Spread: หัวใจสำคัญที่นักเทรด Forex ต้องรู้!
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาเราเปิดออเดอร์ Forex หรือ Gold ถึงติดลบทันที? นั่นแหละครับ คือค่า Spread หรือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่สำคัญมากในการเทรด Forex ที่นักเทรดมือใหม่หลายคนมองข้ามไป แต่บอกเลยว่ามันมีผลต่อกำไรขาดทุนของเราโดยตรงเลยนะ!
- Spread: หัวใจสำคัญที่นักเทรด Forex ต้องรู้!
- พื้นฐานความรู้เรื่อง Spread ที่นักเทรดต้องเข้าใจ
- วิธีใช้งาน Spread ในการเทรดจริง
- เทคนิคขั้นสูงในการจัดการ Spread
- เปรียบเทียบ Spread ของคู่เงินและโบรกเกอร์
- ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Spread
- ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง
- เครื่องมือแนะนำ
- Case Study จาก อ.บอม
- FAQ คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
- Spread คืออะไร ทำไมสำคัญกับการเทรด Forex
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
- FAQ
- Spread คืออะไร ทำไมสำคัญกับการเทรด Forex
- ประเภทของ Spread ในตลาด Forex
- การคำนวณ Spread และผลกระทบต่อการเทรด
- วิธีลดผลกระทบของ Spread ในการเทรด
ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติว่าเรากำลังจะซื้อ XAUUSD (ทองคำ) ราคา Bid อยู่ที่ 2300.00 และราคา Ask อยู่ที่ 2300.50 ส่วนต่าง 0.50 นี่แหละคือ Spread ถ้าเรากด Buy ที่ราคา 2300.50 ออเดอร์ของเราก็จะติดลบทันที 0.50 จุด (หรือ 5 Pips) เพราะเราต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าราคากลางเสมอ เพื่อให้ Broker ได้กำไรจากส่วนต่างตรงนี้นั่นเอง
ตัวเลข Spread นี่ไม่ได้คงที่เสมอไปนะครับ มันผันผวนตามสภาวะตลาด ช่วงข่าวแรงๆ หรือช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง Spread จะกว้างขึ้นมาก บางทีอาจจะกว้างจนน่าตกใจเลยล่ะ! ผมเคยเจอตอนปี 2019 ช่วง Brexit Spread ของ GBPUSD พุ่งไป 50-60 Pips เลยทีเดียว ใครที่ตั้ง Stop Loss ใกล้เกินไปก็โดนกินไปก่อนเลย
การเทรด Forex ไม่ใช่แค่การวิเคราะห์กราฟให้แม่นยำอย่างเดียวนะครับ การเข้าใจเรื่อง Spread ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันคือต้นทุนที่เราต้องจ่ายทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ยิ่งเทรดบ่อย เทรดเยอะ ค่า Spread ก็ยิ่งสูงขึ้น ลองคิดดูว่าถ้าเราเทรดวันละ 10 ออเดอร์ แต่ละออเดอร์เสีย Spread ไป 2-3 Pips รวมๆ แล้วก็ไม่น้อยเลยนะครับ
บทความนี้ผมจะมาเจาะลึกเรื่อง Spread แบบละเอียด ตั้งแต่ความหมายพื้นฐาน ปัจจัยที่มีผลต่อ Spread ไปจนถึงวิธีจัดการกับ Spread ในการเทรดจริง เพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้ในการเทรดของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รับรองว่าอ่านจบแล้วจะมอง Spread ไม่เหมือนเดิมแน่นอน!
พื้นฐานความรู้เรื่อง Spread ที่นักเทรดต้องเข้าใจ
Bid และ Ask: สองราคาที่ควรรู้จัก
Bid คือราคาที่เราสามารถ “ขาย” ให้กับ Broker ได้ หรือก็คือราคาที่ Broker “ซื้อ” จากเรา ส่วน Ask คือราคาที่เราต้อง “ซื้อ” จาก Broker นั่นเอง พูดง่ายๆ คือ Bid คือราคาขาย Ask คือราคาซื้อ ความแตกต่างระหว่างสองราคานี้แหละครับ คือที่มาของ Spread
ลองนึกภาพเวลาเราไปแลกเงินที่ธนาคารนะครับ ธนาคารจะมีสองราคาให้เราเห็น คือราคาที่เราขายเงินบาทให้ธนาคาร (Bid) และราคาที่เราซื้อเงินตราต่างประเทศจากธนาคาร (Ask) ราคาสองราคานี้จะไม่เท่ากันเสมอไป และส่วนต่างตรงนี้ก็คือ “กำไร” ของธนาคารนั่นเอง หลักการเดียวกันนี้ก็ใช้ได้กับการเทรด Forex เพียงแต่ว่าเราไม่ได้แลกเงินจริงๆ แต่เป็นการเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคา
ทำไมต้องมี Bid และ Ask? ก็เพราะ Broker ต้องหารายได้จากการให้บริการเทรด Forex ครับ Broker เปรียบเสมือน “ตลาด” ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกัน Broker จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่คำสั่งซื้อขาย และเรียกเก็บค่าธรรมเนียม (Spread) จากการให้บริการ
สมัยก่อนผมก็เคยพลาด เพราะไม่ค่อยได้สังเกตราคา Bid/Ask เท่าไหร่ กด Buy อย่างเดียว พอเห็นว่ากราฟขึ้นก็ดีใจ แต่พอมาคำนวณจริงๆ กลับได้กำไรน้อยกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพราะลืมคิดถึงค่า Spread ที่โดนหักไปตั้งแต่แรกเริ่มนี่แหละ ใครเคยเจอบ้าง?
ดังนั้น ก่อนที่จะเปิดออเดอร์ทุกครั้ง อย่าลืมสังเกตราคา Bid และ Ask ให้ดีนะครับ โดยเฉพาะช่วงข่าว หรือช่วงที่ตลาดผันผวน เพราะ Spread อาจจะกว้างขึ้นมาก ทำให้เราเสียเปรียบได้
Pip และ Point: หน่วยวัดความเคลื่อนไหวของราคา
Pip (Percentage in Point) คือหน่วยที่เล็กที่สุดในการวัดความเคลื่อนไหวของราคา Forex ส่วนใหญ่คู่เงิน (Currency Pair) จะมีทศนิยม 4 ตำแหน่ง เช่น EURUSD = 1.1000 การเปลี่ยนแปลงของราคาจาก 1.1000 เป็น 1.1001 คือการเคลื่อนที่ 1 Pip นั่นเอง แต่สำหรับคู่เงิน JPY (เยน) จะมีทศนิยมเพียง 2 ตำแหน่ง เช่น USDJPY = 140.00 การเปลี่ยนแปลงของราคาจาก 140.00 เป็น 140.01 คือการเคลื่อนที่ 1 Pip
Point คือหน่วยย่อยของ Pip โดย 1 Pip จะเท่ากับ 10 Points พูดง่ายๆ คือ Point เป็นทศนิยมตำแหน่งที่ 5 ของราคา Forex (หรือตำแหน่งที่ 3 สำหรับคู่เงิน JPY) Broker ส่วนใหญ่จะแสดงราคาเป็นทศนิยม 5 ตำแหน่ง เพื่อให้เราเห็นความเคลื่อนไหวของราคาได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น
ทำไมต้องมี Pip และ Point? ก็เพื่อให้เราสามารถวัดและคำนวณกำไรขาดทุนได้อย่างแม่นยำครับ สมมติว่าเราเทรด EURUSD lot 0.1 ราคาเปิดคือ 1.1000 และราคาปิดคือ 1.1010 นั่นหมายความว่าราคาเคลื่อนที่ไป 10 Pips เราก็จะได้กำไร 10 ดอลลาร์ (0.1 lot x 10 Pips x $10) การใช้ Pip และ Point ทำให้เราสามารถคำนวณความเสี่ยงและผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน
ผมจำได้ว่าสมัยก่อนที่ยังเป็นมือใหม่ ผมสับสนเรื่อง Pip กับ Point มาก แยกไม่ออกว่าอันไหนคืออะไร ทำให้คำนวณกำไรขาดทุนผิดพลาดอยู่บ่อยๆ ตรงนี้สำคัญมากนะ! ต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อนที่จะเริ่มเทรดจริง
ดังนั้น เวลาที่เราพูดถึง Spread เราก็จะวัดเป็น Pips เช่น Spread ของ EURUSD คือ 1 Pip หมายความว่าส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask คือ 0.0001 นั่นเอง การเข้าใจเรื่อง Pip และ Point จะช่วยให้เราประเมินค่า Spread ได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจว่าจะเทรดหรือไม่เทรดในช่วงเวลานั้นๆ ได้อย่างมีเหตุผล
ประเภทของ Spread: Fixed vs. Variable
Spread ในตลาด Forex หลักๆ จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ Fixed Spread และ Variable Spread (หรือ Floating Spread)
Fixed Spread คือ Spread ที่คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด Broker ที่ให้บริการ Fixed Spread จะกำหนดค่า Spread ไว้ล่วงหน้า เช่น EURUSD = 2 Pips ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน Spread ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง ข้อดีของ Fixed Spread คือเราสามารถคำนวณต้นทุนในการเทรดได้อย่างแม่นยำ และไม่ต้องกังวลว่า Spread จะกว้างขึ้นในช่วงข่าวหรือช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง
Variable Spread คือ Spread ที่เปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด Spread จะแคบลงในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง (เช่น ช่วงเวลาที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน) และจะกว้างขึ้นในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องต่ำ (เช่น ช่วงข่าว หรือช่วงที่ตลาดปิดทำการ) ข้อดีของ Variable Spread คือเราอาจจะได้ Spread ที่แคบมากในช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่ก็ต้องระวังว่า Spread อาจจะกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมเช่นกัน
Broker ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะให้บริการ Variable Spread มากกว่า Fixed Spread เพราะ Variable Spread สะท้อนสภาวะตลาดได้ดีกว่า และ Broker สามารถปรับ Spread ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงได้ง่ายกว่า แต่ก็มี Broker บางรายที่ยังให้บริการ Fixed Spread อยู่ ซึ่งอาจจะเหมาะสำหรับนักเทรดที่ต้องการความแน่นอนและหลีกเลี่ยงความผันผวนของ Spread
สมัยก่อนผมชอบ Fixed Spread มากกว่า เพราะรู้สึกว่ามันง่ายและควบคุมได้ แต่พอเทรดไปนานๆ ก็เริ่มเข้าใจว่า Variable Spread ก็มีข้อดีของมันเหมือนกัน คือถ้าเราเทรดในช่วงเวลาที่เหมาะสม เราอาจจะได้ Spread ที่ถูกกว่า Fixed Spread ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและความชอบส่วนบุคคลครับ
ดังนั้น ก่อนที่จะเลือก Broker เราควรศึกษาให้ดีว่า Broker ให้บริการ Spread แบบไหน และ Spread ของคู่เงินที่เราเทรดเป็นประจำกว้างแค่ไหน เพื่อให้เราสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
วิธีใช้งาน Spread ในการเทรดจริง
Spread ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ต้องทำความเข้าใจ แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนการเทรดจริง วันนี้ผมจะมาแชร์วิธีใช้งาน Spread ที่ผมใช้เป็นประจำ เพื่อให้เพื่อนๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการเทรดของตัวเองได้เลยครับ
ตารางเปรียบเทียบค่า Spread ของคู่เงินหลัก
ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ ค่า Spread จริงอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ Broker และสภาวะตลาด ณ เวลานั้นๆ แต่โดยทั่วไปแล้วคู่เงินหลักจะมี Spread ที่ต่ำกว่าคู่เงินรอง และช่วงเวลาที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน (14:00 – 17:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) จะเป็นช่วงเวลาที่ Spread แคบที่สุด
| คู่เงิน | ค่า Spread โดยเฉลี่ย (Pips) |
|---|---|
| EURUSD | 0.8 – 1.2 |
| GBPUSD | 1.0 – 1.5 |
| USDJPY | 1.0 – 1.5 |
| AUDUSD | 1.2 – 1.8 |
| XAUUSD (Gold) | 2.0 – 4.0 |
Quote เด็ด: “Stop Loss ไม่ใช่แค่จุดตัดขาดทุน แต่คือเพื่อนที่ดีที่สุด”
“Stop Loss ไม่ใช่แค่จุดตัดขาดทุน แต่มันคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเราในการเทรด เพราะมันช่วยปกป้องเงินทุนของเราจากความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน และช่วยให้เราสามารถเทรดได้อย่างสบายใจมากขึ้น การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Forex”
ผมย้ำเสมอว่าการตั้ง Stop Loss เป็นเรื่องสำคัญมาก และการคำนวณ Spread ก็มีผลต่อการตั้ง Stop Loss ด้วยเช่นกัน สมมติว่าเราเทรด EURUSD ที่มี Spread 1 Pip และเราต้องการตั้ง Stop Loss ที่ 20 Pips จากราคาเปิด เราจะต้องเผื่อค่า Spread เข้าไปด้วย นั่นคือ Stop Loss จริงๆ ของเราจะอยู่ที่ 21 Pips ถ้าเราไม่เผื่อค่า Spread ไว้ Stop Loss ของเราอาจจะโดนกินไปก่อนที่ราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้
ตัวอย่างการคำนวณ Spread, Stop Loss, Take Profit
สมมติว่าเราต้องการเทรด XAUUSD (ทองคำ) lot 0.1 ที่ราคา 2300.00 โดยมี Spread 3 Pips เราต้องการตั้ง Stop Loss ที่ 20 Pips และ Take Profit ที่ 40 Pips จากราคาเปิด
- ราคาเปิด: 2300.00
- Spread: 3 Pips
- Stop Loss: 2300.00 – (20 + 3) = 2277.00 (เผื่อ Spread แล้ว)
- Take Profit: 2300.00 + 40 = 2340.00
- ความเสี่ยง (Risk): 23 Pips x 0.1 lot x $10 = $23
- ผลตอบแทน (Reward): 40 Pips x 0.1 lot x $10 = $40
- Risk/Reward Ratio: 1:1.74 (40/23)
จากตัวอย่างนี้ เราจะเห็นว่าการเผื่อค่า Spread ในการคำนวณ Stop Loss เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่เผื่อค่า Spread ไว้ Stop Loss ของเราอาจจะโดนกินไปก่อนเวลาอันควร และทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไร
หวังว่าตัวอย่างนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นะครับ ลองนำไปปรับใช้ในการเทรดของตัวเองดู แล้วจะเห็นว่าการเข้าใจเรื่อง Spread จะช่วยให้เราเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจริงๆ ครับ
เทคนิคขั้นสูงในการจัดการ Spread
การใช้ Pending Order เพื่อเลี่ยง Spread ผันผวน
ใครเคยเจอบ้าง? ตอนข่าวออก Spread ถ่างแบบน่ากลัว! เทรดเดอร์หลายคนพลาดท่าเพราะ Spread นี่แหละครับ เทคนิคหนึ่งที่ผมใช้บ่อยๆ คือการตั้ง Pending Order ครับ เช่น Buy Limit หรือ Sell Limit รอไว้ล่วงหน้า เมื่อราคามาถึง Order เราก็จะเปิดโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้เราหลีกเลี่ยง Spread ที่ผันผวนในช่วงข่าวหรือช่วงตลาดเปิดได้ครับ
การตั้ง Pending Order ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นจาก Spread เสมอไปนะครับ แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก สมมติว่าเราวิเคราะห์แล้วว่า EURUSD จะลงมาที่ 1.0850 เราก็ตั้ง Sell Limit ไว้ที่ราคานี้เลยครับ ถ้าโบรกเกอร์มี Spread ปกติ 1-2 pips เราก็จะได้ราคาที่ใกล้เคียงกับที่เราต้องการ แต่ถ้าไปกด Market Order ตอนข่าวออก Spread อาจจะถ่างไป 5-10 pips ทำให้ Entry Price เราแย่กว่าที่คิดไว้เยอะครับ
สำคัญคือต้องคำนวณ Stop Loss (SL) และ Take Profit (TP) ให้ดีด้วยนะครับ เพราะราคาอาจจะวิ่งแรงในช่วงข่าว SL ที่ตั้งไว้ใกล้ไปก็อาจจะโดน Hit ก่อนที่ราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่เราต้องการได้ครับ ผมแนะนำให้เผื่อระยะ SL ไว้หน่อยในช่วงข่าว หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวไปเลยครับ
Case study ตัวเลขจริง: สมมติเราจะ Sell EURUSD ที่ 1.0850 โดยตั้ง Sell Limit ไว้ที่ราคานี้ Spread ปกติคือ 1 pip ถ้าข่าวออกแล้ว Spread ถ่างไป 5 pips แต่ Order เราเปิดที่ 1.0850 ตามที่เราตั้งไว้ ต้นทุนเราก็จะดีกว่าคนที่กด Market Order ตอนนั้น 4 pips ลองคิดดูว่าถ้าเทรด lot ใหญ่ๆ 4 pips นี่ก็คือเงินจำนวนไม่น้อยเลยนะครับ
Scalping กับ Spread ที่แคบ
Scalping คือการเทรดระยะสั้นมากๆ ทำกำไรจากความผันผวนเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้น Spread จึงมีผลต่อกำไรของเราอย่างมากครับ Scalper จะมองหาคู่เงินที่มี Spread แคบๆ เพื่อลดต้นทุนในการเทรดแต่ละครั้งครับ
การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำจึงสำคัญมากสำหรับ Scalper ครับ บางโบรกเกอร์อาจจะคิด Commission เพิ่ม แต่โดยรวมแล้วต้นทุนอาจจะต่ำกว่าโบรกเกอร์ที่ไม่มี Commission แต่มี Spread ที่สูงกว่าก็ได้ครับ ต้องลองเปรียบเทียบดูครับ
นอกจาก Spread แล้ว Speed ในการ Execute Order ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ เพราะ Scalper ต้องการเข้าออก Order อย่างรวดเร็ว ถ้าโบรกเกอร์มี Server ที่ช้า หรือมี Slippage บ่อยๆ ก็จะทำให้ Scalper พลาดโอกาสในการทำกำไรได้ครับ
Case study ตัวเลขจริง: สมมติเรา Scalp EURUSD โดยหวังกำไร 5 pips ต่อ Order ถ้า Spread คือ 1 pip เราจะได้กำไร 4 pips แต่ถ้า Spread คือ 3 pips เราจะได้กำไรแค่ 2 pips เท่านั้นเองครับ เห็นไหมครับว่า Spread มีผลต่อกำไรของเรามากแค่ไหน
Hedging กับ Spread ที่เปลี่ยนแปลง
Hedging คือการเปิด Order ตรงข้ามกับ Order เดิม เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาครับ แต่การ Hedging ก็มีต้นทุนนะครับ นั่นก็คือ Spread ของทั้งสอง Order ครับ
บางครั้ง Spread อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในช่วงที่เรา Hedging อยู่ ทำให้ต้นทุนในการ Hedging สูงขึ้นได้ครับ ดังนั้นต้องระมัดระวังในการ Hedging ด้วยครับ
การ Hedging ไม่ได้หมายความว่าจะกำจัดความเสี่ยงได้ทั้งหมดนะครับ แค่ช่วยลดความเสี่ยงลงเท่านั้นเองครับ และต้องบริหารจัดการให้ดีด้วย เพราะถ้า Hedging ผิดวิธีก็อาจจะทำให้ขาดทุนหนักกว่าเดิมได้ครับ
Case study ตัวเลขจริง: สมมติเรา Long EURUSD ที่ 1.0900 แล้วราคาลงมา เราก็เปิด Short EURUSD ที่ 1.0880 เพื่อ Hedge ถ้า Spread ของทั้งสอง Order คือ 1 pip รวมกันก็เป็น 2 pips นั่นคือต้นทุนในการ Hedge ของเราครับ แต่ถ้า Spread ถ่างไปเป็น 5 pips ต้นทุนในการ Hedge ของเราก็จะสูงขึ้นไปอีกครับ
เปรียบเทียบ Spread ของคู่เงินและโบรกเกอร์
ตารางเปรียบเทียบ Spread ของคู่เงินยอดนิยม
ตารางนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของ Spread ในคู่เงินต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาดูว่าคู่เงินไหนที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณนะครับ
| คู่เงิน | Spread เฉลี่ย (pip) | ความผันผวน |
|---|---|---|
| EURUSD | 0.8 – 1.5 | ปานกลาง |
| GBPUSD | 1.2 – 2.0 | สูง |
| USDJPY | 1.0 – 1.8 | ปานกลาง |
| AUDUSD | 1.5 – 2.5 | ปานกลาง |
| XAUUSD (Gold) | 2.5 – 4.0 | สูงมาก |
จากตารางจะเห็นได้ว่า EURUSD มี Spread ที่ค่อนข้างต่ำและความผันผวนปานกลาง เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบเทรดแบบสบายๆ ไม่หวือหวา ส่วน GBPUSD มี Spread ที่สูงกว่าและความผันผวนสูง เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบความเสี่ยงและต้องการทำกำไรเร็วๆ ครับ
XAUUSD (Gold) มี Spread ที่สูงที่สุดและความผันผวนสูงมาก เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์และเข้าใจความเสี่ยงของ Gold เป็นอย่างดีครับ
ตารางเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ Forex
เลือกโบรกเกอร์ที่ใช่ ชีวิตก็เปลี่ยน! ลองเปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ เพื่อหาโบรกเกอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุดนะครับ
| โบรกเกอร์ | Spread EURUSD (pip) | Commission | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|---|
| โบรกเกอร์ A | 1.2 | ไม่มี | Platform ใช้งานง่าย, มี Support 24/7 | Spread สูงกว่าโบรกเกอร์อื่นเล็กน้อย |
| โบรกเกอร์ B | 0.8 | $7 ต่อ lot | Spread ต่ำ, Execution เร็ว | Commission ค่อนข้างสูง |
| โบรกเกอร์ C | 1.0 | $5 ต่อ lot | Spread ปานกลาง, Commission ไม่แพง | Support อาจจะไม่เร็วเท่าโบรกเกอร์อื่น |
| โบรกเกอร์ D | 0.5 (ECN) | $10 ต่อ lot | Spread ต่ำมาก (ECN), Execution เร็วมาก | Commission สูง, ต้องมีเงินทุนเริ่มต้นสูง |
โบรกเกอร์แต่ละแห่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปครับ ไม่มีโบรกเกอร์ไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน สิ่งสำคัญคือต้องเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะกับสไตล์การเทรดและงบประมาณของคุณครับ
ถ้าคุณเป็น Scalper ที่ต้องการ Spread ต่ำๆ โบรกเกอร์ B หรือ D อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ระยะยาวที่ไม่ได้เทรดบ่อยๆ โบรกเกอร์ A หรือ C อาจจะเหมาะสมกว่าครับ
ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Spread
คำเตือน: อย่ามองข้าม Spread! Spread คือต้นทุนที่สำคัญในการเทรด Forex และ Gold การไม่ใส่ใจ Spread อาจจะทำให้คุณขาดทุนโดยไม่รู้ตัว!
- ระวังช่วงข่าว: Spread มักจะถ่างตัวในช่วงข่าวสำคัญ ทำให้ต้นทุนในการเทรดสูงขึ้น
- เช็ค Spread ก่อนเทรด: ก่อนที่จะเปิด Order ทุกครั้ง ควรเช็ค Spread ก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณรับได้กับต้นทุนที่เกิดขึ้น
- เลือกโบรกเกอร์ที่ Spread เหมาะสม: เปรียบเทียบ Spread ของโบรกเกอร์ต่างๆ เพื่อหาโบรกเกอร์ที่ Spread เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ
- ระวัง Slippage: Slippage คือการที่ Order ของคุณถูก Execute ในราคาที่ไม่ตรงกับที่คุณต้องการ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงที่ตลาดผันผวน
- เข้าใจประเภทบัญชี: บัญชีแต่ละประเภทของโบรกเกอร์ มักจะมี Spread และ Commission ที่แตกต่างกัน เลือกบัญชีที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและเงินทุนของคุณ
การเทรด Forex และ Gold มีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ อย่าลงทุนในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ และอย่าลงทุนเกินกว่าที่คุณรับความเสี่ยงได้ครับ
ผมเคยเจอตอนปี 2019 ตอนนั้นเทรด Gold ช่วงข่าว NFP แล้ว Spread ถ่างแบบน่ากลัวมาก Order ผมโดน Slippage ไปหลาย pips ทำให้ขาดทุนไปเยอะมากครับ หลังจากนั้นมาผมก็เลยระวังเรื่อง Spread มากขึ้น และพยายามหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวสำคัญครับ
ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง
ผมจะยกตัวอย่างสถานการณ์เทรดจริงที่ผมเคยเจอมา เพื่อให้เห็นภาพว่า Spread มีผลต่อการเทรดของเราอย่างไรบ้างครับ
ตัวอย่างที่ 1: เทรด EURUSD ช่วงปกติ
ผมเปิด Long EURUSD ที่ราคา 1.1000 โดยมี Spread 1 pip (0.0001) ถ้าผมตั้ง Take Profit ที่ 1.1010 (10 pips) กำไรสุทธิของผมก็จะเป็น 9 pips เพราะต้องหัก Spread ออกไป 1 pip ครับ
Case study ตัวเลขจริง: เทรด EURUSD lot 1 (100,000 units) ที่ 1.1000 ตั้ง TP 10 pips หัก Spread 1 pip = กำไร $90
ตัวอย่างที่ 2: เทรด Gold ช่วงข่าว
ผมเปิด Sell XAUUSD (Gold) ที่ราคา 2800 โดยมี Spread 4 pips (0.40) ถ้าผมตั้ง Stop Loss ที่ 2810 (100 pips) ความเสี่ยงของผมก็คือ 104 pips เพราะต้องรวม Spread เข้าไปด้วย 4 pips ครับ
Case study ตัวเลขจริง: เทรด XAUUSD lot 0.1 ที่ 2800 ตั้ง SL 100 จุด + Spread 4 จุด = เสีย $104
ตัวอย่างที่ 3: โดน Stop Hunt เพราะ Spread
ผมเปิด Buy GBPUSD ที่ราคา 1.2500 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 1.2490 (10 pips) ปรากฏว่าราคาลงมาแตะ 1.2490 แล้วเด้งกลับขึ้นไป ทำให้ Order ผมโดน Stop Loss ไป ทั้งๆ ที่ถ้าไม่มี Spread ราคาอาจจะไม่ลงมาถึง Stop Loss ของผมก็ได้ครับ
Case study ตัวเลขจริง: เทรด GBPUSD lot 0.5 ที่ 1.2500 ตั้ง SL 10 จุด โดน Stop Hunt เพราะ Spread = เสีย $50
จากตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่า Spread มีผลต่อการเทรดของเราทั้งในด้านกำไรและความเสี่ยง ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับ Spread และบริหารจัดการให้ดีนะครับ
เครื่องมือแนะนำ
ในการเทรด Forex นั้น การมีเครื่องมือที่ดีจะช่วยให้เราวิเคราะห์และตัดสินใจได้แม่นยำยิ่งขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือสำหรับดู Spread, วิเคราะห์ทางเทคนิค หรือจัดการความเสี่ยง ทุกอย่างล้วนมีส่วนช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ลองมาดูกันว่ามีเครื่องมืออะไรบ้างที่ผมอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ได้ลองใช้กันครับ
เครื่องมือวัด Spread แบบ Real-time
เครื่องมือวัด Spread แบบ Real-time เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับ เพราะ Spread มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การมีเครื่องมือที่แสดงผลแบบสดๆ จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจน และหลีกเลี่ยงการเข้าเทรดในช่วงที่ Spread กว้างผิดปกติได้ ตัวอย่างเช่น Myfxbook มีเครื่องมือ Currency Heat Map ที่แสดง Spread ของคู่เงินต่างๆ แบบ Real-time ทำให้เราเปรียบเทียบและเลือกคู่เงินที่มี Spread ต่ำได้ง่ายขึ้นครับ
เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค
เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคมีมากมายให้เลือกใช้ครับ ตั้งแต่ Indicator พื้นฐานอย่าง Moving Average, MACD, RSI ไปจนถึงเครื่องมือที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง Fibonacci หรือ Elliott Wave การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากครับ ส่วนตัวผมชอบใช้ TradingView เพราะมีเครื่องมือให้เลือกหลากหลาย และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ยังมี Community ที่แข็งแกร่ง ทำให้เราสามารถเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้กับเทรดเดอร์คนอื่นๆ ได้อีกด้วย
เครื่องมือบริหารความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยงเป็นหัวใจสำคัญของการเทรด Forex เลยครับ เครื่องมือที่ช่วยในการบริหารความเสี่ยงจึงมีความสำคัญไม่แพ้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค ตัวอย่างเช่น Position Size Calculator เป็นเครื่องมือที่ช่วยคำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสม โดยคำนึงถึง Balance ในบัญชี, ระดับ Stop Loss และ Risk Tolerance ของเรา การใช้เครื่องมือนี้จะช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดโอกาสในการขาดทุนหนักได้ครับ
Expert Advisor (EA) ที่มีระบบจัดการ Spread
สำหรับคนที่ใช้ EA ในการเทรด ลองมองหา EA ที่มีระบบจัดการ Spread ครับ EA เหล่านี้จะสามารถตั้งค่าให้หลีกเลี่ยงการเปิด Order ในช่วงที่ Spread กว้างเกินกำหนดได้ หรือบางตัวอาจมีระบบปรับขนาด Lot อัตโนมัติตาม Spread ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจาก Spread ที่ผันผวนได้ครับ EA ที่ผมพัฒนาขึ้นเองอย่าง JABWANG/CafeFX ก็มีฟังก์ชันเหล่านี้อยู่ด้วยครับ
Case Study จาก อ.บอม
ผมมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ Spread ที่อยากจะเล่าให้ฟังครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2015 สมัยที่ผมยังเทรดด้วยมือเป็นหลัก ตอนนั้นผมกำลังจับจ้องอยู่ที่คู่เงิน GBP/JPY เพราะเห็นสัญญาณ Buy ที่ชัดเจนจาก Indicator ที่ผมใช้ประจำ ผมตัดสินใจเข้า Order Buy ที่ราคา 185.50 โดยตั้ง Take Profit ไว้ที่ 186.00 และ Stop Loss ที่ 185.00
ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวยครับ กราฟเริ่มขยับขึ้นไปในทิศทางที่ผมคาดการณ์ไว้ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ในช่วงเวลาข่าวออก Spread ของ GBP/JPY ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากปกติ 2-3 Pips เป็น 20-30 Pips ในพริบตา! Order ของผมโดน Stop Loss ไปอย่างรวดเร็วที่ราคา 185.00 แต่สิ่งที่เจ็บใจยิ่งกว่าคือ หลังจากที่ Order โดน Stop Loss ไปแล้ว ราคาก็กลับตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็วจนถึง Take Profit ที่ผมตั้งไว้
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมตระหนักถึงความสำคัญของ Spread อย่างมากครับ ผมเสียโอกาสในการทำกำไรไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะ Spread ที่ขยายตัวในช่วงเวลาข่าว หลังจากนั้นผมจึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ Spread ก่อนเข้า Order ทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญ นอกจากนี้ผมยังเริ่มศึกษาและพัฒนา EA ที่มีระบบจัดการ Spread เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำรอยอีก
จากประสบการณ์ครั้งนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าการเทรด Forex ไม่ได้มีแค่การวิเคราะห์กราฟและการเลือก Indicator ที่ดีเท่านั้น แต่การเข้าใจและจัดการกับ Spread ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ใครที่เคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันบ้างครับ? ลองแชร์ประสบการณ์กันได้นะครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Spread ปกติของคู่เงิน EUR/USD ควรอยู่ที่เท่าไหร่?
โดยทั่วไปแล้ว Spread ปกติของคู่เงิน EUR/USD ควรอยู่ที่ประมาณ 0.1 ถึง 1 Pip ขึ้นอยู่กับ Broker และประเภทบัญชีเทรด บาง Broker อาจเสนอ Spread ที่ต่ำกว่านี้ แต่ก็อาจมีค่า Commission เพิ่มเติมเข้ามาแทน ดังนั้นควรเปรียบเทียบเงื่อนไขของแต่ละ Broker ให้ดีก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการนะครับ การที่ Spread EUR/USD ค่อนข้างต่ำ ทำให้เป็นคู่เงินที่ได้รับความนิยมในการเทรดอย่างมาก เพราะช่วยลดต้นทุนในการเข้าออก Order ได้ครับ
Spread ขยายตัวในช่วงเวลาใดบ้าง และเราควรทำอย่างไร?
Spread มักจะขยายตัวในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญ, ช่วงที่ตลาดเปิด-ปิด, หรือช่วงที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น ช่วงกลางคืนของตลาดอเมริกา (สำหรับคนเทรดในเอเชีย) ในช่วงเวลาเหล่านี้ Volume การซื้อขายจะน้อยลง ทำให้ Broker ปรับ Spread ให้กว้างขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง วิธีรับมือคือหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาดังกล่าว หรือใช้ EA ที่มีระบบจัดการ Spread เพื่อป้องกันการเข้า Order ในช่วงที่ Spread กว้างผิดปกติครับ
มีวิธีลดผลกระทบจาก Spread ในการเทรด Scalping หรือไม่?
การเทรด Scalping เป็นการทำกำไรจากความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของราคา ดังนั้น Spread จึงมีผลกระทบอย่างมากต่อผลกำไรของเรา วิธีลดผลกระทบจาก Spread ในการเทรด Scalping คือ เลือก Broker ที่มี Spread ต่ำ, เลือกคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูง (เช่น EUR/USD, GBP/USD), และหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่ Spread ขยายตัว นอกจากนี้ การใช้ EA ที่มีระบบจัดการ Spread ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ
ค่า Commission กับ Spread ต่างกันอย่างไร? แล้วเราควรเลือกแบบไหนดี?
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ซึ่งเป็นต้นทุนในการเทรดที่เราต้องจ่ายให้กับ Broker ส่วน Commission คือค่าธรรมเนียมที่ Broker เรียกเก็บเพิ่มเติมจากการเปิด-ปิด Order Broker บางแห่งอาจเสนอ Spread ที่ต่ำ แต่เรียกเก็บ Commission ในขณะที่บางแห่งอาจเสนอ Spread ที่สูงกว่า แต่ไม่เรียกเก็บ Commission การเลือกแบบไหนดีขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของเราครับ ถ้าเทรดบ่อยๆ การเลือก Spread ต่ำแต่มี Commission อาจคุ้มค่ากว่า แต่ถ้าเทรดไม่บ่อย การเลือก Spread สูงแต่ไม่มี Commission อาจเหมาะสมกว่าครับ ต้องลองคำนวณดูครับว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน
Spread มีผลต่อการทำงานของ EA อย่างไร?
Spread มีผลต่อการทำงานของ EA อย่างมากครับ โดยเฉพาะ EA ที่เน้นการเข้า Order ที่แม่นยำ หรือ EA ที่ใช้ Stop Loss และ Take Profit ที่แคบ หาก Spread ขยายตัวมากเกินไป อาจทำให้ EA เข้า Order ที่ราคาที่ไม่ต้องการ หรือโดน Stop Loss ก่อนที่ราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นการเลือก Broker ที่มี Spread ที่เสถียร และการตั้งค่า EA ให้เหมาะสมกับ Spread ของแต่ละคู่เงินจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ
เราสามารถใช้ Spread ในการวิเคราะห์ตลาดได้หรือไม่?
ได้ครับ! Spread สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้สภาพคล่องและความผันผวนของตลาดได้ครับ หาก Spread กว้างขึ้น แสดงว่าสภาพคล่องในตลาดลดลง และความผันผวนสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอนในตลาด หรือการเตรียมตัวสำหรับการประกาศข่าวสำคัญ ในทางกลับกัน หาก Spread แคบลง แสดงว่าสภาพคล่องในตลาดสูง และความผันผวนต่ำลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความมั่นคงในตลาด เทรดเดอร์บางคนใช้ข้อมูล Spread ประกอบการตัดสินใจเทรด โดยหลีกเลี่ยงการเข้า Order ในช่วงที่ Spread กว้างผิดปกติครับ
สรุป
Spread คือต้นทุนแฝงที่สำคัญในการเทรด Forex ที่เราต้องทำความเข้าใจและจัดการให้ดีครับ มันคือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ซึ่งเป็นสิ่งที่ Broker เรียกเก็บเพื่อแลกกับการให้บริการซื้อขาย การมองข้าม Spread อาจทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไร หรือถึงขั้นขาดทุนโดยไม่รู้ตัวได้เลย
การเลือก Broker ที่มี Spread ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเราเป็นสิ่งสำคัญมากครับ ลองเปรียบเทียบ Spread ของแต่ละ Broker ในคู่เงินที่เราเทรดเป็นประจำ และพิจารณาถึงค่า Commission ที่อาจมีเพิ่มเติม นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่ Spread ขยายตัว เช่น ช่วงเวลาข่าว หรือช่วงที่ตลาดเปิด-ปิด ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดผลกระทบจาก Spread ได้ครับ
สำหรับคนที่ใช้ EA ในการเทรด การเลือก EA ที่มีระบบจัดการ Spread เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามครับ EA เหล่านี้จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเข้า Order ในช่วงที่ Spread กว้างเกินไป และลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้ ผมเองในฐานะผู้พัฒนา EA ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากครับ เพราะผมเชื่อว่าการจัดการ Spread ที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ EA ทำกำไรได้อย่างยั่งยืน
จำไว้เสมอว่าการเทรด Forex ไม่ใช่แค่เรื่องของการวิเคราะห์กราฟและการคาดการณ์ทิศทางราคาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Spread ก็เป็นหนึ่งในต้นทุนที่เราต้องใส่ใจ และวางแผนการเทรดให้สอดคล้องกันครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นักเทรดทุกคนนะครับ ขอให้ประสบความสำเร็จในการเทรด Forex ครับ!
Spread คืออะไร ทำไมสำคัญกับการเทรด Forex
สวัสดีครับเพื่อนๆ นักเทรด Forex ทุกท่าน! ผม อ.บอม จาก icafeforex.com วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง “Spread” หนึ่งในค่าใช้จ่ายแฝงที่สำคัญมากๆ ในการเทรด Forex และ Gold ครับ ใครที่ยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแบบงูๆ ปลาๆ วันนี้เคลียร์ให้จบเลยนะ! Spread เนี่ย เปรียบเสมือนค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากการเปิดออเดอร์ของเราทุกครั้ง มันคือส่วนต่างระหว่างราคา Bid (ราคาที่เราขาย) และราคา Ask (ราคาที่เราซื้อ) นั่นเอง
ลองนึกภาพตามนะ เวลาเราไปแลกเงินที่ธนาคาร เราจะเห็นว่าราคาซื้อกับราคาขายไม่เท่ากันเสมอ ถูกไหมครับ? ส่วนต่างตรงนี้แหละคือ “Spread” ใน Forex ก็เหมือนกันเลยครับ โบรกเกอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่คำสั่งซื้อขาย ดังนั้นจึงมีค่าธรรมเนียมเกิดขึ้น ซึ่งก็คือ Spread นั่นเอง Spread จะถูกคิดเป็นหน่วย “Pip” หรือ “Point” ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในการเคลื่อนไหวของราคา Forex ครับ
ทำไม Spread ถึงสำคัญกับการเทรด? เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อ “กำไร” หรือ “ขาดทุน” ของเราไงครับ! ทุกครั้งที่เราเปิดออเดอร์ เราจะติดลบทันทีเท่ากับค่า Spread ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ นั่นหมายความว่า ราคาจะต้องวิ่งไปในทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้ มากกว่าค่า Spread เสียก่อน เราถึงจะเริ่มเห็นกำไรได้ ดังนั้น Spread ยิ่งน้อย ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการเทรดของเราครับ ใครที่เคยเทรดแล้วรู้สึกว่า “เอ๊ะ! ทำไมราคาวิ่งไปแล้ว แต่ยังไม่กำไรสักที?” ลองกลับไปเช็ค Spread ดูนะครับ อาจจะเป็นเพราะ Spread มันกว้างเกินไปก็ได้
Spread ในแต่ละคู่เงิน (Currency Pair) ก็ไม่เท่ากันนะครับ คู่เงินหลักๆ อย่าง EURUSD, GBPUSD มักจะมี Spread ที่ต่ำกว่าคู่เงินรอง หรือคู่เงิน Exotic อย่าง THBUSD แน่นอนว่าคู่เงินที่มีความผันผวนสูง (Volatility) ก็มักจะมี Spread ที่กว้างกว่าคู่เงินที่มีความผันผวนต่ำด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ Spread ยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาด และช่วงเวลาในการเทรดด้วยครับ ช่วงข่าวออก หรือช่วงตลาดเปิด-ปิด Spread อาจจะกว้างขึ้นเป็นพิเศษ ใครที่เทรดข่าว หรือเทรดช่วงตลาดผันผวน ต้องระวังเรื่องนี้ให้ดีเลยนะครับ
ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ นะ สมมติว่าเราเทรด EURUSD โดยมี Spread 2 Pips นั่นหมายความว่า ทันทีที่เราเปิดออเดอร์ เราจะติดลบไป 2 Pips ทันที ถ้าเราเทรดด้วย Lot 0.1 (1 Pip = $1) เราก็จะติดลบไป $2 ทันทีที่เรากด Buy หรือ Sell นั่นเอง ดังนั้นการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำ และการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการเทรด Forex ครับ
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
ตลอด 20 ปีที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการ Forex ผมได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์มากมาย วันนี้ผมจะมาแบ่งปัน Tips เด็ดๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ เทรดได้ดีขึ้น และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่ผมเคยเจอมาครับ
1. เลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำ และค่าคอมมิชชั่นที่เหมาะสม
การเลือกโบรกเกอร์เป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุดครับ อย่ามองข้ามเรื่อง Spread เด็ดขาด! โบรกเกอร์บางแห่งอาจจะโฆษณาว่าไม่มีค่าคอมมิชชั่น แต่ไปบวกเพิ่มใน Spread แทนก็มีนะครับ ดังนั้นต้องเปรียบเทียบให้ดีๆ ว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน บางทีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นเล็กน้อย แลกกับ Spread ที่ต่ำกว่า อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้ ผมแนะนำให้ลองเปิดบัญชี Demo หลายๆ โบรกเกอร์ แล้วลองเทรดดูเพื่อเปรียบเทียบ Spread ในช่วงเวลาต่างๆ กัน จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ นอกจากเรื่อง Spread แล้ว ความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์ก็สำคัญมากๆ นะครับ เลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และมีประวัติการให้บริการที่ดีครับ
2. เข้าใจช่วงเวลาที่ Spread ผันผวน
อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่า Spread ไม่ได้คงที่ตลอดเวลา มันจะผันผวนตามสภาพคล่องของตลาด ช่วงข่าวออก ช่วงตลาดเปิด-ปิด หรือช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญๆ Spread มักจะกว้างขึ้นเป็นพิเศษ ดังนั้น ถ้าเราเทรดในช่วงเวลาเหล่านี้ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ บางทีการรอให้ Spread กลับมาปกติก่อน ค่อยเข้าออเดอร์ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ผมเคยเจอตอนปี 2019 ช่วง Brexit Spread กว้างจนน่าตกใจ ใครที่เทรด GBP ตอนนั้น มีโอกาสโดน Stop Loss ได้ง่ายๆ เลยครับ ดังนั้นการสังเกตและทำความเข้าใจพฤติกรรมของ Spread ในช่วงเวลาต่างๆ จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ครับ
3. วางแผนการเทรดให้สอดคล้องกับ Spread
Spread เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการเทรด ดังนั้นเราต้องนำมาพิจารณาในการวางแผนการเทรดด้วยครับ สมมติว่าเราเทรด Scalping ที่เน้นทำกำไรระยะสั้นๆ การเลือกคู่เงินที่มี Spread ต่ำ จะมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะ Spread ที่กว้าง อาจจะทำให้เราไม่เหลือกำไรเลยก็ได้ ในทางกลับกัน ถ้าเราเทรด Swing Trading ที่ถือออเดอร์นานๆ Spread อาจจะไม่ได้มีผลกระทบมากเท่ากับการเทรด Scalping แต่ก็ยังต้องนำมาพิจารณาอยู่ดีครับ ผมแนะนำให้คำนวณ Break Even Point (จุดคุ้มทุน) โดยคำนึงถึง Spread ด้วย เพื่อให้รู้ว่าราคาจะต้องวิ่งไปเท่าไหร่ เราถึงจะเริ่มเห็นกำไรจริงๆ ครับ
4. ระวัง Spread ที่กว้างเกินไปในช่วงข่าว
ใครที่ชอบเทรดข่าว ต้องระวังเรื่อง Spread ให้ดีเลยนะครับ ช่วงข่าวออก Spread มักจะกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจจะทำให้เราเข้าออเดอร์ในราคาที่ไม่ดี หรือโดน Stop Loss ได้ง่ายๆ ผมแนะนำว่าถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ควรงดเทรดในช่วงข่าวไปก่อน หรือถ้าจะเทรด ก็ควรลดขนาด Lot ลง เพื่อลดความเสี่ยง หรืออาจจะใช้ Pending Order เพื่อตั้งราคาที่เราต้องการไว้ล่วงหน้า แต่ก็ต้องระวัง Slippage ด้วยนะครับ เพราะบางทีราคาอาจจะไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้เสมอไป
5. เลือกประเภทบัญชีให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรด
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักจะมีประเภทบัญชีให้เลือกหลายแบบ แต่ละแบบก็จะมี Spread และค่าคอมมิชชั่นที่แตกต่างกัน บัญชีบางประเภทอาจจะมี Spread ที่ต่ำ แต่คิดค่าคอมมิชชั่น หรือบางประเภทอาจจะไม่มีค่าคอมมิชชั่น แต่มี Spread ที่สูงกว่า ดังนั้นเราต้องเลือกประเภทบัญชีที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเราครับ ถ้าเราเทรดบ่อยๆ เน้นทำกำไรระยะสั้นๆ บัญชีที่มี Spread ต่ำ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าเราเทรดไม่บ่อย เน้นถือออเดอร์นานๆ บัญชีที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่น อาจจะคุ้มค่ากว่าครับ
6. ฝึกฝนการเทรดในบัญชี Demo ก่อนเสมอ
ก่อนที่จะลงสนามจริงด้วยเงินจริง ผมแนะนำให้ฝึกฝนการเทรดในบัญชี Demo ก่อนเสมอครับ บัญชี Demo จะช่วยให้เราได้ทดลองเทรดด้วยสภาวะตลาดจริง โดยไม่ต้องเสี่ยงเสียเงิน ฝึกฝนการวิเคราะห์กราฟ ฝึกฝนการบริหารจัดการความเสี่ยง และที่สำคัญคือ ฝึกสังเกตพฤติกรรมของ Spread ในช่วงเวลาต่างๆ กัน จะช่วยให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น เมื่อต้องลงสนามจริงครับ
7. ใช้เครื่องมือช่วยคำนวณ Spread
ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้เราคำนวณ Spread ได้ง่ายขึ้น เช่น Spread Calculator หรือ Indicator ที่แสดง Spread แบบ Real-time บนกราฟ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าควรเข้าออเดอร์หรือไม่ หรือควรเลือกคู่เงินไหนในการเทรด ผมแนะนำให้ลองหาเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ดูนะครับ จะช่วยให้เราเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
8. เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
ตลาด Forex มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เทคนิคที่เคยใช้ได้ผลเมื่อวาน อาจจะใช้ไม่ได้ผลในวันนี้ ดังนั้นเราต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอครับ ศึกษาเทคนิคใหม่ๆ อ่านข่าวสาร ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ และที่สำคัญคือ หมั่นทบทวนการเทรดของตัวเอง เพื่อหาข้อผิดพลาด และปรับปรุงแก้ไข ผมเชื่อว่าถ้าเรามีความมุ่งมั่นและตั้งใจ เราจะสามารถประสบความสำเร็จในการเทรด Forex ได้แน่นอนครับ
FAQ
Q: Spread คงที่ (Fixed Spread) กับ Spread แปรผัน (Variable Spread) แบบไหนดีกว่ากัน?
A: ไม่มีอะไรดีกว่าเสมอไปครับ มันขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของเรามากกว่า Fixed Spread คือ Spread ที่โบรกเกอร์กำหนดไว้คงที่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น Spread ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความแน่นอน และไม่ต้องการกังวลเรื่อง Spread ที่ผันผวน Variable Spread คือ Spread ที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพคล่องของตลาด อาจจะต่ำกว่า Fixed Spread ในช่วงเวลาปกติ แต่ก็อาจจะสูงกว่าในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน เหมาะสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ และต้องการ Spread ที่ต่ำในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง สมัยก่อนผมชอบ Fixed Spread เพราะมันสบายใจดี ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่า Spread จะกว้างตอนไหน แต่หลังๆ มาพอเทรดเก่งขึ้น ก็เริ่มมาใช้ Variable Spread เพราะบางทีก็ได้ Spread ที่ถูกมากๆ ครับ ลองพิจารณาดูว่าแบบไหนเหมาะกับตัวเองนะครับ
Q: ทำไม Spread ถึงกว้างในช่วงข่าว?
A: ช่วงข่าวออก เป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงมากครับ นักลงทุนต่างก็จับตาดูข่าว และพร้อมที่จะเข้าซื้อหรือขายทันทีที่ข่าวออกมา ทำให้ปริมาณการซื้อขาย (Volume) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โบรกเกอร์จึงต้องปรับ Spread ให้กว้างขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิด Slippage ที่รุนแรง นอกจากนี้ ในช่วงข่าวออก อาจจะมีผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Provider) บางราย ถอนสภาพคล่องออกจากตลาด ทำให้ Spread กว้างขึ้นไปอีก ดังนั้นการเทรดในช่วงข่าว จึงมีความเสี่ยงสูงกว่าช่วงเวลาปกติครับ ใครที่เทรดข่าวต้องระวังให้ดีนะครับ
Q: Slippage เกี่ยวข้องกับ Spread อย่างไร?
A: Slippage คือปรากฏการณ์ที่ราคาที่เราต้องการเข้าออเดอร์ ไม่ตรงกับราคาที่ออเดอร์ถูกเปิดจริงๆ มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือในช่วงข่าวออก ที่ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Spread ที่กว้าง จะเพิ่มโอกาสในการเกิด Slippage เพราะราคาที่เราเห็น อาจจะไม่ใช่ราคาที่เราจะได้จริงๆ เมื่อออเดอร์ถูกเปิด ดังนั้นการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Slippage น้อย และการใช้ Stop Loss ที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงจาก Slippage ได้ครับ ผมเคยเจอ Slippage ตอนปี 2015 ช่วงที่ค่าเงิน Swiss Franc แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ใครที่ถือออเดอร์ Sell CHF ตอนนั้น โดน Slippage กันระนาวเลยครับ
Q: มีวิธีลดผลกระทบจาก Spread ได้ไหม?
A: มีแน่นอนครับ! นอกจาก Tips ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่จะช่วยลดผลกระทบจาก Spread ได้อีก เช่น การเลือกเทรดคู่เงินที่มี Spread ต่ำ การเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง การใช้บัญชี ECN ที่มี Spread ที่ต่ำมากๆ แต่คิดค่าคอมมิชชั่น หรือการใช้ EA (Expert Advisor) ที่สามารถปรับขนาด Lot ให้เหมาะสมกับ Spread ได้ นอกจากนี้ การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์กราฟ และการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี ก็จะช่วยให้เราเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดผลกระทบจาก Spread ได้ในที่สุดครับ ใครที่ใช้ EA semi auto อย่าง JABWANG/CafeFX ของผม ก็จะช่วยลดผลกระทบจาก Spread ได้เยอะเลยครับ เพราะ EA จะช่วยคำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสม และตั้ง Stop Loss ให้อัตโนมัติ
| ปัจจัย | ผลกระทบต่อ Spread |
|---|---|
| สภาพคล่องของตลาด | สภาพคล่องสูง: Spread ต่ำ, สภาพคล่องต่ำ: Spread สูง |
| ช่วงเวลาในการเทรด | ช่วงตลาดหลักเปิด: Spread ต่ำ, ช่วงตลาดซ้อนทับ: Spread ต่ำ, นอกเวลาทำการ: Spread สูง |
| ข่าวและเหตุการณ์สำคัญ | ช่วงข่าวออก: Spread สูงขึ้นมาก |
| ประเภทของคู่เงิน | คู่เงินหลัก: Spread ต่ำ, คู่เงินรอง/Exotic: Spread สูง |
| ประเภทบัญชี | บัญชี ECN: Spread ต่ำ (มีค่าคอมมิชชั่น), บัญชี Standard: Spread สูงกว่า (ไม่มีค่าคอมมิชชั่น) |
Spread คืออะไร ทำไมสำคัญกับการเทรด Forex
Spread ในตลาด Forex คือความแตกต่างระหว่างราคา Bid (ราคาที่โบรกเกอร์จะซื้อจากคุณ) และราคา Ask (ราคาที่คุณสามารถซื้อจากโบรกเกอร์) ได้ครับ ลองนึกภาพเวลาเราไปแลกเงินที่ธนาคาร เราจะเห็นว่าราคาซื้อกับราคาขายไม่เท่ากัน ส่วนต่างตรงนี้แหละครับคือ Spread ในตลาด Forex ก็เหมือนกันเลย Spread ถือเป็นต้นทุนแฝงในการเทรดที่เราต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์ทุกครั้งที่เราเปิดออเดอร์
ทำไม Spread ถึงสำคัญกับการเทรด Forex? เพราะมันมีผลโดยตรงต่อกำไรและขาดทุนของเราครับ ยิ่ง Spread กว้างเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องทำกำไรให้มากขึ้นเพื่อที่จะชดเชยส่วนต่างตรงนี้ก่อนที่จะเริ่มเห็นกำไรจริงๆ ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราเทรด Scalping ที่เน้นทำกำไรสั้นๆ Spread ที่กว้างอาจจะทำให้เราขาดทุนได้ง่ายๆ เลยครับ
Spread มักจะผันผวนตามสภาวะตลาด ช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญ หรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง Spread มักจะกว้างขึ้นเป็นพิเศษ ดังนั้นเราต้องระมัดระวังและวางแผนการเทรดให้ดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงข่าว เพราะบางทีเราอาจจะเจอ Slippage ร่วมด้วย ทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
ประเภทของ Spread ในตลาด Forex
Spread ในตลาด Forex หลักๆ แล้วมี 2 ประเภทครับ คือ Fixed Spread (Spread คงที่) และ Variable Spread (Spread ผันผวน) Fixed Spread คือ Spread ที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ตายตัว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น Spread ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ที่ต้องการความแน่นอนและสามารถคำนวณต้นทุนในการเทรดได้อย่างแม่นยำ
Variable Spread หรือ Floating Spread คือ Spread ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาด Demand และ Supply ถ้าช่วงไหนที่มีคนซื้อขายมาก Spread ก็จะแคบ แต่ถ้าช่วงไหนตลาดเงียบเหงา Spread ก็จะกว้างขึ้น ข้อดีของ Variable Spread คือโดยปกติแล้ว Spread จะแคบกว่า Fixed Spread แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่ Spread อาจจะกว้างขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ
ผมเคยเจอตอนปี 2015 ตอนนั้นเทรด GBPJPY ช่วง Brexit Spread กว้างมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
การคำนวณ Spread และผลกระทบต่อการเทรด
การคำนวณ Spread นั้นง่ายมากครับ แค่หาราคา Ask ลบด้วยราคา Bid ก็จะได้ค่า Spread ออกมา เช่น ถ้าราคา EURUSD มีราคา Bid อยู่ที่ 1.10000 และราคา Ask อยู่ที่ 1.10005 แสดงว่า Spread คือ 0.00005 หรือ 0.5 pips (หน่วยที่เล็กที่สุดในตลาด Forex ส่วนใหญ่) ทีนี้เราก็เอาค่า Spread นี้ไปคำนวณเป็นต้นทุนในการเทรดของเราได้เลย
ผลกระทบของ Spread ต่อการเทรดนั้นมีหลายด้านครับ อย่างแรกคือเรื่องของต้นทุนในการเทรดที่เราพูดถึงไปแล้ว ยิ่ง Spread กว้าง เราก็ยิ่งต้องทำกำไรให้มากขึ้นเพื่อที่จะคุ้มทุน แต่ผลกระทบอีกอย่างที่สำคัญคือเรื่องของความแม่นยำในการเข้าออเดอร์ ถ้าเราตั้ง Take Profit หรือ Stop Loss ไว้ใกล้กับราคาปัจจุบันมากเกินไป Spread ที่กว้างอาจจะทำให้ราคาไปชน Take Profit หรือ Stop Loss ก่อนที่เราจะทันได้ทำอะไร
ลองดู Case Study นี้ครับ สมมติว่าเราเทรด XAUUSD (ทองคำ) lot 0.1 ที่ราคา 2350 และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 2348 (200 pips) ถ้า Spread ของทองคำอยู่ที่ 50 pips หมายความว่าจริงๆ แล้ว Stop Loss ของเราจะอยู่ที่ 2347.5 (200 – 50 = 150 pips) ซึ่งอาจจะทำให้เราโดน Stop Loss เร็วกว่าที่คิด และทำให้แผนการเทรดของเราผิดพลาดได้ครับ
วิธีลดผลกระทบของ Spread ในการเทรด
ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถควบคุม Spread ได้โดยตรง แต่ก็มีหลายวิธีที่เราสามารถนำมาใช้เพื่อลดผลกระทบของ Spread ในการเทรดได้ครับ อย่างแรกคือการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำ โบรกเกอร์แต่ละแห่งจะมี Spread ที่แตกต่างกัน เราควรเปรียบเทียบ Spread ของแต่ละโบรกเกอร์ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก
อีกวิธีหนึ่งคือการหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มี Spread กว้าง เช่น ช่วงข่าว หรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ถ้าเราไม่จำเป็นต้องเทรดในช่วงเวลานั้น เราควรรอให้ Spread กลับมาแคบลงก่อนค่อยเข้าออเดอร์ นอกจากนี้ การเลือกคู่เงินที่มี Spread ต่ำก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดผลกระทบของ Spread ได้ครับ
สมัยก่อนผมก็เคยพลาดครับ ตอนนั้นเทรดช่วงข่าว NFP (Non-Farm Payroll) โดยที่ไม่ทันได้ดู Spread ปรากฏว่า Spread กว้างมาก ทำให้ผมขาดทุนไปเยอะมาก ตั้งแต่นั้นมาผมก็ระมัดระวังเรื่อง Spread มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงข่าว ผมจะรอให้ตลาดสงบก่อนค่อยเข้าเทรดครับ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Spread
Spread เกี่ยวข้องกับค่า Commission อย่างไร?
Spread และ Commission เป็นค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากการเทรดของเราครับ บางโบรกเกอร์อาจจะคิดค่า Spread อย่างเดียว ในขณะที่บางโบรกเกอร์อาจจะคิดค่า Commission เพิ่มเติมจาก Spread ที่แคบกว่าเดิม โดยทั่วไปแล้ว โบรกเกอร์ที่คิดค่า Commission มักจะเป็น ECN Broker หรือ STP Broker ที่ส่งคำสั่งซื้อขายของเราไปยังตลาดโดยตรง ทำให้เราได้ราคาที่ดีกว่า แต่ก็ต้องจ่ายค่า Commission เพิ่มเติม
ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราเป็น Scalper ที่เทรดบ่อยๆ ค่า Commission อาจจะส่งผลกระทบต่อกำไรของเรามากกว่า Spread ที่กว้าง ดังนั้นเราต้องเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทั้งหมดของแต่ละโบรกเกอร์ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก
Spread มีผลต่อการใช้ EA (Expert Advisor) อย่างไร?
EA หรือ Robot เทรด เป็นโปรแกรมอัตโนมัติที่ใช้ในการเทรด Forex ครับ EA ส่วนใหญ่มักจะถูกตั้งค่าให้ทำการซื้อขายตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่ง Spread ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ EA ต้องนำมาพิจารณาในการตัดสินใจเข้าออเดอร์ ถ้า EA ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คำนึงถึง Spread ที่ผันผวน อาจจะทำให้ EA ทำงานผิดพลาดได้ครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง EA ที่เน้น Scalping หรือ Arbitrage ที่ต้องการความเร็วและความแม่นยำในการเข้าออเดอร์ Spread ที่กว้างอาจจะทำให้ EA ไม่สามารถทำกำไรได้ตามที่คาดหวัง ดังนั้นเราต้องเลือก EA ที่มีความสามารถในการปรับตัวตามสภาวะตลาดและคำนึงถึง Spread ในการตัดสินใจซื้อขาย
ทำไม Spread ของแต่ละคู่เงินถึงไม่เท่ากัน?
Spread ของแต่ละคู่เงินจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างครับ เช่น สภาพคล่องของคู่เงิน ความผันผวนของราคา และความนิยมในการซื้อขาย คู่เงินที่มีสภาพคล่องสูง เช่น EURUSD มักจะมี Spread ที่แคบกว่าคู่เงินที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น NZDCHF เพราะมีผู้ซื้อขายจำนวนมาก ทำให้ราคา Bid และ Ask ใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ คู่เงินที่มีความผันผวนสูง มักจะมี Spread ที่กว้างกว่าคู่เงินที่มีความผันผวนต่ำ เพราะโบรกเกอร์ต้องการชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของราคาที่รวดเร็ว ดังนั้นเราควรเลือกคู่เงินที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเรา โดยคำนึงถึง Spread และความผันผวนของราคา
Spread สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจริงหรือ? แล้วช่วงเวลาไหนที่ควรหลีกเลี่ยง?
ถูกต้องครับ Spread ในตลาด Forex สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญ หรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่ตลาดปิดทำการในแต่ละวัน (เช่น ช่วงตลาดนิวยอร์กปิด และตลาดเอเชียเปิด) Spread มักจะกว้างขึ้น เพราะมีผู้ซื้อขายจำนวนน้อย
ช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการเทรดคือช่วงที่มีการประกาศข่าวสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น NFP, GDP, Interest Rate Decision เพราะ Spread มักจะกว้างขึ้นอย่างมาก และอาจจะเกิด Slippage ทำให้เราได้ราคาที่ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ก็ควรหลีกเลี่ยงการเทรดเช่นกัน เพราะเราอาจจะควบคุมความเสี่ยงได้ยาก
📖 บทความแนะนำจาก iCafeForex
- Altcoin น่าลงทุน 2026 วิเคราะห์ครบ – ICafeFX สอนเทรดฟรี
- Pin Bar คืออะไร วิธีเทรด Pin Bar แท่งเทียนกลับตัว – ICafeFX สอนเทรดฟรี
- วิธีเทรด Bitcoin Crypto สำหรับมือใหม่ 2026 – ICafeFX สอนเทรดฟรี







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文