Spread Fixed และ Floating ต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหนดีที่สุด 5
ในโลกของการเทรด Forex ออนไลน์นั้น การเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรของคุณในระยะยาว หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักเทรดทุกระดับต้องให้ความสนใจและพิจารณาอย่างละเอียดคือ “Spread” หรือค่าความต่างระหว่างราคาซื้อและขาย ซึ่งในปัจจุบันได้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ Fixed Spread (สเปรดแบบคงที่) และ Floating Spread (สเปรดแบบลอยตัว) บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ Spread Fixed และ Floating ต่างกันอย่างไร อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกประเภทสเปรดที่เหมาะกับสไตล์การเทรดและเป้าหมายการลงทุนของคุณได้อย่างมั่นใจและแม่นยำที่สุด
Spread คืออะไร และทำไมจึงมีความสำคัญกับนักเทรด

ก่อนที่เราจะไปเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้งสองประเภท เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ Spread กันก่อนเพื่อความถูกต้อง Spread คือ ต้นทุนในการทำธุรกรรมหนึ่งหน่วย หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์คิดจากนักเทรดในทุกๆ ครั้งที่เปิดออเดอร์ โดยจะแสดงเป็นค่าความต่างระหว่างราคา Bid (ราคาที่ตลาดซื้อจากคุณ) และราคา Ask (ราคาที่ตลาดขายให้คุณ) ยิ่ง Spread ต่ำเท่าใด ต้นทุนของคุณก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น และโอกาสที่คุณจะบรรลุผลกำไรจากการขายขึ้นก็จะเริ่มต้นได้เร็วขึ้น
หากคุณเป็นนักเทรดสายสเกลปิง (Scalping) หรือเทรดถี่ๆ การคำนวณ Spread ถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะแม้ว่าสเปรดจะต่างกันเพียงไม่กี่จุด (Pips) แต่เมื่อสะสมจากการเทรดไปทั้งวันหรือทั้งเดือน ผลรวมของต้นทุนเหล่านั้นอาจกลายเป็นจำนวนเงินที่มาก และอาจกัดกินส่วนแบ่งผลกำไรของคุณได้อย่างมีนัยสำคัญ การทำความเข้าใจว่า Spread Fixed กับ Floating มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกันอย่างไร จึงเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนการเงินและจัดการความเสี่ยงในการเทรด Forex ของคุณ
โครงสร้างราคาและจุดประกายผลกำไร
เมื่อคุณเปิดกราฟการเทรด คุณจะเห็นเส้นราคา 2 เส้น คือเส้นสีแดงและเส้นสีน้ำเงิน หรือราคาที่ขยับไปมา ราคาเหล่านั้นคือราคา Bid และ Ask ซึ่งมีการเคลื่อนไหวตามอุปสงค์และอุปทานในตลาด Forex ที่เปิด 24 ชั่วโมง สมมติว่าคู่เงิน EUR/USD มีราคาที่ 1.0850/1.0852 นั่นหมายความว่า Spread ในขณะนั้นอยู่ที่ 2 Pips หากคุณเปิดออเดอร์ Buy ทันที ราคาของคุณจะอยู่ที่ 1.0852 เพื่อให้คุณขายทอดตัวได้ทันทีโดยไม่ขาดทุน ราคาในตลาดจะต้องขยับขึ้นไปที่ 1.0854 นั่นเอง ดังนั้น Spread จึงเปรีย

บเสมือนอุปสรรคเล็กๆ ที่ราคาต้องผ่านไปให้ได้ก่อนที่คุณจะเริ่มเห็น “กำไรสุทธิ”
Fixed Spread (สเปรดแบบคงที่) คืออะไร
Fixed Spread หรือ สเปรดคงที่ คือ รูปแบบสเปรดที่โบรกเกอร์กำหนดค่าไว้ล่วงหน้าไม่ว่าสภาพตลาดจะเป็นอย่างไร โดยมักจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงตามความผันผวนของตลาด ซึ่งประเภทนี้มักพบเห็นได้บ่อยในโบรกเกอร์รุ่นใหม่หรือโบรกเกอร์ที่ใช้ระบบ Dealing Desk (DD) หรือ Market Maker โดยตัวอย่างเช่น โบรกเกอร์อาจจะกำหนดสเปรดของคู่เงิน EUR/USD ไว้ที่ 2 Pips ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นช่วงตลาดเปิดของอังกฤษ หรือช่วงตลาดเปิดของอเมริกาที่มีความผันผวนสูง สเปรดก็ยังคงอยู่ที่ 2 Pips เช่นเดิม
คุณสมบัติเฉพาะของ Fixed Spread
จุดเด่นที่สุดของ Fixed Spread คือความ “เสถียร” ทางการเงินที่นักเทรดสามารถคำนวณได้ง่าย คุณไม่ต้องกังวลว่าสเปรดจะกระโดดสูงขึ้นอย่างกะทันหันในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญออกมา นักเทรดรายวันหรือนักเทรดที่ชอบความแน่นอนมักจะชอบประเภทนี้เพราะช่วยให้การวางแผนการเทรดเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ สำหรับนักเทรดมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการอ่านความผันผวนของตลาด Fixed Spread ยังช่วยลดความกังวลเรื่องต้นทุนแฝงที่อาจเกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม นักเทรดต้องระวังในเรื่องของ “Slippage” หรือการไหลตัวของราคาที่อาจเกิดขึ้นแม้สเปรดจะคงที่ก็ตาม ในช่วงที

่ตลาดเคลื่อนไหวรุนแรงมากๆ โบรกเกอร์อาจไม่สามารถรองรับคำสั่งซื้อขายในราคาที่คุณต้องการได้ทันท่วงที ทำให้คุณอาจเข้าออเดอร์ในราคาที่แย่กว่าที่เห็นบนหน้าจอ ซึ่งเป็นข้อเสียที่ต้องแลกมากับความคงที่ของสเปรด
Floating Spread (สเปรดแบบลอยตัว) คืออะไร
Floating Spread หรือ สเปรดลอยตัว คือ รูปแบบสเปรดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสภาพคล่องของตลาด (Liquidity) และความผันผวน (Volatility) ประเภทนี้มักจะพบได้ในโบรกเกอร์ที่ใช้ระบบ No Dealing Desk (NDD) หรือ STP/ECN ซึ่งเป็นการนำคำสั่งซื้อขายของลูกค้าไปจับคู่กับผู้ให้บริการสภาพคล่องรายใหญ่ (Liquidity Providers) โดยตรง ในช่วงที่ตลาดมีคนซื้อขายเยอะและมีสภาพคล่องสูง เช่น ช่วงตลาดลอนดอนและนิวยอร์กซ้อนทับกัน สเปรดอาจจะหดตัวเหลือเพียง 0.0 หรือ 0.1 Pips ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ต่ำมากๆ
แต่ในทางกลับกัน เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตลาด “ผลึก” (Thin Market) เช่น ช่วงปิดตลาดของอเมริกาและก่อนเปิดตลาดของเอเชีย หรือช่วงที่มีการประกาศข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างเช่น CPI หรือ NFP ของสหรัฐอเมริกา สเปรดแบบลอยตัวนี้สามารถขยายตัวกว้างออกไปได้มากถึง 10-20 Pips หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความผันผวนในขณะนั้น
ปัจจัยที่ทำให้สเปรดลอยตัวเปลี่ยนแปลง
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อน Floating Spread คือปริมาณการซื้อขายในตลาด หากมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก การจับคู่คำสั่งซื้อขายจะเกิดขึ้นง่ายและรวดเร็ว สเปรดจึงแคบลง แต่หา

กตลาดขาดผู้เล่นหรือมีความวิตกกังวลเรื่องความเสี่ยง ผู้ให้บริการสภาพคล่องอาจขยายราคา Bid และ Ask ออกจากกันเพื่อปกป้องตัวเอง ส่งผลให้สเปรดขยายตัว นักเทรดที่เลือกใช้ Floating Spread จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจใน “จังหวะของตลาด” เป็นอย่างดี เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ในช่วงเวลาที่สเปรดอาจทำร้ายบัญชีการเทรดของตนเอง
เปรียบเทียบ Fixed Spread กับ Floating Spread แบบละเอียด
หลังจากทำความเข้าใจนิยามของทั้งสองประเภทไปแล้ว ตอนนี้เราจะมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ Fixed Spread และ Floating Spread ในมิติต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่ารูปแบบใดเหมาะกับคุณมากกว่ากัน
1. ความคุ้มค่าในด้านต้นทุนระยะยาว
หากพิจารณาเฉลี่ยตลอดทั้งปี Floating Spread มักจะให้ต้นทุนที่ต่ำกว่า Fixed Spread ในช่วงเวลาที่ตลาดปกติ เนื่องจากสเปรดสามารถแคบลงเหลือเพียง 0 ไม่กี่ Pips ซึ่งช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมได้มหาศาลสำหรับนักเทรดที่เปิดออเดอร์ปริมาณมาก (Volume Trader) ในขณะที่ Fixed Spread แม้จะน่าเชื่อถือแต่อาจจะมีราคาสูงกว่าเล็กน้อยในช่วงตลาดดีๆ เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงของโบรกเกอร์
2. การคาดการณ์และวางแผนการเทรด
Fixed Spread เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักเทรดที่ชอบความเป็นระบบและต้องการคำนวณต้นทุนล่วงหน้าแบบเป๊ะๆ คุณสามารถรู้ได้ทันทีว่าการเปิดออเดอร์ 1 ล็อตจะต้องเสียค่าสเปรดเท่าใด ไม่ว่าจะเทรดตอนนี้หรือ 1 ชั่วโมงถัดไป ส่วน Floating Spread นั้นต้องการความยืดหยุ่นในการคิด คุณอาจวางแผนไว้ว่าจะเทรดที่ 1 Pips แต่เมื่อเวลาผ่านไปสเปรดอาจจะกลายเป็น 3 Pips ทำให้การคำนวณ Risk/Reward Ratio ต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลา
3. ความเหมาะสมกับสไตล์การเทรด (Scalping vs Swing Trading)
นี่เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด นักเทรดสายสเกลปิง (Scalper) ที่หาผลกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงไม่กี่ Pips มักจะชอบ Fixed Spread เพราะพวกเขาไม่อยากให้สเปรดขยายตัวกลืนกินผลกำไรของพวกเขาในช่วงเวลาสั้นๆ การรู้ว่าสเปรดจะอยู่ที่เท่าไหร่ช่วยให้พวกเขาตั้งเป้าหมายผลกำไร (Take Profit) ได้อย่างแม่นยำ ในทางกลับกัน นักเทรดสายสวิง (Swing Trader) หรือ Day Trader ที่ถือออเดอร์นานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน มักจะเลือก Floating Spread เพราะพวกเขาไม่กังวลกับการขยายตัวของสเปรดในช่วงสั้นๆ และต้องการได้รับประโยชน์จากสเปรดต่ำในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง
4. ความโปร่งใสของราคา
Floating Spread โดยเฉพาะจากโบรกเกอร์ ECN หรือ STP นั้นถือว่ามีความโปร่งใสกว่า เพราะราคาที่คุณเห็นคือราคาที่ได้มาจากตลาดโลกโดยตรง โบรกเกอร์ไม่ได้แทรกแซงหรือปรับราคาเอง ส่วน Fixed Spread ในบางครั้งอาจมีการจัดการราคาโดยโบรกเกอร์ (Price Manipulation) เล็กน้อยเพื่อรักษาระดับสเปรดให้คงที่ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการดำเนินการหรือ Re-quote ในบางสถานการณ์ที่รุนแรง
| คุณสมบัติ | Fixed Spread (สเปรดคงที่) | Floating Spread (สเปรดลอยตัว) |
|---|---|---|
| ลักษณะการเปลี่ยนแปลง | คงที่ตามที่โบรกเกอร์กำหนด ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน | เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามความผันผวนและสภาพคล่องของตลาด |
| ต้นทุนเฉลี่ย | สูงกว่าเล็กน้อยในช่วงตลาดปกติ เพื่อแลกกับความเสถียร | ต่ำกว่ามากในช่วงตลาดปกติ แต่สูงมากในช่วงตลาดผันผวน |
| ความเหมาะสม | นักเทรดมือใหม่, สายสเกลปิง, นักเทรดที่ชอบความแน่นอน | นักเทรดสายสวิง, นักเทรดข่าว, นักเทรดที่ต้องการราคาตลาดจริง |
| ความเสี่ยงพิเศษ | เสี่ยงเรื่อง Re-quote และ Slippage ในช่วงตลาดผันผวนรุนแรง | เสี่ยงเรื่องสเปรดขยายตัวกว้างเกินไปในช่วงตลาดผลึกหรือข่าว |
| ประเภทโบรกเกอร์ที่ให้บริการ | มักเป็นโบรกเกอร์ประเภท Market Maker (DD) | มักเป็นโบรกเกอร์ประเภท ECN, STP, หรือ NDD |
5. การเทรดข่าว (News Trading)
การเทรดในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญออกมาเป็นช่วงเวลาที่ทดสอบประสิทธิภาพของสเปรดทั้งสองประเภทอย่างหนัก สำหร

ับ Fixed Spread แม้ค่าสเปรดจะไม่เพิ่ม แต่โบรกเกอร์อาจมีการกำหนดระยะห่างในการวางคำสั่งหยุดขาดทุน (Stop Level) ที่กว้างขึ้น หรืออาจเกิด Slippage ที่รุนแรงจนทำให้การเข้าออเดอร์ไม่ได้ราคาที่ต้องการ ส่วน Floating Spread ในช่วงนี้จะขยายตัวกว้างมาก บางครั้งอาจทำให้คุณเสียเงินทันทีที่เปิดออเดอร์เพราะสเปรดกระโดด ดังนั้น นักเทรดข่าวมักจะเลือกใช้โบรกเกอร์ที่มี Floating Spread แต่มีความเสถียรสูงและเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการสภาพคล่องหลายรายเพื่อลดผลกระทบจากการขยายตัว
ข้อดีและข้อเสียของ Spread แต่ละประเภท
เพื่อให้การตัดสินใจง่ายขึ้น เราได้รวบรวมข้อดีและข้อเสียของทั้ง Fixed และ Floating Spread มาสรุปให้ดังนี้
Fixed Spread (สเปรดคงที่)
ข้อดี:
– ความเสถียร: คุณรู้อยู่เสมอว่าต้นทุนของคุณคือเท่าไหร่ ไม่มีความประหลาดใจทางการเงิน
– การคำนวณง่าย: เหมาะสำหรับการทำ Backtest และวางแผนการจัดการเงิน (Money Management) ที่แม่นยำ
– เหมาะกับนักเทรดมือใหม่: ลดความกังวลเรื่องตัวแปรของตลาดที่ซับซ้อน
ข้อเสีย:
– ต้นทุนเฉลี่ยสูงกว่า: ในช่วงที่ตลาดดี คุณยังคงจ่ายสเปรดในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดจริง
– ความเสี่ยงของ Re-quote: ในช่วงตลาดเคลื่อนไหวเร็ว คุณอาจได้รับข้อความแจ้งเตือนว่าราคาเปลี่ยนแล้ว (Re-quote) บ่อยครั้ง
– ผลกำไรจากสเปรดต่ำไม่ได้รับ: คุณไม่สามารถได้รับประโยชน์จากช่วงเวลาที่ตลาดมีสเปรด 0 Pips ได้
Floating Spread (สเปรดลอยตัว)
ข้อดี:
– ต้นทุนต่ำสุด: ได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องสูงในตลาดที่ทำให้สเปรดแคบลงมาก บางครั้งถึง 0 Pips
– ราคาตลาดจริง: การดำเนินการโดยไม่มีการแทรกแซงจากเดสก์ของโบรกเกอร์ ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
– ความเร็วในการดำเนินการ: การเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้ให้บริการสภาพคล่องช่วยลดเวลาในการดำเนินการ (Execution Speed)
ข้อเสีย:
– ความไม่แน่นอน: ไม่สามารถรู้ได้ล่วงหน้าว่าต้นทุนที่แน่นอนจะเท่าไหร่
– ความเสี่ยงจากข่าว: สเปรดอาจขยายตัวถึง 10-50 เท่าในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที
– ต้องใช้ประส
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย






TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文