Organo Gold คือแบรนด์กาแฟเครือข่ายที่มีคนรู้จักกันแพร่หลายในวงการขายตรง บทความนี้เราจะมาเจาะลึกแผนธุรกิจ รายได้ ข้อจำกัด และเปรียบเทียบโอกาสสร้างกำไรกับการเทรดตลาดฟอเร็กซ์แบบไม่ฝากฝัง นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
- Organo Gold คืออะไร ทำไมคนถึงพูดถึงกาแฟเครือข่ายแบรนด์นี้
- แผนการจ่ายรายได้ของ Organo Gold ทำงานยังไง
- ข้อดีและข้อจำกัดของการทำธุรกิจกาแฟเครือข่าย
- ตัวอย่างการคำนวณกำไรขาดทุนจากการทำธุรกิจจริง
- เปรียบเทียบโอกาสและความเสี่ยงระหว่างกาแฟเครือข่ายกับการเทรด
- คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังคิดจะเข้าทำธุรกิจกาแฟเครือข่าย
- คำถามที่พบบ่อย


Organo Gold คืออะไร ทำไมคนถึงพูดถึงกาแฟเครือข่ายแบรนด์นี้
Organo Gold เป็นบริษัทขายตรงระดับโลกที่เอากาแฟมาเป็นตัวเปิดตลาด โดยผสมผสานกับเห็ดหลินจือที่อ้างว่ามีสรรพคุณบำรุงสุขภาพ จุดเด่นคือเปลี่ยนนิสัยการดื่มกาแฟประจำวันให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างรายได้
ก่อตั้งขึ้นในปี 2008 โดย Bernie Chua ชาวฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่ในแคนาดา แนวคิดของเขาคือการเอาสมุนไพรที่คนเอเชียคุ้นเคยมาผสมกับเครื่องดื่มที่คนทั่วโลกดื่มทุกวัน นั่นคือกาแฟ บริษัทจึงมีสินค้าหลักตั้งแต่กาแฟผสมเห็ดหลินจือ ชา โกโก้ ไปจนถึงอาหารเสริมและเครื่องสำอาง ที่ผ่านมามีสายงานแพร่ขยายไปกว่า 45 ประเทศทั่วโลก ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
ในบริบทของประเทศไทย หลายคนอาจจะเคยเห็นคนรู้จักหรือเพื่อนนำกาแฟซองเล็กๆ มาให้ชิมแล้วเล่าถึงโอกาสทางธุรกิจ นี่คือวิธีการตลาดแบบปากต่อปากที่ทำให้แบรนด์นี้โด่งดังในวงการขายตรง แต่ในฐานะเมนเทอร์ที่สอนเรื่องการลงทุน ผมอยากให้ลูกศิษย์มองให้ออกว่าการซื้อสินค้ามาขายต่อกับการลงทุนในตลาดการเงินมันคือคนละเรื่องกัน ทั้งสองอย่างต่างต้องใช้ทักษะและความรู้คนละแบบ
สินค้าของบริษัทนี้ไม่ได้มีแค่กาแฟอย่างเดียวนะครับ แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงามอีกมากมาย โดยใช้ส่วนผสมหลักคือเห็ดหลินจือหรือ Ganoderma ที่ว่ากันว่าช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและลดความเครียด อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างเรื่องสุขภาพเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับการรับรองจากองค์กรทางการแพทย์ในแต่ละประเทศด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สนใจทำธุรกิจต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจนำเข้ามาขาย
แผนการจ่ายรายได้ของ Organo Gold ทำงานยังไง
ระบบรายได้ของบริษัทนี้มีหลายชั้นพับซ้อนกัน ตั้งแต่กำไรจากการขายปลีกไปจนถึงโบนัสจากยอดขายของสายงานที่ตนเองสร้างขึ้นมา ต้องทำความเข้าใจแต่ละส่วนให้ชัดเจนเพื่อประเมินศักยภาพการทำกำไรจริง
โครงสร้างรายได้แบ่งออกเป็น 7 ส่วนหลักด้วยกัน ส่วนแรกคือกำไรจากการขายปลีก ซึ่งเกิดจากการซื้อสินค้าในราคาของผู้จัดจำหน่ายแล้วขายต่อในราคาปลีก ส่วนที่สองคือโบนัสเริ่มต้นหรือ Fast Start Bonus ที่จะได้รับเมื่อแนะนำคนใหม่เข้ามาในระบบและพวกเขาซื้อแพ็กเกจเริ่มต้น ส่วนที่สามคือโบนัสแบบจับคู่หรือ Dual Team Bonus ที่คำนวณจากยอดสะสมของสายงานทั้งสองข้างที่ตัวเองสร้างไว้
นอกจากนี้ยังมีโบนัสแบบ Unilevel ที่จ่ายตามระดับชั้นของสายงานลงไป โบนัสรถยนต์สำหรับผู้ที่ทำยอดได้ระดับหนึ่ง โบนัสการเลื่อนขั้น และโบนัสพิเศษสำหรับผู้นำระดับสูง การจะได้รับเงินส่วนไหนมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับยอดขายส่วนตัวและยอดขายของทีมที่ต้องทำต่อเนื่องทุกเดือน ถ้าหากเดือนใดทำยอดไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด โบนัสบางส่วนก็จะหายไปทันที
การคำนวณโบนัสแบบจับคู่อธิบายง่ายๆ
ระบบจับคู่นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนอยากทำธุรกิจเครือข่าย เพราะเป็นส่วนที่สร้างรายได้ซ้ำได้ถ้าสายงานเติบโต แต่ก็มีกฎเกณฑ์ที่ต้องเข้าใจให้ดี
สมมติว่าคุณเป็นผู้แจกจ่ายที่สร้างสายงานซ้ายและสายงานขวาขึ้นมา ในแต่ละสัปดาห์ระบบจะรวมยอดคะแนนจากการซื้อสินค้าของคนในสายงานทั้งสองข้าง ถ้าสายซ้ายมียอด 100 คะแนนและสายขวามียอด 80 คะแนน ระบบจะจับคู่ที่ 80 คะแนนและคำนวณเปอร์เซ็นต์โบนัสให้ตามระดับของคุณ ส่วนยอดที่เหลือ 20 คะแนนจะถูกสะสมไปยังสัปดาห์ถัดไป อย่างไรก็ตามแต่ละระดับจะมีขีดจำกัดรายได้ต่อสัปดาห์ที่แตกต่างกัน ถ้าทำเกินก็จะไม่ได้รับเงินส่วนเกินนั้น
ข้อดีและข้อจำกัดของการทำธุรกิจกาแฟเครือข่าย
การทำธุรกิจประเภทนี้มีทั้งจุดแข็งที่ดึงดูดคนเข้ามาและจุดอ่อนที่ทำให้หลายคนถอดใจกลางทาง การรู้ข้อจำกัดตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น
ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือสินค้าเป็นสิ่งที่คนใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มีคนดื่มกันทุกวันทั่วโลก การนำเสนอจึงไม่ยากเท่าสินค้าที่ต้องอธิบายให้คนเข้าใจว่าคืออะไร นอกจากนี้ยังเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องใช้เงินหลักแสนหรือหลักล้านเหมือนการเปิดร้านค้าทั่วไป แค่มีเงินทุนสำหรับซื้อแพ็กเกจเริ่มต้นและสินค้ามาทดลองก็เริ่มต้นได้ การได้รับการฝึกอบรมจากผู้นำในสายงานก็เป็นข้อดีอีกอย่างสำหรับคนที่ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน
แต่ข้อจำกัดที่สำคัญคือความสามารถในการแข่งขัน กาแฟเครือข่ายมักจะมีราคาที่สูงกว่ากาแฟทั่วไปในท้องตลาดเพราะต้องแบ่งส่วนลดให้คนในระบบหลายชั้น การจะโน้มน้าวให้ลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่าจึงต้องอาศัยเรื่องสุขภาพมาเป็นจุดขาย นอกจากนี้ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการสร้างเครือข่ายที่ต้องหาคนเข้ามาในทีมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในยุคที่คนเบื่อหน่ายระบบขายตรงแบบเดิมๆ การหาคนเข้าร่วมจึงยากกว่าสมัยก่อนมาก
อีกประเด็นที่ต้องระวังคือการระดมสินค้าค้างสต็อก บางคนเพื่อให้ได้คุณสมบัติหรือรักษายอดแต่ละเดือนก็ต้องซื้อสินค้าเก็บไว้เองโดยหวังว่าจะขายได้ทัน ถ้าขายไม่ได้ก็จะกลายเป็นต้นทุนสะสมจนขาดทุนในที่สุด นี่คือเหตุผลที่ทำให้หลายคนออกจากระบบไปเพราะไม่สามารถขายสินค้าที่ตนเองซื้อมาได้หมด ทำให้เงินทุนที่ใส่เข้าไปกลายเป็นกาแฟที่เก็บกินเองในบ้าน
ตัวอย่างการคำนวณกำไรขาดทุนจากการทำธุรกิจจริง
มาดูตัวเลขจริงว่าถ้าเข้าไปทำธุรกิจกาแฟเครือข่ายแล้วจะเจอสถานการณ์อย่างไร ตัวอย่างนี้จะช่วยให้เห็นภาพของเงินทุนและผลตอบแทนที่เป็นไปได้จริง
สมมติว่าคุณเข้าร่วมด้วยแพ็กเกจธุรกิจระดับกลางที่ราคา 1,500 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 52,500 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อเหรียญ) คุณจะได้สินค้ากาแฟและเครื่องดื่มมาจำนวนหนึ่งที่มีราคาขายปลีกรวมประมาณ 75,000 บาท ถ้าคุณขายสินค้าทั้งหมดได้หมดภายใน 3 เดือน คุณจะมีกำไรจากการขายปลีก 22,500 บาท แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าส่ง ค่าเดินทาง ค่าประชาสัมพันธ์ และค่าเว็บไซต์รายเดือนประมาณ 1,500 บาทคูณด้วย 3 เดือนเท่ากับ 4,500 บาท กำไรสุทธิจากการขายปลีกจึงเหลือประมาณ 18,000 บาท
แต่ในความเป็นจริงการขายสินค้าให้หมดภายใน 3 เดือนเป็นเรื่องยากมาก สมมติว่าคุณขายได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์ของสินค้าทั้งหมดหรือเท่ากับ 37,500 บาท และหาคนเข้าทีมได้ 2 คนที่ซื้อแพ็กเกจเริ่มต้นคนละ 15,000 บาท คุณจะได้รับโบนัสเริ่มต้นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของยอดแพ็กเกจทั้งสองคนเท่ากับ 6,000 บาท รวมรายได้ทั้งหมด 43,500 บาท เมื่อหักต้นทุนแพ็กเกจ 52,500 บาทและค่าใช้จ่าย 4,500 บาท คุณจะขาดทุนประมาณ 13,500 บาท และยังเหลือสินค้าค้างสต็อกอีกครึ่งหนึ่งที่ต้องหาทางขายต่อไป
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการทำธุรกิจเครือข่ายไม่ได้รวยเร็วอย่างที่หลายคนเข้าใจ ต้องอาศัยความสามารถในการขายและการสร้างทีมที่แข็งแรงจริงๆ จึงจะเริ่มเห็นกำไร ในขณะที่การเทรดฟอเร็กซ์การควบคุมความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง ไม่ต้องหาลูกค้าหรือสร้างทีม แต่ต้องใช้ความรู้ในการวิเคราะห์ตลาดและบริหารจัดการเงินทุนให้รอบคอบ

เปรียบเทียบโอกาสและความเสี่ยงระหว่างกาแฟเครือข่ายกับการเทรด
การนำเงินไปลงทุนในธุรกิจขายตรงกับการนำเงินไปเทรดตลาดการเงินมีความแตกต่างกันทั้งในด้านโครงสร้างรายได้ ความเสี่ยง และทักษะที่ต้องใช้ ตารางนี้จะช่วยให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
| ประเด็นเปรียบเทียบ | ธุรกิจกาแฟเครือข่าย | การเทรดฟอเร็กซ์ | ระยะเวลาที่คาดหวังผลตอบแทน |
|---|---|---|---|
| ลักษณะรายได้ | กำไรจากการขายปลีกและโบนัสจากสายงาน | กำไรจากความแตกต่างของราคาซื้อขาย | เครือข่ายใช้เวลาหลายเดือนถึงปี ฟอเร็กซ์เป็นนาทีถึงวัน |
| ปัจจัยกำหนดความสำเร็จ | ทักษะการขายและการสร้างเครือข่าย | ทักษะการวิเคราะห์ตลาดและบริหารความเสี่ยง | เครือข่ายขึ้นกับคนในทีม ฟอเร็กซ์ขึ้นกับตัวเทรดเดอร์ |
| ความเสี่ยงหลัก | สินค้าค้างสต็อกและทีมล้มเลิกกลางคัน | ราคาเคลื่อนไหวสวนทิศทางที่คาดไว้ | เครือข่ายเสี่ยงขาดทุนจากสต็อก ฟอเร็กซ์เสี่ยงจากการใช้ล็อตใหญ่เกินไป |
| การควบคุมเงินทุน | ต้องซื้อสินค้าล่วงหน้าและจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือน | เลือกขนาดล็อตและตั้งจุดตัดขาดทุนได้เอง | เครือข่ายควบคุมยากกว่าเพราะต้องรักษายอดแต่ละเดือน |
| การเริ่มต้น | ต้องซื้อแพ็กเกจและสินค้ามาทดลอง | เปิดบัญชีเทรดและฝากเงินตามทุนที่พร้อมเสี่ยง | เครือข่ายใช้เงินลงทุนตั้งต้นสูงกว่า ฟอเร็กซ์เริ่มได้จากเงินน้อย |
ทักษะที่จำเป็นต่างกันอย่างไร
การทำธุรกิจขายตรงต้องใช้ทักษะการสื่อสารกับคน การนำเสนอสินค้า การสร้างความสัมพันธ์ และการสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นอยากเข้าร่วมทีม ส่วนการเทรดฟอเร็กซ์ต้องใช้ทักษะการอ่านกราฟราคา การวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจ การบริหารจัดการเงินทุน และการควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ไม่ตื่นเต้นเกินไปเมื่อราคาเคลื่อนไหว
คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังคิดจะเข้าทำธุรกิจกาแฟเครือข่าย
ถ้าคุณกำลังคิดจะลองทำธุรกิจประเภทนี้ ผมมีคำแนะนำที่อยากให้นำไปใช้พิจารณาก่อนตัดสินใจ เพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างรอบคอบและไม่เสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง
ข้อแรกคือต้อประเมินตัวเองให้ตรงว่ามีทักษะการขายหรือไม่ ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้า ไม่ถนัดการนำเสนอ หรือรู้สึกอายที่จะชวนคนซื้อของ การทำธุรกิจเครือข่ายอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะกับคุณ ข้อสองคือต้องดูงบประมาณที่พร้อมจะสูญเสียได้โดยไม่กระทบชีวิตประจำวัน ถ้าเงินที่จะนำไปลงทุนเป็นเงินที่ต้องใช้จ่ายในอนาคตอันใกล้ก็ไม่ควรเอาไปเสี่ยง
ข้อสามคือศึกษาสายงานที่จะเข้าร่วมให้ดี ดูว่าผู้นำในสายงานนั้นมีระบบการทำงานที่ชัดเจนหรือไม่ มีการฝึกอบรมที่จริงจังหรือเปล่า และที่สำคัญคือต้องดูว่าสายงานนั้นเน้นการขายสินค้าเป็นหลักหรือเน้นการหาคนเข้าทีมเป็นหลัก ถ้าสายงานไหนเน้นแต่การชวนคนโดยไม่สนใจการขายสินค้าจริงๆ ให้ระวังไว้ได้เลยเพราะอาจจะเป็นระบบที่ไม่ยั่งยืน
ข้อสุดท้ายคืออย่าเชื่อคำโฆษณาที่อ้างว่ารวยเร็วหรือทำงานน้อยแต่ได้เงินมาก ธุรกิจทุกอย่างต้องใช้ความพยายานและเวลา ถ้ามีใครมาบอกว่าแค่เข้าร่วมแล้วรอรายได้ไหลมาเองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย มันก็เกินจริงเกินไป ในมุมมองของเมนเทอร์สอนเทรด ผมอยากให้ลูกศิษย์มองหาโอกาสในการสร้างรายได้ที่ควบคุมได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจหรือการเทรด สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังทำและยอมรับความเสี่ยงที่จะตามมา
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
Organo Gold คือบริษัทแบบไหน ขายอะไรเป็นหลัก
Organo Gold เป็นบริษัทขายตรงแบบเครือข่ายหรือ MLM ที่มีสินค้าหลักคือกาแฟผสมเห็ดหลินจือ รวมถึงชา โกโก้ และอาหารเสริม ก่อตั้งโดย Bernie Chua ที่แคนาดา โดยใช้จุดเด่นของเห็ดหลินจือที่ว่ากันว่ามีสรรพคุณเกี่ยวกับสุขภาพมาผสมในกาแฟที่คนดื่มกันทุกวัน ทำให้สินค้าดูเข้าถึงง่ายและมีจุดขายที่แตกต่างจากกาแฟทั่วไปในท้องตลาด
จะเข้าทำธุรกิจ Organo Gold ต้องลงทุนเท่าไร
การเริ่มต้นทำธุรกิจ Organo Gold มีหลายระดับตั้งแต่แพ็กเกจเริ่มต้นที่มีราคาไม่กี่พันบาทไปจนถึงแพ็กเกจระดับสูงที่ต้องลงทุนหลักแสน โดยเงินที่จ่ายไปจะได้กลับมาในรูปแบบสินค้าจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ทดลองและขายต่อ นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมรายเดือนสำหรับระบบเว็บไซต์ส่วนตัวที่ใช้ในการบริหารงาน ดังนั้นต้องคำนึงถึงงบประมาณที่พร้อมจะสูญเสียได้ก่อนตัดสินใจ
แผนการจ่ายรายได้ของ Organo Gold ซับซ้อนแค่ไหน
แผนรายได้ของ Organo Gold มีหลายส่วนผสมผสานกันทั้งค่าคอมมิชชันจากการขายปลีก โบนัสจากการสร้างเครือข่าย และโบนัสแบบจับคู่ซึ่งคำนวณจากยอดขายของสายงานซ้ายและขวา ส่วนที่ทำความเข้าใจยากที่สุดคือการเลื่อนขั้นและการรักษายอดแต่ละเดือน ถ้าหากทำคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ในเดือนใดก็อาจจะไม่ได้รับโบนัสส่วนนั้น ทำให้ต้องวางแผนการขายและสร้างทีมอย่างสม่ำเสมอ
ทำไมคนส่วนใหญ่ในธุรกิจ MLM มักไม่ประสบความสำเร็จ
สาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ MLM คือการขาดทักษะการขายและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า รวมถึงการไม่เข้าใจว่าธุรกิจนี้ต้องใช้เวลาและความอดทนสูงมาก นอกจากนี้ปัญหาการระดมสินค้าค้างสต็อกเพื่อให้ได้คุณสมบัติตามเกณฑ์ก็ทำให้หลายคนขาดทุนจนต้องออกจากระบบ การมองว่าเป็นทางลัดรวยเร็วโดยไม่พร้อมลงมือทำจริงจึงเป็นกับดักที่ทำให้ล้มเหลว
การเทรดฟอเร็กซ์ต่างจากการทำ Organo Gold อย่างไร
การเทรดฟอเร็กซ์เป็นการลงทุนที่ใช้ทุนของตัวเองเพื่อเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาคู่เงิน โดยไม่ต้องหาลูกค้าหรือสร้างเครือข่ายแต่อย่างใด ส่วนการทำ Organo Gold ต้องอาศัยการขายสินค้าและการสร้างทีมเพื่อให้เกิดรายได้แบบพึ่งพิงกัน การเทรดมีความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาดที่ควบคุมไม่ได้ ส่วน MLM มีความเสี่ยงจากการไม่สามารถขายสินค้าหรือรักษาเครือข่ายไว้ได้ ทั้งสองอย่างต่างต้องใช้ความรู้และวินัยในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย






TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文