การเทรดทองคำหรือ XAU ในปี 2569 ต้องเข้าใจอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนให้ลึกซึ้ง เพื่อคุมพอร์ตให้อยู่รอดในตลาดที่ผันผวนรุนแรง
- ทำความเข้าใจอัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไรพื้นฐานคืออะไร?
- วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนให้สมเหตุสมผลกับทองคำทำได้อย่างไร?
- การใช้โครงสร้างตลาดหาจุดเป้าหมายกำไรมีวิธีการอย่างไร?
- ตัวอย่างการคำนวณขนาดล็อตและผลกำไรขาดทุนจริงเป็นอย่างไร?
- การปรับกลยุทธ์ตามสภาพตลาดทองคำต้องทำอย่างไร?
- ตารางเปรียบเทียบอัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไรที่ใช้บ่อยมีความสำคัญอย่างไร?
- คำถามที่พบบ่อย
ทำความเข้าใจอัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไรพื้นฐานคืออะไร?


การกำหนดอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนคือกระบวนการเปรียบเทียบระยะทางจากราคาเข้าสู่จุดตัดขาดทุนกับระยะทางสู่เป้าหมายกำไร เพื่อรับรองว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะสมเหตุสมผลกับเงินทุนที่วางเดิมพันไป โดยไม่ใช่การเดาสุ่มแต่อย่างใด ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่นักเทรดทุกคนต้องยึดถือเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว โดยมักนำมาเปรียบเทียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมีความผันผวนสูงถึงร้อยละ 15 ในช่วงภาวะตลาดไม่แน่นอน
หลักการคำนวณอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนอย่างง่าย
การคำนวณอัตราส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เทียบระยะทางจากราคาเข้าสู่จุดตัดขาดทุน กับระยะทางจากราคาเข้าสู่เป้าหมายกำไร สมมติว่าเราเข้าซื้อทองที่ราคา 2,000 ดอลลาร์ ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 1,990 ดอลลาร์ และตั้งเป้าหมายกำไรไว้ที่ 2,020 ดอลลาร์ ความเสี่ยงของเราคือ 10 ดอลลาร์ ส่วนกำไรที่คาดหวังคือ 20 ดอลลาร์ อัตราส่วนก็จะเท่ากับ 1 ต่อ 2 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่นักเทรดส่วนใหญ่ใช้กัน
ทำไมนักเทรดมือใหม่มักละเลยการคำนวณความเสี่ยง
สำหรับมือใหม่ ขอให้จำไว้ว่าเราไม่จำเป็นต้องชนะทุกไม้เทรด ถ้าเรารักษาอัตราส่วนนี้ไว้ได้ การเทรดผิดสักสามสี่ครั้งติดต่อกันก็ไม่ทำให้พอร์ตพัง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ราคาเข้าเป้า กำไรที่ได้จะกลบขาดทุนที่สะสมมาได้สบาย นี่คือพลังของการมีวินัยในการวางแผนก่อนเปิดออเดอร์ทุกครั้ง การละเลยเรื่องนี้จึงนำไปสู่ความพินาศอย่างรวดเร็ว
วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนให้สมเหตุสมผลกับทองคำทำได้อย่างไร?
การตั้งจุดตัดขาดทุนสำหรับทองคำต้องอ้างอิงกับโครงสร้างกราฟเป็นหลักเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีออกจากแรงสั่นสะเทือนของราคา โดยไม่ควรตั้งตามอารมณ์หรือตามจำนวนเงินที่อยากเสีย แต่ต้องมองหาจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดที่เหมาะสมและให้พื้นที่หายใจแก่ราคาเคลื่อนไหว เพื่อป้องกันการโดนกวาดล้างจากสถาบันการเงิน ข้อมูลจาก XM official ชี้ให้เห็นว่าราคา XAU มีช่วงเคลื่อนไหวเฉลี่ยระหว่างวันสูงถึง 20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในบางช่วงเวลา
การใช้โครงสร้างกราฟช่วยกำหนดจุดหยุดขาดทุน
วิธีที่เมนเทอร์แนะนำคือการมองหาจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดในระดับที่เหมาะสม ถ้าเราเข้าซื้อ ให้หาจุดต่ำสุดก่อนหน้าที่ราคาเคยเด้งขึ้นมา แล้วตั้งจุดตัดขาดทุนลงไปด้านล่างอีกเล็กน้อยเพื่อให้มีพื้นที่หายใจ การให้พื้นที่ราคาเคลื่อนไหวจะช่วยป้องกันการโดนหัวล้างจากแรงเสียดทานของบรรดาสถาบันการเศรษฐกิจที่ชอบกวาดล้างจุดตัดขาดทุนของนักเทรดรายย่อย
การปรับใช้ค่าเฉลี่ยการเคลื่อนไหวของราคาหรือ ATR
นอกจากนี้การใช้เครื่องมือวัดความผันผวนเช่นค่าเฉลี่ยระยะการเคลื่อนไหวของราคาหรือ ATR ก็เป็นวิธีที่ดี ถ้าค่าความผันผวนสูง เราต้องปล่อยให้จุดตัดขาดทุนกว้างขึ้นตามธรรมชาติ และลดขนาดล็อตลงเพื่อรักษายอดเงินที่เสี่ยงให้คงที่ การยึดติดกับการตั้งจุดตัดขาดทุนแคบเพราะอยากเทรดล็อตใหญ่คือหนทางสู่ความพินาศแน่นอน การปรับใช้ ATR จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
การใช้โครงสร้างตลาดหาจุดเป้าหมายกำไรมีวิธีการอย่างไร?
การตั้งเป้าหมายกำไรต้องอ้างอิงจากแรงซื้อขายและจุดต้านทานสำคัญบนกราฟเพื่อรับรองว่าราคาจะสามารถเคลื่อนที่ไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีเหตุผล โดยไม่ใช่การเลือกตัวเลขสวยงามแล้วรอราคาไปแตะ ซึ่งการมองหาจุดที่เคยมีการซื้อขายกันอย่างหนาแน่นในอดีตจะช่วยให้เราตั้งเป้าได้แม่นยำและมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น รายงานของ Fed ระบุว่าการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์หลบหลีกความเสี่ยงมักจะพุ่งทะลุจุดต้านทานสำคัญในช่วงอัตราดอกเบี้ยลดลง
เทคนิคการใช้ระดับฟีโบนัชชีเพื่อหาเป้าหมาย
การดึงเครื่องมือฟีโบนัชชีจากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุดของเทรนด์ล่าสุด จะทำให้เราเห็นระดับที่ราคามักจะมาปรับตัว การตั้งเป้าหมายกำไรที่ระดับส่วนขยาย เช่น ระดับ 1.618 หรือ 2.618 มักจะให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไรที่สวยงาม แต่เราต้องคอยสังเกตว่าระดับเหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มใหญ่หรือไม่ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรให้สูงสุด
การประเมินจุดสะสมกำไรหลายชั้นเพื่อลดความเสี่ยง
ในบางครั้งราคาวิ่งแรงมากจนการปิดออเดอร์ทีเดียวอาจเสียดาย เทคนิคที่ใช้บ่อยคือการแบ่งปิดกำไร สมมติว่าเรามีออเดอร์ซื้อ 2 ล็อต เราอาจจะปิด 1 ล็อตแรกที่อัตราส่วน 1 ต่อ 1 เพื่อล็อคกำไรและย้ายจุดตัดขาดทุนมาที่ราคาเข้า ส่วนล็อตที่เหลือปล่อยให้วิ่งไปหาเป้าที่อัตราส่วน 1 ต่อ 3 หรือมากกว่านั้น วิธีนี้ช่วยให้เราไม่เครียดและปล่อยให้กำไรวิ่งได้ยาวขึ้นในจังหวะที่ทองคำเกิดเทรนด์จริง
ตัวอย่างการคำนวณขนาดล็อตและผลกำไรขาดทุนจริงเป็นอย่างไร?
การคำนวณขนาดล็อตเริ่มจากการกำหนดยอมเสี่ยงสูงสุดต่อไม้เทรดไว้ที่ร้อยละ 2 ของเงินทุน จากนั้นนำยอดเงินที่ยอมเสี่ยงหารด้วยระยะราคาที่เสี่ยงต่อล็อตเพื่อหาขนาดล็อตที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยรักษายอดเงินที่เสี่ยงให้คงที่ไม่ว่าระยะตัดขาดทุนจะกว้างหรือแคบ ทำให้ระบบจัดการความเสี่ยงทำงานได้อย่างแม่นยำและสามารถควบคุมพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงินมีการกำหนดการจัดการความเสี่ยงต่อสถานะไม่เกินร้อยละ 2 ของเงินทุน
กรณีศึกษาการเปิดออเดอร์ทองคำด้วยทุน 10,000 ดอลลาร์
มาดูตัวอย่างจริงกันเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สมมติว่าเรามีเงินทุน 10,000 ดอลลาร์ กำหนดกฎว่าจะเสี่ยงไม่เกินร้อยละ 2 ต่อไม้เทรด ซึ่งก็คือ 200 ดอลลาร์ จากการวิเคราะห์กราฟทองคำในช่วงเทรนด์ขาขึ้น เราพบจุดเข้าซื้อที่ราคา 2,350 ดอลลาร์ต่อนซ์ จุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมอยู่ที่ 2,341 ดอลลาร์ และเป้าหมายกำไรอยู่ที่ 2,377 ดอลลาร์
การหาขนาดล็อตที่เหมาะสมจากอัตราส่วนที่กำหนด
ระยะความเสี่ยงของเราคือ 9 ดอลลาร์ต่อนซ์ (2,350 ลบ 2,341) ส่วนระยะกำไรที่คาดหวังคือ 27 ดอลลาร์ต่อนซ์ (2,377 ลบ 2,350) อัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไรในไม้เทรดนี้เท่ากับ 1 ต่อ 3 ซึ่งถือว่าดีมาก ทองคำ 1 ล็อตมาตรฐานมีขนาด 100 ออนซ์ ดังนั้นการราคาเปลี่ยนแปลง 1 ดอลลาร์จะเท่ากับ 100 ดอลลาร์ต่อล็อต เราเสี่ยง 9 ดอลลาร์ต่อนซ์ ดังนั้นถ้าเทรด 1 ล็อตเต็ม เราจะเสี่ยงเงิน 900 ดอลลาร์ ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้คือ 200 ดอลลาร์ ดังนั้นเราต้องคำนวณขนาดล็อตใหม่ นำยอมที่ยอมเสี่ยง 200 ดอลลาร์ หารด้วยยอมเสี่ยงต่อล็อต 900 ดอลลาร์ จะได้ขนาดล็อตประมาณ 0.22 ล็อต ถ้าเราเปิดออเดอร์ซื้อ 0.22 ล็อตที่ราคา 2,350 แล้วราคาทองคำร่วงลงไปแตะจุดตัดขาดทุนที่ 2,341 เราจะขาดทุนประมาณ 198 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคาขึ้นไปแตะเป้าหมายที่ 2,377 เราจะได้กำไรประมาณ 594 ดอลลาร์
การปรับกลยุทธ์ตามสภาพตลาดทองคำต้องทำอย่างไร?
การปรับอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนตามสภาพตลาดเป็นสิ่งจำเป็นเพราะทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวแบบเดิมตลอดเวลา ในช่วงที่ราคาเดินแคบต้องลดอัตราส่วนลง แต่ในช่วงที่มีข่าวรุนแรงหรือเทรนด์แตกสามารถขยายเป้ากำไรได้มากขึ้น ซึ่งการรู้จักปรับตัวจะช่วยให้สามารถเลือกจังหวะเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงการบังคับใช้สัดส่วนที่ไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ข้อมูลจาก IMF ชี้ให้เห็นว่าความผันผวนของราคาโลหะมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก
การเทรดในช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญอย่างปลอดภัย
เมื่อมีข่าวเช่นดัชนีราคาผู้บริโภคหรือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ทองคำมักจะมีความผันผวนที่รุนแรงมาก ในจังหวะนี้การตั้งจุดตัดขาดทุนแบบปกติอาจไม่ได้ผลเพราะราคาเด้งไปมาเร็วเกินไป เทคนิคที่เมนเทอร์ใช้คือการรอให้ข่าวผ่านไปก่อน แล้วดูทิศทางที่ชัดเจน จึงค่อยเข้าตามเทรนด์ในรอบถัดไป ซึ่งจะสามารถตั้งอัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไรได้สวยกว่าการเสี่ยงเดาทิศในจังหวะที่ราคาวิ่งสุดหัว
การระบุช่วงเทรนด์และช่วงไซด์เวย์เพื่อปรับอัตราส่วน
ถ้าทองคำอยู่ในช่วงเดิน sideways หรือเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทางชัดเจน การบังคับใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 2 อาจทำให้เราไม่สามารถเทรดได้เลยเพราะไม่มีระยะพอ ในกรณีนี้เราอาจต้องยอมรับสภาพตลาดและลดอัตราส่วนลงมาเป็น 1 ต่อ 1 หรือไม่เทรดเลยดีกว่า การรู้จักเลือกจังหวะเทรดคือความแตกต่างระหว่างนักเทรดที่ประสบความสำเร็จและคนที่ทำพอร์ตแตก การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณอยู่ในตลาดได้ยาวนาน
ตารางเปรียบเทียบอัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไรที่ใช้บ่อยมีความสำคัญอย่างไร?
การศึกษาตารางเปรียบเทียบช่วยให้นักเทรดเข้าใจถึงเปอร์เซ็นต์การชนะขั้นต่ำที่จำเป็นสำหรับแต่ละอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน เพื่อนำไปประเมินความเหมาะสมกับสภาพตลาดและระดับความเครียดที่จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะช่วยให้สามารถวางแผนการเทรด XAU ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงตลาดใดก็ตาม รายงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่านักลงทุนที่มีการวางแผนความเสี่ยงชัดเจนมีอัตราการอยู่รอดในตลาดสูงกว่าร้อยละ 40
| อัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไร | เปอร์เซ็นต์การชนะที่ทำได้ | ความเหมาะสมกับสภาพตลาด | ระดับความเครียดในการเทรด |
|---|---|---|---|
| 1 ต่อ 1 | ต้องชนะมากกว่าร้อยละ 50 | ตลาดไซด์เวย์แคบ | สูงมากเพราะต้องดูและตัดสินใจบ่อย |
| 1 ต่อ 2 | ต้องชนะมากกว่าร้อยละ 33 | ตลาดปกติทั่วไป | ปานกลางเหมาะกับนักเทรดส่วนใหญ่ |
| 1 ต่อ 3 | ต้องชนะมากกว่าร้อยละ 25 | ตลาดที่มีเทรนด์ชัดเจน | ต่ำเพราะให้พื้นที่ราคาเคลื่อนไหว |
| 1 ต่อ 5 ขึ้นไป | ต้องชนะมากกว่าร้อยละ 16 | ตลาดข่าวใหญ่หรือเทรนด์แตก | ต่ำมากแต่ต้องอดทนรอราคาวิ่ง |
จิตวิทยาการรักษาวินัยอัตราส่วนความเสี่ยงคือกุญแจสำเร็จ
การรู้ทฤษฎีเป็นอย่างเดียวไม่พอ ศัตรูตัวฉกาจของนักเทรดทองคำคือตัวเอง เมื่อราคาเข้าใกล้จุดตัดขาดทุน ความกลัวจะทำให้เราอยากย้ายจุดหยุดขาดทุนออกไปเรื่อยๆ หวังว่าราคาจะกลับมาเข้าทาง หรือเมื่อราคาเข้าใกล้เป้ากำไร ความโลภจะทำให้เราอยากเลื่อนเป้าออกไปไกลกว่าเดิม สุดท้ายก็เสียจังหวะและกลับกลายเป็นขาดทุน วิธีที่ดีที่สุดคือการวางแผนทุกอย่างไว้ก่อนเปิดออเดอร์แล้วปล่อยให้ระบบทำงาน ใช้คำสั่งตัดขาดทุนและปิดกำไรอัตโนมัติ แล้วปิดจอเทรดไปทำอย่างอื่น การคอยนั่งจ้องกราฟจะทำให้เราอยากไปแก้ไขแผนตลอดเวลา ซึ่งมักจะจบลงด้วยความพินาศ การยอมรับว่าขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของเกมส์คือกุญแจสู่ความสำเร็จ สุดท้ายนี้ อยากให้ทุกคนจำไว้ว่าเป้าหมายของการเทรดไม่ใช่การไม่เคยขาดทุน แต่คือการทำกำไรรวมให้มากกว่าขาดทุนรวมในระยะยาว ถ้าเราคุมอัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไรได้ดี และมีวินัยพอที่จะไม่ทำผิดกฎ การเทรดทองคำจะกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้สม่ำเสมอให้กับเราได้จริง
“การควบคุมความเสี่ยงและยึดมั่นในอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนคือสิ่งเดียวที่จะช่วยให้คุณอยู่รอดในตลาดที่ผันผวนรุนแรง ไม่ใช่การทายทิศทางราคาให้ถูกทุกครั้ง”
— ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ตลาด, icafeforex.com
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน คืออะไรและทำไมสำคัญสำหรับการเทรดทองคำ
อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน คืออัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างความเสี่ยงที่จะขาดทุนกับผลตอบแทนที่คาดหวังจากการเทรดหนึ่งครั้ง สำหรับการเทรดทองคำหรือ XAU ที่มีความผันผวนสูง การมีอัตราส่วนที่ดีจะช่วยให้เทรดเดอร์เอาตัวรอดได้แม้จะเทรดผิดบ่อยครั้ง เพราะกำไรจากการเทรดที่ถูกต้องเพียงไม่กี่ครั้งจะสามารถเอาชนะยอดขาดทุนสะสมได้ การไม่ดูค่านี้ทำให้เทรดเดอร์เสี่ยงเงินมากเกินไปเพื่อได้กำไรที่น้อยนิด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พอร์ตพังในระยะยาว
อัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไรที่เหมาะสมสำหรับทองคำคือเท่าไร
โดยทั่วไปเมนเทอร์จะแนะนำให้ใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 2 เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ หมายความว่ายอมเสี่ยงขาดทุน 1 ส่วนเพื่อแลกกับกำไร 2 ส่วน แต่สำหรับทองคำที่ไดนามิกสูงและมีเทรนด์ชัดเจน บางครั้งสามารถเล็งถึง 1 ต่อ 3 หรือ 1 ต่อ 4 ได้ในจังหวะเทรนด์แรง อย่างไรก็ตามอัตราส่วนที่ดีต้องสอดคล้องกับโครงสร้างกราฟและจุดพลิกแพลงของราคาจริง ไม่ใช่ตั้งเลขสวยหรูแล้วรอราคาไปเข้าเป้า
วิธีคำนวณขนาดล็อตจาก อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน ทำอย่างไร
ขั้นแรกให้กำหนดยอดเงินที่ยอมเสี่ยงต่อไม้เทรด เช่น ร้อยละ 2 ของเงินทุน จากนั้นวัดระยะราคาจากจุดเข้าไปจนถึงจุดตัดขาดทุนเพื่อหาจำนวนดอลลาร์ต่อนซ์ที่เสี่ยง นำยอดเงินที่ยอมเสี่ยงหารด้วยระยะราคาที่เสี่ยงและมูลค่าต่อดอลลาร์ของล็อต จะได้ขนาดล็อตที่เหมาะสม วิธีนี้ช่วยให้ไม่ว่าระยะตัดขาดทุนจะกว้างหรือแคบ ยอดเงินที่เสี่ยงจะคงที่ตามที่วางแผนไว้เสมอ ทำให้ระบบจัดการความเสี่ยงทำงานได้อย่างแม่นยำ
ทำไมการตั้งเป้าหมายกำไรโดยไม่ดูกราฟถือเป็นความผิดพลาด
การตั้งเป้าหมายกำไรจากการคูณตัวเลขล้วนๆ โดยไม่สนใจโครงสร้างของกราฟจะทำให้เป้าหมายนั้นไร้ความหมาย เพราะราคาทองคำจะเคลื่อนไหวไปตามแรงซื้อแรงขายและจุดสนับสนุนต้านทานจริง หากเป้าหมายกำไรตั้งอยู่กลางอากาศโดยไม่มีแรงเสียดทาน ราคาอาจกลับตัวก่อนถึงเป้าและกลายเป็นการขาดทุน การตั้งเป้าต้องดูว่าระดับนั้นเป็นจุดที่มีโอกาสเกิดการทำกำไรหรือการพลิกตัวสูงหรือไม่ เพื่อให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อกำไรมีความน่าเชื่อถือจริง
จังหวะไหนที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน แบบก้าวร้าว
ควรหลีกเลี่ยงการเล็งกำไรที่สูงมากในช่วงที่ตลาดไร้ทิศทางหรือราคาเคลื่อนไหวแคบทับซ้อนกัน เพราะโอกาสที่ราคาจะวิ่งไกลๆ เพื่อให้ถึงเป้ากำไรที่ตั้งไว้สูงนั้นมีน้อยมาก นอกจากนี้ช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญที่ราคากระโดดพรวดพราดก็ไม่เหมาะที่จะวางแผนยืดอัตราส่วนเพราะความผันผวนอาจทำให้ราคาสะกิดจุดตัดขาดทุนก่อนจะวิ่งไปทิศทางที่คาดไว้ ควรรอจนกราฟมีเทรนด์ชัดเจนและมีโครงสร้างที่สนับสนุนการเดินทางของราคายาวๆ จึงค่อยใช้สัดส่วนกำไรที่สูงขึ้น
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文