การอ่านกราฟราคาผ่านข้อมูล Open High Low Close หรือ OHLC คือพื้นฐานสำคัญที่สุดสำหรับนักเทรดทุกคน
- ราคาเปิด Open คืออะไรและสำคัญอย่างไรสำหรับนักเทรด
- ราคาสูงสุด High เพดานของแรงซื้อในแต่ละช่วงเวลาบอกอะไร
- ราคาต่ำสุด Low และราคาปิด Close ส่วนประกอบที่เหลือของ OHLC
- ตารางสรุปความหมายของ OHLC เพื่อการวิเคราะห์ที่แม่นยำ
- กลยุทธ์เทรดด้วยข้อมูล OHLC แบบมืออาชีพใช้งานได้จริงอย่างไร
- เครื่องมือทางเทคนิคใดบ้างที่ใช้ร่วมกับ OHLC เพิ่มประสิทธิภาพ
- ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำเมื่ออ่านค่า OHLC และวิธีแก้ไข
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอ่านค่า OHLC
ราคาเปิด Open คืออะไรและสำคัญอย่างไรสำหรับนักเทรด

ราคาเปิด Open Price คือจุดเริ่มต้นของการสร้างแท่งเทียนใหม่ ซึ่งเกิดจากการจับคู่คำสั่งซื้อขายครั้งแรกในช่วงเวลานั้น แสดงถึงอารมณ์ตลาดช่วงเริ่มต้น ว่าฝั่งซื้อหรือฝั่งขายกำลังครองเกมอยู่เบื้องต้น
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าปริมาณธุรกรรมในตลาด Forex มีสัดส่วนการซื้อขายที่สูงมาก ส่งผลให้ราคาเปิดในช่วงเวลาต่อเนื่องมักจะใกล้เคียงกับราคาปิดของแท่งก่อนหน้าเกือบทั้งหมด
จิตวิทยาเบื้องหลักราคาเปิด
ราคาเปิดเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของอารมณ์ตลาดในช่วงเริ่มต้น มันคือจุดกำเนิดของการต่อสู้ระหว่างฝั่งซื้อและฝั่งขายในแต่ละช่วงเวลา ยกตัวอย่างเช่น ราคาทองปิดวันก่อนที่ 2350 ดอลลาร์ แล้ววันนี้เปิดที่ 2365 ดอลลาร์ สูงกว่าเดิม 15 ดอลลาร์ สถานการณ์นี้เรียกว่า Gap Up สะท้อนว่ามีข่าวดีหรือความคาดหวังเชิงบวกเกิดขึ้นระหว่างคืน นักลงทุนรีบเข้าซื้อตั้งแต่ตลาดเปิด
กลไกการเกิดราคาเปิดในตลาดต่างๆ
ราคาเปิดถูกกำหนดโดยกลไกตลาดผ่านกระบวนการจับคู่คำสั่งซื้อขาย ในตลาดหุ้นจะมีการสะสมคำสั่งก่อนเปิดตลาด ระบบจะคำนวณหาราคาสมดุลที่ทำให้ปริมาณคำสั่งซื้อและขายตรงกันมากที่สุดแล้วประกาศเป็นราคาเปิด ส่วนในตลาด Forex ราคาเปิดเกิดจากการซื้อขายจริงครั้งแรกในช่วงเวลานั้นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลก
วิธีใช้ราคาเปิดในการวิเคราะห์
นักเทรดมืออาชีพจะเปรียบเทียบราคาเปิดกับราคาปิดของแท่งก่อนหน้าเพื่อประเมินทิศทางระยะสั้น หากราคาเปิดสูงกว่าราคาปิดก่อนหน้าหรือ Gap Up แสดงว่าตลาดมีความคาดหวังเชิงบวก แต่ต้องระวังการเป็นกับดักฝั่งซื้อ หากราคาเปิดต่ำกว่าหรือ Gap Down แสดงว่ามีแรงขายมาก อาจเป็นโอกาสซื้อถ้าเป็นภาวะ Oversold หากราคาเปิดใกล้เคียงกันหรือ Flat Open ตลาดกำลังรอปัจจัยใหม่มากระตุ้น ยกตัวอย่างเช่น เทรด EUR/USD ราคาปิดวันก่อน 1.0850 วันนี้เปิด 1.0820 ห่างไป 30 pips ตรวจสอบข่าวพบว่าไม่มีข่าวร้ายสำคัญ จึงเป็นโอกาสเข้า Buy ที่ 1.0825 ตั้ง SL ที่ 1.0790 เสี่ยง 35 pips และตั้ง TP ที่ 1.0895 กำไร 70 pips สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเท่ากับ 1 ต่อ 2
ราคาสูงสุด High เพดานของแรงซื้อในแต่ละช่วงเวลาบอกอะไร
ราคาสูงสุด High Price คือจุดสูงสุดที่สินทรัพย์เคยแตะในช่วงเวลาที่กำหนด แสดงถึงขีดจำกัดของแรงซื้อก่อนที่แรงขายจะเข้ามากดดันราคาลง ค่านี้ปรากฏเป็นไส้เทียนบนในกราฟแท่งเทียน
บันทึกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่าราคาสูงสุดในอดีตที่เกิดขึ้นด้วยปริมาณซื้อขายมหาศาลมักจะกลายเป็นแนวต้านสำคัญที่มีความน่าเชื่อถือระดับสูงในอนาคต
การอ่านไส้เทียนบนจาก High
ไส้เทียนบนคือส่วนที่แสดงระยะห่างระหว่าง High กับราคาปิดหรือราคาเปิด ยิ่งไส้เทียนบนยาวขึ้นเท่าไหร่ แสดงว่าราคาพยายามขึ้นไปสูงมากแต่ถูกแรงขายกดลงมา หรือเกิดการปฏิเสธราคา เป็นสัญญาณว่าฝั่งขายกำลังเข้มแข็งขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากไม่มีไส้เทียนบนเลยหรือลักษณะแท่งเทียนมารูโบซุ หมายถึงราคาปิดที่จุดสูงสุดพอดี แสดงว่าแรงซื้อแข็งแกร่งมากและมีโอกาสขยายตัวต่อไปได้
High ในอดีตกลายเป็นแนวต้านในอนาคต
ราคาสูงสุดในอดีตมักจะกลายเป็นแนวต้านสำคัญในอนาคต เพราะที่ระดับนั้นเคยมีแรงขายเข้ามากดราคาลงได้สำเร็จแล้ว นักลงทุนที่เคยซื้อที่จุดสูงแล้วติดดอยจะรอขายคืนเมื่อราคากลับมาถึงจุดนั้นอีกครั้ง ทำให้มีแรงขายสะสมอยู่ ตัวอย่างเช่น GBP/USD ทำ High ที่ 1.2750 เมื่อสัปดาห์ก่อน แล้วย่อลงมา สัปดาห์นี้ราคากลับขึ้นมาที่ 1.2740 ใกล้ High เดิม ถ้าไม่สามารถทะลุ 1.2750 ได้คือการยืนยันแนวต้าน ถ้าทะลุได้ด้วย Volume สูงคือสัญญาณ Breakout ที่บ่งบอกถึงแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
การใช้ High ในการตั้ง Take Profit และ Stop Loss
High เป็นจุดอ้างอิงที่ดีสำหรับการตั้ง TP และ SL สำหรับออเดอร์ Sell ควรตั้ง SL เหนือ High ล่าสุดบวกเพิ่ม 5 ถึง 10 pips เพื่อป้องกันการแตะไส้เทียน สำหรับออเดอร์ Buy ควรตั้ง TP ใกล้ High ที่สำคัญในอดีตแต่ต่ำกว่าเล็กน้อยประมาณ 5 ถึง 10 pips เพื่อเพิ่มโอกาสที่ออเดอร์จะปิดไปด้วยกำไรก่อนที่ราคาจะย้อนกลับตัว ตัวอย่างเช่น Buy EUR/USD ที่ 1.0850 High ของสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ 1.0920 ตั้ง TP ที่ 1.0910 ต่ำกว่า High 10 pips เพื่อความปลอดภัยในการทำกำไร
ราคาต่ำสุด Low และราคาปิด Close ส่วนประกอบที่เหลือของ OHLC

นอกจากราคาเปิดและราคาสูงสุดแล้ว ราคาต่ำสุด Low บอกจุดที่แรงขายหมดแรง ส่วนราคาปิด Close คือผลลัพธ์สุดท้ายของการต่อสู้ระหว่างฝั่งซื้อและขาย ค่านี้ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุดในบรรดาค่าทั้งสี่
ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed ระบุว่าราคาปิดมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์และการคำนวณดัชนีตลาดการเงินประจำวัน
ราคาต่ำสุด Low พื้นที่ที่แรงขายหมดแรง
Low คือราคาที่ต่ำที่สุดในช่วงเวลานั้น แสดงถึงจุดที่แรงขายมีมากที่สุดก่อนที่แรงซื้อจะเข้ามาพยุงราคา ราคาต่ำสุดในอดีตมักกลายเป็นแนวรับในอนาคตในหลักการเดียวกับที่ High กลายเป็นแนวต้าน แต่เป็นในทิศทางตรงกันข้าม ไส้เทียนล่างที่ยาวแสดงว่าราคาลงไปต่ำมากแล้วแต่ถูกดันกลับขึ้นมาได้ นับเป็นสัญญาณ Bullish ที่ฝั่งซื้อกำลังเข้ามาคุมเกมในช่วงเวลานั้น
ราคาปิด Close ค่าที่สำคัญที่สุดใน 4 ค่า
Close คือราคาสุดท้ายของช่วงเวลา หลายคนถือว่านี่เป็นราคาที่สำคัญที่สุดใน 4 ค่า เพราะเป็นราคาที่ใช้คำนวณมูลค่าพอร์ตการลงทุน ใช้คำนวณอินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่เช่น EMA หรือ RSI หรือ MACD และเป็นราคาที่ใช้วิเคราะห์รูปแบบแท่งเทียน ความสัมพันธ์ระหว่าง Close กับ Open บอกว่าใครชนะในช่วงเวลานั้น ถ้า Close สูงกว่า Open ฝ่ายซื้อชนะทำให้เกิดแท่งเทียนสีเขียว ถ้า Close ต่ำกว่า Open ฝ่ายขายชนะทำให้เกิดแท่งเทียนสีแดง
ปริมาณการซื้อขาย Volume ตัวยืนยันสัญญาณ
Volume คือจำนวนหน่วยของสินทรัพย์ที่มีการซื้อขายในช่วงเวลานั้น ทำหน้าที่เป็นตัวยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้ม หากราคาขึ้นหรือ High เพิ่มขึ้นพร้อม Volume สูง แนวโน้มขาขึ้นจะแข็งแกร่ง หากราคาขึ้นแต่ Volume ต่ำ แนวโน้มอ่อนแอและอาจเป็นกับดักฝั่งซื้อ หากราคาลงพร้อม Volume สูง ขาลงจะแข็งแกร่ง แต่ถ้าราคาลงด้วย Volume ต่ำ ขาลงอาจใกล้สิ้นสุดและเตรียมเกิดการกลับตัว
ตารางสรุปความหมายของ OHLC เพื่อการวิเคราะห์ที่แม่นยำ
การเปรียบเทียบค่าต่างๆ ของ OHLC ผ่านตารางจะช่วยให้มือใหม่สามารถจำภาพรวมและนำไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์กราฟได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น ลดความสับสนในการตีความสัญญาณ
ตารางสรุปความหมายและวิธีใช้งาน OHLC
| ค่า | ความหมาย | ข้อมูลที่บอก | วิธีใช้งาน |
|---|---|---|---|
| Open | ราคาแรกของช่วงเวลา | อารมณ์ตลาดช่วงเริ่มต้น | ดู Gap Up หรือ Down เทียบกับราคาปิดก่อนหน้า |
| High | ราคาสูงสุดของช่วงเวลา | ขีดจำกัดของแรงซื้อ | ใช้เป็นแนวต้านและตั้ง SL สำหรับออเดอร์ Sell |
| Low | ราคาต่ำสุดของช่วงเวลา | ขีดจำกัดของแรงขาย | ใช้เป็นแนวรับและตั้ง SL สำหรับออเดอร์ Buy |
| Close | ราคาสุดท้ายของช่วงเวลา | ผลลัพธ์การต่อสู้ซื้อขาย | คำนวณอินดิเคเตอร์และวิเคราะห์รูปแบบแท่งเทียน |
ตารางความสัมพันธ์ระหว่าง Open และ Close กับสัญญาณตลาด
| สถานการณ์ | ลักษณะแท่งเทียน | การตีความ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| Close สูงกว่า Open มาก | แท่งเขียวยาวตัวใหญ่ | Bullish แรงฝ่ายซื้อครองตลาด | EUR/USD Open 1.0800 Close 1.0860 |
| Close ต่ำกว่า Open มาก | แท่งแดงยาวตัวใหญ่ | Bearish แรงฝ่ายขายครองตลาด | GBP/USD Open 1.2700 Close 1.2630 |
| Close ใกล้เคียง Open | Doji ตัวเล็กมาก | ตลาดลังเลรอสัญญาณถัดไป | XAU/USD Open 2340 Close 2342 |
| Close ใกล้ High | ไม่มีไส้เทียนบน | แรงซื้อแข็งแกร่งราคาขึ้นต่อได้ | USD/JPY Open 150.20 Close 150.80 High 150.82 |
| Close ใกล้ Low | ไม่มีไส้เทียนล่าง | แรงขายแข็งแกร่งราคาลงต่อได้ | AUD/USD Open 0.6550 Close 0.6490 Low 0.6488 |
กลยุทธ์เทรดด้วยข้อมูล OHLC แบบมืออาชีพใช้งานได้จริงอย่างไร
การนำข้อมูล OHLC มาสร้างเป็นกลยุทธ์การเทรดสามารถทำได้หลายรูปแบบ โดยเน้นที่การสังเกตการทะลุผ่านของราคาและพฤติกรรมของแท่งเทียนเพื่อหาจังหวะเข้าออกสูงสุด ซึ่งเป็นวิธีที่นักเทรดมืออาชีพนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
รายงานจาก XM official ชี้ให้เห็นว่ากลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้มที่ใช้การทะลุราคาสูงสุดของช่วงเวลาก่อนหน้าเป็นจุดเข้าออเดอร์ มีอัตราความสำเร็จที่สูงในกลุ่มเทรดเดอร์ที่มีวินัย
กลยุทธ์ Breakout ผ่าน Previous Day High
กลยุทธ์นี้เป็นที่นิยมมากในหมู่นักเทรดมืออาชีพ หลักการคือเมื่อราคาสามารถทะลุผ่าน High ของวันก่อนหน้าได้ แสดงว่ามีแรงซื้อมหาศาลพร้อมดันราคาขึ้นต่อ ขั้นตอนแรกคือระบุ High ของวันก่อนเช่น EUR/USD อยู่ที่ 1.0880 ขั้นตอนที่สองรอให้ราคาทะลุ 1.0880 ขึ้นไป ขั้นตอนที่สามตรวจสอบ Volume ว่าสูงขึ้นเพื่อยืนยันการ Breakout ขั้นตอนที่สี่เข้า Buy ที่ 1.0885 ขั้นตอนสุดท้ายตั้ง SL ที่ Low ของแท่ง Breakout เช่น 1.0855 ห่าง 30 pips และตั้ง TP ที่ 1.0945 ห่าง 60 pips สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเท่ากับ 1 ต่อ 2 ซึ่งให้กำไรที่สมเหตุสมผล
กลยุทธ์ Opening Range Breakout
กลยุทธ์นี้เป็นที่นิยมในหมู่เดย์เทรดเดอร์ ใช้ราคาเปิดเป็นศูนย์กลาง หลักการคือในช่วง 15 ถึง 30 นาทีแรกหลังเปิดตลาด ราคาจะสร้างช่วงเปิดซึ่งมี High และ Low ของช่วงนั้น จากนั้นรอดูว่าราคาจะทะลุออกไปทางไหน ตัวอย่างเช่น ทอง XAU/USD เปิดที่ 2345 ดอลลาร์ ใน 15 นาทีแรก High อยู่ที่ 2352 ดอลลาร์ Low อยู่ที่ 2338 ดอลลาร์ เมื่อราคาทะลุ 2352 ดอลลาร์ขึ้นไป ให้เข้า Buy ที่ 2354 ดอลลาร์ ตั้ง SL ที่ 2338 ดอลลาร์ห่าง 16 ดอลลาร์ และตั้ง TP ที่ 2382 ดอลลาร์ กำไร 28 ดอลลาร์ ซึ่งคำนวณได้ว่าความเสี่ยงต่อผลตอบแทนอยู่ที่ 1 ต่อ 1.75
กลยุทธ์วิเคราะห์ความสัมพันธ์ Open และ High
ความสัมพันธ์ระหว่าง Open กับ High ช่วยประเมินความแข็งแกร่งของแนวโน้มได้รวดเร็ว หากราคาเปิดสูงและ High สูงกว่า Open มาก แสดงว่าฝั่งซื้อแข็งแกร่งตลอดช่วงเวลา หากราคาเปิดต่ำแต่ High สูงกว่า Open มาก แสดงถึงการกลับตัวจากแรงขายเป็นแรงซื้อ หากราคาเปิดสูงแต่ High ใกล้เคียง Open แสดงว่าราคาขึ้นไม่ได้มีแรงขายกดดัน หากราคาเปิดต่ำและ High ต่ำ แสดงถึงแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่งอย่างชัดเจน
เครื่องมือทางเทคนิคใดบ้างที่ใช้ร่วมกับ OHLC เพิ่มประสิทธิภาพ
การใช้ข้อมูล OHLC เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ การผสานเครื่องมือทางเทคนิคอื่นเข้ามาช่วยจะเพิ่มความแม่นยำและลดความเสี่ยงในการเข้าออเดอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การวิเคราะห์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ระบุว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคโดยใช้เครื่องมือหลายตัวร่วมกันอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนและเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตการลงทุนในระยะยาว
เส้นค่าเฉลี่ย Moving Average กับ High และ Low
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หรือ MA โดยเฉพาะ EMA 200 มักถูกใช้เป็นแนวรับและแนวต้านแบบไดนามิก หาก High ของวันดีดตัวขึ้นไปแตะ EMA 200 แล้วย้อนกลับลงมา นับเป็นสัญญาณขายที่ดี ในทางตรงกันข้าม หาก Low ของวันลงไปแตะ EMA 200 แล้วเด้งกลับขึ้นมา จะเป็นสัญญาณซื้อ ยกตัวอย่างเช่น USD/JPY ขณะที่ EMA 200 อยู่ที่ 149.50 ราคาลงมาทำ Low ที่ 149.55 แล้วเด้งกลับขึ้นปิดที่ 150.20 ไส้เทียนล่างที่ยาวแตะ EMA 200 แล้วย้อนกลับจึงเป็นสัญญาณ Buy ที่มีประสิทธิภาพสูง
การเปลี่ยนแปลงของ RSI เทียบกับ High
RSI หรือดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์เป็นอินดิเคเตอร์ที่วัดความแรงของการเคลื่อนไหว ค่า RSI ที่สูงกว่า 70 คือ Overbought และต่ำกว่า 30 คือ Oversold สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อราคาทำ High ใหม่ที่สูงกว่าเดิม แต่ RSI กลับทำจุดสูงที่ต่ำกว่าเดิม เรียกว่าการเกิด Bearish Divergence เป็นสัญญาณเตือนว่าราคาอาจกลับตัวลง ตัวอย่างเช่น ทองทำ High ครั้งแรกที่ 2400 ดอลลาร์ RSI อยู่ที่ 78 แล้วทำ High ครั้งที่สองที่ 2420 ดอลลาร์ แต่ RSI อยู่แค่ 72 นี่คือสัญญาณว่าแรงซื้อกำลังอ่อนแรงลง เทรดเดอร์ควรเตรียมตัวเข้า Sell
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำเมื่ออ่านค่า OHLC และวิธีแก้ไข
นักเทรดมือใหม่มักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของค่า OHLC ทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดและสูญเสียเงินทุนได้ การรู้จักข้อผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงกับดักและพัฒนาทักษะการเทรดได้อย่างมั่นคงยั่งยืน
สถิติจากโบรกเกอร์อย่างเป็นทางการพบว่านักเทรดกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ที่ขาดทุนมักเกิดจากการอ่านสัญญาณแท่งเทียนผิดพลาดและไม่ยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างเพียงพอ
การมองข้ามไส้เทียนที่ยาวผิดปกติ
ไส้เทียนที่ยาวผิดปกติเป็นสัญญาณเตือนถึงการปฏิเสธราคาอย่างรุนแรง มือใหม่มักเห็นราคาวิ่งเร็วแล้วรีบเข้าตามโดยไม่สังเกตว่าแท่งเทียนกำลังทิ้งไส้ยาว ซึ่งมักจะจบลงด้วยการที่ราคาย้อนกลับทันที วิธีแก้คือต้องรอให้แท่งเทียนปิดตัวก่อนเสมอ เพื่อยืนยันว่าราคาปิดอยู่ที่ไหน แล้วค่อยตัดสินใจเข้าออเดอร์ในแท่งถัดไปเพื่อความปลอดภัย
การใช้ Timeframe ที่เล็กจนเกินไป
การดูกราฟใน Timeframe ขนาดเล็ก เช่น 1 นาทีหรือ 5 นาที ทำให้ค่า OHLC มีความผันผวนสูงและเต็มไปด้วยสัญญาณลวง นักเทรดมือใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์มักจะถูกสัญญาณเหล่านี้หลอกให้เข้าออเดอร์บ่อยครั้งจนสูญเสียเงินค่าสเปรด วิธีแก้คือควรเริ่มต้นดูกราฟในระดับ 1 ชั่วโมงหรือ 4 ชั่วโมงเพื่อกรองสัญญาณรบกวนและมองภาพใหญ่ให้ออกก่อน แล้วค่อยลงไปดู Timeframe เล็กเพื่อหาจุดเข้าที่แม่นยำ
การไม่ยืนยันสัญญาณด้วย Volume
การเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่มี Volume มารองรับเปรียบเสมือนอาคารที่ไม่มีรากฐาน มือใหม่มักเห็นราคาทะลุ High แล้วรีบเข้า Buy โดยไม่ดูว่าปริมาณซื้อขายเพียงพอหรือไม่ สุดท้ายราคากลับดิ่งลงมาทันที วิธีแก้คือต้องฝึกเป็นนิสัยในการตรวจสอบ Volume ควบคู่กับแท่งเทียนเสมอ เพื่อยืนยันว่าการเคลื่อนไหวนั้นเกิดจากแรงซื้อหรือแรงขายจริงจากสถาบัน ไม่ใช่แค่ความผันผวนชั่วคราว
“การอ่านแท่งเทียน OHLC ให้ออก ไม่ใช่การทายทัก แต่คือการถอดรหัสจิตวิทยาฝั่งซื้อและฝั่งขายในแต่ละวินาที ทักษะนี้คือเส้นแบ่งระหว่างนักเทรดที่รวยและนักพนันที่หมดตัว”
— ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ตลาดการเงิน, iCafeForex
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอ่านค่า OHLC
OHLC ย่อมาจากอะไรและสำคัญอย่างไรในการเทรด
OHLC ย่อมาจาก Open High Low Close ซึ่งเป็นข้อมูลราคาทั้ง 4 ค่าที่ประกอบขึ้นเป็นแท่งเทียน ข้อมูลนี้สำคัญมากเพราะแสดงถึงพฤติกรรมและจิตวิทยาของนักลงทุนในช่วงเวลานั้น ช่วยให้เราทราบว่าฝั่งซื้อหรือฝั่งขายกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ และเป็นฐานข้อมูลพื้นฐานสำหรับการคำนวณอินดิเคเตอร์และการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดในทุกประเภทสินทรัพย์
ราคาปิด Close สำคัญกว่าราคาเปิด Open จริงหรือไม่
ในความคิดเห็นของนักเทรดมืออาชีพส่วนใหญ่ ราคาปิดถือว่าสำคัญกว่าราคาเปิด เพราะราคาปิดคือผลสรุปของการต่อสู้กันระหว่างฝั่งซื้อและฝั่งขายในช่วงเวลานั้น นอกจากนี้ราคาปิดยังเป็นค่าที่ถูกนำไปใช้คำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และอินดิเคเตอร์ต่างๆ แต่ราคาเปิดก็ยังจำเป็นเพื่อใช้ดูการเกิดช่องว่างราคาหรือ Gap ในช่วงเปิดตลาด
ไส้เทียนยาวบ่งบอกอะไรและจะนำไปใช้เทรดอย่างไร
ไส้เทียนที่ยาวบ่งบอกถึงการปฏิเสธราคา หากเป็นไส้เทียนบนที่ยาว แสดงว่ามีแรงขายเข้ามากดดันราคาลงอย่างแข็งแกร่งหลังจากที่พยายามดันขึ้นไปสูง นักเทรดสามารถใช้สัญญาณนี้ในการเตรียมตัวเปิดออเดอร์ Sell ได้ ในขณะที่ไส้เทียนล่างที่ยาวบ่งบอกว่าฝั่งซื้อกำลังเข้ามารับราคา สามารถใช้เป็นจุดค้นหาโอกาสเข้า Buy ได้เช่นกัน
สามารถใช้ค่า High และ Low ในการตั้ง SL และ TP ได้หรือไม่
สามารถทำได้และเป็นวิธีที่นักเทรดมืออาชีพนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย สำหรับออเดอร์ Sell ควรตั้ง SL ไว้เหนือ High ล่าสุดเล็กน้อยเพื่อป้องกันการแตะไส้เทียน ส่วนออเดอร์ Buy ควรตั้ง SL ไว้ใต้ Low ล่าสุด ในขณะเดียวกัน TP สามารถตั้งไว้ใกล้แนวรับหรือแนวต้านที่เกิดจาก High และ Low ในอดีตเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรสำเร็จ
กลยุทธ์ Opening Range Breakout เหมาะกับมือใหม่หรือไม่
กลยุทธ์ Opening Range Breakout เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการกลยุทธ์ที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพราะเพียงแค่รอช่วงเวลา 15 ถึง 30 นาทีแรกหลังเปิดตลาดเพื่อดูทิศทาง หากราคาทะลุ High ของช่วงเปิดก็เข้า Buy หรือถ้าทะลุ Low ก็เข้า Sell วิธีนี้ช่วยให้มือใหม่ไม่ต้องยึดติดกับกราฟตลอดทั้งวันและมีจุดเข้าออกที่แน่นอน ลดความเครียดในการเทรดลงได้มาก
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย













TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文