? สารบัญ
- Forex คืออะไร
- ตลาดForexทำงานอย่างไร
- คู่สกุลเงินหลักที่ควรรู้จัก
- ประเภทการวิเคราะห์ตลาดForex
- ขั้นตอนเริ่มต้นเทรดForex
- Leverageคืออะไรและใช้อย่างไร
- Spread, Pip และLotคืออะไร
- ประเภทคำสั่งซื้อขาย
- การบริหารความเสี่ยงสำหรับมือใหม่
- วิธีเลือกโบรกเกอร์Forex
- แพลตฟอร์มเทรดยอดนิยม
- จิตวิทยาการเทรด
- ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำ
- คำถามที่พบบ่อย
Forexคืออะไร? ทำความเข้าใจตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
Forex ย่อมาจาก Foreign Exchange หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยมากกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันตลาดForexเปิดทำการ24ชั่วโมง 5วันต่อสัปดาห์ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ทำให้นักเทรดทั่วโลกสามารถเข้าถึงตลาดได้ตลอดเวลา
- ? สารบัญ
- Forexคืออะไร? ทำความเข้าใจตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
- ตลาดForexทำงานอย่างไร
- คู่สกุลเงินหลักที่ควรรู้จัก
- ประเภทการวิเคราะห์ตลาดForex
- ขั้นตอนเริ่มต้นเทรดForex สำหรับมือใหม่
- Leverageคืออะไรและใช้อย่างไรให้ปลอดภัย
- Spread, Pip และLotคืออะไร
- ประเภทคำสั่งซื้อขายในตลาดForex
- การบริหารความเสี่ยงสำหรับมือใหม่
- วิธีเลือกโบรกเกอร์Forex ที่เหมาะกับคนไทย
- แพลตฟอร์มเทรดยอดนิยม
- จิตวิทยาการเทรด: ปัจจัยที่สำคัญที่สุด
- ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรดForex
การเทรดForexคือการซื้อสกุลเงินหนึ่งและขายอีกสกุลเงินหนึ่งพร้อมกันโดยนักเทรดจะทำกำไรจากความแตกต่างของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสองสกุลเงินตัวอย่างเช่นหากคุณคาดว่าเงินยูโรจะแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐคุณจะซื้อคู่EUR/USD และขายเมื่อราคาสูงขึ้นเพื่อทำกำไร
ตลาดForexแตกต่างจากตลาดหุ้นตรงที่ไม่มีศูนย์กลางการซื้อขาย (Decentralized Market) การซื้อขายทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธนาคารสถาบันการเงินโบรกเกอร์และนักเทรดรายย่อยทั่วโลกทำให้มีสภาพคล่องสูงมากและสเปรดต่ำ
ตลาดForexทำงานอย่างไร
ตลาดForexทำงานผ่านเครือข่ายธนาคารและสถาบันการเงินที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกแบ่งออกเป็น3ระดับหลักได้แก่ตลาดระหว่างธนาคาร (Interbank Market) ตลาดค้าส่ง (Wholesale Market) และตลาดค้าปลีก (Retail Market) ที่นักเทรดรายย่อยอย่างเราเข้าถึงผ่านโบรกเกอร์
เซสชันการเทรดหลัก
| เซสชัน | เวลาเปิด (ไทย) | เวลาปิด (ไทย) | คู่เงินยอดนิยม | ความผันผวน |
|---|---|---|---|---|
| ?? ซิดนีย์ | 04:00 | 13:00 | AUD/USD, NZD/USD | ต่ำ |
| ?? โตเกียว | 06:00 | 15:00 | USD/JPY, EUR/JPY | ปานกลาง |
| ?? ลอนดอน | 14:00 | 23:00 | EUR/USD, GBP/USD | สูง |
| ?? นิวยอร์ก | 19:00 | 04:00 | EUR/USD, USD/CAD | สูงมาก |
ช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงที่สุดคือช่วงที่เซสชันลอนดอนและนิวยอร์กทับซ้อนกันระหว่างเวลา19:00-23:00น.ตามเวลาประเทศไทยช่วงนี้เหมาะสำหรับการเทรดคู่เงินหลักเช่น EUR/USD และ GBP/USD เนื่องจากมีปริมาณการซื้อขายสูงและสเปรดแคบ
คู่สกุลเงินหลักที่ควรรู้จัก
ในตลาดForex สกุลเงินจะถูกจับคู่กันเสมอเรียกว่า Currency Pair โดยสกุลเงินแรกเรียกว่า Base Currency และสกุลเงินหลังเรียกว่า Quote Currency เมื่อคุณซื้อคู่EUR/USD หมายความว่าคุณซื้อยูโรและขายดอลลาร์สหรัฐพร้อมกัน
คู่เงินหลัก (Major Pairs)
| คู่เงิน | ชื่อเล่น | สเปรดเฉลี่ย | ความผันผวนรายวัน | ความนิยม |
|---|---|---|---|---|
| EUR/USD | Fiber | 0.1-1.0 pip | 80-100 pips | ⭐⭐⭐⭐⭐ |
| GBP/USD | Cable | 0.5-2.0 pips | 100-150 pips | ⭐⭐⭐⭐ |
| USD/JPY | Gopher | 0.1-1.0 pip | 70-100 pips | ⭐⭐⭐⭐ |
| USD/CHF | Swissy | 0.5-1.5 pips | 60-90 pips | ⭐⭐⭐ |
| AUD/USD | Aussie | 0.3-1.5 pips | 70-100 pips | ⭐⭐⭐ |
| USD/CAD | Loonie | 0.5-2.0 pips | 70-90 pips | ⭐⭐⭐ |
| NZD/USD | Kiwi | 0.5-2.0 pips | 60-80 pips | ⭐⭐⭐ |
สำหรับมือใหม่แนะนำให้เริ่มต้นเทรดคู่เงินหลักก่อนโดยเฉพาะ EUR/USD เนื่องจากมีสเปรดต่ำที่สุดสภาพคล่องสูงและมีข้อมูลวิเคราะห์มากมายทำให้เรียนรู้ได้ง่ายกว่าคู่เงินอื่นหลีกเลี่ยงคู่เงินExotic เช่น USD/TRY หรือ USD/ZAR ในช่วงแรกเพราะมีสเปรดกว้างและความผันผวนสูง
ประเภทการวิเคราะห์ตลาดForex
การวิเคราะห์ตลาดForexแบ่งออกเป็น3ประเภทหลักแต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกันนักเทรดที่ประสบความสำเร็จมักใช้การวิเคราะห์หลายประเภทร่วมกันเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ
1. การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)
การวิเคราะห์ทางเทคนิคคือการศึกษากราฟราคาและใช้เครื่องมือทางสถิติเพื่อคาดการณ์ทิศทางราคาในอนาคตหลักการพื้นฐานคือ “ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย” เครื่องมือที่นิยมใช้ได้แก่ Moving Average, RSI, MACD, Bollinger Bands และ Fibonacci Retracement
การวิเคราะห์ทางเทคนิคเหมาะสำหรับการเทรดระยะสั้นถึงกลางเช่น Scalping, Day Trading และ Swing Trading นักเทรดจะมองหารูปแบบกราฟ (Chart Patterns) เช่น Head and Shoulders, Double Top/Bottom, Triangle และ Flag เพื่อหาจุดเข้าและออกจากตลาด
2. การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือการศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจนโยบายการเงินและเหตุการณ์ทางการเมืองที่ส่งผลต่อค่าเงินข้อมูลสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่อัตราดอกเบี้ย GDP อัตราเงินเฟ้อตัวเลขการจ้างงานและดุลการค้า
ปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักเทรดที่ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานข่าวที่มีผลกระทบสูงเช่นการประกาศอัตราดอกเบี้ยของFed หรือ Non-Farm Payrolls สามารถทำให้ราคาเคลื่อนไหวรุนแรงได้หลายร้อยpips ภายในไม่กี่นาที
3. การวิเคราะห์อารมณ์ตลาด (Sentiment Analysis)
การวิเคราะห์อารมณ์ตลาดคือการวัดว่านักเทรดส่วนใหญ่มีมุมมองเป็นBullish หรือ Bearish ต่อคู่เงินใดคู่เงินหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ได้แก่ COT Report (Commitment of Traders), Sentiment Index จากโบรกเกอร์และ VIX Index สำหรับวัดความกลัวในตลาด
ขั้นตอนเริ่มต้นเทรดForex สำหรับมือใหม่
การเริ่มต้นเทรดForexไม่ยากอย่างที่คิดแต่ต้องทำอย่างเป็นระบบต่อไปนี้คือขั้นตอนที่แนะนำสำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นเทรดอย่างถูกวิธี
ขั้นตอนที่1: ศึกษาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตลาดForex ทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญเช่น Pip, Lot, Leverage, Margin, Spread และประเภทคำสั่งซื้อขายอ่านบทความดูวิดีโอสอนและเข้าร่วมคอร์สเรียนฟรี
ขั้นตอนที่2: เลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือและได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลเช่น FCA, CySEC, ASIC หรือ FSA เปิดบัญชีDemo เพื่อฝึกฝนก่อนใช้เงินจริงโบรกเกอร์ที่แนะนำสำหรับคนไทยได้แก่ XM, Exness, IC Markets และ FBS
ขั้นตอนที่3: ดาวน์โหลดและติดตั้งแพลตฟอร์มเทรดเช่น MetaTrader 4 (MT4) หรือ MetaTrader 5 (MT5) ทำความคุ้นเคยกับอินเทอร์เฟซเรียนรู้วิธีเปิดกราฟใส่อินดิเคเตอร์และตั้งค่าต่างๆ
ขั้นตอนที่4: ฝึกเทรดในบัญชีDemo อย่างน้อย1-3เดือนทดสอบกลยุทธ์ต่างๆบันทึกผลการเทรดและวิเคราะห์ข้อผิดพลาดอย่ารีบเปิดบัญชีจริงจนกว่าจะสามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอในบัญชีDemo
ขั้นตอนที่5: เมื่อพร้อมแล้วเปิดบัญชีจริงด้วยเงินทุนที่คุณพร้อมจะเสียได้เริ่มต้นด้วยLot ขนาดเล็ก (Micro Lot 0.01) และค่อยๆเพิ่มขนาดเมื่อมีความมั่นใจและประสบการณ์มากขึ้น
Leverageคืออะไรและใช้อย่างไรให้ปลอดภัย
Leverage หรือเลเวอเรจคือเครื่องมือที่ช่วยให้นักเทรดสามารถควบคุมเงินทุนจำนวนมากด้วยเงินประกัน (Margin) เพียงเล็กน้อยตัวอย่างเช่น Leverage 1:100 หมายความว่าคุณสามารถเทรดมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ด้วยเงินประกันเพียง 1,000 ดอลลาร์
Leverage เป็นดาบสองคมสามารถเพิ่มกำไรได้มากแต่ก็เพิ่มความเสี่ยงเช่นกันหากราคาเคลื่อนไหวสวนทางเพียง1% ด้วยLeverage 1:100 คุณจะขาดทุน100% ของเงินประกันดังนั้นมือใหม่ควรใช้Leverage ไม่เกิน 1:30 ถึง 1:50 เพื่อจำกัดความเสี่ยง
| Leverage | Margin ที่ต้องใช้ | กำไร/ขาดทุนต่อ1% | ระดับความเสี่ยง | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|---|
| 1:10 | $10,000 | $1,000 | ? ต่ำ | มือใหม่ |
| 1:50 | $2,000 | $5,000 | ? ปานกลาง | มีประสบการณ์ |
| 1:100 | $1,000 | $10,000 | ? สูง | เทรดเดอร์มืออาชีพ |
| 1:500 | $200 | $50,000 | ? สูงมาก | ไม่แนะนำ |
Spread, Pip และLotคืออะไร
Pip (Percentage in Point) คือหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงราคาที่เล็กที่สุดของคู่เงินสำหรับคู่เงินส่วนใหญ่ 1 pip เท่ากับ 0.0001 ยกเว้นคู่เงินที่มีเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ 1 pip เท่ากับ 0.01 ตัวอย่างเช่นหาก EUR/USD เปลี่ยนจาก 1.0850 เป็น 1.0860 หมายความว่าราคาขยับขึ้น 10 pips
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาBid (ราคาขาย) และราคาAsk (ราคาซื้อ) ซึ่งเป็นต้นทุนในการเทรดของคุณยิ่งSpread แคบเท่าไหร่ต้นทุนยิ่งต่ำคู่เงินหลักอย่าง EUR/USD มักมีSpread เพียง 0.1-1.0 pip ในขณะที่คู่เงินExotic อาจมีSpread กว้างถึง 10-50 pips
Lot คือหน่วยวัดขนาดการเทรดแบ่งเป็น 3 ขนาดหลักได้แก่ Standard Lot (100,000 หน่วย) Mini Lot (10,000 หน่วย) และ Micro Lot (1,000 หน่วย) สำหรับมือใหม่แนะนำให้เริ่มต้นด้วย Micro Lot (0.01 lot) เพื่อจำกัดความเสี่ยง
ประเภทคำสั่งซื้อขายในตลาดForex
การเข้าใจประเภทคำสั่งซื้อขายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเทรดทุกคนคำสั่งแต่ละประเภทมีจุดประสงค์และการใช้งานที่แตกต่างกัน
Market Order: คำสั่งซื้อหรือขายทันทีที่ราคาปัจจุบันเหมาะสำหรับเมื่อคุณต้องการเข้าตลาดทันทีโดยไม่รอราคาเฉพาะ
Limit Order: คำสั่งซื้อหรือขายที่ราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า Buy Limit ใช้เมื่อต้องการซื้อที่ราคาต่ำกว่าปัจจุบัน Sell Limit ใช้เมื่อต้องการขายที่ราคาสูงกว่าปัจจุบัน
Stop Order: คำสั่งที่จะทำงานเมื่อราคาถึงระดับที่กำหนด Buy Stop ใช้เมื่อต้องการซื้อที่ราคาสูงกว่าปัจจุบัน (เทรดตามเทรนด์) Sell Stop ใช้เมื่อต้องการขายที่ราคาต่ำกว่าปัจจุบัน
Stop Loss (SL): คำสั่งปิดสถานะอัตโนมัติเมื่อขาดทุนถึงระดับที่กำหนดเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดทุกออเดอร์ควรมี Stop Loss เสมอ
Take Profit (TP): คำสั่งปิดสถานะอัตโนมัติเมื่อกำไรถึงเป้าหมายช่วยล็อกกำไรโดยไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
การบริหารความเสี่ยงสำหรับมือใหม่
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการเทรดForex ไม่ว่ากลยุทธ์ของคุณจะดีแค่ไหนหากไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีคุณจะล้างพอร์ตในที่สุดอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การบริหารความเสี่ยงแบบละเอียด
กฎ1%: ไม่ควรเสี่ยงเกิน1-2% ของเงินทุนทั้งหมดในแต่ละออเดอร์หากคุณมีเงินทุน $1,000 ความเสี่ยงสูงสุดต่อออเดอร์ไม่ควรเกิน $10-20
Risk:Reward Ratio: ตั้งเป้าหมายอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนอย่างน้อย 1:2 หมายความว่าหากคุณเสี่ยง 10 pips คุณควรตั้งเป้ากำไรอย่างน้อย 20 pips ด้วยอัตราส่วนนี้แม้ชนะเพียง40% ของการเทรดทั้งหมดคุณก็ยังทำกำไรได้
Position Sizing: คำนวณขนาดLot ที่เหมาะสมตามเงินทุนและระดับStop Loss สูตรคำนวณคือ Lot Size = (เงินทุน × %ความเสี่ยง) ÷ (Stop Loss เป็น pips × มูลค่าต่อ pip)
Diversification: อย่าเปิดออเดอร์ในทิศทางเดียวกันหลายคู่เงินที่มีความสัมพันธ์กัน (Correlation) เช่นการซื้อ EUR/USD และ GBP/USD พร้อมกันเท่ากับเพิ่มความเสี่ยงเป็นสองเท่า
วิธีเลือกโบรกเกอร์Forex ที่เหมาะกับคนไทย
การเลือกโบรกเกอร์ที่ดีเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเทรดForex ปัจจัยที่ควรพิจารณามีดังนี้
ใบอนุญาต: เลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือเช่น FCA (อังกฤษ), CySEC (ไซปรัส), ASIC (ออสเตรเลีย) หรือ FSA (เซเชลส์) ใบอนุญาตเหล่านี้ช่วยปกป้องเงินทุนของคุณ
สเปรดและค่าคอมมิชชัน: เปรียบเทียบต้นทุนการเทรดระหว่างโบรกเกอร์บางโบรกเกอร์เสนอสเปรดต่ำแต่คิดค่าคอมมิชชันในขณะที่บางโบรกเกอร์รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้ในสเปรด
การฝากถอนเงิน: ตรวจสอบว่าโบรกเกอร์รองรับช่องทางการฝากถอนที่สะดวกสำหรับคนไทยเช่นธนาคารไทย, PromptPay, TrueMoney Wallet หรือ Crypto
แพลตฟอร์ม: ตรวจสอบว่าโบรกเกอร์รองรับแพลตฟอร์มที่คุณต้องการใช้เช่น MT4, MT5 หรือ cTrader รวมถึงแอปมือถือสำหรับเทรดบนสมาร์ทโฟน
บริการลูกค้า: เลือกโบรกเกอร์ที่มีทีมซัพพอร์ตภาษาไทยและตอบกลับรวดเร็วทดสอบโดยการติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าก่อนเปิดบัญชี
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกโบรกเกอร์สามารถอ่านได้ที่ SiamCafe.net ซึ่งมีรีวิวโบรกเกอร์และเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมอย่างละเอียดหรือศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนที่ Siam2Rich.com
แพลตฟอร์มเทรดยอดนิยม
แพลตฟอร์มเทรดเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟส่งคำสั่งซื้อขายและจัดการพอร์ตการลงทุนแพลตฟอร์มที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันมีดังนี้
MetaTrader 4 (MT4): แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกมีอินดิเคเตอร์และ Expert Advisors (EA) มากมายรองรับการเทรดอัตโนมัติด้วยภาษา MQL4 เหมาะสำหรับมือใหม่และนักเทรดที่ต้องการใช้ EA Semi Auto ในการเทรด
MetaTrader 5 (MT5): เวอร์ชันอัปเกรดของMT4 มีTimeframe เพิ่มเติมรองรับตลาดหุ้นและฟิวเจอร์สมีเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทันสมัยกว่าและรองรับ Netting Position
cTrader: แพลตฟอร์มที่มีอินเทอร์เฟซทันสมัยรองรับ Level II Pricing และ Depth of Market เหมาะสำหรับนักเทรดที่ต้องการความโปร่งใสในการส่งคำสั่ง
TradingView: แพลตฟอร์มวิเคราะห์กราฟออนไลน์ที่ดีที่สุดมีเครื่องมือวิเคราะห์ครบครันรองรับ Social Trading และสามารถเชื่อมต่อกับโบรกเกอร์หลายแห่งเพื่อส่งคำสั่งซื้อขายได้โดยตรง
จิตวิทยาการเทรด: ปัจจัยที่สำคัญที่สุด
จิตวิทยาการเทรดเป็นปัจจัยที่แยกนักเทรดที่ประสบความสำเร็จออกจากนักเทรดที่ล้มเหลวแม้จะมีกลยุทธ์ที่ดีและความรู้ทางเทคนิคมากเพียงใดหากควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็จะไม่สามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ
ความกลัว (Fear): ความกลัวทำให้นักเทรดปิดออเดอร์เร็วเกินไปเมื่อกำลังกำไรหรือไม่กล้าเข้าเทรดเมื่อมีสัญญาณที่ดีวิธีแก้คือการวางแผนการเทรดล่วงหน้าและยึดมั่นในแผน
ความโลภ (Greed): ความโลภทำให้นักเทรดเปิดออเดอร์ใหญ่เกินไปไม่ยอมปิดกำไรหรือเทรดมากเกินไป (Overtrading) วิธีแก้คือการตั้งเป้าหมายกำไรรายวันและหยุดเทรดเมื่อถึงเป้า
การแก้แค้นตลาด (Revenge Trading): หลังจากขาดทุนนักเทรดมักต้องการ “แก้แค้น” โดยการเปิดออเดอร์ใหม่ทันทีด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นซึ่งมักนำไปสู่การขาดทุนเพิ่มเติมวิธีแก้คือหยุดเทรดหลังขาดทุนติดต่อกัน2-3ครั้ง
FOMO (Fear of Missing Out): ความกลัวที่จะพลาดโอกาสทำให้นักเทรดกระโดดเข้าตลาดโดยไม่มีแผนวิธีแก้คือเตือนตัวเองว่าตลาดมีโอกาสใหม่ทุกวันไม่จำเป็นต้องเทรดทุกการเคลื่อนไหว
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำ
การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของผู้อื่นช่วยให้คุณประหยัดเวลาและเงินได้มากต่อไปนี้คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในหมู่นักเทรดมือใหม่
1. ไม่ใช้Stop Loss: นี่คือข้อผิดพลาดร้ายแรงที่สุดการเทรดโดยไม่มีStop Loss เหมือนขับรถโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัยอาจรอดได้หลายครั้งแต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะรุนแรงมาก
2. ใช้Leverage สูงเกินไป: มือใหม่มักถูกดึงดูดด้วยLeverage สูงเพราะต้องการทำกำไรเร็วแต่Leverage สูงก็หมายถึงความเสี่ยงสูงเช่นกันเริ่มต้นด้วยLeverage ต่ำและค่อยๆเพิ่ม
3. เทรดโดยไม่มีแผน: การเทรดโดยไม่มีแผนเหมือนการเดินทางโดยไม่มีแผนที่คุณอาจไปถึงจุดหมายได้แต่โอกาสหลงทางสูงมากทุกครั้งที่เทรดควรมีเหตุผลชัดเจนว่าทำไมถึงเข้าจุดStop Loss อยู่ตรงไหนและเป้าหมายกำไรคือเท่าไหร่
4. Overtrading: การเทรดมากเกินไปทำให้เสียค่าSpread สะสมจำนวนมากและเพิ่มโอกาสทำผิดพลาดเทรดเฉพาะเมื่อมีสัญญาณที่ชัดเจนเท่านั้น
5. ไม่บันทึกผลการเทรด: การไม่มี Trading Journal ทำให้คุณไม่สามารถวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองได้บันทึกทุกออเดอร์พร้อมเหตุผลและผลลัพธ์
6. เปลี่ยนกลยุทธ์บ่อยเกินไป: มือใหม่มักเปลี่ยนกลยุทธ์ทุกครั้งที่ขาดทุนทำให้ไม่มีกลยุทธ์ไหนได้รับการทดสอบอย่างเพียงพอเลือกกลยุทธ์หนึ่งและทดสอบอย่างน้อย100ออเดอร์ก่อนตัดสินใจเปลี่ยน
7. ติดตามข่าวมากเกินไป: การรับข้อมูลมากเกินไปทำให้สับสนและตัดสินใจไม่ได้เลือกแหล่งข้อมูล2-3แหล่งที่น่าเชื่อถือและยึดมั่นกับการวิเคราะห์ของตัวเอง
? สรุปสิ่งสำคัญสำหรับมือใหม่
- เริ่มต้นด้วยบัญชีDemoอย่างน้อย1-3เดือน
- ใช้Leverage ไม่เกิน 1:50
- เสี่ยงไม่เกิน1-2%ต่อออเดอร์
- ตั้งStop Lossทุกออเดอร์
- บันทึกผลการเทรดทุกครั้ง
- อย่าเทรดด้วยอารมณ์
- เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรดForex
เทรดForexต้องใช้เงินเริ่มต้นเท่าไหร่?
คุณสามารถเริ่มต้นเทรดForexด้วยเงินเพียง $5-10 กับโบรกเกอร์บางแห่งแต่แนะนำให้เริ่มต้นด้วยเงินอย่างน้อย $100-500 เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมและไม่กดดันตัวเองมากเกินไป
เทรดForexถูกกฎหมายในประเทศไทยหรือไม่?
การเทรดForexผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศไม่ผิดกฎหมายในประเทศไทยแต่ยังไม่มีหน่วยงานในประเทศที่กำกับดูแลโดยตรงนักเทรดควรเลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ
ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเทรดForexเป็น?
โดยเฉลี่ยนักเทรดต้องใช้เวลา6เดือนถึง2ปีในการเรียนรู้และฝึกฝนจนสามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอระยะเวลาขึ้นอยู่กับความทุ่มเทในการเรียนรู้การฝึกฝนในบัญชีDemo และวินัยในการปฏิบัติตามแผนการเทรด
ควรเทรดForexเต็มเวลาหรือเป็นรายได้เสริม?
สำหรับมือใหม่แนะนำให้เทรดเป็นรายได้เสริมก่อนอย่าลาออกจากงานประจำเพื่อมาเทรดForex จนกว่าจะสามารถทำกำไรได้สม่ำเสมออย่างน้อย6-12เดือนติดต่อกันและมีเงินสำรองค่าใช้จ่ายอย่างน้อย6เดือน
Forexกับหุ้นต่างกันอย่างไร?
ตลาดForexเปิด24ชั่วโมง5วันมีสภาพคล่องสูงกว่าสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลงมีLeverage สูงกว่าและไม่มีค่าคอมมิชชันในหลายโบรกเกอร์ในขณะที่ตลาดหุ้นมีเวลาเปิดปิดชัดเจนมีการจ่ายเงินปันผลและมีข้อมูลบริษัทให้วิเคราะห์มากกว่า
EA (Expert Advisor) คืออะไรใช้แทนการเทรดเองได้ไหม?
EA คือโปรแกรมเทรดอัตโนมัติที่ทำงานบนแพลตฟอร์มMT4/MT5 สามารถเปิดปิดออเดอร์ตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้โดยไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอ EA ที่ดีสามารถช่วยลดอารมณ์ในการเทรดได้แต่ไม่มีEAใดที่รับประกันกำไร100% ควรทดสอบในบัญชีDemoก่อนใช้กับเงินจริงเสมอ
ทำไมนักเทรดส่วนใหญ่ถึงขาดทุน?
สถิติแสดงว่า70-80%ของนักเทรดรายย่อยขาดทุนสาเหตุหลักคือขาดความรู้ที่เพียงพอไม่มีการบริหารความเสี่ยงเทรดด้วยอารมณ์ใช้Leverage สูงเกินไปและไม่มีวินัยในการปฏิบัติตามแผนการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างจริงจังจะช่วยให้คุณอยู่ในกลุ่ม20-30%ที่ทำกำไรได้
ควรเทรดคู่เงินไหนดีสำหรับมือใหม่?
สำหรับมือใหม่แนะนำให้เริ่มต้นด้วย EUR/USD เนื่องจากมีสเปรดต่ำที่สุดสภาพคล่องสูงมีข้อมูลวิเคราะห์มากมายและเคลื่อนไหวไม่รุนแรงเกินไปเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นค่อยขยายไปเทรดคู่เงินอื่นเช่น GBP/USD หรือ USD/JPY







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文