หลายคนมาใหม่ในวงการ Forex มักสับสนระหว่างเลเวอเรจและมาร์จิ้น บทความนี้จะพาคุณเข้าใจกลไกทั้งสองแบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างการคำนวณที่ใช้ได้จริงในการเทรดประจำวัน นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
เลเวอเรจคืออะไร และทำไมโบรกเกอร์ถึงให้ยืมเงินเรา
เลเวอเรจเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยขยายกำลังซื้อของเราในตลาด โดยโบรกเกอร์จะยืมเงินให้เราควบคุมสถานะการเทรดที่ใหญ่กว่าเงินทุนตั้งต้น ทำให้เราสามารถเข้าถึงโอกาสทำกำไรจากการขยับตัวของราคาได้มากขึ้น
ลองนึกภาพว่าคุณมีเงินทุนอยู่ 1,000 ดอลลาร์ ถ้าไม่มีเลเวอเรจ คุณก็ซื้อขายได้แค่ 1,000 ดอลลาร์ แต่เมื่อคุณเปิดเลเวอเรจ 1 ต่อ 100 แปลว่าเงิน 1,000 ดอลลาร์ของคุณสามารถควบคุมสถานะการเทรดได้ถึง 100,000 ดอลลาร์ ความแตกต่างอยู่ที่ว่าราคาขยับไปกี่จุด กำไรหรือขาดทุนก็จะถูกคำนวณจากมูลค่า 100,000 ดอลลาร์นั้น ไม่ใช่ 1,000 ดอลลาร์ นี่คือเหตุผลที่ทำให้นักเทรดตัวเล็กสามารถเห็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจในตลาด Forex ได้ ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
โบรกเกอร์ยอมให้ยืมเงินเพราะตลาด Forex มีความผันผวนต่อจุดค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหุ้น การขยับตัวของคู่เงินหลักอย่างยูโรดอลลาร์อาจแค่ 50 ถึง 100 จุดต่อวัน ถ้าเทรดด้วยเงินทุนจริงล้วน กำไรที่ได้จะน้อยมากจนไม่คุ้มกับเวลาที่ใช้ การให้เลเวอเรจจึงเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด และโบรกเกอร์ก็มีระบบป้องกันความเสี่ยงที่จะไม่ปล่อยให้เราเสียเงินเกินกว่าที่มีในบัญชี ยกเว้นกรณีที่ราคากระโดดรุนแรงมากจนปิดออเดอร์ไม่ทัน
สิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือเลเวอเรจเป็นดาบสองคม มันขยายทั้งกำไรและขาดทุน การตั้งค่าเลเวอเรจสูงไม่ได้แปลว่าคุณต้องเสียเงินเยอะขึ้น หากคุณควบคุมขนาดล็อตได้ถูกต้อง แต่มันจะทำให้คุณเผลอเปิดสถานะการเทรดที่ใหญ่เกินความจำเป็นได้ง่ายกว่า ดังนั้นการเข้าใจเลเวอเรจจึงเป็นพื้นฐานแรกที่ทุกคนต้องรู้ก่อนจะไปต่อ
มาร์จิ้นคือเงินวางประกัน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม

มาร์จิ้นคือจำนวนเงินที่ระบบดึงไปแช่แข็งไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่าคุณจะรับผิดชอบความเสี่ยงจากสถานะการเทรดนั้นได้ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นค่าใช้จ่าย แท้ที่จริงแล้วเงินนี้ยังเป็นของคุณ แค่ถูกล็อกไว้ชั่วคราวจนกว่าจะปิดออเดอร์
สมมติว่าคุณต้องการเปิดออเดอร์ซื้อคู่ยูโรดอลลาร์ขนาด 1 ล็อต โดยที่ราคาอยู่ที่ 1.1000 มูลค่าจริงของสถานะนี้คือ 110,000 ดอลลาร์ ถ้าคุณตั้งเลเวอเรจไว้ที่ 1 ต่อ 100 ระบบจะดึงเงินมาร์จิ้นจากบัญชีคุณไป 1,100 ดอลลาร์ เงิน 1,100 ดอลลาร์นี้จะถูกแช่แข็ง คุณจะไม่สามารถนำไปเปิดออเดอร์อื่นได้จนกว่าจะปิดออเดอร์นี้ทิ้ง พอปิดออเดอร์ เงินมาร์จิ้นก็จะคืนเข้าบัญชีพร้อมกับกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้น
มาร์จิ้นที่ใช้จะขึ้นอยู่กับขนาดล็อตและเลเวอเรจที่เลือก ยิ่งล็อตใหญ่ก็ยิ่งใช้มาร์จิ้นเยอะ ยิ่งเลเวอเรจสูงก็ยิ่งใช้มาร์จิ้นน้อย นี่คือเหตุผลที่หลายคนชอบตั้งเลเวอเรจสูงๆ เพราะต้องการใช้เงินทุนให้คุ้มค่า แต่อย่าลืมว่าเมื่อราคาวิ่งไปไม่เป็นทาง กำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน การเข้าใจว่ามาร์จิ้นไม่ใช่ค่าธรรมเนียมจะช่วยให้คุณวางแผนการใช้เงินทุนได้ดีขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างเลเวอเรจและมาร์จิ้น
เลเวอเรจและมาร์จิ้นเป็นสิ่งที่ไปด้วยกัน คุณเลือกเลเวอเรจก่อน แล้วระบบจะคำนวณมาร์จิ้นที่ต้องใช้ ยิ่งเลเวอเรจต่ำ มาร์จิ้นที่ต้องวางก็ยิ่งสูง ทำให้เปิดออเดอร์ได้น้อยลง ในทางกลับกัน เลเวอเรจสูงจะใช้มาร์จิ้นน้อย แต่ความเสี่ยงต่อจุดจะมากขึ้น การเลือกเลเวอเรจจึงต้องสมดุลกับระยะการตั้งจุดตัดขาดทุนและขนาดบัญชี
การคำนวณกำไรขาดทุนจากสถานะการเทรดจริง
เรามาดูตัวอย่างจริงเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน การคำนวณกำไรและขาดทุนจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าเลเวอเรจส่งผลต่อเงินในบัญชีอย่างไร และทำไมการจัดการความเสี่ยงจึงสำคัญ
สมมติว่าคุณมีเงินทุน 5,000 ดอลลาร์ ตั้งเลเวอเรจไว้ที่ 1 ต่อ 100 คุณวิเคราะห์ว่าราคาทองคำที่ปัจจุบันอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์ต่อนซ์จะขยับขึ้นไป คุณจึงตัดสินใจเปิดออเดอร์ซื้อทองคำขนาด 0.5 ล็อต มูลค่าจริงของสถานะนี้คือ 100,000 ดอลลาร์ ระบบจะดึงเงินมาร์จิ้นไป 1,000 ดอลลาร์ เงินทุนคงเหลือที่ใช้ได้จึงเหลือ 4,000 ดอลลาร์ คุณตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ราคา 1,980 ดอลลาร์ ซึ่งห่างจากจุดเปิดออเดอร์ 20 ดอลลาร์ หรือ 2,000 จุด
ถ้าราคาทองขยับขึ้นไปที่ 2,020 ดอลลาร์ตามที่คาดไว้ คุณตัดสินใจปิดออเดอร์เก็บกำไร ระยะห่างจากจุดเปิดออเดอร์คือ 20 ดอลลาร์ สำหรับทองคำ 1 ล็อต การขยับ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 100 ดอลลาร์ ดังนั้น 0.5 ล็อตจะเท่ากับ 50 ดอลลาร์ต่อการขยับ 1 ดอลลาร์ ราคาขยับขึ้น 20 ดอลลาร์ กำไรที่ได้จึงเท่ากับ 50 คูณ 20 เท่ากับ 1,000 ดอลลาร์ บัญชีของคุณจะกลายเป็น 6,000 ดอลลาร์ คิดเป็นกำไรร้อยละ 20 ของเงินทุนตั้งต้น ทั้งนี้เงินมาร์จิ้น 1,000 ดอลลาร์ก็จะคืนเข้าบัญชีด้วย
แต่ถ้าราคาทองตกลงไปแตะจุดตัดขาดทุนที่ 1,980 ดอลลาร์ ระยะห่าง 20 ดอลลาร์เท่ากัน คุณจะขาดทุน 50 คูณ 20 เท่ากับ 1,000 ดอลลาร์ บัญชีที่เคยมี 5,000 ดอลลาร์จะเหลือ 4,000 ดอลลาร์ เป็นการขาดทุนร้อยละ 20 ของเงินทุนตั้งต้น จะเห็นว่าเลเวอเรจไม่ได้เปลี่ยนจำนวนเงินที่คุณได้หรือเสียต่อจุด แต่มันควบคุมว่าคุณต้องวางมาร์จิ้นไปเท่าไรเพื่อเปิดสถานะการเทรดขนาดนั้น ความเสี่ยงอยู่ที่ขนาดล็อตและระยะจุดตัดขาดทุนต่างหาก
การเปรียบเทียบเลเวอเรจที่นักเทรดมักเลือกใช้
การเลือกเลเวอเรจไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและความทนทานต่อความเสี่ยงของแต่ละคน ตารางนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างของเลเวอเรจยอดนิยม
| ระดับเลเวอเรจ | มาร์จิ้นที่ใช้สำหรับ 1 ล็อตยูโรดอลลาร์ (ราคา 1.1000) | ความเสี่ยงต่อจุด (1 ล็อต) | เหมาะกับสไตล์การเทรดแบบไหน |
|---|---|---|---|
| 1 ต่อ 10 | 11,000 ดอลลาร์ | 10 ดอลลาร์ | นักเทรดระยะยาวที่ถือเดอร์นานวัน ต้องการความผันผวนต่ำ |
| 1 ต่อ 50 | 2,200 ดอลลาร์ | 10 ดอลลาร์ | นักเทรดรายวันที่มีประสบการณ์ปานกลาง ต้องการสมดุลระหว่างพื้นที่เทรดและความเสี่ยง |
| 1 ต่อ 100 | 1,100 ดอลลาร์ | 10 ดอลลาร์ | นักเทรดสวิงที่เน้นจังหวะเข้าออกในระยะสั้น มีเงินทุนขนาดเล็กถึงกลาง |
| 1 ต่อ 500 | 220 ดอลลาร์ | 10 ดอลลาร์ | นักเทรดหน้าใหม่ที่ต้องการทดลองวิธีการ หรือคนที่เทรดหลายคู่พร้อมกัน |
จะสังเกตว่าความเสี่ยงต่อจุดของ 1 ล็อตยูโรดอลลาร์ไม่ว่าจะใช้เลเวอเรจเท่าไรก็เท่ากันคือ 10 ดอลลาร์ สิ่งที่เปลี่ยนคือมาร์จิ้นที่ต้องวาง นั่นหมายความว่าเลเวอเรจสูงช่วยให้คุณมีเงินทุนว่างมากขึ้นสำหรับการเปิดออเดอร์อื่น แต่ก็เพิ่มโอกาสที่คุณจะเผลอเปิดล็อตรวมเกินความจำเป็นจนความเสี่ยงรวมในบัญชีสูงเกินไป
วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนให้สมเหตุสมผลกับเลเวอเรจ

การตั้งจุดตัดขาดทุนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะใช้เลเวอเรจเท่าไรก็ตาม จุดตัดขาดทุนคือเส้นป้องกันไม่ให้บัญชีของคุณพังทลายในวันเดียว เลเวอเรจแค่เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะต้องวางมาร์จิ้นไปเท่าไร แต่จุดตัดขาดทุนคือตัวกำหนดว่าคุณจะเสียเงินมากแค่ไหนในแต่ละครั้ง
กฎง่ายๆ ที่เมนเทอร์มักสอนคืออย่าเสียเงินเกินร้อยละ 2 ถึง 3 ของเงินทุนรวมในหนึ่งออเดอร์ ถ้าคุณมีเงิน 5,000 ดอลลาร์ ความเสี่ยงสูงสุดที่ยอมรับได้คือ 100 ถึง 150 ดอลลาร์ สมมติว่าคุณเทรดคู่ยูโรดอลลาร์ขนาด 0.5 ล็อต ซึ่งมีความเสี่ยงต่อจุดที่ 5 ดอลลาร์ คุณจะสามารถรับความเสี่ยงได้ 20 ถึง 30 จุด ดังนั้นจุดตัดขาดทุนของคุณก็ควรอยู่ห่างจากจุดเปิดออเดอร์ไม่เกิน 30 จุด การคำนวณนี้ไม่เกี่ยวกับเลเวอเรจที่ตั้งไว้เลย แต่เกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงที่ถูกต้อง
ปัญหาที่พบบ่อยคือนักเทรดมักตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ไกลเกินไปเพราะคิดว่าราคาจะวนกลับมา พอใช้เลเวอเรจสูง มาร์จิ้นที่ใช้น้อยทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีพื้นที่เล่นมาก แต่จริงๆ แล้วถ้าราคาไม่เป็นไปตามแผน การขาดทุนที่สะสมจะกัดกินเงินทุนจนเกิดมาร์จิ้นคอลได้ การตั้งจุดตัดขาดทุนให้สมเหตุสมผลตามโครงสร้างกราฟ และปรับขนาดล็อตให้เข้ากับระยะจุดตัดขาดทุนคือวิธีที่ถูกต้อง
การใช้เครื่องมือคำนวณขนาดล็อต
หลายโบรกเกอร์มีเครื่องมือคำนวณขนาดล็อตให้ใช้ฟรี คุณแค่ใส่เงินทุน ความเสี่ยงที่ยอมรับได้เป็นเปอร์เซ็นต์ และระยะจุดตัดขาดทุน ระบบจะบอกว่าควรเปิดขนาดล็อตเท่าไร การใช้เครื่องมือนี้จะช่วยลดความผิดพลาดจากการคำนวณเอง โดยเฉพาะเวลาเทรดคู่เงินที่มีค่าจุดต่อดอลลาร์ซับซ้อน เช่น คู่เงินข้ามที่มีสกุลเงินฝั่งกำไรไม่ใช่ดอลลาร์
มาร์จิ้นคอลและการบังคับปิดออเดอร์อัตโนมัติ
มาร์จิ้นคอลคือสถานการณ์ที่นักเทรดหลายคนหวาดกลัว มันเกิดขึ้นเมื่อเงินทุนคงเหลือในบัญชีลดลงจนใกล้หมด ทำให้ระบบต้องบังคับปิดออเดอร์ขาดทุนเพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีติดลบ การเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเจอสถานการณ์นี้ได้
แต่ละโบรกเกอร์จะกำหนดระดับมาร์จิ้นคอลและระดับบังคับปิดออเดอร์ต่างกัน สมมติว่าโบรกเกอร์กำหนดระดับมาร์จิ้นคอลไว้ที่ร้อยละ 100 และระดับบังคับปิดไว้ที่ร้อยละ 50 ถ้าคุณใช้มาร์จิ้นไป 1,000 ดอลลาร์ และเงินทุนคงเหลือลดลงจนเหลือ 1,000 ดอลลาร์พอดี ระบบจะส่งการแจ้งเตือนมาร์จิ้นคอล ถ้าคุณยังไม่ปิดออเดอร์หรือเติมเงิน และราคายังขยับไปไม่เป็นทางจนเงินทุนเหลือ 500 ดอลลาร์ ระบบจะบังคับปิดออเดอร์ที่ขาดทุนมากที่สุดก่อน
วิธีหลีกเลี่ยงมาร์จิ้นคอลคืออย่าเปิดออเดอร์จนใช้มาร์จิ้นหมดบัญชี ควรเหลือเงินทุนว่างไว้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเงินทุนรวม ถ้าคุณมี 5,000 ดอลลาร์ ควรใช้มาร์จิ้นไม่เกิน 2,500 ดอลลาร์ นอกจากนี้การตั้งจุดตัดขาดทุนทุกครั้งจะช่วยจำกัดความเสี่ยง ไม่ให้ขาดทุนสะสมจนถึงระดับมาร์จิ้นคอล การเจอมาร์จิ้นคอลสักครั้งในชีวิตการเทรดถือว่าเป็นบทเรียนที่ดี แต่ถ้าเจอบ่อยก็แปลว่ายังไม่เข้าใจการจัดการความเสี่ยง
ระดับมาร์จิ้นคอลที่โบรกเกอร์ตั้งไว้
การรู้ระดับมาร์จิ้นคอลของโบรกเกอร์ที่คุณใช้บริการเป็นข้อมูลที่จำเป็น บางโบรกเกอร์ตั้งไว้สูงถึงร้อยละ 120 บางโบรกเกอร์ตั้งไว้ต่ำกว่า ความแตกต่างนี้ส่งผลต่อพื้นที่เวลาที่คุณมีก่อนระบบจะเข้ามาบังคับปิดออเดอร์ ควรอ่านข้อกำหนดให้ละเอียดก่อนเริ่มเทรดจริง
เทคนิคการบริหารเงินทุนสำหรับนักเทรดไทยมือใหม่
การบริหารเงินทุนคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้คุณอยู่ในตลาดได้ยาวนาน เลเวอเรจและมาร์จิ้นเป็นเพียงเครื่องมือ แต่วิธีที่คุณใช้เครื่องมือเหล่านั้นต่างหากที่กำหนดความสำเร็จ นี่คือหลักการที่เมนเทอร์มักฝากไว้กับลูกศิษย์ทุกคน
ข้อแรกคืออย่าใช้เงินทุนเกินครึ่งในการเปิดออเดอร์พร้อมกัน ถ้าคุณมี 10,000 ดอลลาร์ มาร์จิ้นรวมที่ใช้ควรไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์ การเหลือเงินทุนว่างไว้จะช่วยให้คุณมีพื้นที่รองรับความผันผวนของราคา ถ้าออเดอร์ขาดทุนชั่วคราว คุณยังมีเงินสำรอง แต่ถ้าใช้มาร์จิ้นจนเกือบหมด ราคาขยับไปไม่กี่จุดก็อาจทำให้คุณเจอมาร์จิ้นคอลได้
ข้อที่สองคือกำหนดความเสี่ยงต่อเดอร์ให้ชัดเจน อย่าเสียเงินเกินร้อยละ 2 ของเงินทุนรวมในการเปิดออเดอร์หนึ่งครั้ง ถ้าเงินทุน 10,000 ดอลลาร์ ความเสี่ยงสูงสุดคือ 200 ดอลลาร์ คำนวณระยะจุดตัดขาดทุนและขนาดล็อตให้สอดคล้องกัน ถ้าจุดตัดขาดทุนต้องอยู่ไกล 50 จุด ขนาดล็อตก็ต้องเล็กลงเพื่อให้ความเสี่ยงรวมไม่เกิน 200 ดอลลาร์ การทำแบบนี้ทุกครั้งจะทำให้คุณรู้ว่าตัวเองเสียได้สูงสุดเท่าไรก่อนเปิดออเดอร์
ข้อที่สามคืออย่าเพิ่มล็อตเพราะอยากเอาคืน หลายคนขาดทุนแล้วรู้สึกอยากเปิดออเดอร์ใหญ่ขึ้นเพื่อเอาเงินคืนมา นี่คือหนทางที่ทำให้บัญชีพังเร็วที่สุด เลเวอเรจทำให้การเปิดล็อตใหญ่เป็นเรื่องง่าย แต่ผลที่ตามมาคือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ถ้าขาดทุน ให้หยุดพัก ทบทวนบทวิเคราะห์ แล้วกลับมาใหม่ด้วยขนาดล็อตที่เหมาะสม ความสำเร็จในการเทรดไม่ได้วัดกันที่กำไรในวันเดียว แต่วัดกันที่การอยู่รอดและทำกำไรสะสมได้ในระยะยาว
สุดท้ายคือการจดบันทึก จดว่าวันนี้เปิดออเดอร์อะไร ใช้ล็อตเท่าไร ตั้งจุดตัดขาดทุนที่ราคาเท่าไร และผลออกมาเป็นอย่างไร การจดบันทึกจะช่วยให้คุณเห็นว่าตัวเองมีนิสัยเสี่ยงแบบไหน และปรับปรุงได้ถูกจุด การเทรด Forex ให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็นเรื่องของวินัยและการจัดการความเสี่ยงที่ดี
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
เลเวอเรจ 1:100 คืออะไร ใช้เทรดแล้วเสี่ยงไหม
เลเวอเรจ 1 ต่อ 100 หมายความว่าคุณใช้เงินทุนจริงแค่ 1 ส่วนในการควบคุมราคาทองหรือสกุลเงินที่มีมูลค่า 100 ส่วน ยกตัวอย่างเช่นเปิดออเดอร์ขนาด 1 ล็อตของคู่ยูโรดอลลาร์ที่ราคา 1.1000 จะใช้เงินมาร์จิ้นจริงประมาณ 1,100 ดอลลาร์ ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเลเวอเรจที่ตั้งไว้ แต่อยู่ที่ขนาดล็อตที่เราเลือกเปิดออเดอร์ ถ้าเลือกล็อตเล็กและตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ชัดเจน เลเวอเรจสูงก็ไม่ใช่เรื่องอันตรายเสมอไป
มาร์จิ้นคอล (Margin Call) และเลิกออเดอร์ (Stop Out) ต่างกันอย่างไร
มาร์จิ้นคอลคือจังหวะที่โบรกเกอร์ส่งการแจ้งเตือนให้คุณรู้ว่าเงินความปลอดภัยในบัญชีเหลือน้อยจนเกินไป ส่วนใหญ่จะเริ่มแจ้งเมื่อเงินทุนคงเหลือเหลือระดับร้อยละ 50 ของมาร์จิ้นที่ใช้ ส่วนเลิกออเดอร์คือขั้นตอนที่ระบังคับปิดออเดอร์ขาดทุนของคุณทิ้งโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีติดลบ ระดับเลิกออเดอร์มักจะอยู่ที่ร้อยละ 20 ถึง 30 ของมาร์จิ้นที่ใช้ ดังนั้นอย่ารอให้เกิดมาร์จิ้นคอล ควรตัดขาดทุนเองก่อนที่ระบบจะบังคับปิด
เลือกเลเวอเรจเท่าไรถึงจะเหมาะกับมือใหม่
สำหรับคนเพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ตั้งเลเวอเรจไว้ที่ 1 ต่อ 30 ถึง 1 ต่อ 50 เพื่อให้มีพื้นที่รองรับความผันผวนของราคาพอประมาณ เลเวอเรจที่ต่ำกว่านี้จะใช้มาร์จิ้นเยอะจนเปิดออเดอร์ได้น้อย ส่วนที่สูงกว่านี้อาจทำให้คุณเผลอเปิดล็อตใหญ่เกินไปโดยไม่รู้ตัว ขอให้ดูที่การคำนวณขนาดล็อตให้สัมพันธ์กับเงินทุนและจุดตัดขาดทุนเป็นหลัก การตั้งเลเวอเรจก็เป็นแค่ตัวกำหนดว่าจะต้องวางมาร์จิ้นไปเท่าไร
เงินทุนว่าง (Free Margin) คืออะไร สำคัญอย่างไร
เงินทุนว่างคือเงินในบัญชีที่ยังไม่ได้ถูกใช้เป็นหลักประกันสำหรับออเดอร์ที่เปิดค้างไว้ ตัวเลขนี้บอกว่าคุณยังสามารถเปิดออเดอร์ใหม่เพิ่มได้อีกกี่ล็อต ถ้าเงินทุนว่างเหลือน้อย แสดงว่าบัญชีของคุณรับความเสี่ยงไว้เยอะแล้ว ควรหยุดเปิดออเดอร์ใหม่ การรักษาเงินทุนว่างให้เหลือมากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินทุนรวมเป็นสิ่งที่เมนเทอร์มักแนะนำเพื่อให้คุณมีพื้นที่หายใจเมื่อราคาวนไปวนมา
ทำไมเปิดออเดอร์ทองแล้วมาร์จิ้นหายเยอะกว่าคู่เงินทั่วไป
เพราะมูลค่าต่อล็อตของทองคำหรือสัญลักษณ์ XAUUSD นั้นสูงกว่าคู่เงินปกติมาก โดยทั่วไป 1 ล็อตของทองมีมูลค่าตามราคาหน่วยออนซ์ ดังนั้นเมื่อราคาทองอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์ 1 ล็อตจะมีมูลค่า 200,000 ดอลลาร์ แม้ใช้เลเวอเรจสูงถึง 1 ต่อ 500 คุณก็ยังต้องวางมาร์จิ้นถึง 400 ดอลลาร์ ในขณะที่คู่เงินยูโรดอลลาร์ 1 ล็อตใช้มาร์จิ้นเพียง 220 ดอลลาร์ ดังนั้นการเทรดทองจึงต้องคำนึงถึงขนาดล็อตให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย









TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文