เทรดทองคำ XAU ด้วย Pivot Point คือการคำนวณจุดหมุนราคาเพื่อหาแนวรับแนวต้านที่แม่นยำ ช่วยวางแผนเข้าเทรดแบบเป็นระบบและลดความสับสนได้ผลดีจริง 100
- Pivot Point คืออะไรและทำไมต้องใช้กับทองคำ
- วิธีคำนวณ Pivot Point รายวันสำหรับทองคำ XAU
- การใช้ Pivot Point รายสัปดาห์เพื่อกรองทิศทางราคา
- ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขาดทุนจากการเทรดทองคำด้วย Pivot Point
- การตั้งจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไรให้สมเหตุสมผล
- การเปรียบเทียบการใช้ Pivot Point กับเครื่องมืออื่น
- คำถามที่พบบ่อย

การเทรดทองคำด้วย Pivot Point คือการหาจุดหมุนของราคาเพื่อกำหนดแนวรับแนวต้านที่แม่นยำ บทความนี้สอนคำนวณและวางแผนเข้าเทรด XAU แบบเป็นระบบ ทั้งระดับรายวันและรายสัปดาห์พร้อมตัวอย่างการคำนวณกำไรจริง นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
Pivot Point คืออะไรและทำไมต้องใช้กับทองคำ
Pivot Point หรือจุดหมุนเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ราคาที่คำนวณจากค่าสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของแท่งเทียนในช่วงเวลาก่อนหน้า เพื่อหาจุดอ้างอิงว่าราคาจะวิ่งไปทิศทางใด การนำมาใช้กับทองคำช่วยให้เราเห็นได้ชัดว่าฝั่งซื้อหรือฝั่งขายกำลังคุมเกมอยู่
สำหรับนักเทรดทองคำ XAU การใช้ Pivot Point จะช่วยลดความสับสนในการมองหาแนวรับแนวต้านบนกราฟ เพราะเครื่องมือตัวนี้คำนวณตำแหน่งออกมาให้เป็นตัวเลขที่ชัดเจน นักเทรดจึงไม่ต้องนั่งเดาว่าราคาจะชนที่จุดใด แต่สามารถเตรียมแผนรอรับราคาได้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นวัน ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงเปิดตลาดลอนดอนหรือนิวยอร์ก การมี Pivot Point มาช่วยวาดกรอบการเคลื่อนไหวของราคาจะทำให้เราไม่ตื่นตระหนกเมื่อราคาวิ่งแรง เราจะรู้เลยว่าถ้าราคาทะลุเส้นใดไปได้ ก็มีโอกาสไปถึงเส้นถัดไป ทำให้การตัดสินใจเปิดคำสั่งซื้อหรือขายมีหลักฐานรองรับมากกว่าความรู้สึก
วิธีคำนวณ Pivot Point รายวันสำหรับทองคำ XAU
การคำนวณ Pivot Point รายวันใช้ข้อมูลราคาของแท่งเทียนเมื่อวานนี้มาหาค่ากลาง แล้วจึงคำนวณต่อเป็นแนวรับและแนวต้านสามระดับ วิธีนี้เหมาะกับนักเทรดที่ชอบจับกรอบราคาในแต่ละวันเพื่อหาจังหวะเข้าตลาด
สูตรการคำนวณเริ่มจากการเอาราคาสูงสุดบวกราคาต่ำสุดบวกราคาปิดของวันก่อนหน้า แล้วหารด้วยสาม ผลลัพธ์ที่ได้คือค่า Pivot Point หลัก จากนั้นนำค่านี้ไปคำนวณหาระดับแนวรับหนึ่ง สอง สาม และแนวต้านหนึ่ง สอง สาม ซึ่งจะเป็นจุดที่ราคาทองคำมักจะมีปฏิกิริยาเสมอ
ตัวอย่างเช่น ถ้าวานนี้ทองคำราคาสูงสุดอยู่ที่ 2050 ดอลลาร์ ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 2030 ดอลลาร์ และปิดมาที่ 2040 ดอลลาร์ เมื่อนำมาบวกกันจะได้ 6120 หารสามจะได้ค่า Pivot Point ที่ 2040 ดอลลาร์ ค่านี้จะเป็นเส้นแบ่งว่าวันนี้ฝั่งซื้อหรือฝั่งขายกำลังเป็นต่อ ถ้าราคาเปิดมาเหนือ 2040 แสดงว่าแนวโน้มเป็นขาขึ้น แต่ถ้าเปิดมาต่ำกว่าก็แสดงว่าแรงขายกำลังกดดันอยู่
การหาแนวรับและแนวต้านจากค่ากลาง
เมื่อได้ค่า Pivot Point ที่ 2040 ดอลลาร์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคำนวณแนวต้านและแนวรับ สูตรแนวต้านหนึ่งคือเอาสองเท่าของค่ากลางลบด้วยราคาต่ำสุด ซึ่งจะได้ 2 คูณ 2040 เท่ากับ 4080 ลบด้วย 2030 จะได้แนวต้านหนึ่งที่ 2050 ดอลลาร์
ส่วนแนวรับหนึ่งคือเอาสองเท่าของค่ากลางลบด้วยราคาสูงสุด จะได้ 4080 ลบ 2050 เท่ากับ 2030 ดอลลาร์ ค่าเหล่านี้จะเป็นจุดที่ราคาทองคำจะไปทดสอบเป็นอันดับแรก นักเทรดสามารถวางแผนรอซื้อบริเวณแนวรับหนึ่งหรือรอขายบริเวณแนวต้านหนึ่งได้ทันที
การใช้ Pivot Point รายสัปดาห์เพื่อกรองทิศทางราคา
Pivot Point รายสัปดาห์ใช้ข้อมูลราคาตลอดทั้งสัปดาห์ก่อนหน้ามาคำนวณ ทำให้ได้แนวรับแนวต้านที่กว้างและแข็งแกร่งกว่าระดับรายวัน นักเทรดทองคำที่มือใหม่ควรดูระดับนี้ประกอบเพื่อยืนยันทิศทางใหญ่ก่อนเข้าเทรด
การเทรดทองคำด้วย Pivot Point รายวันอย่างเดียวอาจทำให้เราติดกับดักสัญญาณเท็จได้ เพราะบางครั้งราคาทะลุแนวต้านรายวันไปแล้วแต่กลับชนแนวต้านรายสัปดาห์ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วเด้งกลับลงมาทันที การเอาเส้นรายสัปดาห์มาเปรียบเทียบจึงเป็นการเพิ่มมุมมองที่ทำให้เราเห็นภาพรวมของตลาดได้กว้างขึ้นและไม่หลงกลแท่งเทียนหลอก
วิธีใช้งานคือถ้าระดับ Pivot Point รายวันและรายสัปดาห์อยู่ใกล้กันมาก จุดนั้นจะเป็นแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่งมาก เราสามารถวางแผนเปิดคำสั่งขายหรือซื้อบริเวณนั้นได้อย่างมั่นใจ แต่ถ้าสองระดับนี้ห่างกันเกินไป แสดงว่าตลาดอยู่ในช่วงที่ไม่แน่นอน การรอดูทิศทางให้ชัดเจนก่อนจะปลอดภัยกว่าการฝ่าฝืนเข้าเทรด
การผสมผสานระดับรายวันและรายสัปดาห์
เทคนิคที่เมนเทอร์หลายคนแนะนำคือการใช้ระดับรายสัปดาห์เป็นเป้าหมายใหญ่และใช้ระดับรายวันเป็นจุดเข้าเทรด ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการซื้อทองคำ เราอาจรอให้ราคาลงมาแตะแนวรับรายสัปดาห์ก่อน แล้วค่อยดูว่าราคาทองคำจะเด้งขึ้นมาทะลุแนวต้านรายวันได้หรือไม่
การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเข้าเทรดในจังหวะที่ราคามีแรงซื้อจริง และมีเป้าหมายการทำกำไรที่ชัดเจน ความเสี่ยงที่จะถูกตัดออกจากตลาดก็จะลดลงอย่างมาก เพราะเราเข้าใจว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลงระดับใหญ่
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขาดทุนจากการเทรดทองคำด้วย Pivot Point
การคำนวณกำไรขาดทุนเป็นสิ่งที่นักเทรดทองคำต้องรู้ให้แม่นยำ บทนี้จะยกตัวอย่างการเปิดคำสั่งซื้อและขายด้วยขนาดล็อตที่ชัดเจน พร้อมคำนวณมูลค่าเป็นดอลลาร์ เพื่อให้เห็นภาพการบริหารความเสี่ยงจริง
สมมติว่าราคาทองคำ XAU ปัจจุบันอยู่ที่ 2040 ดอลลาร์ต่อนซ์ ค่า Pivot Point รายวันคำนวณออกมาได้ที่ 2045 ดอลลาร์ แนวต้านหนึ่งอยู่ที่ 2052 ดอลลาร์ และแนวรับหนึ่งอยู่ที่ 2038 ดอลลาร์ เราตัดสินใจซื้อทองคำเมื่อราคาทะลุเส้น Pivot Point ขึ้นไปและปิดแท่งเทียนได้ที่ 2046 ดอลลาร์
เราเปิดคำสั่งซื้อขนาด 0.2 ล็อต โดยตั้งเป้าหมายการทำกำไรไว้ที่แนวต้านหนึ่งคือ 2052 ดอลลาร์ และตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 2040 ดอลลาร์ ระยะห่างจากจุดเข้าสู่จุดตัดขาดทุนคือ 6 ดอลลาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 600 จุด ในตลาดทองคำ 1 จุดมีค่าเท่ากับ 1 เซนต์ ดังนั้น 600 จุดจึงเท่ากับ 6 ดอลลาร์
มูลค่าต่อจุดของทองคำขนาด 0.2 ล็อต คือ 2 ดอลลาร์ต่อจุด ดังนั้นถ้าราคาไปถึงเป้าหมายที่ 2052 ดอลลาร์ กำไรที่จะได้คือ 6 ดอลลาร์คูณด้วย 100 จุดต่อดอลลาร์จะเท่ากับ 600 จุด นำ 600 คูณ 2 ดอลลาร์จะได้กำไรรวม 1200 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคาไม่ไปตามทิศทางที่คาดไว้และไปโดนจุดตัดขาดทุนที่ 2040 ดอลลาร์ ขาดทุนจะเท่ากับ 6 ดอลลาร์คูณ 100 จุณต่อดอลลาร์เท่ากับ 600 จุด นำ 600 คูณ 2 ดอลลาร์จะได้ขาดทุนรวม 1200 ดอลลาร์เช่นกัน
การปรับขนาดล็อตให้เหมาะสมกับความเสี่ยง
จากตัวอย่างข้างต้น ถ้าเรามีทุน 10000 ดอลลาร์ การขาดทุน 1200 ดอลลาร์ถือว่ามากเกินไปเพราะคิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต วิธีที่ถูกต้องคือการลดขนาดล็อตลงมาเหลือ 0.05 ล็อต ซึ่งจะมีมูลค่าต่อจุดที่ 0.5 ดอลลาร์ ถ้าขาดทุน 600 จุด จะขาดทุนเพียง 300 ดอลลาร์ คิดเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงที่สมเหตุสมผล
การคำนวณแบบนี้จะช่วยให้นักเทรดทองคำมือใหม่เข้าใจว่าการตั้งจุดตัดขาดทุนและการเลือกขนาดล็อตต้องไปด้วยกัน ถ้าตั้งจุดตัดขาดทุนกว้างเกินไปก็ต้องลดล็อตลง และถ้าตั้งจุดตัดขาดทุนแคบก็สามารถเพิ่มล็อตได้ตามสัดส่วนที่ยอมรับได้
การตั้งจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไรให้สมเหตุสมผล
การตั้งจุดตัดขาดทุนเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการเทรดทองคำ การใช้ Pivot Point จะช่วยให้เราหาตำแหน่งที่เหมาะสมในการตัดขาดทุนได้โดยไม่ต้องเดา ลดความเสี่ยงที่จะถูกตลาดกวาดหยุดก่อนที่ราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่เราคาดไว้
วิธีที่แนะนำคือการตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ห่างจากเส้นแนวรับหรือแนวต้านของ Pivot Point ไปประมาณ 2 ถึง 3 ดอลลาร์ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อทองคำบริเวณแนวรับหนึ่งที่ 2038 ดอลลาร์ เราควรตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 2035 ดอลลาร์ เพื่อให้มีพื้นที่ให้ราคาเคลื่อนไหวสักเล็กน้อยก่อนที่จะเด้งขึ้นไปตามทิศทางขาขึ้น
สำหรับเป้าหมายกำไร เราสามารถแบ่งการปิดคำสั่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกปิดที่แนวต้านหนึ่งเพื่อล็อกกำไรและย้ายจุดตัดขาดทุนมาที่ราคาเข้าเพื่อป้องกันการขาดทุน ส่วนที่สองรอปิดที่แนวต้านสองเพื่อทำกำไรให้สูงสุด วิธีนี้จะช่วยให้เราสามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดที่ไปไกลและตลาดที่ไปไม่ไกลนัก
การใช้ระดับรายวันเพื่อหาจุดออกจากตลาด
นอกจากการใช้แนวต้านเป็นเป้าหมายแล้ว นักเทรดยังสามารถใช้การทะลุเส้น Pivot Point เป็นสัญญาณออกจากตลาดได้ ถ้าเราถือคำสั่งซื้ออยู่และราคาทองคำเด้งลงมาทะลุเส้นกลางรายวัน แสดงว่าแรงขายกำลังเข้ามาแรง การปิดคำสั่งทันทีจะปลอดภัยกว่าการฝ่าฝืนถือต่อไป
ข้อดีของการทำแบบนี้คือเราจะไม่ปล่อยให้กำไรที่ได้กลับไปเป็นขาดทุน ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่นักเทรดทองคำมือใหม่มักทำกันบ่อยครั้ง การรักษากำไรที่ได้ไว้ให้ได้จะทำให้พอร์ตของเราเติบโตอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
การเปรียบเทียบการใช้ Pivot Point กับเครื่องมืออื่น
การเลือกใช้เครื่องมือวิเคราะห์ราคาทองคำมีหลายวิธี การเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียจะช่วยให้นักเทรดเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตนเองมากที่สุด ตารางนี้รวบรวมเครื่องมือยอดนิยมมาเปรียบเทียบกัน
| เครื่องมือวิเคราะห์ | หลักการคำนวณ | จุดเด่นสำหรับทองคำ | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
| Pivot Point | ใช้ราคาสูง ต่ำ ปิด ของแท่งเทียนก่อนหน้า | ให้แนวรับแนวต้านที่ชัดเจนเป็นตัวเลข | อาจไม่ทำงานในตลาดที่มีข่าวหนัก |
| เส้นค่าเฉลี่ยราคา | คำนวณค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังตามจำนวนแท่งที่กำหนด | ช่วยบอกทิศทางราคาในระยะกลางได้ดี | ล้าหลังราคาและให้สัญญาณช้ากว่า |
| อินดิเคเตอร์ RSI | วัดความเร็วการเปลี่ยนแปลงของราคา | ช่วยบอกว่าราคาซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป | ไม่ได้ให้ตำแหน่งรับต้านที่ชัดเจน |
| แนวโน้มราคา | การลากเส้นเชื่อมจุดสูงสุดและต่ำสุด | เห็นภาพการเคลื่อนไหวของราคาได้ง่าย | ขึ้นอยู่กับการตีความส่วนบุคคล |
จากตารางจะเห็นว่า Pivot Point มีจุดเด่นที่การให้ตัวเลขที่แน่นอน แต่ในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ ราคาทองคำอาจวิ่งทะลุเส้นเหล่านี้ไปได้ง่าย นักเทรดจึงควรใช้ควบคู่กับการดูปริมาณการซื้อขายและรูปแบบแท่งเทียนเพื่อยืนยันสัญญาณให้แม่นยำยิ่งขึ้น
ข้อผิดพลาดที่นักเทรดทองคำมือใหม่มักทำกับ Pivot Point
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการเปิดคำสั่งซื้อหรือขายทันทีที่ราคาแตะเส้น Pivot Point โดยไม่รอให้แท่งเทียนปิดก่อน ทำให้บางครั้งราคาแตะแล้วเด้งกลับทันที นักเทรดจึงถูกตัดขาดทุนก่อนที่ราคาจะไปในทิศทางที่คาดไว้
ข้อผิดพลาดอีกอย่างคือการใช้ Pivot Point ระดับเดียวโดยไม่สนใจกรอบเวลาอื่น บางครั้งระดับรายวันบอกว่าให้ซื้อ แต่ระดับรายสัปดาห์กลับบอกว่าราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง การไม่ดูภาพใหญ่จะทำให้เราเทรดทวนกระแสและเสี่ยงขาดทุนสูง นักเทรดควรฝึกการดูหลายกรอบเวลาไปพร้อมกัน
สุดท้ายคือการไม่ปรับขนาดล็อตให้เหมาะสมกับระยะจุดตัดขาดทุน บางคนตั้งจุดตัดขาดทุนกว้างถึง 10 ดอลลาร์แต่ยังใช้ล็อตเท่าเดิม ทำให้ความเสี่ยงต่อคำสั่งสูงเกินไป การคำนวณความเสี่ยงก่อนเปิดคำสั่งจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกครั้ง ไม่ว่าจะเทรดด้วยสัญญาณที่ดูแน่นอนแค่ไหนก็ตาม
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
Pivot Point ใช้เทรดทองคำแบบไหนได้บ้าง
Pivot Point ใช้คำนวณหาจุดพักตัวของราคาทองคำในแต่ละวันได้ดีมาก โดยเราจะนำราคาสูงสุด ต่ำสุด และราคาปิดของแท่งเทียนเมื่อวานมาบวกกันแล้วหารสาม ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเส้นกลางที่เรียกว่าจุดหมุน จากนั้นนำค่านี้ไปคำนวณต่อเพื่อหาแนวรับและแนวต้านสามระดับ การเทรดทองคำด้วยวิธีนี้เหมาะกับการดูทิศทางในระยะสั้นถึงกลาง ช่วยให้เราเห็นได้ว่าราคามีโอกาสเด้งหรือทะลุผ่านไปได้ไกลแค่ไหน
ทำไมต้องใช้ Pivot Point รายสัปดาห์ควบคู่กับรายวัน
การใช้ Pivot Point รายวันอย่างเดียวอาจทำให้เราเห็นภาพแคบเกินไปในบางช่วงเวลา การเอาระดับรายสัปดาห์มาช่วยจะทำให้เรารู้ว่าแนวรับหรือแนวต้านที่สำคัญจริงๆ อยู่ที่ราคาใดบ้าง เพราะบางครั้งราคาทองคำอาจทะลุเส้นรายวันไปได้แต่กลับชนเส้นรายสัปดาห์แล้ววกกลับทันที การรวมสองช่วงเวลาเข้าด้วยกันจึงช่วยกรองสัญญาณเท็จออกไปได้มากและทำให้เราเข้าเทรดได้มั่นใจยิ่งขึ้น
ควรตั้งจุดตัดขาดทุนที่ไหนเมื่อเทรดทองคำด้วย Pivot Point
วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ห่างจากเส้น Pivot Point ไปประมาณสามสิบถึงห้าสิบจุด ขึ้นอยู่กับว่าราคาทองคำในช่วงนั้นมีความผันผวนมากน้อยแค่ไหน ถ้าราคาทะลุเส้นรับหรือเส้นต้านแล้วเด้งกลับเข้ามาใหม่ แสดงว่าเป็นสัญญาณเท็จและเราไม่ควรฝ่าฝืนถือตำแหน่งต่อไป การให้พื้นที่ราคาเคลื่อนไหวสักเล็กน้อยจะช่วยป้องกันการถูกตัดออกก่อนที่ราคาจะไปในทิศทางที่เราคาดไว้
Pivot Point เหมาะกับตลาดทองคำที่มีข่าวมากหรือไม่
ในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญออกมา ราคาทองคำมักจะเคลื่อนไหวรุนแรงและทะลุเส้น Pivot Point ได้ง่าย การใช้ Pivot Point ในช่วงเวลาที่มีข่าวดังกล่าวจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะราคาอาจวิ่งทะลุเส้นต้านไปแล้ววกกลับลงมาทะลุเส้นรับในเวลาไม่กี่นาที แนะนำว่าให้รอให้ข่าวผ่านไปก่อนแล้วค่อยดูว่าราคาปิดแท่งไหน เพื่อนำค่ามาคำนวณจุดหมุนใหม่ในวันถัดไปจะให้ความแม่นยำมากกว่าการเทรดทันที
จะรู้ได้อย่างไรว่าราคาทองคำจะทะลุเส้น Pivot Point หรือเด้งกลับ
สิ่งที่ต้องสังเกตคือปริมาณการซื้อขายและแท่งเทียนที่เกิดขึ้นบริเวณเส้นนั้น ถ้าราคาเข้ามาแตะเส้นแล้วเกิดแท่งเทียนที่มีลักษณะเป็นรอยเข็มทิศหรือแท่งเล็กๆ แสดงว่าแรงซื้อหรือแรงขายเริ่มอ่อนลงและมีโอกาสเด้งกลับสูง แต่ถ้าราคาทะลุเส้นไปแล้วแท่งเทียนปิดยาวเต็มแท่ง แสดงว่าทิศทางยังมีแรงและมีโอกาสวิ่งไปหาเส้นถัดไปได้ การรอให้แท่งเทียนปิดก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเข้าเทรดจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย












TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文