เลือก Leverage ปี 2026 อย่างชาญฉลาด เพื่ออยู่รอดในตลาด Forex เรียนรู้การคำนวณความเสี่ยงและจัดสรรพอร์ตอย่างมืออาชีพ 1
- ทำความเข้าใจ Leverage คืออะไรในสายตาเทรดเดอร์ไทย
- เปรียบเทียบ Leverage 1:100 กับ 1:500 แบบไหนดีกว่ากัน
- วิธีคำนวณขนาดล็อตและกำไรขาดทุนให้เป็นระบบ
- การจัดการเงินประกันและความเสี่ยงเมื่อตลาดผันผวน
- กลยุทธ์การปรับ Leverage ตามสไตล์การเทรด
- ข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์ไทยมักทำกับเครื่องมือเพิ่มเงินทุน
- คำถามที่พบบ่อย


ทำความเข้าใจ Leverage คืออะไรในสายตาเทรดเดอร์ไทย
Leverage หรือสัดส่วนเงินประกันเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้เทรดเดอร์ไทยสามารถเปิดสถานะซื้อขายที่มีมูลค่ามหาศาลกว่าเงินทุนตั้งต้นได้โดยการยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อขยายอำนาจซื้อ แม้จะเพิ่มโอกาสทำกำไรแต่ก็มีความเสี่ยงสูง จากข้อมูลกรมกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ระบุว่านักลงทุนรายย่อยไทยส่วนใหญ่ใช้อัตราทุนประมาณ 1 เท่าของเงินต้นในตลาดหุ้น ซึ่งแตกต่างจากตลาด Forex ที่อาจสูงกว่า
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า Leverage หรือเครดิตที่โบรกเกอร์ให้มาคือเงินที่จะนำมาทำกำไรได้ฟรี ๆ แท้ที่จริงแล้วมันคือเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถเปิดออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าทุนที่มีอยู่จริงได้ ซึ่งก็เหมือนกับการยืมเงินจากโบรกเกอร์มาเทรด ดังนั้นมันจึงเป็นดาบสองคมที่ต้องรู้จักการควบคุมให้ดี
ในมุมมองของเมนเทอร์ การเลือกใช้เครื่องมือนี้ไม่ใช่เรื่องของการเลือกตัวเลขให้สูงที่สุดเพื่อเปิดล็อตใหญ่ แต่คือการเลือกขนาดของเงินประกันที่เราต้องวางไว้กับโบรกเกอร์ ยิ่งตัวเลขสูง เงินประกันที่ต้องวางก็ยิ่งน้อย แต่ความเสี่ยงในการถูกล้างพอร์ตก็จะยิ่งสูงตามไปด้วยเพราะราคาเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ทุนหมดได้ การเข้าใจกลไกนี้จะทำให้เราเทรดอย่างระมัดระวังและมีระบบมากขึ้น ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
สำหรับเทรดเดอร์ไทยในปี 2026 การเลือกใช้เครื่องมือนี้ต้องคำนึงถึงความผันผวนของคู่เงินที่เราเทรดด้วย คู่เงินหลักอย่างยูโรดอลลาร์อาจจะเหมาะกับระดับหนึ่ง ในขณะที่คู่เงินข้ามที่มีความผันผวนสูงอย่างปอนด์เยนอาจจะต้องการการจัดการความเสี่ยงที่แตกต่างออกไป ดังนั้นการเข้าใจธรรมชาติของเครื่องมือที่เราใช้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดก่อนจะไปดูตัวเลขอื่น ๆ ต่อไป
เปรียบเทียบ Leverage 1:100 กับ 1:500 แบบไหนดีกว่ากัน
การเปรียบเทียบอัตราส่วน 1:100 และ 1:500 ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ของผู้ลงทุน โดย 1:500 ให้อำนาจในการซื้อขายและความยืดหยุ่นสูงกว่าในขณะที่ใช้เงินประกันต่อหน่วยน้อยกว่าอย่างมาก แต่การเลือกใช้อัตราส่วน 1:100 กลับช่วยสร้างวินัยและจำกัดความเสี่ยงได้ดีกว่าสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่ชำนาญ
การเลือกระหว่าง 1:100 และ 1:500 ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และทุนที่มีอยู่ โดย 1:100 จะเน้นความปลอดภัยสูงเหมาะกับมือใหม่ ส่วน 1:500 จะให้อิสระในการเปิดออเดอร์มากกว่าแต่ต้องมีวินัยในการคุมความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
ถ้าเรามีทุนอยู่ที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ การใช้แบบ 1:100 จะทำให้เราสามารถเปิดออเดอร์ได้สูงสุดที่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับ 1 ล็อตมาตรฐาน แต่ถ้าเลือกใช้แบบ 1:500 เราจะสามารถเปิดออเดอร์ได้สูงสุดถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือ 5 ล็อตมาตรฐาน ความแตกต่างตรงนี้คือสิ่งที่หลายคนมองข้าม คิดว่ายิ่งเปิดได้เยอะยิ่งดี แต่จริง ๆ แล้วการเปิดได้เยอะแปลว่าความเสี่ยงที่จะขาดทุนหนักก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถ้าราคาวิ่งผิดทิศทางเพียง 100 พิป บัญชีที่ใช้เลเวอเรจสูงก็อาจจะหมดได้เลย

สำหรับเมนเทอร์แล้ว 1:100 ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการเทรดแบบ เทรดรายวัน หรือ เทรดแบบสวิง ทั่วไป มันช่วยบังคับให้เราไม่เปิดออเดอร์เกินขนาดที่ทุนจะรับได้ ในขณะที่ 1:500 อาจจะเหมาะสำหรับคนที่เทรดสไตล์ Scalping ที่ต้องการเปิดออเดอร์เยอะ ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการตั้งจุดตัดขาดทุนที่ใกล้มาก ซึ่งถ้าราคาแกว่งไปสักนิดก็อาจจะโดนตัดก่อนที่จะไปในทิศทางที่เราคาดไว้ ดังนั้นการเลือกตัวเลขจึงไม่ใช่เรื่องของดีหรือไม่ดี แต่คือเรื่องของความเหมาะสมกับแผนการเทรดของเรา
วิธีคำนวณขนาดล็อตและกำไรขาดทุนให้เป็นระบบ
การคำนวณขนาดล็อตเพื่อควบคุมกำไรและขาดทุนอย่างเป็นระบบเริ่มต้นจากการกำหนดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงสูงสุดต่อไม้เทรด จากนั้นนำมาหารด้วยระยะ Stop Loss เพื่อหาปริมาณหน่วยซื้อขายที่เหมาะสมที่สุด แทนที่จะเปิดสถานะตามอำเภอใจ บริษัทจัดอันดับอย่าง Bloomberg ระบุข้อมูลว่าเทรดเดอร์ที่มีการวางแผนการบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดมีอัตราการอยู่รอดในตลาดสูงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
การคำนวณขนาดล็อตคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เรารู้ว่าแต่ละออเดอร์เราควรเปิดขนาดไหน โดยต้องอิงจากขนาดทุน ระยะจุดตัดขาดทุน และเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ไทยมักจะมองข้ามและเปิดออเดอร์ตามใจจนนำไปสู่การขาดทุนในที่สุด
สมมติว่าเรามีทุน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ กำหนดความเสี่ยงต่อเดอร์ไว้ที่ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเท่ากับ 40 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาคู่เงินยูโรดอลลาร์อยู่ที่ 1.0850 และเราต้องการเปิดออเดอร์ซื้อโดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 1.0820 ซึ่งห่างจากราคาเปิดออเดอร์ 30 พิป การคำนวณขนาดล็อตจะทำได้โดยการนำความเสี่ยงสูงสุดที่รับได้คือ 40 ดอลลาร์สหรัฐ หารด้วยระยะจุดตัดขาดทุน 30 พิป จะได้ค่าออกมาเป็น 1.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อพิป จากนั้นเรานำค่านี้มาแปลงเป็นขนาดล็อตซึ่งจะได้ประมาณ 0.13 ล็อต การเปิดออเดอร์ขนาดนี้คือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสัดส่วนความเสี่ยงที่เราตั้งไว้
ลองมาดูผลลัพธ์กัน ถ้าราคายูโรดอลลาร์วิ่งขึ้นไปตามที่เราคาดไว้ถึงเป้าหมายที่ 1.0920 ซึ่งห่างจากจุดเข้า 70 พิป เราจะได้กำไรเท่ากับ 70 คูณด้วยมูลค่าต่อพิปของล็อต 0.13 ซึ่งก็คือ 9.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อพิป รวมเป็นเงินกำไร 637 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าราคาลงไปโดนจุดตัดขาดทุนที่ 1.0820 เราจะขาดทุน 30 พิป คูณด้วย 9.10 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 273 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในความเป็นจริงตัวเลขอาจจะต้องปรับให้เข้ากับมูลค่าต่อพิปจริงของขนาดล็อต 0.13 ที่คิดเป็น 1.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อพิป ดังนั้นถ้าโดนตัดขาดทุนเราจะเสียประมาณ 39 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายความเสี่ยง 2 เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งไว้
การจัดการเงินประกันและความเสี่ยงเมื่อตลาดผันผวน
การบริหารเงินประกันหรือ Margin ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนรุนแรงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันสถานะถูกปิดหรือ Margin Call โดยผู้ลงทุนต้องติดตามระดับเงินประกันคงเหลืออย่างใกล้ชิดและพิจารณาลดขนาดสถานะหรือเพิ่มเงินเข้าบัญชี จากสถิติของธนาคารระหว่างประเทศพบว่าความผันผวนในตลาดเกิดใหม่ขยายตัวขึ้นร้อยละ 40 ในช่วงวิกฤต ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตลาดมีการออกข่าวสำคัญหรือข้อมูลเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ความผันผวนจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก สิ่งที่เทรดเดอร์ไทยต้องระวังเป็นพิเศษคือการรับรู้ผลกระทบต่อเงินประกันที่ใช้ยึดออเดอร์ไว้ การที่เราเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเงินทุนสูง ๆ อาจจะทำให้เราเผลอเปิดออเดอร์เยอะจนเกินขนาดและทำให้พอร์ตของเราเสี่ยงต่อการถูกเรียกเพิ่มเงินประกันหรือ Margin Call ได้ง่าย
ในช่วงข่าวหนัก ๆ ราคาอาจจะกระโดดสูงหรือต่ำกว่าจุดเข้าออเดอร์ได้หลายสิบพิปในพริบตา ถ้าเราใช้เครื่องมือที่ทำให้เราเปิดออเดอร์ได้ใหญ่จนเกินไป การที่ราคาวิ่งไม่เป็นไปตามทิศทางที่เราคาดไว้จะทำให้ทุนของเราลดลงอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าจะตั้งตัวได้ ดังนั้นเมนเทอร์มักจะแนะนำให้ลดขนาดล็อตลงครึ่งหนึ่งในช่วงที่มีข่าวสำคัญ เพื่อเป็นการถนอมทุนและรอให้ความผันผวนเบาบางลงก่อนค่อยกลับมาเทรดตามขนาดปกติ การเข้าใจว่าเครื่องมือที่เราใช้ไม่ได้ช่วยให้เราเอาชนะตลาดในช่วงข่าว แต่เป็นเพียงตัวช่วยในการจัดสรรทุน จะทำให้เราอยู่กับตลาดได้ยาวนานขึ้น
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการคำนวณอัตราส่วนเงินประกันต่อทุนที่ต้องดูแล ถ้าเราเปิดออเดอร์หลายตัวพร้อมกันโดยใช้เครื่องมือเพิ่มเงินทุนสูง เงินประกันที่ถูกล็อกไว้กับออเดอร์เหล่านั้นอาจจะกินพื้นที่ของทุนจนไม่เหลือพอที่จะรับความผันผวนได้ ฉะนั้นการกำหนดกฎเหล็กว่าจะไม่เปิดออเดอร์ให้เงินประกันรวมเกินกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของทุนทั้งหมด จะเป็นเกราะคุ้มกันที่ดีมากในการป้องกันไม่ให้บัญชีของเราพังทลายในช่วงเวลาที่ตลาดบ้าระห่ำ
กลยุทธ์การปรับ Leverage ตามสไตล์การเทรด
การปรับเปลี่ยนอัตราส่วนเพื่อให้เหมาะสมกับสไตล์การซื้อขายแต่ละประเภทเป็นกลยุทธ์ขั้นสูงที่ผู้เล่นต้องเข้าใจ โดยผู้ที่ทำกำไรระยะสั้นหรือ Scalper อาจต้องการอัตราส่วนที่สูงเพื่อเพิ่มความคุ้มทุนในการเก็บกำไรจุดเล็กน้อย ในขณะที่ผู้ถือสถานะยาวควรใช้อัตราต่ำเพื่อลดผลกระทบจากดอกเบี้ยค้างคืนและความผันผวน รายงานจาก CME Group ชี้ให้เห็นว่ากว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของนักเทรดระยะยาวเลือกใช้อัตราส่วนต่ำกว่ามาตรฐานเพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ต
การเทรดแต่ละสไตล์ต้องการการตั้งค่าที่แตกต่างกัน การเลือกให้ตรงกับลักษณะการเปิดและปิดออเดอร์ของเราจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรและลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นลงได้มาก ซึ่งเทรดเดอร์ไทยควรทำความเข้าใจให้ดีก่อนตัดสินใจเลือก
สไตล์เก็งกำไรระยะสั้น
สำหรับคนที่ชอบเปิดและปิดออเดอร์ภายในไม่กี่นาที การใช้เครื่องมือเพิ่มเงินทุนสูงอย่าง 1:500 อาจจะเหมาะสม เพราะจำเป็นต้องใช้เงินประกันน้อยในการเปิดหลายออเดอร์พร้อมกัน แต่ต้องแลกมาด้วยการตั้งจุดตัดขาดทุนที่ใกล้มากและต้องมีวินัยสูงในการปิดออเดอร์ทันทีเมื่อผิดทิศทาง การเทรดสไตล์นี้ต้องการสมาธิและความเร็วในการตัดสินใจตลอดเวลา
สไตล์เทรดรายวัน
คนที่เทรดโดยดูกราฟในระดับ 1 ชั่วโมงหรือ 4 ชั่วโมง และมักจะปิดออเดอร์ภายในวันเดียว การใช้แบบ 1:100 ถือว่าเหมาะสมที่สุด เพราะระยะการถือเดอร์ที่ยาวขึ้นทำให้เราต้องการพื้นที่ในการให้ราคาเคลื่อนไหว ถ้าใช้เครื่องมือเพิ่มเงินทุนสูงเกินไปอาจจะทำให้เราโดนตัดขาดทุนก่อนที่ราคาจะไปในทิศทางที่เราคาดไว้ การมีเงินประกันที่มากขึ้นจะช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นในการรอจังหวะตลาดได้ดีกว่า
สไตล์เทรดระยะยาว
สำหรับคนที่ถือเดอร์เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน การใช้แบบ 1:50 หรือ 1:100 ก็เพียงพอแล้ว เพราะการถือเดอร์ระยะยาวมักจะตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ไกล ซึ่งต้องการเงินประกันที่มากพอที่จะรองรับความผันผวนระหว่างทาง การใช้เครื่องมือเพิ่มเงินทุนต่ำ ๆ จะช่วยบังคับให้เราเปิดล็อตที่เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวโดยไม่เสี่ยงมากเกินไป
| สไตล์การเทรด | Leverage ที่เหมาะสม | ระยะเวลาถือเดอร์ | ความเสี่ยงต่อพอร์ต |
|---|---|---|---|
| เก็งกำไรระยะสั้น | 1:500 | ไม่กี่นาทีถึง 1 ชั่วโมง | สูงมาก |
| เทรดรายวัน | 1:100 | ไม่กี่ชั่วโมงถึง 1 วัน | ปานกลาง |
| เทรดระยะยาว | 1:50 | หลายวันถึงหลายสัปดาห์ | ต่ำ |
| เทรดตามข่าว | 1:200 | รอบข่าวออก | สูง |
ข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์ไทยมักทำกับเครื่องมือเพิ่มเงินทุน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ลงทุนไทยเมื่อใช้เครื่องมือเพิ่มเงินทุนคือการมองข้ามการกำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างชัดเจนและการเปิดสถานะที่ใหญ่เกินกว่าระดับเงินทุนจริง ส่งผลให้พอร์ตการลงทุนพังทลายอย่างรวดเร็วเมื่อราคาเคลื่อนไหวตรงข้ามกับการคาดการณ์ สมาคมผู้ดำเนินการธุรกิจการเงินรายงานว่าผู้ลงทุนรายย่อยที่ไม่มีการวางแผนบริหารความเสี่ยงมักจะสูญเสียเงินทุนกว่าครึ่งหนึ่งในช่วง 3 เดือนแรกของการเริ่มต้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการมองว่าเครื่องมือนี้เป็นเงินทุนสำรองที่จะนำมาใช้เทรดได้ฟรี ๆ ทำให้หลายคนเลือกตั้งค่าสูงสุดที่โบรกเกอร์ให้มาโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง พอเริ่มขาดทุนก็จะรู้สึกว่าเงินประกันยังเหลือเยอะจึงเปิดออเดอร์เพิ่มเพื่อเอาคืน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บัญชีถูกล้างในที่สุด
อีกข้อผิดพลาดหนึ่งคือการไม่คำนวณขนาดล็อตให้สอดคล้องกับเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่กำหนดไว้ หลายคนเปิดออเดอร์ตามใจโดยดูแค่ว่าเงินประกันที่ต้องวางนั้นน้อยแค่ไหน โดยไม่ได้คำนึงว่าถ้าราคาวิ่งผิดทิศทาง 50 พิป จะขาดทุนไปเท่าไรและทุนเหลือพอที่จะรับไหวไหม การไม่มีระบบในการคำนวณทำให้เราเสียเปรียบในระยะยาวและเปิดโอกาสให้ตลาดกลืนกินทุนของเราได้ง่าย ๆ
สุดท้ายคือการเปลี่ยนเครื่องมือเพิ่มเงินทุนบ่อย ๆ ตามอารมณ์ วันไหนอยากเอาคืนก็ไปตั้งค่าให้สูงขึ้นเพื่อเปิดล็อตใหญ่ วันไหนเสียใจก็ไปลดลง การทำแบบนี้แสดงว่าเราไม่มีระบบการเทรดที่ชัดเจนและปล่อยให้อารมณ์ควบคุมการตัดสินใจ เมนเทอร์มักจะบอกลูกศิษย์เสมอว่าการเทรดที่ดีต้องมีความสม่ำเสมอ ทั้งในเรื่องของขนาดล็อต จุดเข้าออเดอร์ และการจัดการความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าบ่อย ๆ จะทำให้เราไม่สามารถวัดผลและปรับปรุงระบบการเทรดได้อย่างแท้จริง
บทสรุปการเลือก Leverage สำหรับปี 2026
การเลือกเครื่องมือเพิ่มเงินทุนในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกตัวเลข แต่คือการเลือกวิธีการจัดการทุนและความเสี่ยงอย่างมีระบบ โดยต้องคำนึงถึงสไตล์การเทรด ขนาดทุน และความผันผวนของตลาดเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถอยู่กับตลาดได้ยาวนานและทำกำไรได้อย่างยั่งยืน
สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับว่าเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำให้เรารวยเร็ว แต่มันคือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าถึงตลาดได้ด้วยทุนที่จำกัด ดังนั้นการใช้มันอย่างระมัดระวังและมีวินัยคือหัวใจสำคัญที่สุด ถ้าเราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้และคำนวณทุกอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าเราจะเลือกใช้แบบ 1:100 หรือ 1:500 เราก็สามารถทำกำไรได้ในระยะยาว แต่ถ้าเราปล่อยให้ความโลภควบคุม ตัวเลขใด ๆ ก็ไม่สามารถช่วยเราให้รอดจากการถูกล้างพอร์ตได้เลย ดังนั้นจงเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจตัวเองและสไตล์การเทรดให้ดีก่อนตัดสินใจเลือก
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่ผู้สนใจมักสอบถามบ่อยครั้งเกี่ยวกับการขยายอำนาจการซื้อขายมักเน้นไปที่ความปลอดภัยของเงินทุนและกฎระเบียบทางกฎหมายในประเทศไทย รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับวิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ยและผลกระทบต่อสถานะค้างคืน สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเผยข้อมูลว่าได้รับคำร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการซื้อขายที่ไม่ได้รับอนุญาตกว่า 1,200 รายการในปี 2566 สะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบโบรกเกอร์อย่างรอบคอบ
Leverage 1:100 กับ 1:500 แบบไหนเหมาะกับมือใหม่
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น เมนเทอร์แนะนำให้ใช้ Leverage 1:100 ก่อน เพราะมีเงินประกันขั้นต่ำที่สูงกว่า ช่วยให้เราไม่เปิดออเดอร์ใหญ่เกินไปโดยไม่ตั้งใจ ยิ่งในช่วงแรกที่ยังควบคุมอารมณ์เทรดไม่ค่อยได้ การถูกจำกัดด้วยเงินมาร์จินที่ต้องวางมากขึ้นจะเป็นตัวช่วยคุมความเสี่ยงได้ดี พอเริ่มเข้าใจกราฟและทำกำไรสม่ำเสมอแล้วค่อยพิจารณาปรับเพิ่ม
เลือกใช้ Leverage สูง ๆ แล้วเสี่ยงโดนล้างพอร์ตแน่ไหม
ความเสี่ยงที่จะถูกล้างบัญชีมาจากการเปิดล็อตใหญ่เกินกว่าทุนจะรับได้ ไม่ใช่มาจากตัวเลข Leverage โดยตรง ถ้าเราใช้ Leverage 1:500 แต่คำนวณขนาดล็อตและตั้งจุดตัดขาดทุนเอาไว้อย่างเคร่งครัด ความเสี่ยงก็ไม่ต่างจากการใช้ 1:100 ส่วนใหญ่ที่โดนล้างพอร์ตมักจะเกิดจากการเปิดออเดอร์เยอะเกินไปเพราะเห็นว่าเงินมาร์จินที่ต้องวางน้อยจึงอยากเอาคืนด่วน ๆ
ถ้าโบรกเกอร์ให้ Leverage 1:2000 ควรเปิดใช้งานไหม
ไม่แนะนำให้เปิดใช้งานระดับสูงสุดถึง 1:2000 สำหรับการเทรดแบบปกติ เพราะระดับนี้มักจะมาพร้อมกับการเทรดสไตล์เก็งกำไรระยะสั้นมาก ๆ ซึ่งต้องการความแม่นยำสูงและสเปรดที่ต้องน้อยมาก นอกจากนี้การใช้เลเวอเรจสูงขนาดนี้จะทำให้เราเผลอเปิดออเดอร์ที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของทุนได้ง่ายมาก แนะนำให้ใช้ในระดับ 1:100 ถึง 1:500 แล้วโฟกัสที่การวางสัดส่วนความเสี่ยงจะดีกว่า
เปลี่ยน Leverage หลังจากเปิดบัญชีแล้วทำได้ไหม
ส่วนใหญ่โบรกเกอร์จะให้เราแก้ไขระดับ Leverage ได้ตลอดเวลาผ่านหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน แต่ถ้ามีออเดอร์ที่เปิดค้างไว้อยู่ ระบบอาจจะไม่อนุญาตให้แก้ไขทันทีจนกว่าออเดอร์นั้นจะปิดลงไป การปรับเปลี่ยนบ่อย ๆ อาจจะสะท้อนถึงการไม่มีระบบเทรดที่ชัดเจน ดังนั้นควรตั้งค่าให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดตั้งแต่แรกแล้วไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย
Leverage มีผลต่อการคำนวณสวอปหรือค่าคอมมิชชันไหม
Leverage ไม่ได้มีผลโดยตรงต่ออัตราการคิดสวอปหรือค่าคอมมิชชันเลย เพราะทั้งสองอย่างนี้คำนวณจากขนาดล็อตที่เราเปิดจริง ๆ ยิ่งล็อตใหญ่ค่าธรรมเนียมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน แต่สิ่งที่ Leverage มีผลคือทำให้เราสามารถเปิดล็อตที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วยเงินประกันที่น้อยลง ดังนั้นถ้าเราเผลอเปิดล็อตใหญ่เพราะใช้เลเวอเรจสูง ค่าใช้จ่ายอย่างสวอปก็จะกินกำไรของเราไปได้มากในที่สุด
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย








TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文