Spread Forex คือค่าธรรมเนียมหลักที่โบรกเกอร์เรียกเก็บทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ เข้าใจผิดอาจกลายเป็นขาดทุนได้ บทความนี้เจาะลึกค่า Spread
- Spread ในตลาด Forex คืออะไร และทำไมเทรดเดอร์ต้องรู้
- ประเภทของ Spread ที่เทรดเดอร์ไทยต้องเลือกให้เหมาะกับสไตล์
- ช่วงเวลาที่ Spread กว้างจัด และวิธีหลีกเลี่ยงอย่างชาญฉลาด
- ตัวอย่างการคำนวณผลกำไรและขาดทุนจาก Spread แบบเห็นตัวเลขจริง
- ตารางเปรียบเทียบประเภทบัญชีและผลกระทบต่อต้นทุนการเทรด
- เทคนิคลดค่า Spread ปี 2568 ที่เทรดเดอร์ไทยต้องรู้
- คำถามที่พบบ่อย
/>
Spread ในตลาด Forex คืออะไร และทำไมเทรดเดอร์ต้องรู้

Spread ในตลาด Forex คือความแตกต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของคู่สกุลเงิน ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายให้โบรกเกอร์ในทุกการเปิดออเดอร์ การเข้าใจค่าต่างราคานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนคำนวณต้นทุนที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำ และวางแผนบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับใครที่เพิ่งเข้ามาเทรด Forex คำว่า Spread อาจจะฟังดูแปลกหู แต่ขอบอกเลยว่านี่คือต้นทุนที่เราต้องรู้จักให้แม่นที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมันส่งผลตรงต่อกำไรและขาดทุนในทุกๆ ไม้ที่เราเปิดออเดอร์
พูดให้เข้าใจง่ายๆ Spread ก็คือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายของคู่เงินในขณะนั้น เวลาเราเปิดออเดอร์ซื้อ เราจะได้รับราคาเสนอซื้อ ส่วนเวลาเปิดออเดอร์ขาย เราจะได้รับราคาเสนอขาย ราคาสองค่านี้จะไม่เท่ากัน โดยราคาซื้อจะสูงกว่าราคาขายเสมอ ส่วนต่างตรงนี้แหละครับที่เป็นค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เก็บไป ลองสังเกตดูตารางราคาในแพลตฟอร์มจะเห็นตัวเลขสองค่าวิ่งอยู่ข้างกัน ยิ่งส่วนต่างกว้างเท่าไร ต้นทุนเราก็ยิ่งแพง ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราต้องสนใจเรื่องนี้ให้มากมาย คำตอบคือมันคือค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เวลาเทรด ไม่ว่าคุณจะเทรดยังไงก็ต้องจ่ายค่านี้ให้โบรกเกอร์เสมอ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเปิดออเดอร์แล้วราคาวิ่งไปสักสิบจุดแล้วคุณปิดออเดอร์ทันที หาก Spread อยู่ที่สามจุด แปลว่าคุณจะได้กำไรเพียงเจ็ดจุดเท่านั้น แต่ถ้า Spread กว้างถึงแปดจุดล่ะก็ คุณจะขาดทุนทันทีแม้ราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่คุณคาดไว้ก็ตาม นี่คือเหตุผลที่เทรดเดอร์ที่ใช้ระบบสกอลป์หรือเปิดปิดออเดอร์รวดเร็วต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะต้นทุนที่สูงจะกัดกินกำไรที่น้อยอยู่แล้วจนหมด
ประเภทของ Spread ที่เทรดเดอร์ไทยต้องเลือกให้เหมาะกับสไตล์

เทรดเดอร์ไทยควรเลือกประเภทสเปรดให้เหมาะสมกับสไตล์การซื้อขายของตนเอง โดยผู้ที่นิยมสเกลปิงหรือเปิดปิดออเดอร์ในระยะเวลาสั้นๆ มักเหมาะกับบัญชีราคาต่างที่ต่ำมากแต่มีค่าคอมมิชชัน ส่วนผู้ที่ถือออเดอร์ระยะยาวมักเลือกบัญชีมาตรฐานที่รวมค่าธรรมเนียมไว้ในราคาต่างโดยไม่มีค่าบริการเพิ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนอย่างแท้จริง
การเลือกประเภทของ Spread ให้เหมาะสมกับระบบการเทรดเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแต่ละแบบมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของต้นทุนและความเสี่ยงในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน
Fixed Spread ความแน่นอนที่มาพร้อมต้นทุนที่สูงกว่า
แบบคงที่คือการที่โบรกเกอร์กำหนดส่วนต่างราคาไว้เป็นตัวเลขตายตัว ไม่ว่าตลาดจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ตัวเลขนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง ข้อดีคือเราสามารถคำนวณต้นทุนล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ทำให้การวางแผนบริหารความเสี่ยงทำได้ง่าย แต่ข้อเสียคือในภาวะปกติตัวเลขนี้มักจะสูงกว่าแบบลอยตัวพอสมควร
Variable Spread ต้นทุนต่ำในตลาดปกติแต่พลิกผันเร็ว
แบบลอยตัวจะปรับเปลี่ยนไปตามสภาพคล่องของตลาด ในเวลาที่มีการซื้อขายเยอะๆ ส่วนต่างราคาจะแคบมากจนแทบจะเป็นศูนย์ แต่พอเข้าสู่ช่วงข่าวร้อนแรง มันอาจจะขยายกว้างขึ้นมาทันทีจนช็อตเทรดเดอร์ได้ การใช้งานแบบนี้ต้องระวังเรื่องการเปิดออเดอร์ในจังหวะที่ตลาดสั่นไหว
ECN Spread ตัวเลือกสำหรับนักสกอลป์อย่างแท้จริง
บัญชีประเภทนี้จะให้ส่วนต่างราคาที่แคบที่สุดใกล้เคียงกับศูนย์ แต่แลกมาด้วยการเก็บค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหากต่อการเปิดปิดออเดอร์หนึ่งรอบ เหมาะมากกับคนที่เทรดจังหวะสั้นและเน้นปริมาณออเดอร์เยอะ เพราะต้นทุนรวมจะถูกกว่าแบบอื่นเมื่อราคาวิ่งไม่ไกล
/>
ช่วงเวลาที่ Spread กว้างจัด และวิธีหลีกเลี่ยงอย่างชาญฉลาด
ช่วงเวลาที่ความต่างของราคาซื้อขายจะขยายตัวกว้างจัดมักเกิดขึ้นในเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการหรือมีข่าวเศรษฐกิจสำคัญออกมาอย่างกะทันหัน ซึ่งเทรดเดอร์สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ได้อย่างชาญฉลาดโดยการเลือกซื้อขายในช่วงเซสชันที่มีสภาพคล่องสูงอย่างลอนดอนหรือนิวยอร์ก และงดเปิดออเดอร์ในขณะที่มีการประกาศข่าวสำคัญเพื่อป้องกันการสไลด์ราคา
การรู้จักช่วงเวลาที่ส่วนต่างราคาจะขยายตัวจะช่วยให้เราประหยัดต้นทุนได้มาก เพราะในบางเวลาที่ตลาดขาดสภาพคล่อง การเปิดออเดอร์เท่ากับการโยนเงินทิ้งไปก่อนที่ราคาจะเริ่มเคลื่อนไหว
ช่วงเวลาที่เทรดเดอร์ไทยควรหลีกเลี่ยงเป็นอันดับแรกคือช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างวัน ซึ่งก็คือเวลาที่ตลาดอเมริกาปิดและตลาดเอเชียกำลังจะเปิด ในช่วงนี้ธนาคารกลางของประเทศใหญ่ๆ จะไม่อยู่ในระบบ ทำให้ปริมาณเงินที่หมุนเวียนน้อยลงอย่างมาก เมื่อสภาพคล่องลดลง โบรกเกอร์ก็จะขยายส่วนต่างราคาขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากความเสี่ยง คู่เงินยูโรดอลลาร์ที่ปกติอาจจะมีส่วนต่างแค่หนึ่งจุด อาจจะกระโดดไปอยู่ที่ห้าถึงสิบจุดได้ทันทีในช่วงเวลานี้
อีกหนึ่งช่วงเวลาที่อันตรายมากคือเวลาที่มีการประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การประกาศตัวเลขการจ้างงานนอนฟาร์มเพย์โรลของอเมริกา หรือการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ในวินาทีที่ข่าวออกมา ราคาอาจจะกระโดดไปหลายสิบจุดในพริบตา โบรกเกอร์จะขยายส่วนต่างราคาออกไปอย่างมากเพื่อป้องกันการถูกฟันจากความผันผวน บางครั้งอาจกว้างถึงยี่สิบจุดขึ้นไป หากเราไปตกหลุมเปิดออเดอร์ในจังหวะนั้น โอกาสที่จะถูกจุดตัดขาดทุนเหยียบเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายมาก วิธีที่ดีที่สุดคือปิดบิลทั้งหมดก่อนเวลาข่าวออก แล้วค่อยว่าเข้าใหม่หลังจากที่ราคาเดินจบเทรนด์แรกไปแล้ว
ตัวอย่างการคำนวณผลกำไรและขาดทุนจาก Spread แบบเห็นตัวเลขจริง

สมมติว่าเทรดเดอร์เปิดออเดอร์ซื้อคู่สกุลเงินยูโรดอลลาร์จำนวนหนึ่งล็อตมาตรฐาน ณ ราคาต่างที่ประมาณหนึ่งจุดสี่พิพพ์ ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับต้นทุนสี่สิบดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งล็อตตามข้อมูลจากเว็บไซต์บาบิพีเpia หากตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่สอดคล้องกับการวิเคราะห์เพียงเล็กน้อยก็อาจไม่เพียงพอต่อการคืนทุนเบื้องต้น ทำให้เทรดเดอร์ต้องพึ่งพาการเคลื่อนไหวของราคาให้ก้าวล้ำต้นทุนนี้ไปได้ก่อนจึงจะเริ่มสร้างผลกำไรขึ้นมาจริง
การคำนวณผลลัพธ์จากส่วนต่างราคาจะช่วยให้เราเห็นภาพว่ามันกัดกินเงินทุนของเราไปมากแค่ไหน ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณจริงกันครับ
สมมติว่าเราเทรดคู่เงินยูโรดอลลาร์ โดยใช้ขนาดล็อตมาตรฐานที่หนึ่งล็อต ซึ่งหนึ่งจุดมีค่าเท่ากับสิบดอลลาร์สหรัฐ ราคาปัจจุบันอยู่ที่หนึ่งจุดสิบห้าสิบห้าสอง โดยราคาเสนอซื้ออยู่ที่หนึ่งจุดสิบห้าสิบห้าห้า และราคาเสนอขายอยู่ที่หนึ่งจุดสิบห้าสี่เก้า แปลว่าส่วนต่างราคาในตอนนี้กว้างหกจุด ถ้าเราตัดสินใจเปิดออเดอร์ซื้อที่ราคาหนึ่งจุดสิบห้าห้าห้า เราจะเริ่มต้นด้วยการติดลบหกสิบดอลลาร์สหรัฐทันที นี่คือต้นทุนที่เราต้องเอาชนะก่อนที่จะเริ่มทำกำไร
ต่อมาราคาวิ่งขึ้นไปตามที่เราคาดไว้ ราคาเสนอขายขยับขึ้นไปที่หนึ่งจุดสิบหกห้าห้า และราคาเสนอซื้อขยับไปที่หนึ่งจุดสิบหกห้าแปด ส่วนต่างราคายังคงกว้างหกจุดเท่าเดิม ถ้าเราตัดสินใจปิดออเดอร์ตอนนี้ เราจะขายออกไปที่ราคาหนึ่งจุดสิบหกห้าห้า คำนวณจากจุดเปิดคือหนึ่งจุดสิบห้าห้าห้า ราคาเคลื่อนที่ไปด้านบนสิบจุด มากกว่าส่วนต่างราคาที่หกจุด ดังนั้นเราจะเหลือกำไรจริงสี่จุด คูณด้วยสิบดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับเราได้กำไรในไม้นี้ไปสี่สิบดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าหากเราเทรดกับโบรกเกอร์ที่มีส่วนต่างราคาแคบกว่าเดิม เช่น กว้างแค่สองจุด เราจะได้กำไรถึงแปดสิบดอลลาร์สหรัฐแทน เห็นความแตกต่างไหมครับ นี่คือเหตุผลที่การเปรียบเทียบต้นทุนก่อนเทรดสำคัญมาก
ตารางเปรียบเทียบประเภทบัญชีและผลกระทบต่อต้นทุนการเทรด

การเปรียบเทียบประเภทบัญชีการซื้อขายอย่างบัญชีมาตรฐานและบัญชีราคาต่างต่ำช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจผลกระทบต่อต้นทุนโดยรวมได้ชัดเจน โดยบัญชีมาตรฐานจะมีราคาต่างสูงกว่าเล็กน้อยแต่ไม่มีค่าคอมมิชชันแยกเพิ่ม ในขณะที่บัญชีราคาต่างต่ำจะมีราคาต่างน้อยกว่าแต่มีค่าธรรมเนียมต่อรอบการซื้อขาย ส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณจุดคุ้มทุนและผลกำไรสุทธิในระยะยาว
เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น ผมได้จัดทำตารางเปรียบเทียบระหว่างบัญชีแบบต่างๆ ที่โบรกเกอร์ทั่วไปเปิดให้บริการ เพื่อให้ลูกศิษย์ได้นำไปพิจารณาเลือกใช้งานให้ตรงกับสไตล์การเทรดของตัวเองมากที่สุด
| ประเภทบัญชี | ลักษณะส่วนต่างราคา | ค่าคอมมิชชั่น | เหมาะกับสไตล์การเทรด |
|---|---|---|---|
| Standard | ลอยตัว ปกติกว้างประมาณ 1.2-2.0 จุด | ไม่มี (รวมในส่วนต่างราคาแล้ว) | เทรดเดอร์มือใหม่ เน้นสวิงเทรดระยะยาว |
| Fixed Spread | คงที่ตลอดเวลา ประมาณ 2.0-3.0 จุด | ไม่มี | นักข่าวเทรดที่ต้องการความแน่นอน |
| ECN / Raw Spread | ลอยตัวใกล้ศูนย์ (0.0-0.3 จุด) | มี ประมาณ 3.5-7 ดอลลาร์ต่อล็อต | นักสกอลป์ เทรดระยะสั้นกราฟเล็ก |
| Cent / Micro | ลอยตัว กว้างประมาณ 2.5-4.0 จุด | ไม่มี | ฝึกหัดทดลองใช้เงินทุนเล็กมาก |
เทคนิคลดค่า Spread ปี 2568 ที่เทรดเดอร์ไทยต้องรู้
เทคนิคลดค่าต่างราคาซื้อขายที่เทรดเดอร์ไทยต้องรู้ในปัจจุบันคือการเปรียบเทียบอัตราค่าธรรมเนียมจากโบรกเกอร์หลายแห่ง การเลือกซื้อขายในคู่สกุลเงินหลักที่มีสภาพคล่องสูงอย่างยูโรดอลลาร์ และการใช้บัญชีอีซีเอ็นที่มีการวางคำสั่งแบบดิสเคาน์เพื่อลดต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำสุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราส่วนกำไรต่อขาดทุนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
การลดต้นทุนส่วนต่างราคาในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากเราเข้าใจกลไกของตลาดและรู้จักเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกต้อง ปีนี้มีหลายวิธีที่นำมาใช้ได้จริงและเห็นผลชัดเจน
วิธีแรกและง่ายที่สุดคือการเลือกเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงสุด นั่นคือช่วงที่ตลาดลอนดอนและตลาดนิวยอร์กเปิดทำการพร้อมกัน ซึ่งตรงกับเวลาประมาณสี่ทุ่มถึงตีสามของไทย ในช่วงเวลานี้ธนาคารขนาดใหญ่ทั่วโลกจะเข้ามาทำธุรกรรมจำนวนมาก ทำให้ส่วนต่างราคาของคู่เงินหลักอย่างยูโรดอลลาร์หรือเคเบิลดอลลาร์ลดลงจนเหลือน้อยที่สุด บางครั้งอาจจะเหลือเพียงศูนย์จุดห้าจุดเท่านั้น การเข้าออเดอร์ในช่วงนี้จะช่วยให้เราประหยัดต้นทุนไปได้มากโข
วิธีที่สองคือการเลือกคู่เงินให้ถูกต้อง คู่เงินหลักทั้งเจ็ดคู่จะมีส่วนต่างราคาที่แคบกว่าคู่เงินรองหรือคู่เงินข้ามเสมอ เพราะปริมาณการซื้อขายของคู่เงินหลักนั้นมหาศาล โบรกเกอร์สามารถหาคู่ค้าที่ตรงข้ามกับออเดอร์ของเราได้ง่าย จึงไม่จำเป็นต้องขยายส่วนต่างราคามากนัก หลีกเลี่ยงการเทรดคู่เงินแปลกๆ ที่ไม่ค่อยมีคนเทรด เพราะนอกจากจะเสียต้นทุนเยอะแล้ว ยังเสี่ยงเรื่องราคาเด้งจัดๆ อีกด้วย นอกจากนี้การเปิดบัญชีประเภทอีซีเอ็นก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี แม้จะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นเพิ่ม แต่หากคุณเป็นคนที่เทรดจังหวะสั้นและกำไรต่อไม้น้อย การจ่ายค่าคอมมิชชั่นที่แน่นอนจะคุ้มค่ากว่าการรับส่วนต่างราคาที่ลอยตัวและอาจกว้างขึ้นในอนาคตอันใกล้
สุดท้ายที่ผมอยากเน้นย้ำเสมอคือการหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ในช่วงข่าวใหญ่ หลายคนชอบรอเล่นข่าวเพราะคิดว่าจะได้กำไรเร็ว แต่จริงๆ แล้วการเปิดออเดอร์ในจังหวะที่ส่วนต่างราคากว้างระดับยี่สิบจุดขึ้นไป เท่ากับว่าคุณยอมรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนทันทีก่อนที่ราคาจะไปไหน ลองปรับพฤติกรรมมาเป็นการวิเคราะห์ทิศทางรอบด้านและรอให้ความวุ่นวายจากข่าวสงบลงก่อน แล้วค่อยเข้าหาตลาดในจังหวะที่สภาพคล่องกลับมาปกติ คุณจะพบว่าต้นทุนการเทรดของคุณลดลงอย่างมาก และกำไรสะสมในแต่ละเดือนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยโดยที่คุณไม่ต้องเปลี่ยนระบบการเทรดเลย
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าต่างราคาซื้อขายมักเกี่ยวข้องกับการสอบถามว่าทำไมอัตราดังกล่าวจึงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งคำตอบคือมันขึ้นอยู่กับสภาพคล่องในตลาดและความผันผวนจากข่าวสาร นอกจากนี้ผู้ลงทุนมือใหม่มักสงสัยว่าค่าใช้จ่ายนี้ถือเป็นต้นทุนเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ความจริงแล้วยังมีค่าสวอปและค่าคอมมิชชันที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกันด้วย
Spread Forex คืออะไร
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของคู่เงินในขณะนั้น ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมหลักที่โบรกเกอร์เก็บจากเราทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ราคาซื้อจะสูงกว่าราคาขายเสมอ ยิ่งส่วนต่างกว้างมากเท่าไร ต้นทุนการเทรดของเราก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการเข้าใจค่านี้จึงมีความสำคัญมากในการคำนวณกำไรขาดทุนจริง
ควรเลือก Spread แบบคงที่หรือลอยตัวดี
ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของคุณ แบบคงที่เหมาะกับคนที่ต้องการความแน่นอนในการคำนวณต้นทุนล่วงหน้า แต่ตัวเลขมักจะสูงกว่าปกติ ส่วนแบบลอยตัวจะแคบมากในช่วงตลาดปกติ แต่อาจขยายกว้างขึ้นมากเมื่อมีข่าวร้อนแรง ถ้าคุณเป็นนักสกอลป์ควรเลือกแบบลอยตัว แต่ถ้าชอบเทรดข่าวควรเลือกแบบคงที่
ช่วงเวลาไหนที่ Spread แคบที่สุด
ช่วงเวลาที่ส่วนต่างราคาแคบที่สุดคือเซสชั่นลอนดอนและนิวยอร์กทับซ้อนกัน คือประมาณสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืนตามเวลาประเทศไทย ในจังหวะนี้ธนาคารใหญ่ทั้งในยุโรปและอเมริกากำลังทำธุรกรรมหนักทำให้สภาพคล่องสูงมาก ควรหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ในช่วงตลาดพักหรือก่อนข่าวสำคัญออก เพราะต้นทุนจะพุ่งสูงขึ้นจนไม่คุ้มค่า
คำนวณต้นทุนจาก Spread ยังไง
ให้เอาจำนวนพอยต์ของส่วนต่างราคาคูณกับมูลค่าพอยต์ต่อล็อต สำหรับคู่เงินหลักที่ลงท้ายด้วยดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าหนึ่งพอยต์ของหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตจะเท่ากับหนึ่งดอลลาร์ ตัวอย่างเช่น ถ้าส่วนต่างราคาอยู่ที่สองพอยต์ เปิดหนึ่งล็อต เราจะเสียค่าธรรมเนียมไปสองดอลลาร์ทันทีที่กดเปิดออเดอร์ ยังไม่รวมค่าคอมมิชชั่นและสวอปที่อาจตามมาอีก
บัญชี ECN คุ้มค่ากว่าบัญชี Standard จริงไหม
ขึ้นอยู่กับปริมาณออเดอร์และสไตล์การเทรด บัญชี ECN จะมีส่วนต่างราคาแคบใกล้ศูนย์แต่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหากต่อรอบ หากคุณเป็นนักสกอลป์ที่เปิดปิดออเดอร์เยอะมาก บัญชี ECN จะคุ้มกว่าเพราะต้นทุนรวมต่อไม้ถูกกว่า แต่ถ้าคุณเทรดจังหวะยาวถือไม้ละหลายวัน บัญชี Standard ที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นก็เพียงพอและคุ้มค่ากว่า
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย


















