวัน หรือในแต่ละสัปดาห์ เช่น ไม่เกิน 2-3 ออเดอร์ต่อวัน หรือไม่เกิน 5-10 ออเดอร์ต่อสัปดาห์ และที่สำคัญคือต้องยึดมั่นในแผนการเทรดของเรา ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไรก็ตาม อย่าปล่อยให้อารมณ์มาควบคุมการตัดสินใจของเรา
ผมเคย Overtrade ตอนที่ตลาดเป็นใจมากๆ ครับ เปิดออเดอร์รัวๆ ได้กำไรเยอะมาก แต่สุดท้ายก็พลาดท่า เสียคืนไปหมด เพราะความโลภบังตา จำไว้เสมอว่า การเทรด Forex คือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร เราต้องรักษากำลังใจและสติให้ดี เพื่อที่จะไปถึงเส้นชัย
5. เรียนรู้จากความผิดพลาด
ไม่มีนักเทรดคนไหนที่ไม่เคยผิดพลาดครับ! แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดนั้นบ้าง นักเทรดที่ประสบความสำเร็จคือคนที่สามารถวิเคราะห์ความผิดพลาดของตัวเองได้อย่างตรงจุด และนำไปปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดให้ดีขึ้น
ผมแนะนำให้จดบันทึกการเทรดทุกครั้งครับ ไม่ว่าจะเป็นออเดอร์ที่ได้กำไร หรือออเดอร์ที่ขาดทุน บันทึกรายละเอียดต่างๆ เช่น คู่เงินที่เทรด Lot Size จุดเข้า จุดออก เหตุผลในการเทรด และอารมณ์ความรู้สึกตอนนั้น แล้วนำบันทึกเหล่านั้นมาวิเคราะห์ เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุง
ผมเคยเจอบันทึกการเทรดเก่าๆ ของตัวเอง แล้วต้องตกใจครับ เพราะเห็นความผิดพลาดซ้ำๆ เดิมๆ ที่ผมเคยทำ มันทำให้ผมตระหนักว่า ผมต้องปรับปรุงตัวเองในเรื่องไหนบ้าง และต้องระมัดระวังอะไรบ้างในการเทรดครั้งต่อไป
6. อย่าเชื่อมั่นใน “ข่าว” มากเกินไป
ข่าวมีผลกระทบต่อตลาด Forex อย่างแน่นอนครับ แต่เราไม่ควรเชื่อมั่นในข่าวมากเกินไป เพราะข่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และบางครั้งข่าวก็ถูกปล่อยออกมาเพื่อสร้างความผันผวนให้กับตลาด เพื่อให้นักลงทุนรายใหญ่ได้ประโยชน์
ผมแนะนำให้ใช้ข่าวเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในการวิเคราะห์ตลาดเท่านั้นครับ อย่าตัดสินใจเทรดโดยอาศัยข่าวเพียงอย่างเดียว ควรใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคควบคู่ไปด้วย เพื่อยืนยันแนวโน้มของราคา และหาจุดเข้าออกที่เหมาะสม
ผมเคยพลาดท่าเพราะเชื่อข่าวมากเกินไปครับ ตอนนั้นมีข่าวว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะขึ้นดอกเบี้ย ผมเลยรีบเปิด Long EUR/USD แต่สุดท้าย ECB ก็ไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยตามที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ผมขาดทุนอย่างหนัก จำไว้เสมอว่า ตลาด Forex ไม่แน่นอน และไม่มีอะไร 100%
7. พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ครับ! นักเทรดหลายคนละเลยเรื่องนี้ เพราะคิดว่าการเทรดตลอด 24 ชั่วโมงจะทำให้ได้กำไรมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วมันกลับทำให้ประสิทธิภาพในการเทรดลดลง เพราะเมื่อเราพักผ่อนไม่เพียงพอ เราจะเริ่มตัดสินใจผิดพลาด และควบคุมอารมณ์ได้ยาก
ผมแนะนำให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และหาเวลาพักผ่อนหย่อนใจบ้าง เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการเทรด
ผมเคยเทรดติดต่อกันหลายวัน โดยไม่ได้พักผ่อนเลยครับ ผลก็คือผมเริ่มตัดสินใจผิดพลาด และเสียเงินไปเยอะมาก หลังจากนั้นผมก็ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมากขึ้น และพบว่ามันช่วยให้ผมเทรดได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
8. หา Mentor หรือ Community ที่ดี
การมี Mentor หรือ Community ที่ดี จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองในการเทรดได้เร็วขึ้นครับ Mentor คือคนที่คอยให้คำแนะนำ ชี้แนะ และแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเรา ส่วน Community คือกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ที่เราสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ และให้กำลังใจกันได้
ผมแนะนำให้หา Mentor ที่มีประสบการณ์ในการเทรด Forex มาอย่างยาวนาน และมีสไตล์การเทรดที่ตรงกับเรา หรือเข้าร่วม Community ที่มีสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถ และพร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ผมโชคดีที่ได้รู้จักกับนักเทรดรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ที่คอยให้คำแนะนำและสอนเทคนิคต่างๆ ให้กับผม ท่านเป็น Mentor ที่ดีของผมครับ และผมก็พยายามที่จะเป็น Mentor ที่ดีให้กับนักเทรดรุ่นน้องๆ ต่อไป
FAQ เพิ่ม 4 ข้อ
H3: ทำไมบางโบรกเกอร์ถึงมี Lot Size ที่แตกต่างกัน?
โบรกเกอร์แต่ละแห่งอาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ Lot Size ที่แตกต่างกันได้ครับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับประเภทบัญชีที่เราเลือกใช้ บัญชี Standard มักจะมี Lot Size มาตรฐานคือ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก ในขณะที่บัญชี Mini อาจมี Lot Size เพียง 10,000 หน่วย และบัญชี Micro อาจมี Lot Size เพียง 1,000 หน่วย นอกจากนี้ บางโบรกเกอร์อาจมีบัญชี Nano ที่มี Lot Size เล็กมากๆ เพียง 100 หน่วยเท่านั้นเอง
เหตุผลที่โบรกเกอร์กำหนด Lot Size ที่แตกต่างกันก็เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเทรดที่หลากหลายครับ นักเทรดที่มีเงินทุนน้อยอาจเลือกใช้บัญชี Micro หรือ Nano เพื่อลดความเสี่ยงในการเทรด ในขณะที่นักเทรดที่มีเงินทุนมากอาจเลือกใช้บัญชี Standard เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร
ดังนั้น ก่อนที่จะเปิดบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์ใดๆ ก็ตาม ควรตรวจสอบข้อกำหนดเกี่ยวกับ Lot Size ให้ดีเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่ามันเหมาะสมกับเงินทุนและความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้
H3: มีสูตรคำนวณ Lot Size แบบง่ายๆ ที่ใช้ได้จริงไหม?
มีครับ! สูตรคำนวณ Lot Size แบบง่ายๆ ที่ผมใช้เป็นประจำคือ: Lot Size = (Risk per Trade / (Stop Loss x Pip Value)) โดยที่ Risk per Trade คือจำนวนเงินที่เรายอมเสียในการเทรดแต่ละครั้ง Stop Loss คือระยะห่างระหว่างจุดเข้าและจุด Stop Loss ในหน่วย Pips และ Pip Value คือมูลค่าของแต่ละ Pip
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินทุน 10,000 USD และกำหนด Risk per Trade ไว้ที่ 1% นั่นหมายความว่าเราจะยอมเสียเงินได้ไม่เกิน 100 USD ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ถ้าเราเทรด EUR/USD และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 pips และ Pip Value เท่ากับ 10 USD ต่อ Lot เราก็จะได้ Lot Size = (100 / (20 x 10)) = 0.5 Lot
สูตรนี้เป็นสูตรพื้นฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายครับ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนสูตรได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์และความเสี่ยงที่เราต้องการรับได้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจความหมายของแต่ละตัวแปร และคำนวณอย่างรอบคอบก่อนที่จะเปิดออเดอร์
H3: ทุนน้อยแค่ไหนถึงจะเริ่มเทรด Forex ได้?
จริงๆ แล้วไม่มีจำนวนเงินขั้นต่ำที่ตายตัวสำหรับการเริ่มเทรด Forex ครับ บางโบรกเกอร์อนุญาตให้เราเปิดบัญชีด้วยเงินเพียง 1 USD เท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ ผมไม่แนะนำให้เริ่มเทรดด้วยเงินทุนที่น้อยเกินไป เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม และอาจหมดตัวได้อย่างรวดเร็ว
ผมแนะนำว่าควรมีเงินทุนอย่างน้อย 500-1,000 USD เพื่อให้สามารถเปิด Lot Size ที่เหมาะสม และมี Margin เพียงพอที่จะรองรับความผันผวนของตลาดได้ นอกจากนี้ การมีเงินทุนที่มากขึ้นยังช่วยให้เราสามารถทดลองกลยุทธ์ต่างๆ และเรียนรู้จากความผิดพลาดได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะหมดตัว
จำไว้เสมอว่า การเทรด Forex คือการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เราควรเริ่มต้นด้วยเงินที่เราสามารถเสียได้ และค่อยๆ เพิ่มเงินทุนเมื่อเรามีความชำนาญมากขึ้น
H3: นอกจาก Lot Size แล้ว มีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาในการเทรดไหม?
แน่นอนครับ! นอกจาก Lot Size แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่เราต้องพิจารณาในการเทรด Forex เช่น Leverage, Margin, Spread, Swap, และค่าคอมมิชชั่น Leverage คืออัตราส่วนระหว่างเงินทุนของเรากับเงินทุนที่เรายืมจากโบรกเกอร์ Margin คือจำนวนเงินที่เราต้องมีในบัญชีเพื่อเปิดและรักษาสถานะการเทรด Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask Swap คือค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บเมื่อเราถือสถานะข้ามคืน และค่าคอมมิชชั่นคือค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บสำหรับการเทรดแต่ละครั้ง
เราต้องเข้าใจความหมายของปัจจัยเหล่านี้ และนำมาพิจารณาในการวางแผนการเทรดของเรา เพื่อให้สามารถควบคุมความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ นอกจากนี้ เรายังต้องติดตามข่าวสารและเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อตลาด Forex อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การเทรดของเราให้เหมาะสมกับสถานการณ์
การเทรด Forex ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ เราต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในตลาดนี้
| ประเภทบัญชี | Lot Size ขั้นต่ำ | เงินทุนแนะนำ | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|
| Nano | 0.001 Lot (100 หน่วย) | $100 – $500 | มือใหม่มาก, ทดลองระบบ |
| Micro | 0.01 Lot (1,000 หน่วย) | $500 – $1,000 | มือใหม่, ทุนน้อย |
| Mini | 0.1 Lot (10,000 หน่วย) | $1,000 – $5,000 | มีประสบการณ์, ต้องการทำกำไรมากขึ้น |
| Standard | 1 Lot (100,000 หน่วย) | $5,000 ขึ้นไป | มืออาชีพ, ต้องการทำกำไรสูง |
Lot Size คืออะไร ทำไมถึงสำคัญในการเทรด Forex/Gold?
Lot Size ในโลกของการเทรด Forex และ Gold เปรียบเสมือนขนาดของสัญญาที่เราทำการซื้อขายครับ มันกำหนดปริมาณของสกุลเงินหรือทองคำที่เราต้องการเทรด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเสี่ยงและผลกำไรที่เราจะได้รับ ลองนึกภาพว่า Lot Size คือขนาดของช้อนที่เราใช้ตักซุป ถ้าช้อนใหญ่ (Lot Size ใหญ่) เราก็จะได้ซุปเยอะ แต่ถ้าซุปหกรดตัว ก็จะเลอะเทอะเยอะตามไปด้วย
การเลือก Lot Size ที่เหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ครับ ถ้าเราเลือก Lot Size ใหญ่เกินไป เมื่อตลาดผันผวนเพียงเล็กน้อย พอร์ตของเราก็อาจจะเสียหายอย่างหนักได้ ในทางกลับกัน ถ้าเราเลือก Lot Size เล็กเกินไป แม้ว่าเราจะเทรดถูกทาง แต่ผลกำไรที่ได้ก็อาจจะไม่คุ้มค่ากับเวลาและความพยายามของเรา
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีทุน 1,000 USD และเราเปิด Lot Size 1 Lot ในคู่เงิน EURUSD ซึ่งมี Leverage 1:100 นั่นหมายความว่าเรากำลังควบคุมเงินถึง 100,000 EUR (ประมาณ 110,000 USD) ถ้า EURUSD ขยับไป 10 pips ในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เราคาดการณ์ เราอาจจะเสียเงินถึง 100 USD หรือ 10% ของพอร์ตเลยทีเดียว แต่ถ้าเราเปิด Lot Size เพียง 0.01 Lot ความเสี่ยงของเราก็จะลดลงเหลือเพียง 1 USD ต่อ 10 pips ครับ
ดังนั้น การทำความเข้าใจและเลือกใช้ Lot Size ที่เหมาะสมกับขนาดของทุนและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ จึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเทรด Forex และ Gold ทุกคนครับ
วิธีการคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมกับทุนและความเสี่ยง
การคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องยากครับ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องของ Risk Management และการคำนวณความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ โดยทั่วไปแล้ว นักเทรดส่วนใหญ่มักจะกำหนดความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้งไว้ที่ 1-2% ของทุนทั้งหมดครับ
สมมติว่าเรามีทุน 5,000 USD และเราต้องการเสี่ยงเพียง 1% ต่อการเทรด นั่นหมายความว่าเราสามารถเสี่ยงได้สูงสุด 50 USD ต่อการเทรด (5,000 x 0.01 = 50) จากนั้น เราต้องมาพิจารณาว่าเราจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่กี่ pips ถ้าเราวิเคราะห์แล้วว่าเราควรตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 pips เราก็สามารถคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมได้ดังนี้ครับ
ถ้าเราเทรด EURUSD ซึ่ง 1 pip มีมูลค่า 10 USD ต่อ 1 Lot เราสามารถคำนวณ Lot Size ได้ดังนี้ครับ: Lot Size = (ความเสี่ยงที่รับได้ / (จำนวน pips ที่ตั้ง Stop Loss x มูลค่าต่อ pip)) = (50 / (20 x 10)) = 0.25 Lot นั่นหมายความว่า เราสามารถเปิด Lot Size ได้สูงสุด 0.25 Lot เพื่อให้ความเสี่ยงของเราไม่เกิน 1% ของทุน
สำหรับ Gold (XAUUSD) มูลค่าต่อ pip จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ แต่โดยทั่วไปแล้ว 1 pip มักจะมีมูลค่า 1 USD ต่อ 0.01 Lot ดังนั้น ถ้าเราเทรด XAUUSD ที่ราคา 2300 และเราต้องการตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 50 pips เราสามารถคำนวณ Lot Size ได้ดังนี้ครับ: Lot Size = (50 / (50 x 1)) = 1 Lot นั่นหมายความว่า เราสามารถเปิด Lot Size ได้สูงสุด 1 Lot เพื่อให้ความเสี่ยงของเราไม่เกิน 1% ของทุน
การคำนวณ Lot Size อย่างรอบคอบจะช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในระยะยาวครับ
Case Study: การเลือก Lot Size ที่ผิดพลาด และบทเรียนที่ได้รับ
ผมเคยเจอเคสของนักเทรดมือใหม่คนหนึ่งเมื่อประมาณปี 2018 ครับ เขาชื่อคุณ A มีทุนประมาณ 2,000 USD และมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก เขาเชื่อว่าเขาสามารถทำกำไรได้อย่างรวดเร็วจากการเทรด Gold (XAUUSD) โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
วันหนึ่ง คุณ A ตัดสินใจเปิด Lot Size 2 Lots ใน XAUUSD โดยที่ไม่ได้ตั้ง Stop Loss ด้วยความเชื่อมั่นว่าราคาจะไปในทิศทางที่เขาคาดการณ์ไว้ แต่โชคไม่ดีที่ราคากลับผันผวนอย่างรุนแรงและสวนทางกับที่เขาคิดไว้ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง พอร์ตของคุณ A ก็เสียหายอย่างหนัก และสุดท้ายก็ถูก Margin Call ทำให้เขาเสียเงินทุนทั้งหมด 2,000 USD ไปอย่างน่าเสียดาย
เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคุณ A และสำหรับนักเทรดมือใหม่หลายๆ คนครับ มันแสดงให้เห็นว่าการเลือก Lot Size ที่ใหญ่เกินไป โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงและไม่ได้ตั้ง Stop Loss อาจนำไปสู่ความเสียหายที่ร้ายแรงได้ แม้ว่าเราจะมีความมั่นใจในกลยุทธ์การเทรดของเรามากแค่ไหนก็ตาม
จากเหตุการณ์นี้ คุณ A ได้เรียนรู้ว่าการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด Forex และ Gold เขาเริ่มศึกษาเรื่องการคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสม การตั้ง Stop Loss และการกำหนดความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หลังจากนั้น เขาก็กลับมาเทรดอีกครั้งด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และสามารถทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
Case study นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเทรด Forex และ Gold ไม่ใช่การพนัน แต่เป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และการวางแผนอย่างรอบคอบ การเลือก Lot Size ที่เหมาะสมเป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเทรดครับ
FAQ: ทุนน้อย เทรด Gold ได้ไหม? ต้องเริ่มต้น Lot Size เท่าไหร่?
แน่นอนครับว่าทุนน้อยก็สามารถเทรด Gold ได้ แต่ต้องเริ่มต้นด้วย Lot Size ที่เล็กมากๆ ครับ เช่น 0.01 Lot หรือน้อยกว่านั้น (บางโบรกเกอร์มี Mini Lot หรือ Micro Lot ให้เทรด) สิ่งสำคัญคือต้องคำนวณความเสี่ยงให้ดี อย่าให้เกิน 1-2% ของทุนต่อการเทรดแต่ละครั้งครับ ลองคิดดูนะ ถ้าทุนเราน้อย แต่เราไปเปิด Lot ใหญ่ โอกาสที่เราจะโดนล้างพอร์ตก็สูงมากครับ เริ่มต้นจากเล็กๆ ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์และความมั่นใจไปก่อนดีกว่าครับ
FAQ: Leverage มีผลต่อ Lot Size อย่างไร? ควรใช้ Leverage เท่าไหร่?
Leverage เปรียบเสมือนดาบสองคมครับ มันช่วยให้เราสามารถควบคุมเงินจำนวนมากได้ด้วยเงินทุนที่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับเราด้วยครับ Leverage ที่สูงจะทำให้เราสามารถเปิด Lot Size ที่ใหญ่ขึ้นได้ แต่ถ้าตลาดผันผวนและสวนทางกับที่เราคาดการณ์ไว้ ความเสียหายก็จะมากขึ้นตามไปด้วยครับ โดยส่วนตัว ผมแนะนำให้ใช้ Leverage อย่างระมัดระวังครับ โดยเฉพาะนักเทรดมือใหม่ ควรเริ่มต้นด้วย Leverage ที่ต่ำๆ ก่อน เช่น 1:50 หรือ 1:100 เพื่อลดความเสี่ยงในการเทรดครับ
FAQ: มีเครื่องมือช่วยคำนวณ Lot Size ไหม? แนะนำหน่อยครับ
มีแน่นอนครับ! ปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยคำนวณ Lot Size มากมายให้เราเลือกใช้ ทั้งบนเว็บไซต์และในแอปพลิเคชัน MT4/MT5 เพียงแค่เราใส่ข้อมูล เช่น ขนาดของทุน, เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้, คู่เงินที่ต้องการเทรด และจำนวน pips ที่ตั้ง Stop Loss เครื่องมือก็จะคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมออกมาให้เราครับ ลองค้นหาคำว่า “Forex Lot Size Calculator” ใน Google ดูนะครับ จะมีให้เลือกใช้เยอะแยะเลยครับ แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องเข้าใจหลักการคำนวณ Lot Size ด้วยตัวเองก่อนนะครับ จะได้รู้ว่าเครื่องมือคำนวณออกมาถูกต้องหรือไม่
FAQ: Stop Loss สำคัญแค่ไหนกับการกำหนด Lot Size?
Stop Loss สำคัญมากๆๆๆๆ ครับ! (เน้นเสียงดังๆ เลย) มันเป็นเหมือนเกราะป้องกันพอร์ตของเราจากการสูญเสียที่ไม่คาดคิด การกำหนด Stop Loss ที่เหมาะสมจะช่วยจำกัดความเสี่ยงของเราได้ เมื่อเรากำหนด Stop Loss แล้ว เราก็จะสามารถคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ครับ ลองนึกภาพว่าถ้าเราไม่ตั้ง Stop Loss เลย แล้วราคาผันผวนอย่างรุนแรง พอร์ตของเราอาจจะเสียหายอย่างหนัก หรืออาจจะถูก Margin Call ได้เลยครับ ดังนั้น อย่าลืมตั้ง Stop Loss ทุกครั้งก่อนที่จะเปิด Order นะครับ!







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文