

การเทรดทองคำให้รอบด้านรู้จักจุดหมุนราคาหรือ Pivot Point ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เราเห็นแนวรับแนวต้านได้แม่นยำขึ้น บทเรียนนี้จะพาไปทำความเข้าใจวิธีคำนวณและนำไปใช้จริงในตลาด XAU แบบเข้าใจง่าย นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ทำความเข้าใจจุดหมุนราคาคืออะไรในตลาดทองคำ
จุดหมุนราคาคือเครื่องมือที่ใช้คำนวณหาระดับที่ราคาน่าจะหยุดหรือกลับตัว โดยอ้างอิงจากราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิดของแท่งเทียนในช่วงเวลาก่อนหน้า เพื่อให้เราเห็นภาพรวมว่าฝั่งซื้อหรือฝั่งขายกำลังคุมเกมอยู่
สำหรับการเทรดทองคำหรือ XAU การมีจุดอ้างอิงที่ชัดเจนถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีการซื้อขายด้วยปริมาณเงินมหาศาล ราคามักจะเคลื่อนไหวในกรอบที่มีโครงสร้าง เมื่อเราเอาจุดหมุนราคามาวางบนกราฟ เราจะสามารถแบ่งแยกได้ว่าตอนนี้ราคาอยู่ในเขตของฝั่งซื้อหรือฝั่งขาย โดยดูว่าราคาปัจจุบันทะลุเส้นกึ่งกลางขึ้นไปหรือไม่ หากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นจนทะลุเส้นกึ่งกลางนี้ แสดงว่าแรงซื้อกำลังมีอำนาจเหนือกว่าแรงขายในช่วงเวลานั้น ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
วิธีการทำงานของมันคือการเอาราคาสำคัญสามจุดมาหาค่าเฉลี่ย เมื่อได้ค่าเฉลี่ยหรือจุดกึ่งกลางออกมาแล้ว ระบบจะคำนวณต่อยอดออกไปเป็นระดับแนวรับและแนวต้านด้านบนรวมสามชั้น และแนวรับด้านล่างอีกสามชั้น การที่มันแสดงผลเป็นระดับชัดเจนแบบนี้ทำให้เทรดเดอร์ทุกคนในตลาดมองเห็นจุดเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ่อยครั้งราคาทองคำจะเด้งกลับหรือชะงักงันเมื่อไปถึงระดับเหล่านี้พอดี เพราะเทรดเดอร์จำนวนมากตั้งคำสั่งซื้อขายหรือคำสั่งตัดขาดทุนไว้บริเวณนั้น
วิธีคำนวณจุดหมุนราคาแบบพื้นฐานสำหรับทองคำ
การคำนวณแบบดั้งเดิมจะใช้ข้อมูลราคาของวันก่อนหน้ามาหาค่าเฉลี่ย เพื่อใช้เป็นเส้นกึ่งกลางในการแบ่งว่าราคาจะเดินไปทางไหนต่อไป โดยมีสูตรการคำนวณที่ต้องเข้าใจก่อนนำไปใช้
สูตรการหาค่ากึ่งกลางคือการเอาราคาสูงสุดบวกกับราคาต่ำสุดบวกกับราคาปิดของแท่งเทียนเมื่อวาน แล้วนำมาหารด้วยสาม เมื่อได้ค่านี้มาแล้ว เราจะเอาไปคำนวณเป็นแนวต้านชั้นแรกโดยการเอาค่ากึ่งกลางคูณสอง แล้วลบด้วยราคาต่ำสุดเมื่อวาน ส่วนแนวรับชั้นแรกจะเอาค่ากึ่งกลางคูณสอง แล้วลบด้วยราคาสูงสุดเมื่อวาน วิธีนี้จะให้ระดับราคาที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ใช้กันอยู่
นอกจากนี้ยังมีระดับที่สองและสามที่คำนวณจากสูตรที่ซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย โดยจะเอาระดับชั้นแรกมาคำนวณต่อยอด ระดับเหล่านี้จะค่อย ๆ ขยายออกไปจากเส้นกึ่งกลาง ยิ่งระดับไกลออกไปเท่าไร โอกาสที่ราคาจะไปถึงก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น แต่ถ้าราคาทองคำวิ่งไปถึงระดับที่สาม มักหมายถึงตลาดกำลังมีแรงผลักดันที่รุนแรงมาก อาจเกิดจากข่าวเศรษฐกิจสำคัญที่ทำให้นักลงทุนหันมาซื้อทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย การเข้าใจสูตรคำนวณจึงเปรียบเสมือนการรู้เบื้องหลังของเครื่องมือที่เราใช้
ตัวอย่างการคำนวณจากตัวเลขจริง
สมมติว่าราคาทองคำเมื่อวานปิดที่ 2350 ดอลลาร์ ราคาสูงสุดของวันอยู่ที่ 2360 ดอลลาร์ และราคาต่ำสุดอยู่ที่ 2340 ดอลลาร์ เมื่อนำสามค่านี้มารวมกันจะได้ 7050 ดอลลาร์ แล้วหารด้วยสาม จะได้ค่ากึ่งกลางเท่ากับ 2350 ดอลลาร์ จากนั้นนำค่ากึ่งกลางไปคำนวณต่อเพื่อหาแนวต้านชั้นแรก โดยเอา 2350 คูณสองได้ 4700 แล้วลบด้วยราคาต่ำสุด 2340 จะได้แนวต้านชั้นแรกที่ 2360 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับชั้นแรกก็เอา 4700 ลบด้วยราคาสูงสุด 2360 จะได้ที่ 2340 ดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้คือแนวรับแนวต้านที่เราจะใช้ในการวางแผนเทรดวันนี้
การนำจุดหมุนราคาไปใช้เทรดทองคำในชีวิตจริง
เมื่อเราได้ระดับราคาที่ชัดเจนมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำไปใช้กับแผนการเทรด โดยเราต้องดูว่าราคาเปิดของวันนี้อยู่ตำแหน่งใด เพื่อบอกทิศทางว่าเราควรเล่นฝั่งซื้อหรือฝั่งขาย
กฎเกณฑ์ง่าย ๆ คือถ้าราคาเปิดมาอยู่เหนือเส้นกึ่งกลาง เราจะมองหาโอกาสในการซื้อเป็นหลัก โดยเป้าหมายการเก็บกำไรจะอยู่ที่แนวต้านชั้นแรกและชั้นสอง เมื่อราคาทองคำปรับขึ้นไปกระแทกแนวต้านแล้วไม่สามารถทะลุผ่านได้ เราอาจพิจารณาปิดสถานะซื้อเพื่อเก็บกำไร หรือถ้าเห็นสัญญาณกลับตัวชัดเจนก็อาจเปิดสถานะขายเพื่อเล่นรอบลงก็ได้ ในทางกลับกันถ้าราคาเปิดมาอยู่ใต้เส้นกึ่งกลาง แสดงว่าแรงขายกำลังคุมเกมอยู่ เราจะมองหาโอกาสขายโดยมีเป้าหมายที่แนวรับชั้นแรกและชั้นสอง
สิ่งสำคัญที่ต้องจำใจคือการรอคอยการยืนยันจากแท่งเทียน อย่ารีบเข้าเทรดทันทีเมื่อราคาไปแตะเส้นรับหรือเส้นต้าน ให้สังเกตว่าแท่งเทียนเกิดรูปแบบการกลับตัวหรือไม่ เช่น ราคาทำรองเท้าแบบรองเท้าเยอรมันหรือเกิดแท่งเทียนที่มีลำตัวเล็กและมีเงายาว การมีความอดทนรอให้เกิดการยืนยันจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเข้าไปติดกับดักของราคาที่ปั่นขึ้นไปแตะเส้นแล้ววิ่งกลับทันที โดยเฉพาะในตลาดทองคำที่มักมีการปั่นราคาในช่วงเปิดตลาดยุโรปหรือช่วงที่มีข่าวเข้ามา
การตั้งจุดตัดขาดทุนให้เหมาะสมกับโครงสร้างราคา
การตั้งจุดตัดขาดทุนหรือ จุดตัดขาดทุน ควรอยู่ใต้แนวรับหรือเหนือแนวต้านเล็กน้อย ห่างออกไปประมาณ 3 ถึง 5 ดอลลาร์ เพื่อให้พ้นจากการแกว่งของราคาที่อาจเกิดขึ้นชั่วขณะ หากเราตั้งเลขตรงกับเส้นรับหรือเส้นต้านพอดี โอกาสที่จะโดนหักออกก่อนราคาจะวิ่งไปทิศทางที่เราคาดไว้นั้นมีสูงมาก เพราะราคาทองคำมักจะมีการทดสอบระดับสำคัญก่อนจะเดินจริง การให้พื้นที่ราคาเล็กน้อยจึงเป็นการปกป้องบัญชีของเราจากการสูญเสียที่ไม่จำเป็น
การคำนวณกำไรและขนาดล็อตสำหรับทองคำ
มาดูตัวอย่างการคำนวณกำไรและขาดทุนแบบเป็นรูปธรรม เพื่อให้เห็นภาพการบริหารความเสี่ยงที่ถูกต้องเมื่อเทรดตามจุดหมุนราคา โดยจะใช้ตัวเลขจริงในการคำนวณ
สมมติว่าเราเปิดสถานะซื้อทองคำที่ราคา 2352 ดอลลาร์ ซึ่งอยู่เหนือเส้นกึ่งกลางเล็กน้อย โดยมีเป้าหมายการเก็บกำไรที่แนวต้านชั้นแรกซึ่งอยู่ที่ 2360 ดอลลาร์ และตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 2347 ดอลลาร์ ความเสี่ยงต่อราคาในการเทรดครั้งนี้คือ 5 ดอลลาร์ต่อนซ์ ส่วนเป้าหมายกำไรคือ 8 ดอลลาร์ต่อนซ์ อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 1.6 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราส่วนที่รับได้ในการเทรกทองคำระยะสั้น
สำหรับการคำนวณขนาดล็อต ถ้าเรามีทุน 10,000 ดอลลาร์ และยอมรับความเสี่ยงที่ 2 เปอร์เซ็นต์ของทุนต่อครั้ง ความเสี่ยงในเงินดอลลาร์จะเท่ากับ 200 ดอลลาร์ ในตลาดทองคำ 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100 ออนซ์ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของราคา 1 ดอลลาร์จะมีค่าเท่ากับ 100 ดอลลาร์ต่อล็อต ถ้าเราตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 5 ดอลลาร์ การใช้ล็อตมาตรฐาน 1 ล็อตจะทำให้เราเสี่ยงเงิน 500 ดอลลาร์ ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้นเราต้องใช้ขนาดล็อตที่เล็กลงมา คือ 0.4 ล็อต เพื่อให้ความเสี่ยงอยู่ที่ 200 ดอลลาร์พอดี เมื่อราคาทองคำขึ้นไปถึงเป้าหมายที่ 2360 ดอลลาร์ กำไรที่ได้จะเท่ากับ 8 ดอลลาร์คูณด้วย 40 ออนซ์ รวมเป็นเงินกำไร 320 ดอลลาร์
การเลือกใช้จุดหมุนราคาประเภทต่าง ๆ ให้เหมาะกับสไตล์การเทรด
นอกจากแบบมาตรฐานแล้ว ยังมีการคำนวณจุดหมุนราคาอีกหลายแบบที่เทรดเดอร์ทองคำนิยมใช้ ซึ่งแต่ละแบบจะให้น้ำหนักความสำคัญของราคาต่างกัน ทำให้เกิดระดับแนวรับแนวต้านที่แตกต่างกันออกไป
การเลือกใช้แบบไหนขึ้นอยู่กับกรอบเวลาที่คุณเทรดและลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาที่คุณสังเกตเห็นว่าเข้ากับทองคำมากที่สุด การทดสอบย้อนหลังจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหาว่าแบบไหนเหมาะกับการเทรดของคุณที่สุด
| ประเภทจุดหมุนราคา | ลักษณะการคำนวณ | จุดเด่นสำหรับทองคำ | เหมาะกับกรอบเวลา |
|---|---|---|---|
| มาตรฐาน | ใช้ค่าเฉลี่ยของราคาสูง ต่ำ ปิด | เส้นรับต้านห่างกันพอเหมาะ เหมาะดูภาพรวม | 1 ชั่วโมงขึ้นไป |
| ฟีโบนัชชี | ปรับค่าด้วยอัตราส่วนฟีโบนัชชี | เน้นระดับที่ราคาทองคำมักดึงดูด | 15 นาทีถึง 1 ชั่วโมง |
| คามาริลลา | เน้นราคาปิดเป็นหลัก | เส้นรับต้านชิดกัน เหมาะเก็บกำไรรอบย่อย | 5 นาทีถึง 15 นาที |
| วูดดี | ให้น้ำหนักราคาเปิดและปิดมากกว่า | ตอบสนองต่อช่วงเปิดตลาดได้ดี | เทรดภายในวัน |
การผสานจุดหมุนราคาเข้ากับอินดิเคเตอร์ตัวอื่น
การใช้จุดหมุนราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการยืนยันทิศทางของราคาทองคำ การนำเครื่องมือวัดความแข็งแรงของราคาหรือเส้นค่าเฉลี่ยมาผสมกันจะช่วยกรองสัญญาณที่ไม่ดีออกไปได้มาก
ตัวอย่างเช่น การใช้ดัชนีวัดความแข็งแรงร่วมกับจุดหมุนราคา ถ้าราคาทองคำปรับขึ้นไปแตะแนวต้านชั้นแรก และดัชนีวัดความแข็งแรงก็แสดงว่าราคาซื้อมากเกินไป นั่นคือจุดที่น่าจะพิจารณาปิดสถานะซื้อหรือรอเปิดสถานะขาย เพราะโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงมาเยี่ยมเส้นกึ่งกลางมีสูง การใช้เครื่องมือสองตัวสอดคล้องกันจะทำให้เรามั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้น และช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของการเดินราคาแบบปั่นในตลาดทองคำที่มีวอลุ่มใหญ่
นอกจากนี้การใช้เส้นค่าเฉลี่ย 20 แท่งร่วมกับจุดหมุนราคาก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยม ถ้าราคาทองคำเดินอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 20 แท่ง และในขณะเดียวกันราคาก็อยู่เหนือเส้นกึ่งกลางของจุดหมุนราคา สัญญาณการซื้อจะมีความน่าเชื่อถือสูง แต่ถ้าทั้งสองเครื่องมือบอกทิศทางไม่ตรงกัน การรอสังเกตจนกว่าจะเห็นความชัดเจนอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการเดิมพันฝ่าฝืนสัญญาณ การรู้จักเลือกไม่เทรดในบางโอกาสก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำเมื่อเทรดทองคำด้วยจุดหมุนราคา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการยึดติดกับเส้นรับเส้นต้านมากเกินไป โดยเชื่อว่าราคาจะต้องหยุดหรือกลับตัวที่เส้นเหล่านั้นทุกครั้ง ความจริงแล้วจุดหมุนราคาเป็นเพียงเขตที่ราคาน่าจะมีปฏิกิริยา ไม่ใช่กำแพงที่กั้นราคาไม่ให้ผ่านไปได้
อีกหนึ่งข้อผิดพลาดคือการใช้กรอบเวลาที่ไม่เหมาะสม บางคนเอาจุดหมุนราคารายสัปดาห์มาใช้ในการเทรดกรอบเวลา 5 นาที ซึ่งอาจทำให้เส้นรับเส้นต้านอยู่ห่างจากราคาปัจจุบันมากจนไม่สามารถใช้วางแผนได้จริง การเลือกกรอบเวลาที่สอดคล้องกับระยะเวลาการถือสถานะเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณเทรดแบบรายวันก็ใช้ข้อมูลรายวันมาคำนวณ ถ้าเทรดแบบรายสัปดาห์ก็ใช้ข้อมูลรายสัปดาห์ การใช้ให้ถูกบริบทจะช่วยให้เครื่องมือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สุดท้ายคือการไม่ยอมรับความผิดพลาดเมื่อราคาทะลุเส้นตัดขาดทุน บางคนเมื่อเห็นราคาทองคำทะลุจุดตัดขาดทุนแล้วก็ยังคงยึดสถานะเดิมไว้ด้วยความหวังว่าราคาจะกลับมา พฤติกรรมเช่นนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บัญชีเทรดหมดสตางค์ จุดตัดขาดทุนที่ตั้งไว้ใกล้กับเส้นรับหรือเส้นต้านของจุดหมุนราคานั้นมีเหตุผลรองรับ ถ้าราคาสามารถทะลุผ่านระดับสำคัญนี้ได้ แสดงว่าโครงสร้างตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว การยอมรับการขาดทุนเล็กน้อยเพื่อรอโอกาสใหม่ในวันถัดไปจะดีกว่าการฝืนถือสถานะจนขาดทุนจนยากจะเรียกคืน
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
Pivot Point คืออะไรและทำไมต้องใช้เทรดทองคำ
Pivot Point คือเครื่องมือคำนวณแนวรับแนวต้านจากราคาสูง ต่ำ และปิดของแท่งเทียนเมื่อวาน มันช่วยให้เราเห็นจุดที่ราคาทองคำน่าจะหยุดหรือกลับตัวได้โดยไม่ต้องเดาเอง สำหรับการเทรดทองคำที่มีวอลุ่มใหญ่และมักเดินแบบมีแนวโน้มชัดเจน เครื่องมือนี้จึงเข้ากับพฤติกรรมของทองคำได้ดีมาก เพราะราคามักจะเคารพระดับเหล่านี้ในระยะสั้น
ควรใช้ Pivot Point แบบไหนสำหรับการเทรดทองคำในช่วงเวลากลางวัน
สำหรับการเทรดทองคำแบบวันต่อวัน แนะนำให้ใช้แบบ Standard เพราะมันคำนวณจากราคาของวันก่อนหน้าทำให้เห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจน แต่ถ้าคุณเทรดในกรอบเวลาเล็กเช่น 15 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง การใช้แบบ Fibonacci หรือ Camarilla อาจให้ระดับราคาที่ละเอียดกว่า ทั้งนี้ควรเลือกแบบที่เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณและทดสอบย้อนหลังดูผลลัพธ์ก่อนใช้จริง
วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนเมื่อเทรดทองคำด้วย Pivot Point ทำอย่างไร
การตั้งจุดตัดขาดทุนควรอยู่ใต้แนวรับของ Pivot Point หรือเหนือแนวต้านเล็กน้อยประมาณ 2 ถึง 3 ดอลลาร์ เพื่อให้พ้นจากการแกว่งของราคาที่อาจเกิดขึ้นชั่วขณะ อย่าตั้งเลขเท่ากับเส้นรับรับทั้งทีเพราะราคาทองคำมักจะส่วนเกินก่อนจะวิ่งไปทิศทางเดิม การให้พื้นที่ราคาเล็กน้อยจะช่วยปกป้องบัญชีจากการโดนหักออกก่อนที่ราคาจะไปทางที่เราวิเคราะห์ไว้
สามารถใช้ Pivot Point ร่วมกับอินดิเคเตอร์ตัวอื่นได้หรือไม่
ได้และควรใช้ร่วมกัน เพราะการใช้ Pivot Point อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการยืนยันทิศทางตลาด การนำไปใช้คู่กับเครื่องมือวัดความแข็งแรงของราคาหรือเส้นค่าเฉลี่ยจะช่วยกรองสัญญาณได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาทองคำเข้าใกล้แนวต้านของ Pivot Point และอินดิเคเตอร์ก็แสดงสัญญาณเข้าซื้อมากเกินไป ก็เป็นจุดที่น่าจะรอเปิดขายหรือปิดขาซื้อ การผสมผสานเครื่องมือจะทำให้การตัดสินใจมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ทำไมราคาทองคำบางครั้งทะลุเส้น Pivot Point ไปเลยโดยไม่หยุด
ส่วนใหญ่เกิดจากข่าวเศรษฐกิจสำคัญที่ส่งผลให้ทองคำเป็นสินทรัพย์หลบภัย เมื่อมีข่าวรุนแรงราคาจะวิ่งแรงจนไม่สนใจระดับใด ๆ ในช่วงเวลาที่ตลาดขาดสภาพคล่องเช่นช่วงเปิดตลาดหรือก่อนปิดราคาก็มักจะเดินผิดจากหลักการปกติ ดังนั้นควรตรวจดูปฏิทินเศรษฐกิจก่อนเทรดและหลีกเลี่ยงช่วงที่มีข่าวใหญ่เพื่อให้เครื่องมือทำงานได้ตามปกติ
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文