
- MFI คืออะไรและทำไมคนเทรดทองคำถึงต้องรู้จัก
- วิธีตั้งค่า MFI บนแพลตฟอร์มเทรดให้เหมาะกับทองคำ
- การอ่านสัญญาณ MFI แบบเข้าใจง่ายไม่ต้องท่องสูตร
- ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขาดทุนจากการเทรดทองคำด้วย MFI
- การใช้ MFI ร่วมกับเครื่องมืออื่นเพื่อเพิ่มความแม่นยำ
- ตารางเปรียบเทียบสัญญาณ MFI กับตัวชี้วัดยอดนิยมอื่น ๆ
- คำถามที่พบบ่อย

การเทรดทองคำในปี 2569 ต้องเข้าใจกระแสเงินก้อนใหญ่ MFI หรือ Money Flow Index คือเครื่องมือที่บอกว่าเงินสดกำลังไหลเข้าหรือกจากทองคำ ช่วยให้เราจับจังหวะเข้าซื้อหรือขายได้แม่นยำขึ้น นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
MFI คืออะไรและทำไมคนเทรดทองคำถึงต้องรู้จัก
Money Flow Index หรือ MFI คือตัวชี้วัดที่วัดความรุนแรงของกระเงินที่ไหลเข้าและออกจากสินทรัพย์ โดยจะรวมเอาทั้งราคาและปริมาณการซื้อขายมาคำนวณร่วมกัน ทำให้เราเห็นภาพว่าตอนนี้เงินก้อนใหญ่กำลังเข้ามาซื้อทองคำหรือกำลังรีบขายทิ้งอยู่
หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันต่างจาก RSI อย่างไร จริง ๆ แล้วหลักการของ MFI ก็คล้ายกับ RSI คือเป็นตัวชี้วัดแบบออสซิลเลเตอร์ที่มีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100 แต่จุดที่ทำให้ MFI โดดเด่นสำหรับการเทรดทองคำก็คือมันมีการนำปริมาณการซื้อขายหรือ Volume เข้ามาคิดด้วย ซึ่งในตลาดทองคำที่มีมูลค่าการซื้อขายหลักแสนล้านดอลลาร์ต่อวัน การรู้ว่าแท่งเทรดไหนมีเงินจริงเข้ามาแนะนำจะให้ความได้เปรียบอย่างมาก ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
สำหรับนักเทรดทองคำมือใหม่ การมี MFI อยู่ในแผนภูมิเปรียบเหมือนการมีเรดาร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของเงินก้อนใหญ่ เมื่อเราเห็นว่าเงินกำลังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เราก็สามารถขี่คลื่นนั้นไปกับสถาบันการเงินได้ แต่ถ้าเห็นว่าเงินเริ่มไหลออก เราก็รู้ว่าถึงเวลาต้องระวังและเตรียมตัวลดสถานะการถือทองคำลง
วิธีตั้งค่า MFI บนแพลตฟอร์มเทรดให้เหมาะกับทองคำ
การตั้งค่า MFI ให้เหมาะสมกับการเทรดทองคำถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก ค่ามาตรฐานที่โปรแกรมเทรดส่วนใหญ่ตั้งมาให้คือ 14 แท่ง ซึ่งสำหรับการเทรดทองคำในกรอบเวลารายวันหรือ 4 ชั่วโมง ค่านี้ก็ใช้ได้ดีและให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือพอสมควร
แต่ถ้าเราลงไปเทรดในกรอบเวลาเล็กลง เช่น 15 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง การใช้ค่า 14 อาจจะทำให้เราได้สัญญาณที่ช้าเกินไป ผมมักจะแนะนำให้ลูกศิษย์ลองปรับลงมาเหลือ 10 หรือ 12 แท่ง เพื่อให้ตัวชี้วัดตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ยิ่งเราลดจำนวนแท่งลง สัญญาณลวงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นด้วย เราจึงต้องมีการกรองสัญญาณด้วยเครื่องมืออื่นประกอบ
นอกจากนี้เรายังต้องใส่ใจกับเส้นระดับอ้างอิงในตัว MFI ด้วย ค่ามาตรฐานจะตั้งเส้นซื้อมากเกินไปไว้ที่ 80 และเส้นขายมากเกินไปไว้ที่ 20 แต่ในตลาดทองคำที่มักจะมีเทรนด์ยาวนาน ผมชอบปรับเส้นขายมากเกินไปให้กว้างขึ้นเป็น 15 และเส้นซื้อมากเกินไปเป็น 85 เพื่อให้ได้สัญญาณที่แม่นยำกว่าเดิม ลดความเสี่ยงที่จะเข้าซื้อหรือขายก่อนเวลาอันควร
การอ่านสัญญาณ MFI แบบเข้าใจง่ายไม่ต้องท่องสูตร
การอ่านค่า MFI ไม่ยากอย่างที่คิด หลักการสำคัญคือดูว่าตัวชี้วัดอยู่เหนือหรือใต้เส้นกึ่งกลางที่ระดับ 50 ถ้าอยู่เหนือ 50 แสดงว่าแรงซื้อยังครอบครองตลาด แต่ถ้าอยู่ใต้ 50 แสดงว่าแรงขายกำลังกดดันราคาทองคำอยู่
เมื่อเราเห็นค่า MFI ขึ้นไปแตะหรือสูงกว่า 80 นั่นหมายความว่ามีเงินไหลเข้ามาซื้อทองคำอย่างหนักจนราคาอาจจะปรับตัวขึ้นเร็วเกินไป ในขณะที่ถ้าค่า MFI ลงไปแตะหรือต่ำกว่า 20 ก็หมายความว่ามีการเทขายทองคำอย่างรุนแรงจนราคาอาจจะลงไปเร็วเกินสมควร ทั้งสองสถานการณ์นี้เป็นจังหวะที่ตลาดอาจจะกลับตัวได้ทุกเมื่อ
สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำกับลูกศิษย์ทุกคนคือ อย่าเพิ่งรีบซื้อหรือขายทันทีที่ MFI แตะ 80 หรือ 20 ครับ เพราะในบางครั้งทองคำอาจจะอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นที่แรงมาก ค่า MFI ก็สามารถค้างอยู่เหนือ 80 ได้หลายวัน เราต้องรอให้เห็นสัญญาณที่ชัดเจนก่อน เช่น ราคาทองคำเริ่มมีแท่งเทรดลงมาปิดต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า หรือ MFI เริ่มหักลงจากจุดสูงสุด ถึงจะเป็นการยืนยันว่ากระแสเงินเริ่มเปลี่ยนทิศทางแล้วจริง ๆ
สัญญาณ MFI บอกให้ซื้อทองคำเมื่อไร
จังหวะที่เราควรพิจารณาซื้อทองคำก็คือเมื่อค่า MFI ลงไปแตะระดับ 20 หรือใกล้เคียง แล้วเริ่มมีการหักกลับขึ้นมาอย่างชัดเจน สังเกตได้จากแท่งเทรดของ MFI ที่เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว หรือเส้น MFI เริ่มโค้งขึ้น ในจังหวะเดียวกันถ้าราคาทองคำก็เริ่มมีแท่งเทรดที่ปิดสูงกว่าแท่งก่อนหน้า ก็เป็นสัญญาณยืนยันว่าแรงซื้อกำลังกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้ง
อีกแนวทางหนึ่งที่นิยมใช้กันมากคือการดูความผิดปกติระหว่างราคาและ MFI ถ้าราคาทองคำลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ค่า MFI กลับไม่ลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ตาม หรือลงไปน้อยกว่าจุดต่ำสุดเดิม เราเรียกว่าเป็นความผิดปกติแบบขาขึ้น แสดงว่าแรงขายเริ่มอ่อนแอลงแม้ราคาจะลงไป นี่เป็นจังหวะทองคำทองคำพร้อมจะเด้งกลับขึ้นมาได้รุนแรง
สัญญาณ MFI บอกให้ขายทองคำเมื่อไร
ในทางกลับกัน ถ้าเราถือทองคำอยู่และเห็นค่า MFI ขึ้นไปแตะระดับ 80 แล้วเริ่มโค้งลง นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าแรงซื้อเริ่มหมดแรงแล้ว เราอาจจะพิจารณาขายทำกำไรบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ ยิ่งถ้าในขณะเดียวกันราคาทองคำก็เริ่มมีแท่งเทรดที่ปิดต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า ก็เป็นการยืนยันว่าแรงขายกำลังเข้ามาคุมตลาด
นอกจากนี้ถ้าเราเห็นความผิดปกติแบบขาลง คือราคาทองคำขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ค่า MFI กลับไม่สามารถขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ตามได้ หรือสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมไม่ได้ แสดงว่าแรงซื้อเริ่มไม่เพียงพอที่จะผลักราคาให้สูงขึ้นไปอีก แม้ราคาจะยังขึ้นไปได้ก็ตาม นี่เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าทองคำอาจจะกลับตัวลงได้ในไม่ช้า
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขาดทุนจากการเทรดทองคำด้วย MFI
มาดูตัวอย่างการเทรดจริงกันครับ สมมติว่าเราเห็นสัญญาณ MFI ลงไปแตะ 18 แล้วเริ่มหักขึ้น ในขณะที่ราคาทองคำอยู่ที่ 2,350 ดอลลาร์ต่อนซ์ เราตัดสินใจเปิดคำสั่งซื้อที่ราคานี้ โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 2,335 ดอลลาร์ต่อนซ์ ซึ่งอยู่ใต้จุดต่ำสุดของแท่งเทรดที่เราใช้เป็นสัญญาณ
การตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 2,335 ดอลลาร์ต่อนซ์หมายความว่าเรายอมรับความเสี่ยงที่ 15 ดอลลาร์ต่อนซ์ ถ้าเราเทรดด้วยขนาด 1 ล็อตมาตรฐาน ซึ่ง 1 ล็อตของทองคำจะมีมูลค่าต่อดอลลาร์เท่ากับ 100 ดอลลาร์ ความเสี่ยงของเราในการเทรดครั้งนี้ก็จะเท่ากับ 15 คูณ 100 เท่ากับ 1,500 ดอลลาร์ นี่คือจำนวนเงินที่เราจะขาดทุนถ้าราคาทองคำลงไปแตะจุดตัดขาดทุนของเรา
ต่อมาราคาทองคำเด้งขึ้นมาตามที่เราคาดไว้ หลังจากผ่านไป 2 วัน ค่า MFI ขึ้นไปแตะ 75 และราคาทองคำขึ้นไปอยู่ที่ 2,395 ดอลลาร์ต่อนซ์ เราตัดสินใจปิดสถานะเพื่อทำกำไร กำไรที่เราได้รับคือ 2,395 ลบ 2,350 เท่ากับ 45 ดอลลาร์ต่อนซ์ คูณด้วย 100 ดอลลาร์ต่อล็อต เท่ากับ 4,500 ดอลลาร์ จากตัวอย่างนี้เราจะเห็นว่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเท่ากับ 1 ต่อ 3 ซึ่งถือว่าเป็นการเทรดที่มีคุณภาพดีมากครับ
การใช้ MFI ร่วมกับเครื่องมืออื่นเพื่อเพิ่มความแม่นยำ
การเทรดทองคำด้วย MFI อย่างเดียวอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะบางครั้งสัญญาณที่ได้จากตัวชี้วัดตัวเดียวก็มีโอกาสผิดพลาดได้ ผมจึงแนะนำให้นำ MFI มาใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ เพื่อกรองสัญญาณให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเทรดได้อย่างมีนัยสำคัญ
เครื่องมือที่นิยมใช้คู่กับ MFI มากที่สุดคือเส้นค่าเฉลี่ยราคาหรือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ โดยเฉพาะเส้นค่าเฉลี่ย 50 และ 200 แท่ง ถ้าราคาทองคำอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสองเส้น แสดงว่าตลาดอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น เราก็จะเน้นเข้าซื้อเมื่อ MFI ให้สัญญาณซื้อเท่านั้น แต่ถ้าราคาอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยทั้งสองเส้น เราก็จะเน้นขายหรือรอเข้าซื้อในจังหวะที่ราคาเด้งขึ้นมาแล้วเท่านั้น การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเทรดตามทิศทางหลักของตลาดได้อย่างปลอดภัย
อีกเครื่องมือหนึ่งที่ผมชอบใช้คู่กับ MFI คือ MACD หรือ MACD การรอให้ทั้ง MFI และ MACD ให้สัญญาณไปทางเดียวกันจะเพิ่มความมั่นใจในการเข้าเทรดได้มาก ตัวอย่างเช่น ถ้า MFI เริ่มหักขึ้นจากจุดต่ำสุดและในขณะเดียวกัน MACD ก็มีการตัดกันขึ้น ก็เป็นสัญญาณซื้อที่น่าเชื่อถือมาก การรอให้สัญญาณหลายตัวยืนยันอาจจะทำให้เราเข้าตลาดช้าหน่อย แต่ก็ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเข้าเทรดผิดพลาดได้หลายครั้ง
ตารางเปรียบเทียบสัญญาณ MFI กับตัวชี้วัดยอดนิยมอื่น ๆ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมจะขอสรุปความแตกต่างและข้อดีของ MFI เทียบกับตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่นักเทรดทองคำนิยมใช้กัน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเมื่อไรควรใช้ตัวไหน
| ตัวชี้วัด | ปัจจัยที่ใช้คำนวณ | จุดเด่นสำหรับทองคำ | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
| MFI | ราคาและปริมาณการซื้อขาย | เห็นกระแสเงินจริงที่เข้ามาในตลาด | สัญญาณลวงในกรอบเวลาเล็ก |
| RSI | ราคาเพียงอย่างเดียว | ใช้ง่ายและคุ้นเคยสำหรับมือใหม่ | ไม่สะท้อนปริมาณเงินที่เข้ามา |
| MACD | ค่าเฉลี่ยราคา | เห็นทิศทางเทรนด์และโมเมนตัมชัดเจน | ตอบสนองช้ากว่า MFI |
| Stochastic | ราคาปิดเทียบช่วงราคา | เก่งในการหาจุดกลับตัวในตลาดไซด์เวย์ | ให้สัญญาณลวงบ่อยในตลาดเทรนด์ |
ข้อผิดพลาดที่นักเทรดทองคำมือใหม่มักทำกับ MFI
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการเข้าซื้อหรือขายทันทีที่ค่า MFI แตะระดับ 80 หรือ 20 โดยไม่รอให้มีการยืนยันจากราคา หลายคนเห็น MFI ต่ำกว่า 20 ก็รีบเข้าซื้อทองคำทันที แต่ในความเป็นจริงทองคำอาจจะยังมีแรงขายต่อเนื่องไปอีก จนค่า MFI สามารถค้างอยู่ในระดับต่ำได้หลายวัน การเข้าซื้อเร็วเกินไปจึงทำให้เราต้องเจอกับการขาดทุนก่อนที่ราคาจะเด้งกลับขึ้นมาจริง ๆ
อีกข้อผิดพลาดหนึ่งคือการใช้ MFI ในกรอบเวลาที่เล็กเกินไปโดยไม่มีประสบการณ์ ในกรอบเวลา 1 นาทีหรือ 5 นาที ค่า MFI จะแกว่งไปมาอย่างรวดเร็วและให้สัญญาณลวงเป็นจำนวนมาก ถ้าเราไม่มีความรู้เรื่องโครงสร้างตลาดและระดับราคาสำคัญมากพอ การเทรดตามสัญญาณ MFI ในกรอบเวลาเล็กจะทำให้เราเสียเงินได้ง่าย ๆ ผมแนะนำว่าให้เริ่มต้นจากกรอบเวลา 4 ชั่วโมงหรือรายวันก่อน พอจับจังหวะได้แล้วค่อยลงไปเทรดในกรอบเวลาที่เล็กลง
สุดท้ายคือการไม่ตั้งจุดตัดขาดทุน บางคนมั่นใจกับสัญญาณ MFI มากเกินไปจนไม่ยอมตั้งจุดตัดขาดทุน คิดว่าราคาทองคำจะต้องเด้งกลับตามที่ตัวชี้วัดบอกเสมอ แต่ในตลาดการเงินไม่มีอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ถ้าราคาเคลื่อนไหวขัดกับการวิเคราะห์ของเรา การยอมรับผิดและตัดขาดทุนเพื่อรักษาเงินทุนไว้ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ
สรุปแนวทางการเทรดทองคำด้วย MFI ให้ประสบความสำเร็จ
การเทรดทองคำด้วย MFI ไม่ใช่เรื่องยากถ้าเราเข้าใจหลักการและใช้อย่างมีวินัย จำไว้ว่า MFI เป็นเครื่องมือที่บอกทิศทางกระแสเงิน ไม่ใช่ลูกแก้วที่จะบอกอนาคตได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องใช้มันร่วมกับการวิเคราะห์ราคาและเครื่องมืออื่น ๆ เพื่อให้ได้การตัดสินใจที่ดีที่สุด
สิ่งสำคัญที่สุดในการเทรดคือการบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าสัญญาณ MFI จะดีแค่ไหนก็ตาม ถ้าเราไม่ตั้งจุดตัดขาดทุนและบริหารขนาดการเทรดให้เหมาะสมกับเงินทุนของเรา สุดท้ายแล้วความเสี่ยงก็จะมาทำลายพอร์ตการลงทุนของเราได้ ดังนั้นก่อนที่จะเปิดคำสั่งเทรดทุกครั้ง ให้คำนวณความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นก่อนเสมอ และอย่าเสี่ยงเกินกว่าที่เราจะรับได้
สำหรับนักเทรดทองคำในปี 2569 การเข้าใจกระแสเงินผ่าน MFI จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เราเทรดได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฝึกฝนสังเกตสัญญาณบ่อย ๆ ทำบันทึกการเทรดเพื่อดูว่าสัญญาณแบบไหนที่ใช้ได้ผลดีกับสไตล์การเทรดของเรา และปรับปรุงแผนการเทรดไปเรื่อย ๆ ถ้าทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าทุกคนจะสามารถเป็นนักเทรดทองคำที่ประสบความสำเร็จได้ครับ
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
MFI คืออะไรและเหมาะกับทองคำหรือไม่
MFI หรือ Money Flow Index คือสซิลเลเตอร์วัดแรงซื้อขายเข้ามาในตลาด โดยคำนวณจากราคาและปริมาณการซื้อขายรวมกัน ตัวเลขจะอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 ครับ สำหรับทองคำแล้วเจ้าตัวนี้เหมาะมาก เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินหลักแสนล้านไหลเข้าออกตลอดเวลา การมีตัวชี้วัดที่บอกว่าตอนนี้เงินก้อนใหญ่กำลังเข้ามาหรือกไป จะช่วยให้เราเทรดตามทิศทางจริงของตลาดได้แม่นยำขึ้นครับ
ค่า MFI ที่ระดับเท่าไรถือว่าซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป
โดยทั่วไปถ้าค่า MFI ขึ้นไปสูงกว่า 80 ถือว่าตลาดอยู่ในสถานะที่มีการซื้อมากเกินไป ทองคำอาจจะเริ่มมีแรงเทขายทำกำไรออกมาได้ทุกเมื่อครับ ส่วนถ้าค่า MFI ลงไปต่ำกว่า 20 ถือว่าตลาดมีการขายมากเกินไป ทองคำอาจจะถูกทำราคาลงไปจนสุดและพร้อมเด้งกลับขึ้นมาใหม่ แต่ในตลาดที่เป็นขาขึ้นแรง ๆ บางครั้งค่าอาจจะค้างอยู่เหนือ 80 ได้นาน เราต้องดูความผิดปกติของแท่งเทรดควบคู่กันไปด้วยครับ
MFI ต่างจาก RSI อย่างไรและควรใช้อันไหนดีกว่ากัน
MFI และ RSI คล้ายกันมากตรงที่เป็นออสซิลเลเตอร์วัดแรงซื้อขาย แต่จุดต่างสำคัญคือ MFI จะนำเอาปริมาณการซื้อขายหรือ Volume เข้ามาคำนวณด้วย ส่วน RSI จะคำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างเดียวครับ สำหรับทองคำแล้วการใช้ MFI จะให้ภาพของกระแสเงินจริงได้ดีกว่า เพราะเงินก้อนใหญ่ที่เข้ามาจะมี Volume ตามมาเสมอ แต่ถ้าเทรดในกรอบเวลาเล็ก ๆ ที่ Volume ไม่ชัดเจน การใช้ RSI อาจจะดูง่ายกว่าครับ
วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนเมื่อเทรดทองคำตามสัญญาณ MFI ควรตั้งยังไง
การตั้งจุดตัดขาดทุนหรือ จุดตัดขาดทุน ต้องดูจากโครงสร้างราคาจริงเป็นหลัก ไม่ใช่ตั้งตายตัวเลขอย่างเดียวครับ ถ้าเราเข้าซื้อตามสัญญาณ MFI ที่บริเวณราคาต่ำสุดใหม่ เราควรตั้ง จุดตัดขาดทุน ไว้ใต้จุดต่ำสุดของแท่งเทรดที่เราใช้เป็นสัญญาณเข้านั้น หรือถ้าเข้าตามเทรนด์ก็ตั้งไว้ใต้เส้นค่าเฉลี่ยที่ราคาใช้พักตัว ส่วนใหญ่ผมจะให้ความสำคัญกับการรักษาเงินทุนมากกว่ากำไร ถ้าราคาทะลุจุดที่เราตั้งไว้แสดงว่าการวิเคราะห์นั้นผิดพลาด ต้องตัดสินใจออกจากตลาดทันทีครับ
MFI เหมาะกับการเทรดในกรอบเวลาไหนมากที่สุด
MFI สามารถใช้ได้ในทุกกรอบเวลา แต่ถ้าเป็นมือใหม่แนะนำให้เริ่มจากกรอบเวลา 4 ชั่วโมงหรือรายวันก่อนครับ เพราะสัญญาณในกรอบเวลาใหญ่จะเสถียรกว่าและมีสัญญาณลวงน้อยกว่า การเทรดในกรอบเวลา 15 นาทีหรือ 5 นาทีอาจจะเห็นสัญญาณ MFI แกว่งไปมาเร็วเกินไป จนทำให้เราสับสนและเข้าเทรดผิดจังหวะได้ง่าย พอเริ่มจับจังหวะได้แล้วค่อยลงไปเทรดในกรอบเวลาเล็กลงเพื่อหาจุดเข้าที่ละเอียดขึ้นก็ได้ครับ
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文