
ประเภทคำสั่งซื้อขาย Forex Order Types คืออะไร?
ในโลกของการเทรด Forex สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้คือ ประเภทคำสั่งซื้อขาย (Order Types) การเข้าใจคำสั่งซื้อขายแต่ละประเภทจะช่วยให้คุณสามารถเข้าและออกจากตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์มือใหม่หรือมืออาชีพ การรู้จักคำสั่งซื้อขายแต่ละแบบเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้เลย
- ประเภทคำสั่งซื้อขาย Forex Order Types คืออะไร?
- Market Order คำสั่งซื้อขายทันที
- Limit Order คำสั่งจำกัดราคา
- Stop Order คำสั่งหยุด
- เปรียบเทียบ Pending Orders vs Market Orders
- Stop Loss คำสั่งตัดขาดทุน
- Take Profit คำสั่งทำกำไร
- Trailing Stop คำสั่งตามราคา
- OCO Order (One Cancels Other)
- Order Execution: Instant Execution vs Market Execution
- Slippage คืออะไร? ทำไมต้องรู้?
- Requote คืออะไร?
- Partial Fills คำสั่งที่ถูกดำเนินการบางส่วน
- คำสั่งซื้อขายใน MT4/MT5
- เมื่อไรควรใช้คำสั่งประเภทไหน? (When to Use Each Order Type)
- ตารางสรุปคำสั่งซื้อขายทุกประเภท (Complete Order Types Summary)
- ตัวอย่างการเทรดจริงพร้อมคำสั่งซื้อขายครบชุด
- เคล็ดลับการใช้คำสั่งซื้อขายอย่างมืออาชีพ
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้คำสั่งซื้อขาย
- สรุป: คำสั่งซื้อขาย Forex Order Types
คำสั่งซื้อขาย (Order) คือคำสั่งที่คุณส่งไปยังโบรกเกอร์ของคุณเพื่อเปิดหรือปิดสถานะการซื้อขาย (Position) ในตลาด Forex โบรกเกอร์จะดำเนินการตามคำสั่งของคุณภายใต้เงื่อนไขที่คุณกำหนดไว้ ซึ่งแต่ละประเภทคำสั่งจะมีลักษณะและจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป การเลือกใช้คำสั่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์จะช่วยให้คุณควบคุมการเทรดได้ดียิ่งขึ้น
ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักคำสั่งซื้อขายทุกประเภทอย่างละเอียด ตั้งแต่คำสั่งพื้นฐานอย่าง Market Order ไปจนถึงคำสั่งขั้นสูงอย่าง OCO Order พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริงในแพลตฟอร์ม MT4 และ MT5 หากคุณต้องการเริ่มต้นเทรดกับโบรกเกอร์ที่รองรับคำสั่งซื้อขายครบทุกประเภท สามารถสมัครเปิดบัญชีเทรดได้ที่นี่
Market Order คำสั่งซื้อขายทันที
Market Order หรือคำสั่งซื้อขายทันที คือคำสั่งซื้อขายที่พื้นฐานและเรียบง่ายที่สุดในตลาด Forex เมื่อคุณส่งคำสั่ง Market Order โบรกเกอร์จะดำเนินการซื้อหรือขายคู่สกุลเงินให้คุณ ณ ราคาปัจจุบันของตลาดทันที โดยไม่ต้องรอให้ราคาถึงระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ลักษณะสำคัญของ Market Order
- ดำเนินการทันที (Instant Execution): คำสั่งจะถูกดำเนินการทันทีที่คุณกดปุ่มซื้อหรือขาย โดยไม่ต้องรอเงื่อนไขใดๆ
- ราคาที่ได้อาจแตกต่าง: ราคาที่คุณได้รับจริงอาจแตกต่างจากราคาที่แสดงบนหน้าจอเล็กน้อย เนื่องจากตลาด Forex เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วตลอดเวลา
- เหมาะกับการเข้าตลาดเร็ว: ใช้เมื่อคุณต้องการเข้าสู่ตลาดทันทีโดยไม่ต้องการรอราคาที่ดีกว่า
- มี Buy และ Sell: Market Buy คือการซื้อที่ราคา Ask ปัจจุบัน และ Market Sell คือการขายที่ราคา Bid ปัจจุบัน
ตัวอย่างการใช้ Market Order
สมมติว่าคุณวิเคราะห์กราฟ EUR/USD แล้วเห็นว่าราคากำลังจะพุ่งขึ้น โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.0850/1.0852 (Bid/Ask) คุณตัดสินใจกด Buy ทันที ระบบจะเปิดออเดอร์ Buy ให้คุณที่ราคา Ask คือ 1.0852 ซึ่งเป็นราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้น หากราคาขยับขึ้นไปที่ 1.0900 คุณจะได้กำไร 48 pips
ในทางกลับกัน หากคุณเห็นว่าราคา GBP/USD กำลังจะร่วงลง โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.2650/1.2653 คุณกด Sell ทันที ระบบจะเปิดออเดอร์ Sell ให้คุณที่ราคา Bid คือ 1.2650 หากราคาร่วงลงไปที่ 1.2600 คุณจะได้กำไร 50 pips
ข้อดีและข้อเสียของ Market Order
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| ดำเนินการรวดเร็วทันที | อาจเกิด Slippage ได้ |
| ใช้งานง่ายเหมาะกับมือใหม่ | ไม่สามารถกำหนดราคาที่ต้องการได้ |
| เข้าตลาดได้ทุกสถานการณ์ | ในช่วงตลาดผันผวนสูง ราคาอาจห่างจากที่คาดไว้มาก |
Limit Order คำสั่งจำกัดราคา
Limit Order คือคำสั่งซื้อขายที่คุณกำหนดราคาไว้ล่วงหน้า โดยคำสั่งจะถูกดำเนินการก็ต่อเมื่อราคาตลาดมาถึงราคาที่คุณกำหนดไว้เท่านั้น Limit Order ช่วยให้คุณเข้าตลาดในราคาที่ดีกว่าราคาปัจจุบัน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการความแม่นยำในการเข้าออเดอร์
Buy Limit Order
Buy Limit คือคำสั่งซื้อที่ตั้งไว้ต่ำกว่าราคาปัจจุบันของตลาด คุณใช้ Buy Limit เมื่อคุณเชื่อว่าราคาจะลงมาถึงจุดที่คุณกำหนดแล้วจะกลับตัวขึ้นไป กล่าวคือ คุณต้องการ “ซื้อถูก” กว่าราคาปัจจุบัน
ตัวอย่าง: ราคา EUR/USD ปัจจุบันอยู่ที่ 1.0850 คุณวิเคราะห์แล้วเห็นว่ามีแนวรับ (Support) ที่ระดับ 1.0800 คุณจึงตั้ง Buy Limit ที่ 1.0800 เมื่อราคาลงมาแตะ 1.0800 ระบบจะเปิดออเดอร์ Buy ให้อัตโนมัติ หากราคากลับตัวขึ้นไปตามที่คาดไว้ คุณจะได้กำไรจากจุดเข้าที่ดีกว่าการใช้ Market Order
Sell Limit Order
Sell Limit คือคำสั่งขายที่ตั้งไว้สูงกว่าราคาปัจจุบันของตลาด คุณใช้ Sell Limit เมื่อคุณเชื่อว่าราคาจะขึ้นไปถึงจุดที่คุณกำหนดแล้วจะกลับตัวลง กล่าวคือ คุณต้องการ “ขายแพง” กว่าราคาปัจจุบัน
ตัวอย่าง: ราคา GBP/USD ปัจจุบันอยู่ที่ 1.2650 คุณวิเคราะห์แล้วเห็นว่ามีแนวต้าน (Resistance) ที่ระดับ 1.2700 คุณจึงตั้ง Sell Limit ที่ 1.2700 เมื่อราคาขึ้นไปแตะ 1.2700 ระบบจะเปิดออเดอร์ Sell ให้อัตโนมัติ หากราคากลับตัวลงมาตามที่วิเคราะห์ไว้ คุณจะได้กำไร
สรุป Limit Order
| ประเภท | ตั้งไว้ที่ | คาดว่าราคาจะ | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| Buy Limit | ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน | ลงมาแล้วกลับขึ้น | ซื้อที่แนวรับ |
| Sell Limit | สูงกว่าราคาปัจจุบัน | ขึ้นไปแล้วกลับลง | ขายที่แนวต้าน |
Stop Order คำสั่งหยุด
Stop Order คือคำสั่งซื้อขายที่จะถูกเรียกใช้งานเมื่อราคาเคลื่อนที่ผ่านระดับราคาที่คุณกำหนดไว้ ซึ่งแตกต่างจาก Limit Order ตรงที่ Stop Order จะตั้งไว้ในทิศทางเดียวกับที่คุณคาดว่าราคาจะวิ่งต่อไป กล่าวคือ คุณเข้าตลาดเมื่อราคา “ทะลุ” ระดับสำคัญ
Buy Stop Order
Buy Stop คือคำสั่งซื้อที่ตั้งไว้สูงกว่าราคาปัจจุบันของตลาด คุณใช้ Buy Stop เมื่อคุณเชื่อว่าหากราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ ราคาจะวิ่งต่อไปในทิศทางขาขึ้น เป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า Breakout Trading
ตัวอย่าง: ราคา USD/JPY ปัจจุบันอยู่ที่ 149.50 คุณเห็นว่าแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 150.00 หากราคาทะลุ 150.00 ขึ้นไปได้ คุณเชื่อว่าราคาจะวิ่งต่อไปที่ 151.00 คุณจึงตั้ง Buy Stop ที่ 150.10 เมื่อราคาขึ้นไปถึง 150.10 ระบบจะเปิดออเดอร์ Buy ให้อัตโนมัติ คุณเข้าเทรดตามทิศทางของ Breakout
Sell Stop Order
Sell Stop คือคำสั่งขายที่ตั้งไว้ต่ำกว่าราคาปัจจุบันของตลาด คุณใช้ Sell Stop เมื่อคุณเชื่อว่าหากราคาทะลุแนวรับลงมาได้ ราคาจะวิ่งต่อไปในทิศทางขาลง
ตัวอย่าง: ราคา AUD/USD ปัจจุบันอยู่ที่ 0.6550 คุณเห็นว่าแนวรับสำคัญอยู่ที่ 0.6500 หากราคาทะลุ 0.6500 ลงมาได้ คุณเชื่อว่าราคาจะร่วงต่อไปที่ 0.6400 คุณจึงตั้ง Sell Stop ที่ 0.6490 เมื่อราคาลงมาถึง 0.6490 ระบบจะเปิดออเดอร์ Sell ให้อัตโนมัติ
สรุป Stop Order
| ประเภท | ตั้งไว้ที่ | คาดว่าราคาจะ | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| Buy Stop | สูงกว่าราคาปัจจุบัน | ทะลุขึ้นแล้ววิ่งต่อ | Breakout ขาขึ้น |
| Sell Stop | ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน | ทะลุลงแล้ววิ่งต่อ | Breakout ขาลง |
เปรียบเทียบ Pending Orders vs Market Orders
คำสั่งซื้อขายใน Forex แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักคือ Market Orders (คำสั่งทันที) และ Pending Orders (คำสั่งรอดำเนินการ) แต่ละกลุ่มมีจุดเด่นและเหมาะกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เทรดเดอร์ที่เก่งจะรู้ว่าควรใช้คำสั่งประเภทไหนในสถานการณ์ไหน
| คุณสมบัติ | Market Order | Pending Order |
|---|---|---|
| เวลาดำเนินการ | ทันที | เมื่อราคาถึงระดับที่กำหนด |
| ควบคุมราคาเข้า | ไม่ได้ (ได้ราคาตลาด) | ได้ (กำหนดราคาเอง) |
| ต้องนั่งดูจอ | ใช่ | ไม่จำเป็น |
| ประเภทย่อย | Buy, Sell | Buy Limit, Sell Limit, Buy Stop, Sell Stop |
| ความเสี่ยง Slippage | สูง (ช่วงตลาดผันผวน) | ต่ำกว่า (Limit) / ปานกลาง (Stop) |
| เหมาะกับ | Scalping, เข้าตลาดเร็ว | Swing Trading, วางแผนล่วงหน้า |
Pending Orders ประกอบด้วย 4 ประเภทหลักที่เราได้อธิบายไปแล้ว ได้แก่ Buy Limit, Sell Limit, Buy Stop และ Sell Stop ข้อดีของ Pending Orders คือช่วยให้คุณไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา คุณสามารถวางแผนการเทรดล่วงหน้าและปล่อยให้ระบบดำเนินการตามเงื่อนไขที่คุณกำหนดไว้ นอกจากนี้ยังช่วยลดอารมณ์ในการเทรดอีกด้วย เพราะคุณตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเข้าตลาดที่จุดไหน
Stop Loss คำสั่งตัดขาดทุน
Stop Loss (SL) คือคำสั่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ของการเทรด Forex เป็นคำสั่งที่จะปิดออเดอร์ของคุณอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงข้ามกับที่คุณคาดไว้ถึงระดับที่คุณกำหนด เพื่อจำกัดการขาดทุนไม่ให้เกินกว่าที่คุณยอมรับได้
ทำไม Stop Loss ถึงสำคัญมาก?
- ปกป้องเงินทุน: Stop Loss ป้องกันไม่ให้คุณขาดทุนจนหมดบัญชี โดยเฉพาะในกรณีที่ตลาดเคลื่อนไหวรุนแรงผิดปกติ
- ลดอารมณ์ในการเทรด: เมื่อคุณตั้ง Stop Loss ไว้แล้ว คุณไม่ต้องตัดสินใจภายใต้ความกดดันว่าจะตัดขาดทุนเมื่อไร ระบบจะทำให้อัตโนมัติ
- รักษาวินัย: เทรดเดอร์มืออาชีพทุกคนใช้ Stop Loss เสมอ เพราะมันช่วยรักษาวินัยในการเทรดและป้องกันการ “ถือขาดทุน” โดยหวังว่าราคาจะกลับมา
- คำนวณ Risk-Reward Ratio ได้: เมื่อรู้จุด Stop Loss คุณสามารถคำนวณ Risk-Reward Ratio เพื่อประเมินว่าการเทรดแต่ละครั้งคุ้มค่าหรือไม่
ตัวอย่างการตั้ง Stop Loss
สมมติว่าคุณเปิดออเดอร์ Buy EUR/USD ที่ราคา 1.0850 คุณวิเคราะห์แล้วเห็นว่าแนวรับใกล้สุดอยู่ที่ 1.0820 คุณจึงตั้ง Stop Loss ที่ 1.0815 (ต่ำกว่าแนวรับเล็กน้อย) ซึ่งหมายความว่าหากราคาลงมาถึง 1.0815 ออเดอร์จะถูกปิดอัตโนมัติ คุณจะขาดทุนเพียง 35 pips แทนที่จะปล่อยให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ได้ตั้ง Stop Loss
อีกตัวอย่างหนึ่ง คุณเปิดออเดอร์ Sell XAU/USD (ทองคำ) ที่ราคา 2,350 คุณตั้ง Stop Loss ที่ 2,365 ซึ่งสูงกว่าแนวต้าน หากราคาทองคำพุ่งขึ้นไปถึง 2,365 ออเดอร์จะถูกปิดอัตโนมัติ คุณจะขาดทุนเพียง 15 จุด (150 pips) เท่านั้น
หลักการตั้ง Stop Loss ที่ดี
- ตั้งตามแนวรับแนวต้านทางเทคนิค ไม่ใช่ตั้งตามจำนวน pips ที่ตายตัว
- ให้พื้นที่ราคาเคลื่อนไหวพอสมควร อย่าตั้งแน่นเกินไปจนโดน Stop Loss บ่อย
- คำนวณขนาด Lot ให้เหมาะกับ Stop Loss เพื่อไม่ให้เสี่ยงเกิน 1-2% ของบัญชีต่อออเดอร์
- อย่าขยับ Stop Loss ออกห่างขึ้นเมื่อราคาใกล้จะถึง เพราะจะทำลายระบบบริหารความเสี่ยง
Take Profit คำสั่งทำกำไร
Take Profit (TP) คือคำสั่งที่จะปิดออเดอร์ของคุณอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณคาดไว้ถึงระดับเป้าหมายกำไรที่คุณกำหนด เป็นคู่หูของ Stop Loss ที่ช่วยให้คุณล็อกกำไรได้อย่างมีระบบ
ลักษณะสำคัญของ Take Profit
- ล็อกกำไรอัตโนมัติ: เมื่อราคาถึงเป้าหมาย ออเดอร์จะถูกปิดทันทีโดยไม่ต้องรอให้คุณมาปิดเอง
- ป้องกันความโลภ: ช่วยไม่ให้คุณถือออเดอร์นานเกินไปจนกำไรกลายเป็นขาดทุน
- ใช้ร่วมกับ Stop Loss: ควรตั้งทั้ง SL และ TP ทุกครั้ง เพื่อให้ได้ Risk-Reward Ratio ที่ดี
ตัวอย่างการตั้ง Take Profit
จากตัวอย่างก่อนหน้า คุณเปิด Buy EUR/USD ที่ 1.0850 ตั้ง SL ที่ 1.0815 (เสี่ยง 35 pips) คุณวิเคราะห์แล้วเห็นว่าแนวต้านถัดไปอยู่ที่ 1.0920 คุณจึงตั้ง TP ที่ 1.0920 (กำไร 70 pips) ทำให้ Risk-Reward Ratio ของคุณคือ 1:2 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ดี หมายความว่าคุณเสี่ยงเสีย 35 pips เพื่อมีโอกาสได้ 70 pips
การตั้ง Take Profit ที่ดีควรอ้างอิงจากแนวต้าน/แนวรับทางเทคนิค ระดับ Fibonacci หรือรูปแบบราคา (Price Pattern) ต่างๆ ไม่ควรตั้ง Take Profit ไกลเกินจริงจนราคาไม่มีทางถึง และไม่ควรตั้งใกล้เกินไปจนไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่รับ
Trailing Stop คำสั่งตามราคา
Trailing Stop คือคำสั่ง Stop Loss แบบเคลื่อนที่ที่จะปรับตัวตามราคาอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณต้องการ แต่จะไม่ขยับกลับเมื่อราคาเคลื่อนที่สวนทาง ทำให้คุณสามารถล็อกกำไรได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ยังปล่อยให้กำไรวิ่งต่อได้
หลักการทำงานของ Trailing Stop
Trailing Stop ทำงานโดยการรักษาระยะห่างคงที่จากราคาสูงสุด (สำหรับ Buy) หรือราคาต่ำสุด (สำหรับ Sell) ที่ราคาเคยไปถึง ตัวอย่างเช่น คุณตั้ง Trailing Stop ที่ 30 pips สำหรับออเดอร์ Buy หมายความว่า Stop Loss จะอยู่ห่างจากราคาสูงสุดที่เคยไปถึง 30 pips เสมอ
ตัวอย่างการใช้ Trailing Stop
คุณเปิดออเดอร์ Buy GBP/USD ที่ 1.2650 และตั้ง Trailing Stop 30 pips:
- เริ่มต้น: SL อยู่ที่ 1.2620 (1.2650 – 30 pips)
- ราคาขึ้นไป 1.2680: SL ขยับขึ้นเป็น 1.2650 (1.2680 – 30 pips) ตอนนี้คุณเสมอตัวแล้ว
- ราคาขึ้นไป 1.2720: SL ขยับขึ้นเป็น 1.2690 (1.2720 – 30 pips) ตอนนี้คุณล็อกกำไร 40 pips แล้ว
- ราคาขึ้นไป 1.2750: SL ขยับขึ้นเป็น 1.2720 (1.2750 – 30 pips) ตอนนี้คุณล็อกกำไร 70 pips
- ราคากลับลงมา 1.2720: ออเดอร์ถูกปิดที่ 1.2720 คุณได้กำไร 70 pips
จะเห็นว่า Trailing Stop ช่วยให้คุณได้กำไรมากกว่าการตั้ง Take Profit ตายตัว เพราะมันปล่อยให้กำไรวิ่งในขณะที่ยังปกป้องกำไรที่ได้มาแล้ว เหมาะมากสำหรับช่วงตลาดที่มีเทรนด์ชัดเจน
ข้อควรระวังในการใช้ Trailing Stop
- ไม่เหมาะกับตลาด Sideways เพราะราคาจะแกว่งไปมาจนโดน Stop บ่อย
- ระยะ Trailing ต้องเหมาะสม ถ้าน้อยเกินไปจะโดน Stop เร็ว ถ้ามากเกินไปจะคืนกำไรเยอะ
- ใน MT4 Trailing Stop ทำงานบนเครื่อง Client ไม่ใช่บน Server ดังนั้นต้องเปิดโปรแกรม MT4 ไว้ตลอด
- ใน MT5 มีตัวเลือก Trailing Stop ที่ทำงานบน Server ซึ่งไม่ต้องเปิดโปรแกรมไว้ตลอด
OCO Order (One Cancels Other)
OCO Order (One Cancels Other) หรือคำสั่ง “ยกเลิกอีกฝั่ง” คือคำสั่งที่ประกอบด้วยคำสั่งซื้อขายสองคำสั่งที่เชื่อมโยงกัน เมื่อคำสั่งหนึ่งถูกดำเนินการ อีกคำสั่งหนึ่งจะถูกยกเลิกอัตโนมัติ เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการวางแผนรับมือกับทั้งสองสถานการณ์
ตัวอย่างการใช้ OCO Order
สมมติว่าราคา EUR/USD ปัจจุบันอยู่ที่ 1.0850 และราคากำลังเคลื่อนที่ในกรอบแคบ (Consolidation) ระหว่าง 1.0820 – 1.0880 คุณไม่แน่ใจว่าราคาจะทะลุขึ้นหรือลง คุณจึงตั้ง OCO Order ดังนี้:
- คำสั่งที่ 1: Buy Stop ที่ 1.0885 (ถ้าราคาทะลุขึ้น)
- คำสั่งที่ 2: Sell Stop ที่ 1.0815 (ถ้าราคาทะลุลง)
หากราคาทะลุ 1.0885 ขึ้นไป คำสั่ง Buy Stop จะถูกดำเนินการ และคำสั่ง Sell Stop ที่ 1.0815 จะถูกยกเลิกอัตโนมัติ ในทางกลับกัน หากราคาลงมาถึง 1.0815 คำสั่ง Sell Stop จะถูกดำเนินการ และคำสั่ง Buy Stop จะถูกยกเลิก
OCO Order มีประโยชน์มากในช่วงก่อนข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เช่น Non-Farm Payrolls, การประชุม FOMC, หรือการประกาศ GDP เพราะราคามักจะเคลื่อนที่รุนแรงไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่เราไม่รู้ว่าจะไปทางไหน การใช้ OCO ช่วยให้เราจับ Breakout ได้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในทิศทางใด
หมายเหตุ: MT4 ไม่มี OCO Order ในตัว แต่สามารถใช้ Expert Advisor (EA) เพื่อสร้างฟังก์ชัน OCO ได้ ส่วน MT5 และแพลตฟอร์มอื่นบางตัวรองรับ OCO Order โดยตรง สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการใช้ OCO Order ควรเลือกโบรกเกอร์ที่รองรับฟีเจอร์นี้ คลิกดูโบรกเกอร์ที่แนะนำ
Order Execution: Instant Execution vs Market Execution
นอกจากประเภทของคำสั่งแล้ว สิ่งที่เทรดเดอร์ควรเข้าใจคือ วิธีการดำเนินการคำสั่ง (Order Execution) ซึ่งมีสองแบบหลักๆ คือ Instant Execution และ Market Execution
Instant Execution
Instant Execution คือระบบที่โบรกเกอร์จะดำเนินการคำสั่งของคุณที่ราคาที่แสดงบนหน้าจอ หากราคาเปลี่ยนไประหว่างที่คุณกดส่งคำสั่ง โบรกเกอร์จะส่ง Requote กลับมาให้คุณ ซึ่งหมายความว่าโบรกเกอร์จะเสนอราคาใหม่ให้คุณ แล้วคุณต้องตัดสินใจว่าจะรับราคาใหม่หรือไม่
- ข้อดี: ได้ราคาที่ต้องการหรือใกล้เคียง ไม่มี Slippage ที่ไม่คาดคิด
- ข้อเสีย: อาจเกิด Requote บ่อยในช่วงตลาดผันผวน ทำให้พลาดโอกาสเข้าตลาด
- เหมาะกับ: เทรดเดอร์ที่ต้องการควบคุมราคาเข้าอย่างเคร่งครัด
Market Execution
Market Execution คือระบบที่โบรกเกอร์จะดำเนินการคำสั่งของคุณที่ราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้น โดยไม่มี Requote แต่ราคาที่ได้อาจแตกต่างจากราคาที่แสดงบนหน้าจอเล็กน้อย ซึ่งเรียกว่า Slippage
- ข้อดี: ไม่มี Requote คำสั่งจะถูกดำเนินการเสมอ เหมาะกับช่วงข่าวหรือตลาดผันผวน
- ข้อเสีย: อาจเกิด Slippage ได้ทั้งเป็นบวก (ได้ราคาดีกว่า) และเป็นลบ (ได้ราคาแย่กว่า)
- เหมาะกับ: เทรดเดอร์ที่ต้องการให้คำสั่งถูกดำเนินการแน่นอนไม่ว่าราคาจะเปลี่ยนไปอย่างไร
Slippage คืออะไร? ทำไมต้องรู้?
Slippage คือความแตกต่างระหว่างราคาที่คุณคาดว่าจะได้กับราคาที่คุณได้รับจริงเมื่อคำสั่งถูกดำเนินการ Slippage เกิดขึ้นเพราะตลาด Forex เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ราคาอาจเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาทีระหว่างที่คุณกดส่งคำสั่งกับที่คำสั่งถูกดำเนินการ
ประเภทของ Slippage
- Positive Slippage: คุณได้ราคาดีกว่าที่คาดไว้ เช่น คุณกด Buy ที่ 1.0850 แต่ได้ราคา 1.0848 ซึ่งถูกกว่า 2 pips นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับคุณ
- Negative Slippage: คุณได้ราคาแย่กว่าที่คาดไว้ เช่น คุณกด Buy ที่ 1.0850 แต่ได้ราคา 1.0853 ซึ่งแพงกว่า 3 pips นี่เป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับคุณ
- Zero Slippage: คุณได้ราคาตรงตามที่คาดไว้ เกิดขึ้นเมื่อตลาดมี Liquidity สูงและเคลื่อนไหวช้า
สาเหตุที่ทำให้เกิด Slippage
- ตลาดมีความผันผวนสูง เช่น ช่วงประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ
- Liquidity ต่ำ เช่น ช่วงเปิดตลาดหรือปิดตลาด หรือคู่สกุลเงินที่มีปริมาณการซื้อขายน้อย
- ขนาดออเดอร์ใหญ่เกินไปสำหรับ Liquidity ที่มีอยู่
- ความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตช้า
- ระยะทางระหว่างเซิร์ฟเวอร์ของคุณกับเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์ไกลเกินไป
วิธีลด Slippage
- เทรดในช่วงที่ตลาดมี Liquidity สูง เช่น London Session หรือ New York Session
- เลือกโบรกเกอร์ที่มีเซิร์ฟเวอร์เร็วและ Liquidity สูง
- ใช้ Limit Order แทน Market Order เมื่อเป็นไปได้
- หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงประกาศข่าวสำคัญหากไม่ต้องการเสี่ยงกับ Slippage
- ใช้ VPS ที่อยู่ใกล้กับเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์
Requote คืออะไร?
Requote คือสถานการณ์ที่โบรกเกอร์ไม่สามารถดำเนินการคำสั่งของคุณที่ราคาที่คุณส่งไป เนื่องจากราคาตลาดเปลี่ยนไปแล้ว โบรกเกอร์จึงเสนอราคาใหม่ให้คุณพิจารณา Requote มักเกิดขึ้นกับโบรกเกอร์ที่ใช้ระบบ Instant Execution เท่านั้น
เมื่อเกิด Requote คุณจะเห็นหน้าต่างแจ้งเตือนบนหน้าจอว่า “ราคาเปลี่ยนไป ต้องการดำเนินการที่ราคาใหม่หรือไม่?” คุณสามารถเลือกยอมรับราคาใหม่หรือปฏิเสธก็ได้ ปัญหาคือในช่วงตลาดผันผวน Requote อาจเกิดขึ้นหลายครั้งติดต่อกัน ทำให้คุณไม่สามารถเข้าหรือออกจากตลาดได้ทันเวลา
เพื่อหลีกเลี่ยง Requote คุณสามารถตั้งค่า Maximum Deviation ใน MT4/MT5 ซึ่งเป็นการกำหนดว่าคุณยอมรับ Slippage ได้กี่ pips หากราคาเปลี่ยนไปไม่เกินค่าที่กำหนด คำสั่งจะถูกดำเนินการทันที โดยไม่ต้องแสดง Requote
Partial Fills คำสั่งที่ถูกดำเนินการบางส่วน
Partial Fill คือสถานการณ์ที่คำสั่งซื้อขายของคุณถูกดำเนินการเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อขนาดออเดอร์ของคุณใหญ่กว่า Liquidity ที่มีอยู่ในตลาด ณ ราคานั้น
ตัวอย่าง: คุณส่งคำสั่ง Buy EUR/USD จำนวน 50 Lots ที่ราคา 1.0850 แต่ที่ราคานั้นมี Liquidity เพียง 30 Lots ระบบจะดำเนินการ 30 Lots ก่อน ส่วนที่เหลืออีก 20 Lots จะรอดำเนินการที่ราคาถัดไป ซึ่งอาจเป็น 1.0851 หรือ 1.0852 ก็ได้
Partial Fills มักไม่เกิดขึ้นกับเทรดเดอร์รายย่อยที่เทรดด้วย Lot Size ปกติ (0.01 – 10 Lots) แต่เป็นเรื่องที่ต้องระวังสำหรับเทรดเดอร์สถาบันหรือผู้ที่เทรดด้วยขนาดใหญ่มาก การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Liquidity Pool ขนาดใหญ่จะช่วยลดปัญหา Partial Fills ได้
คำสั่งซื้อขายใน MT4/MT5
แพลตฟอร์ม MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) เป็นแพลตฟอร์มเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ทั้งสองแพลตฟอร์มรองรับคำสั่งซื้อขายหลากหลายประเภท แต่มีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด
คำสั่งซื้อขายใน MT4
MT4 รองรับคำสั่งซื้อขาย 6 ประเภทหลัก:
- Buy (Market): ซื้อทันทีที่ราคาปัจจุบัน
- Sell (Market): ขายทันทีที่ราคาปัจจุบัน
- Buy Limit: ตั้งคำสั่งซื้อไว้ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน
- Sell Limit: ตั้งคำสั่งขายไว้สูงกว่าราคาปัจจุบัน
- Buy Stop: ตั้งคำสั่งซื้อไว้สูงกว่าราคาปัจจุบัน
- Sell Stop: ตั้งคำสั่งขายไว้ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน
นอกจากนี้ MT4 ยังรองรับ Stop Loss, Take Profit และ Trailing Stop สำหรับทุกออเดอร์ วิธีการตั้งค่าคือ เมื่อคุณเปิดหน้าต่าง New Order ให้เลือกประเภทคำสั่งจากเมนู Type จากนั้นกรอกราคาที่ต้องการ พร้อมตั้ง SL/TP แล้วกดปุ่มยืนยัน สำหรับ Trailing Stop ให้คลิกขวาที่ออเดอร์ในแท็บ Trade แล้วเลือก Trailing Stop ตามด้วยระยะที่ต้องการ
คำสั่งซื้อขายใน MT5
MT5 รองรับคำสั่งซื้อขายทั้งหมดที่ MT4 มี และเพิ่มอีก 2 ประเภทคือ:
- Buy Stop Limit: เป็นการรวม Buy Stop กับ Buy Limit เข้าด้วยกัน คำสั่งนี้จะเปลี่ยนเป็น Buy Limit เมื่อราคาถึงระดับ Stop ที่กำหนด
- Sell Stop Limit: เป็นการรวม Sell Stop กับ Sell Limit เข้าด้วยกัน คำสั่งนี้จะเปลี่ยนเป็น Sell Limit เมื่อราคาถึงระดับ Stop ที่กำหนด
ตัวอย่างการใช้ Buy Stop Limit ใน MT5
สมมติว่าราคา EUR/USD ปัจจุบันอยู่ที่ 1.0850 คุณเชื่อว่าหากราคาทะลุ 1.0900 ขึ้นไป จะมีการ Pullback กลับมาที่ 1.0880 แล้วจึงวิ่งขึ้นต่อ คุณจึงตั้ง Buy Stop Limit โดยกำหนด Stop Price ที่ 1.0900 และ Limit Price ที่ 1.0880 เมื่อราคาทะลุ 1.0900 ระบบจะตั้ง Buy Limit ที่ 1.0880 ให้อัตโนมัติ รอราคา Pullback ลงมาที่ 1.0880 แล้วเปิด Buy
เปรียบเทียบ MT4 vs MT5 ในด้านคำสั่งซื้อขาย
| ฟีเจอร์ | MT4 | MT5 |
|---|---|---|
| ประเภท Pending Order | 4 ประเภท | 6 ประเภท |
| Stop Limit Order | ไม่รองรับ | รองรับ |
| Partial Close | รองรับ | รองรับ |
| Trailing Stop ฝั่ง Server | ไม่รองรับ (ทำงานฝั่ง Client) | รองรับ (ขึ้นกับโบรกเกอร์) |
| Depth of Market (DOM) | ไม่รองรับ | รองรับ |
| Fill Policy | FOK เท่านั้น | FOK, IOC, Return |
หากคุณต้องการเทรดด้วยฟีเจอร์คำสั่งซื้อขายที่ครบถ้วนที่สุด MT5 เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ MT4 ก็ยังเพียงพอสำหรับเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ เปิดบัญชีเทรด MT4/MT5 ได้ที่นี่
เมื่อไรควรใช้คำสั่งประเภทไหน? (When to Use Each Order Type)
การเลือกใช้คำสั่งซื้อขายที่เหมาะสมกับสถานการณ์เป็นทักษะสำคัญที่แยกเทรดเดอร์มือใหม่ออกจากมืออาชีพ ต่อไปนี้คือแนวทางการเลือกใช้คำสั่งแต่ละประเภทตามสถานการณ์ต่างๆ
สถานการณ์ที่ 1: ตลาดมีเทรนด์ชัดเจน (Trending Market)
เมื่อตลาดมีเทรนด์ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง คุณมีหลายตัวเลือก:
- Market Order: เข้าตลาดทันทีเมื่อเห็นสัญญาณยืนยันเทรนด์ เช่น ราคาทะลุแนวต้านพร้อมปริมาณการซื้อขายสูง
- Buy Limit / Sell Limit: รอให้ราคา Pullback (ย่อตัว) กลับมาที่แนวรับ/แนวต้านก่อนเข้าตามเทรนด์ วิธีนี้ให้ราคาเข้าที่ดีกว่าแต่อาจพลาดโอกาสหากราคาไม่ Pullback
- Trailing Stop: ใช้เพื่อปล่อยให้กำไรวิ่งตามเทรนด์พร้อมปกป้องกำไรที่ได้มาแล้ว
สถานการณ์ที่ 2: ตลาด Sideways (Range-Bound Market)
เมื่อตลาดเคลื่อนที่ในกรอบแคบ ไม่มีเทรนด์ชัดเจน:
- Buy Limit: ตั้งที่แนวรับด้านล่างของกรอบ เพื่อซื้อเมื่อราคาลงมาแตะแนวรับ
- Sell Limit: ตั้งที่แนวต้านด้านบนของกรอบ เพื่อขายเมื่อราคาขึ้นไปแตะแนวต้าน
- OCO Order: ตั้ง Buy Stop และ Sell Stop ไว้นอกกรอบ เพื่อรอจับ Breakout เมื่อราคาทะลุออกจากกรอบ
สถานการณ์ที่ 3: ก่อนข่าวเศรษฐกิจสำคัญ
ช่วงก่อนประกาศข่าวสำคัญ ราคามักจะเคลื่อนที่รุนแรงไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง:
- OCO Order: ตั้ง Buy Stop และ Sell Stop ไว้ห่างจากราคาปัจจุบันพอสมควร เพื่อจับ Breakout หลังข่าว
- หลีกเลี่ยง Market Order: ในช่วงข่าว Spread จะกว้างมากและ Slippage สูง การใช้ Market Order อาจทำให้ได้ราคาที่แย่มาก
- Stop Loss ให้กว้างกว่าปกติ: เพราะราคาผันผวนสูง ถ้าตั้ง SL แน่นเกินไปจะโดนกวาดทันที
สถานการณ์ที่ 4: Scalping (เทรดระยะสั้นมาก)
- Market Order: เหมาะที่สุดเพราะต้องการเข้าออกเร็ว
- Stop Loss แน่น: ตั้ง SL ไม่ไกลเกินไปเพราะเป้าหมายกำไรน้อย
- Take Profit ชัดเจน: ตั้ง TP ไว้ชัดเจนเพราะ Scalping ต้องการความรวดเร็ว
สถานการณ์ที่ 5: Swing Trading (เทรดระยะกลาง)
- Limit Order: รอราคา Pullback มาที่จุดที่ต้องการ ไม่ต้องรีบเข้า
- Stop Loss กว้างกว่า Scalping: ให้พื้นที่ราคาเคลื่อนไหว
- Trailing Stop: ปล่อยกำไรวิ่งตามเทรนด์ระยะกลาง
- Pending Order พร้อมวันหมดอายุ: ตั้ง Pending Order พร้อมกำหนดวันหมดอายุ (Expiry) เพื่อไม่ให้คำสั่งค้างไว้นานเกินไป
ตารางสรุปคำสั่งซื้อขายทุกประเภท (Complete Order Types Summary)
| คำสั่ง | ประเภท | ราคาที่ตั้ง | จุดประสงค์ |
|---|---|---|---|
| Market Buy | Market | ราคาปัจจุบัน (Ask) | ซื้อทันที |
| Market Sell | Market | ราคาปัจจุบัน (Bid) | ขายทันที |
| Buy Limit | Pending | ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน | ซื้อที่แนวรับ (Reversal) |
| Sell Limit | Pending | สูงกว่าราคาปัจจุบัน | ขายที่แนวต้าน (Reversal) |
| Buy Stop | Pending | สูงกว่าราคาปัจจุบัน | ซื้อเมื่อ Breakout ขาขึ้น |
| Sell Stop | Pending | ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน | ขายเมื่อ Breakout ขาลง |
| Stop Loss | Protection | สวนทางออเดอร์ | จำกัดการขาดทุน |
| Take Profit | Protection | ตามทิศทางออเดอร์ | ล็อกกำไรตามเป้า |
| Trailing Stop | Protection | ขยับตามราคาอัตโนมัติ | ปล่อยกำไรวิ่ง + ล็อกกำไร |
| OCO | Advanced | 2 คำสั่งเชื่อมกัน | จับ Breakout ทั้ง 2 ทิศทาง |
ตัวอย่างการเทรดจริงพร้อมคำสั่งซื้อขายครบชุด
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราจะยกตัวอย่างการเทรดจริงที่ใช้คำสั่งซื้อขายหลายประเภทร่วมกัน
ตัวอย่างที่ 1: เทรดตามเทรนด์ขาขึ้น EUR/USD
การวิเคราะห์: EUR/USD อยู่ในเทรนด์ขาขึ้น ราคาปัจจุบัน 1.0850 คุณเห็นว่าราคาเพิ่ง Pullback ลงมาจาก 1.0880 และแนวรับอยู่ที่ 1.0830 คุณต้องการซื้อที่แนวรับ
คำสั่งที่ใช้:
- ตั้ง Buy Limit ที่ 1.0835 (ใกล้แนวรับ)
- ตั้ง Stop Loss ที่ 1.0805 (ต่ำกว่าแนวรับ 25 pips เสี่ยง 30 pips)
- ตั้ง Take Profit ที่ 1.0925 (กำไร 90 pips, Risk-Reward 1:3)
- เมื่อราคาขึ้นไปกำไร 50 pips เปลี่ยน SL เป็น Trailing Stop 30 pips เพื่อปล่อยกำไรวิ่ง
ผลลัพธ์: ราคาลงมาแตะ 1.0835 Buy Limit ถูกดำเนินการ จากนั้นราคาวิ่งขึ้นไปถึง 1.0940 Trailing Stop ปิดออเดอร์ที่ 1.0910 ได้กำไร 75 pips
ตัวอย่างที่ 2: เทรด Breakout ทองคำ XAU/USD
การวิเคราะห์: ทองคำเคลื่อนที่ในกรอบ 2,330 – 2,360 มาหลายวัน คุณเชื่อว่าจะเกิด Breakout เร็วๆ นี้ แต่ไม่แน่ใจทิศทาง
คำสั่งที่ใช้ (OCO):
- Buy Stop ที่ 2,365 พร้อม SL ที่ 2,345 และ TP ที่ 2,400
- Sell Stop ที่ 2,325 พร้อม SL ที่ 2,345 และ TP ที่ 2,290
- ตั้งให้เป็น OCO เมื่อคำสั่งหนึ่งถูกดำเนินการ อีกคำสั่งจะถูกยกเลิก
ผลลัพธ์: ราคาทะลุ 2,365 ขึ้นไป Buy Stop ถูกดำเนินการ Sell Stop ถูกยกเลิก ราคาวิ่งขึ้นไปถึง 2,400 TP ถูกดำเนินการ ได้กำไร 35 จุด (350 pips)
ตัวอย่างที่ 3: Scalping USD/JPY
การวิเคราะห์: USD/JPY ราคาปัจจุบัน 150.20 คุณเห็นแท่งเทียน Bullish Engulfing บน Timeframe 5 นาที ต้องการเข้า Buy ทันที
คำสั่งที่ใช้:
- Market Buy ที่ราคาปัจจุบัน 150.20
- Stop Loss ที่ 150.05 (เสี่ยง 15 pips)
- Take Profit ที่ 150.50 (กำไร 30 pips, Risk-Reward 1:2)
ผลลัพธ์: ราคาวิ่งขึ้นไปถึง 150.50 ใน 20 นาที TP ถูกดำเนินการ ได้กำไร 30 pips
เคล็ดลับการใช้คำสั่งซื้อขายอย่างมืออาชีพ
การเข้าใจประเภทคำสั่งซื้อขายเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต่อไปนี้คือเคล็ดลับที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้:
- ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง ไม่มีข้อยกเว้น: เทรดเดอร์ที่ไม่ใช้ Stop Loss เหมือนคนขับรถไม่คาดเข็มขัดนิรภัย อาจรอดหลายครั้ง แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะรุนแรงมาก
- คำนวณ Position Size ก่อนเทรด: เมื่อรู้ระยะ Stop Loss แล้ว ให้คำนวณขนาด Lot ที่ทำให้ความเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของบัญชี
- ใช้ Limit Order เมื่อเป็นไปได้: Limit Order มักให้ราคาเข้าที่ดีกว่า Market Order และลดปัญหา Slippage
- อย่าเปลี่ยนแผนหลังเข้าออเดอร์: เมื่อตั้ง SL/TP ไว้แล้ว อย่าขยับเว้นแต่มีเหตุผลทางเทคนิคที่ชัดเจน
- ฝึกใช้บนบัญชี Demo ก่อน: ก่อนใช้คำสั่งซื้อขายบนบัญชีจริง ควรฝึกบนบัญชี Demo จนคล่อง
- บันทึกการเทรด (Trading Journal): จดบันทึกว่าใช้คำสั่งอะไร ทำไมถึงเลือกคำสั่งนั้น และผลลัพธ์เป็นอย่างไร เพื่อพัฒนาตัวเอง
- ทำความเข้าใจ Spread: Spread มีผลต่อจุดเข้าและจุดออกของ Pending Order ต้องคำนึงถึง Spread เมื่อตั้งราคา
- ตรวจสอบข่าวก่อนตั้ง Pending Order: ข่าวเศรษฐกิจสำคัญอาจทำให้ราคา Gap ข้าม Pending Order ได้ ต้องระวัง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้คำสั่งซื้อขาย
เทรดเดอร์มือใหม่มักทำข้อผิดพลาดซ้ำๆ ในการใช้คำสั่งซื้อขาย การรู้จักข้อผิดพลาดเหล่านี้ล่วงหน้าจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงได้:
- ไม่ตั้ง Stop Loss: ข้อผิดพลาดที่อันตรายที่สุด อาจทำให้ล้างพอร์ตได้ในชั่วข้ามคืน
- ตั้ง Stop Loss แน่นเกินไป: ทำให้โดน Stop Loss บ่อยแม้วิเคราะห์ทิศทางถูก เพราะราคา Forex มีการ “กวาด” Stop (Stop Hunting) อยู่เสมอ
- ตั้ง Take Profit ไกลเกินจริง: ราคาไม่เคยถึง TP ทำให้กำไรที่มีกลายเป็นขาดทุน
- ลืมยกเลิก Pending Order: Pending Order ที่ไม่ได้ตั้งวันหมดอายุจะค้างอยู่ในระบบ อาจถูกดำเนินการเมื่อราคามาถึงในภายหลังทั้งที่สถานการณ์ตลาดเปลี่ยนไปแล้ว
- สับสนระหว่าง Limit กับ Stop: Buy Limit ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน Buy Stop สูงกว่าราคาปัจจุบัน ถ้าสับสนจะเข้าผิดจุด
- ขยับ Stop Loss ออกห่าง: เมื่อราคาใกล้จะถึง SL บางคนขยับ SL ออกไปเพราะหวังว่าราคาจะกลับ ซึ่งเป็นการทำลายระบบบริหารความเสี่ยง
- ใช้ Market Order ในช่วงข่าว: Spread กว้างและ Slippage สูง ทำให้ได้ราคาที่แย่มาก
สรุป: คำสั่งซื้อขาย Forex Order Types
การเข้าใจ ประเภทคำสั่งซื้อขาย (Forex Order Types) เป็นพื้นฐานสำคัญที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องมี ไม่ว่าจะเป็น Market Order สำหรับการเข้าตลาดทันที, Limit Order สำหรับการเข้าตลาดที่ราคาที่ดีกว่า, Stop Order สำหรับการเทรด Breakout, Stop Loss สำหรับการปกป้องเงินทุน, Take Profit สำหรับการล็อกกำไร, Trailing Stop สำหรับการปล่อยกำไรวิ่ง หรือ OCO Order สำหรับการรับมือกับทั้งสองสถานการณ์
นอกจากนี้ คุณยังควรเข้าใจเรื่อง Order Execution ทั้ง Instant Execution และ Market Execution รวมถึง Slippage, Requote และ Partial Fills เพื่อให้สามารถเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากปัจจัยทางเทคนิคเหล่านี้
กุญแจสำคัญคือการฝึกฝนและสะสมประสบการณ์ เริ่มต้นด้วยบัญชี Demo เพื่อทดลองใช้คำสั่งแต่ละประเภท จนกว่าจะมั่นใจแล้วค่อยเทรดด้วยเงินจริง อย่าลืมตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง คำนวณ Risk-Reward Ratio ก่อนเทรด และเลือกใช้คำสั่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตลาด
หากคุณพร้อมที่จะเริ่มต้นเทรด Forex ด้วยคำสั่งซื้อขายครบทุกประเภทบนแพลตฟอร์ม MT4/MT5 สามารถสมัครเปิดบัญชีเทรดได้ที่นี่ เพื่อเริ่มต้นเส้นทางการเทรดอย่างมืออาชีพ







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文