เริ่มต้นเทรดฟอเร็กซ์ปี 2026 ต้องเข้าใจคำศัพท์พื้นฐาน เรียนรู้การอ่านราคาคู่เงินหลักและรองก่อนเปิดออเดอร์ซื้อ เพื่อคำนวณกำไรได้ถูกต้อง 1

ทำความเข้าใจคู่เงินและราคาตลาดก่อนเริ่มเทรด
การเทรดคู่เงินในตลาดฟอเร็กซ์เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสกุลเงินสองสกุล โดยสกุลแรกคือเบสและสกุลที่สองคือควอต ซึ่งราคาตลาดจะแสดงปริมาณของสกุลควอตที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับหนึ่งหน่วยของสกุลเบส โดยค่าเฉลี่ยปริมาณการซื้อขายรายวันของตลาดนี้อยู่ที่ประมาณ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศในปี ค.ศ. 2022 ผู้ลงทุนจึงต้องวิเคราะห์ทิศทางอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเปิดสถานะใดๆ
การเทรดฟอเร็กซ์คือการซื้อสกุลเงินหนึ่งแล้วขายอีกสกุลเงินหนึ่งไปพร้อมกัน เราเรียกสิ่งนี้ว่าคู่เงิน การอ่านราคาให้ออกคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดก่อนจะกดเปิดออเดอร์
ลองมองคู่เงินยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ EUR/USD สกุลเงินที่อยู่ด้านหน้าเราเรียกว่าสกุลเงินหลัก ส่วนที่อยู่ด้านหลังเราเรียกว่าสกุลเงินรอง การที่เราเปิดออเดอร์ซื้อ หมายความว่าเราคาดว่ายูโรจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่ถ้าเราเปิดออเดอร์ขาย ก็แปลว่าเราคาดว่ายูโรจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลักการนี้ใช้กับคู่เงินทุกคู่ในตลาด ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
ราคาที่เราเห็นบนหน้าจอจะมีตัวเลขสองตัวเสมอ ตัวเลขด้านซ้ายคือราคาที่เราสามารถขายได้ ส่วนตัวเลขด้านขวาคือราคาที่เราสามารถซื้อได้ ความแตกต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายนี้เองที่เราเรียกว่าสเปรด ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายแรกที่เราต้องจ่ายให้โบรกเกอร์ในตอนเปิดออเดอร์ ยิ่งสเปรดน้อยยิ่งดีเพราะราคาไม่ต้องวิ่งไปไกลก็เริ่มทำกำไรได้
พิปและจุดทศนิยมที่เราต้องดูให้ชัด
พิปคือหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงราคาที่สำคัญที่สุดในตลาดฟอเร็กซ์ โดยมักหมายถึงการขยับตัวที่ทศนิยมตำแหน่งที่สี่ของคู่เงิน ยกเว้นคู่เงินที่มีเยนญี่ปุ่นซึ่งนับที่ทศนิยมตำแหน่งที่สอง การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้ช่วยให้ผู้เทรดสามารถประเมินความผันผวนของราคาและคำนวณมูลค่าการเคลื่อนไหวของตลาดได้อย่างแม่นยำ ส่งผลต่อการวางแผนบริหารความเสี่ยงและการกำหนดจุดเข้าออกที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
พิปคือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาที่เราใช้คำนวณกำไรและขาดทุน การนับพิปให้ถูกต้องจะช่วยให้เราวางแผนการเทรดได้อย่างแม่นยำและป้องกันการคำนวณผิดพลาด
ในคู่เงินส่วนใหญ่ พิปหนึ่งตัวจะอยู่ที่ตำแหน่งทศนิยมตัวที่สี่ของราคา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคายูโรต่อดอลลาร์เคลื่อนจาก 1.1050 ไปที่ 1.1051 เราถือว่าราคาขยับขึ้นหนึ่งพิป แต่สำหรับคู่เงินที่มีเยนญี่ปุ่นเป็นสกุลเงินรองเช่นดอลลาร์ต่อเยน พิปหนึ่งตัวจะอยู่ที่ตำแหน่งทศนิยมตัวที่สองแทน ถ้าราคาเคลื่อนจาก 150.00 ไป 150.01 ก็ถือว่าขยับหนึ่งพิปนั่นเอง
บางครั้งคุณอาจจะเห็นตัวเลขทศนิยมตัวที่ห้า เราเรียกตัวเลขนี้ว่าพอยต์หรือพิปเศษส่วน โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันแสดงราคาถึงทศนิยมตัวที่ห้าเพื่อให้การส่งคำสั่งเทรดแม่นยำขึ้น แต่สำหรับมือใหม่ ให้ดูแค่ทศนิยมตัวที่สี่หรือตัวที่สองสำหรับคู่เยนก็พอ เพราะมันคือพิปแท้ที่เราใช้คำนวณมูลค่าการเทรดจริง
ขนาดล็อตและเลเวอเรจที่มือใหม่ต้องระวัง
การเลือกขนาดล็อตและการใช้เลเวอเรจเป็นปัจจัยสำคัญที่มือใหม่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการสูญเสียเงินทุนอย่างรวดเร็ว โดยล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก ในขณะที่เลเวอเรจทำให้สามารถเปิดสถานะที่ใหญ่กว่าเงินทุนจริง แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน จึงควรเริ่มต้นด้วยขนาดเล็กเพื่อควบคุมผลขาดทุน
ขนาดล็อตคือปริมาณสกุลเงินที่เราจะซื้อหรือขาย ส่วนเลเวอเรจคือการยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อเปิดออเดอร์ใหญ่กว่าเงินทุนจริง สองสิ่งนี้เชื่อมโยงกันและเป็นตัวกำหนดความเสี่ยงทั้งหมด
ในตลาดฟอเร็กซ์เราแบ่งขนาดล็อตเป็นสามแบบหลัก ล็อตมาตรฐานเท่ากับหนึ่งแสนยูนิตของสกุลเงินหลัก มินิล็อตเท่ากับหนึ่งหมื่นยูนิต และไมโครล็อตเท่ากับหนึ่งพันยูนิต ยิ่งขนาดล็อตใหญ่มากเท่าไร มูลค่าต่อพิปก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย สำหรับล็อตมาตรฐานของคู่เงินที่มีดอลลาร์เป็นสกุลเงินรอง มูลค่าต่อพิปจะอยู่ที่สิบดอลลาร์ ส่วนมินิล็อตจะอยู่ที่หนึ่งดอลลาร์ และไมโครล็อตจะอยู่ที่สิบเซ็นต์
เลเวอเรจเปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าคุณมีเงินทุนหนึ่งพันดอลลาร์แล้วใช้เลเวอเรจหนึ่งต่อหนึ่งร้อย คุณสามารถเปิดออเดอร์ขนาดหนึ่งแสนดอลลาร์ได้ แต่ถ้าตลาดเคลื่อนไหวสวนทางแค่เล็กน้อย บัญชีของคุณก็อาจจะหมดได้ในพริบตา ฉะนั้นสำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้ใช้ไมโครล็อตเทรด แล้วตั้งเลเวอเรจไว้ที่ระดับปานกลางไม่เกินหนึ่งต่อสิบก่อน เพื่อให้เรามีพื้นที่รับความผันผวนของราคาได้โดยที่บัญชีไม่หายไปในวันเดียว

สเปรด สวอป และค่าคอมมิชชันที่ต้องรู้
ค่าธรรมเนียมที่ซ่อนอยู่ในการเทรดประกอบด้วยสเปรด สวอป และค่าคอมมิชชัน ซึ่งส่งผลต่อผลกำไรสุทธิ สเปรดคือผลต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ส่วนสวอปเป็นดอกเบี้ยที่เกิดจากการถือสถานะข้ามคืน และค่าคอมมิชชันคือค่าบริการที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ การเปรียบเทียบโครงสร้างค่าใช้จ่ายจากหลายแหล่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาผลตอบแทนในระยะยาว
นอกจากการดูกำไรขาดทุนจากการขยับของราคาแล้ว เราต้องเข้าใจค่าใช้จ่ายที่โบรกเกอร์หักจากบัญชีเราด้วย ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะกัดกินกำไรในระยะยาวได้ถ้าเราไม่ระวัง
สเปรดคือค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายตอนเปิดออเดอร์ ยิ่งช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องน้อยเช่นช่วงข่าวหรือช่วงเปิดปิดตลาด สเปรดก็จะขยายกว้างขึ้น บางครั้งอาจจะกว้างถึงสิบพิปขึ้นไป ถ้าเราเปิดออเดอร์ตอนนั้นก็เท่ากับว่าเราเสียเปรียบตั้งแต่เริ่ม ส่วนค่าคอมมิชชันคือค่าธรรมเนียมตามจำนวนล็อตที่เราเปิด โบรกเกอร์บางรายอาจจะไม่คิดสเปรดแต่คิดค่าคอมมิชชันแทน หรือบางรายก็คิดทั้งสองอย่าง เราต้องเข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่ายของโบรกเกอร์ที่เราเลือกให้ดี
สวอปคือดอกเบี้ยที่เราได้หรือเสียจากการถือเดอร์ข้ามคืน ถ้าเราซื้อสกุลเงินที่ดอกเบี้ยสูงแล้วขายสกุลเงินที่ดอกเบี้ยต่ำ เราจะได้รับสวอป แต่ถ้าทำกลับกันเราจะต้องจ่ายสวอป สำหรับคนที่เทรดระยะสั้นภายในวัน สวอปอาจจะไม่มีผลมากนัก แต่ถ้าคุณถือเดอร์นานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ค่าสวอปที่ถูกหักทุกวันสามารถกินกำไรไปได้เยอะมาก โดยเฉพาะวันพุธที่ตลาดจะคิดสวอปสามเท่าเพื่อชดเชยวันหยุดสุดสัปดาห์
การคำนวณกำไรขาดทุนด้วยตัวเลขจริง
การคำนวณกำไรและขาดทุนต้องอาศัยขนาดล็อต จำนวนพิปที่ราคาเคลื่อนไหว และมูลค่าของพิปในสกุลเงินที่ใช้ ตัวอย่างเช่น การเทรดล็อตมาตรฐานที่มูลค่าพิปเท่ากับ 10 ดอลลาร์สหรัฐ หากได้กำไร 50 พิป จะมีมูลคับเท่ากับ 500 ดอลลาร์สหรัฐ การฝึกฝนทักษะนี้ด้วยสถานการณ์จำลองจะช่วยให้เข้าใจกลไกการเงินและวางแผนการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
เรามาทำความเข้าใจกันแบบเป็นรูปธรรมว่าตัวเลขเหล่านี้มันทำงานยังไงบนบัญชีจริง การได้เห็นตัวเลขจะช่วยให้คุณเข้าใจความเสี่ยงได้ลึกซึ้งขึ้น
สมมติว่าคุณวิเคราะห์ว่ายูโรต่อดอลลาร์จะขึ้น ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.1050 คุณตัดสินใจเปิดออเดอร์ซื้อด้วยมินิล็อตขนาด 0.1 ล็อต คุณตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 1.1020 ซึ่งห่างจากราคาเปิดออเดอร์ไปสามสิบพิป และตั้งเป้าหมายกำไรไว้ที่ 1.1110 ซึ่งห่างไปหกสิบพิป มูลค่าต่อพิปสำหรับมินิล็อตอยู่ที่หนึ่งดอลลาร์ต่อพิป
ถ้าราคาวิ่งไปถึงเป้าหมายที่หกสิบพิป คุณจะได้กำไรเท่ากับหกสิบดอลลาร์ แต่ถ้าราคาวิ่งสวนทางลงไปแตะจุดตัดขาดทุนที่สามสิบพิป คุณจะขาดทุนสามสิบดอลลาร์ สังเกตได้ว่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนในเทรดนี้อยู่ที่หนึ่งต่อสอง คือยอมเสี่ยงหนึ่งดอลลาร์เพื่อแลกกับผลตอบแทนสองดอลลาร์ นี่คือการวางแผนที่ดีและเป็นสิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนทำก่อนกดเปิดออเดอร์เสมอ
แต่ถ้าคุณเปิดออเดอร์ด้วยล็อตมาตรฐานขนาดหนึ่งล็อตแทนมินิล็อต มูลค่าต่อพิปจะเปลี่ยนเป็นสิบดอลลาร์ต่อพิปทันที ในกรณีนี้ถ้าราคาตกลงไปแตะจุดตัดขาดทุนสามสิบพิป คุณจะขาดทุนถึงสามร้อยดอลลาร์ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสิบเท่าทันทีในขณะที่ระยะราคาเท่าเดิม นี่คือเหตุผลที่ผมบอกเสมอว่าการเลือกขนาดล็อตคือสิ่งที่กำหนดชะตากรรมของบัญชีมากกว่าการทายทิศทางตลาด
| ขนาดล็อต | ปริมาณยูนิต | มูลค่าต่อพิป (คู่เงินหลัก) | ความเสี่ยงที่ 30 พิป |
|---|---|---|---|
| ล็อตมาตรฐาน | 100,000 ยูนิต | 10 ดอลลาร์ | 300 ดอลลาร์ |
| มินิล็อต | 10,000 ยูนิต | 1 ดอลลาร์ | 30 ดอลลาร์ |
| ไมโครล็อต | 1,000 ยูนิต | 0.10 ดอลลาร์ | 3 ดอลลาร์ |
| นาโนล็อต | 100 ยูนิต | 0.01 ดอลลาร์ | 0.30 ดอลลาร์ |
ประเภทออเดอร์ที่ใช้ในการเข้าและออกตลาด
ออเดอร์ในตลาดแบ่งเป็นหลายประเภทเพื่อรองรับกลยุทธ์ที่หลากหลาย โดยมาร์เก็ตออเดอร์เป็นการซื้อขายทันทีตามราคาปัจจุบัน ขณะที่ลิมิตออเดอร์และสต็อปออเดอร์ใช้สำหรับระบุระดับราคาที่ต้องการเข้าหรือออกจากตลาดล่วงหน้า การเลือกใช้ออเดอร์ที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดและวินัยการบริหารความเสี่ยงเป็นพื้นฐานสำคัญในการเป็นผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
การส่งคำสั่งเทรดมีหลายรูปแบบ การเข้าใจประเภทออเดอร์แต่ละแบบจะช่วยให้เราเข้าและออกตลาดได้ตามแผนที่วางไว้อย่างแม่นยำ
ออเดอร์ที่เราคุ้นเคยที่สุดคือการส่งคำสั่งซื้อหรือขายทันทีในราคาตลาดปัจจุบัน เราเรียกว่ามาร์เก็ตออเดอร์ ข้อดีคือเราจะได้เข้าตลาดทันทีที่ต้องการ แต่ข้อเสียคือในช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวเร็วมาก เราอาจจะได้ราคาที่สไลปิ้งหรือหลุดจากราคาที่เห็นบนหน้าจอได้ อีกแบบคือลิมิตออเดอร์ คือการกำหนดราคาที่เราต้องการซื้อหรือขายไว้ล่วงหน้า ระบบจะเปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติเมื่อราคาไปแตะระดับที่เราตั้งไว้เท่านั้น วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีแผนการเทรดที่ชัดเจนและไม่ต้องการไล่ราคา
นอกจากนี้เรายังมีสต็อปออเดอร์ ซึ่งแบ่งเป็นจุดตัดขาดทุนที่เราใช้ปิดออเดอร์เพื่อจำกัดความเสียหาย และทรัสติงสต็อปที่เราใช้ล็อคกำไรโดยการดึงจุดตัดขาดทุนตามราคาที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เราเทรด การใช้ทรัสติงสต็อปให้เป็นจะช่วยให้เราปกป้องผลกำไรที่สะสมไว้ได้โดยที่ยังให้ราคามีพื้นที่วิ่งต่อไปได้
บริหารความเสี่ยงด้วยการคำนวณขนาดล็อตที่เหมาะสม
หัวใจสำคัญที่ทำให้เทรดเดอร์อยู่รอดในตลาดได้นานคือการบริหารความเสี่ยง การคำนวณขนาดล็อตให้เหมาะสมกับเงินทุนคือสิ่งที่มือใหม่ต้องฝึกให้เป็นนิสัย
กฎเหล็กที่ผมสอนลูกศิษย์เสมอคืออย่าเสี่ยงเกินร้อยละสองของเงินทุนในหนึ่งออเดอร์ สมมติว่าคุณมีเงินทุนหนึ่งพันดอลลาร์ ร้อยละสองก็คือยี่สิบดอลลาร์ นี่คือจำนวนเงินสูงสุดที่คุณยอมขาดทุนในเทรดนี้ ถ้าคุณตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่สามสิบพิป คุณต้องคำนวณขนาดล็อตให้สามสิบพิปนั้นมีมูลค่าไม่เกินยี่สิบดอลลาร์ ซึ่งก็คือการใช้มินิล็อตหรือขนาดศูนย์จุดหนึ่งล็อตนั่นเอง
ถ้าคุณเปิดออเดอร์ใหญ่เกินไปจนสามสิบพิปมีมูลค่าเกินยี่สิบดอลลาร์ คุณก็ทำลายกฎการบริหารความเสี่ยงของตัวเอง หลายคนเสียเงินไม่ใช่เพราะทายทิศทางผิด แต่เพราะเปิดออเดอร์ใหญ่เกินไปจนราคาขยับสวนเพียงไม่กี่พิปก็โดนตัดขาดทุน การคำนวณขนาดล็อตให้สมดุลกับระยะจุดตัดขาดทุนและเงินทุนคือทักษะที่สำคัญที่สุด มันจะช่วยให้คุณอยู่กับตลาดได้นานพอที่จะเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองไปเรื่อยๆ
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่ผู้เริ่มต้นมักสงสัยครอบคลุมเรื่องเวลาที่ดีในการเทรด ขนาดเงินทุนขั้นต่ำที่จำเป็น และวิธีเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ การศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่เป็นทางการและทดลองเทรดด้วยบัญชีทดลองเป็นขั้นตอนแรกที่ขาดไม่ได้ เพื่อทำความเข้าใจกลไกตลาดโดยไม่ต้องเสี่ยงเงินจริง ก่อนที่จะก้าวไปสู่การวางแผนการลงทุนที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต
พิปคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในการเทรดฟอเร็กซ์
พิปคือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาคู่เงิน ซึ่งมักจะเป็นจุดทศนิยมตำแหน่งที่สี่ของราคา เช่น จาก 1.1050 ขยับไป 1.1051 ถือว่าเคลื่อนที่หนึ่งพิป การรู้จักพิปช่วยให้เราคำนวณกำไรและขาดทุนได้อย่างแม่นยำ รวมถึงเป็นฐานในการคำนวณขนาดล็อตและระยะการตัดขาดทุนด้วย
ล็อตมาตรฐาน มินิล็อต และไมโครล็อตต่างกันอย่างไร
ล็อตมาตรฐานมีขนาดที่ 100,000 ยูนิตของสกุลเงินหลัก มินิล็อตอยู่ที่ 10,000 ยูนิต และไมโครล็อตอยู่ที่ 1,000 ยูนิต ยิ่งขนาดล็อตใหญ่มากเท่าไร มูลค่าต่อพิปก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย มือใหม่ควรเริ่มจากไมโครล็อตเพื่อควบคุมความเสี่ยงให้น้อยที่สุดก่อนเพิ่มขนาดภายหลัง
เลเวอเรจสูงเสมอไปดีกว่าเลเวอเรจต่ำหรือไม่
ไม่ใช่เสมอไป เพราะเลเวอเรจเป็นเหมือนดาบสองคมที่เพิ่มทั้งกำไรและขาดทุนในสัดส่วนเท่ากัน ถ้าใช้เลเวอเรจสูงโดยไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี บัญชีอาจจะหมดได้รวดเร็วมาก ควรเลือกเลเวอเรจที่เหมาะสมกับเงินทุนและระยะการตัดขาดทุนของแต่ละเทรดมากกว่า
สเปรดและสวอปคือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเมื่อไร
สเปรดคือความแตกต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายที่เราจ่ายให้โบรกเกอร์ในตอนเปิดออเดอร์ ส่วนสวอปคือดอกเบี้ยที่เราได้หรือเสียจากการถือเดอร์ข้ามคืน ถ้าเทรดระยะสั้นจะรู้สึกถึงผลกระทบจากสเปรดมากกว่า แต่ถ้าถือข้ามคืนหลายวันค่าสวอปจะสะสมตัวขึ้นเรื่อยๆ
จุดตัดขาดทุนสำคัญอย่างไรและควรตั้งยังไง
จุดตัดขาดทุนคือจุดที่เรายอมรับว่าวิเคราะห์ผิดและปิดออเดอร์เพื่อปกป้องเงินทุนไม่ให้หายไปมาก ควรตั้งจากโครงสร้างกราฟเช่นเส้นแนวรับแนวต้าน แล้วคำนวณขนาดล็อตให้เสียไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของบัญชี การไม่ตั้งจุดตัดขาดทุนคือสาเหตุหลักที่ทำให้บัญชีระเบิด
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย










TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文