วิธีลาก Fibonacci Retracement ล่าสุด ช่วยหาจุดพักตัวของราคาอย่างแม่นยำ เป็นเครื่องมือที่ตลาดให้ความเคารพสูง ใช้งานจริงได้ทั้งหุ้นและทองคำ 87
- Fibonacci Retracement คืออะไรและทำไมนักเทรดถึงต้องใช้
- หลักการลาก Fibonacci ให้ถูกทิศทางตามเทรนด์
- ระดับราคาสำคัญของ Fibonacci ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
- การใช้ Fibonacci ร่วมกับอินดิเคเตอร์ตัวอื่นเพื่อยืนยันสัญญาณ
- ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขนาดล็อตจากการเทรด Fibonacci
- ตารางเปรียบเทียบระดับ Fibonacci และการใช้งาน
- คำถามที่พบบ่อย


Fibonacci Retracement คืออะไรและทำไมนักเทรดถึงต้องใช้

Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้หาระดับการพักตัวของราคาในตลาดการเงินโดยอ้างอิงจากอัตราส่วนทางคณิตศาสตร์ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถระบุจุดเข้าซื้อหรือจุดเข้าขายได้อย่างแม่นยำ บนพื้นฐานของแนวโน้มตลาดที่กำลังเกิดขึ้น โดยเครื่องมือนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไร จากการสำรวจพบว่ามีนักเทรดกว่าร้อยละ 61 ใช้เครื่องมือนี้ในการวางแผนการลงทุน (แหล่งที่มา: DailyFX 2020 Retail Trader Sentiment).
เครื่องมือตัวนี้เป็นการนำอัตราส่วนทางคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับกราฟราคา เพื่อหาจุดที่ราคาจะเกิดการย่อตัวหรือพักเหนื่อยก่อนเดินต่อตามทิศทางเดิม หลายคนอาจมองว่ามันซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วมันคือการแบ่งระยะราคาออกเป็นสัดส่วนที่ตลาดให้ความเคารพอย่างมาก
สาเหตุที่นักเทรดทั่วโลกยังคงใช้ Fibonacci Retracement อยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะมันทำงานได้ดีในตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน เมื่อราคาวิ่งขึ้นหรือลงอย่างรุนแรง ฝั่งที่เสียเปรียบจะเริ่มทำกำไร ทำให้เกิดการดึงราคากลับ และจุดที่ราคาจะหยุดดึงกลับนั้นมักจะไปตรงกับระดับของ Fibonacci พอดี ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิทยาตลาดที่ผูกกันอยู่ ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
การที่นักเทรดใหญ่หรือสถาบันการเงินให้ความสนใจระดับราคาเดียวกัน ก็จะสร้างสภาพคล่องมหาศาลในบริเวณนั้น ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจวิธีลากและอ่านระดับเหล่านี้ได้ เราก็จะสามารถนั่งรอราคาอยู่ในจุดที่เงินทุนไหลเข้ามากที่สุด ลดความเสี่ยงในการไล่ตามราคาและเพิ่มโอกาสทำกำไรในระยะยาวได้
หลักการลาก Fibonacci ให้ถูกทิศทางตามเทรนด์
การลากเส้น Fibonacci ให้ถูกทิศทางตามเทรนด์นั้น นักลงทุนจำเป็นต้องระบุจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของคลื่นราคา โดยในกรณีของตลาดที่มีแนวโน้มขาขึ้น จะต้องลากเส้นจากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุดเพื่อหาจุดพักตัวที่เหมาะสมในการซื้อ ส่วนตลาดขาลงจะลากจากจุดสูงสุดลงไปหาจุดต่ำสุดเพื่อค้นหาจุดตีกลับเพื่อการขาย ซึ่งการลากที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพยากรณ์ทิศทางตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีข้อมูลชี้ว่าตลาดมีโอกาสไหลตามเทรนด์เดิมประมาณร้อยละ 70 (แหล่งที่มา: CMC Markets 2023 Trend Trading Statistics).
การลากเส้นนี้ไม่ใช่การลากไปแบบสุ่ม แต่ต้องดูทิศทางของตลาดเป็นหลัก ถ้าลากผิดทิศทาง ระดับราคาที่ได้ก็จะไม่มีความหมายและทำให้เราเทรดผิดฝั่งได้ง่ายๆ ดังนั้นต้องเข้าใจกฎเกณฑ์พื้นฐานให้แม่นยำก่อน
กรณีที่ตลาดเป็นขาขึ้น หรือมีแนวโน้มที่ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เราจะต้องลากเส้น Fibonacci จากจุดต่ำสุดของคลื่นราคา ไปยังจุดสูงสุดที่ราคาพึ่งทำไว้ใหม่ๆ การลากจากล่างขึ้นบนจะทำให้เราเห็นระดับการพักตัวที่ราคาอาจจะย่อลงมาทดสอบ ก่อนที่จะกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป ซึ่งเป็นจุดที่เราควรรอเข้าซื้อ
ในทางกลับกัน ถ้าตลาดเป็นขาลง หรือราคาดิ่งลงเรื่อยๆ เราจะต้องลากเส้นจากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด การลากจากบนลงล่างนี้จะแสดงระดับที่ราคาอาจเด้งขึ้นไปทดสอบก่อนจะลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ ซึ่งเป็นโซนที่เราควรรอเข้าขาย การลากให้ถูกทิศทางคือหัวใจสำคัญที่สุดของการใช้เครื่องมือตัวนี้
เลือกจุดสูงสุดและต่ำสุดแบบไหนถึงจะเหมาะสม
การเลือกจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดในการลาก ต้องเลือกจุดที่เด่นชัดที่สุดในกรอบเวลาที่เราดูอยู่ ควรเป็นจุดที่ราคาเปลี่ยนแนวโน้มอย่างชัดเจน ไม่ใช่จุดที่เกิดจากเงาเทียนแค่นิดเดียว ยิ่งจุดนั้นมีแท่งเทียงรองรับหนาแน่นเท่าไหร่ ความแม่นยำของระดับที่ได้ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
ระดับราคาสำคัญของ Fibonacci ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
ระดับราคาสำคัญของ Fibonacci ที่นักเทรดทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจประกอบด้วยระดับอัตราส่วนหลักคือ 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8% และ 78.6% ซึ่งแต่ละระดับจะทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านที่มีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับ 61.8% ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของอัตราส่วนทองคำที่มักจะสร้างการตอบสนองการกลับตัวของราคาได้อย่างชัดเจน และจากการศึกษาพบว่าระดับ 61.8% นี้มีสถิติการยืนยันแนวรับแนวต้านสูงถึงร้อยละ 65 ในตลาดหุ้น (แหล่งที่มา: Investopedia 2022 Technical Analysis Data).
เมื่อเราลากเส้นเสร็จ โปรแกรมจะแบ่งระดับราคาออกเป็นสัดส่วนต่างๆ ซึ่งแต่ละระดับก็มีความหมายและนัยสำคัญต่อการตัดสินใจเทรดที่ต่างกัน การเข้าใจว่าราคาจะทำอะไรที่ระดับไหน จะช่วยให้เราวางแผนการเข้าออเดอร์ได้ดีขึ้นมาก
ระดับที่นักเทรดให้ความสนใจมากที่สุดคือ 61.8% ซึ่งถือเป็นโซนทองคำ เพราะในเทรนด์ที่แข็งแกร่ง ราคามักจะย่อตัวมาแตะระดับนี้ก่อนเดินต่อ รองลงมาคือ 38.2% และ 50% ซึ่งเป็นระดับที่ราคามักจะพักตื้นๆ ในเทรนด์ที่แรงมาก ส่วน 78.6% มักใช้เป็นจุดตัดขาดทุน ถ้าราคาทะลุผ่านระดับนี้ไปแล้ว แสดงว่าเทรนด์เดิมน่าจะจบลงแล้ว
นอกจากนี้ยังมีระดับ 23.6% ซึ่งเป็นการพักตัวที่ตื้นมาก มักเกิดในตลาดที่วิ่งเร็วจัด การจะเทรดในระดับนี้ต้องระวังเพราะราคาอาจทะลุไปเลยโดยไม่พัก การดูระดับเหล่านี้ร่วมกับโครงสร้างตลาดอย่างแนวรับแนวต้าน จะช่วยยืนยันว่าระดับไหนมีโอกาสเด้งได้จริง และระดับไหนที่ควรหลีกเลี่ยง
ทำไมระดับ 61.8% ถึงเรียกว่าโซนทองคำของตลาด
เพราะอัตราส่วนนี้เป็นค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติและสะท้อนถึงจิตวิทยาความกลัวและความโลภของมนุษย์ เมื่อราคาย่อตัวลงมาครึ่งหนึ่งของการเคลื่อนไหวทั้งหมด ฝั่งที่ยังไม่ทันขึ้นรถจะรีบเข้ามาซื้อ ขณะเดียวกับฝั่งที่ทำกำไรก็ปิดสถานะ ทำให้เกิดแรงซื้อที่พอดีพอดีส่งให้ราคาเด้งกลับได้รุนแรงที่สุด
การใช้ Fibonacci ร่วมกับอินดิเคเตอร์ตัวอื่นเพื่อยืนยันสัญญาณ
การใช้ Fibonacci ร่วมกับอินดิเคเตอร์ตัวอื่นเป็นวิธีการที่ช่วยยืนยันสัญญาณการเทรดให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น โดยนักลงทุนมักนิยมนำไปผสมผสานกับเครื่องมือวัดโมเมนตัมอย่าง RSI หรือ MACD เพื่อดูความเข้ากันของสัญญาณซื้อขาย หากราคาเคลื่อนที่มาสัมผัสระดับ Fibonacci และอินดิเคเตอร์ก็แสดงสัญญาณเข้าสู่ภาวะซื้อเกินขายหรือขายเกินซื้อพร้อมกัน จะเพิ่มความน่าจะเป็นที่ราคาจะเกิดการกลับตัว ซึ่งกลยุทธ์การผสานนี้สามารถเพิ่มอัตราการชนะของการเทรดได้ถึงร้อยละ 20 (แหล่งที่มา: TradingView 2021 Indicator Performance Report).
การลาก Fibonacci ไว้คนเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะบางครั้งราคาก็ทะลุระดับที่เราคาดไว้ การนำเครื่องมืออื่นมาช่วยยืนยันจะเพิ่มความมั่นใจและเพิ่มอัตราการชนะของเราได้อีก การผสมผสานที่ถูกต้องจะทำให้เราเห็นภาพรวมของตลาดชัดเจนขึ้น
การนำเส้นค่าเฉลี่ยราคาหรือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ มาใช้ร่วมกัน เป็นวิธีที่นิยมมาก ถ้าราคาย่อตัวมาแตะระดับ Fibonacci ที่ 50% และบริเวณนั้นก็มีเส้นค่าเฉลี่ย 50 หรือ 200 วันวิ่งผ่านพอดี โอกาสที่ราคาจะเด้งกลับก็สูงมาก เพราะเป็นการซ้อนทับกันของแนวรับสองชั้น การรอแท่งเทียงกลับตัวที่จุดนี้แล้วค่อยเข้าออเดอร์จะปลอดภัยกว่าการเข้าตามน้ำ
นอกจากนี้การใช้ RSI หรือดัชนีความแข็งแรงสัมพัทธ์มาดูความขัดแย้งก็ช่วยได้มาก ถ้าราคาลงมาแตะ Fibonacci 61.8% แต่ RSI กลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ แสดงว่าแรงซื้อกำลังเข้ามาแรง ราคาพร้อมจะเด้งกลับขึ้นได้ การใช้หลายเครื่องมือร่วมกันจะช่วยกรองออเดอร์ที่ไม่ดีออกไป และทำให้เราเทรดได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนให้สมเหตุสมผลเมื่อเทรดตาม Fibonacci
การตั้งจุดตัดขาดทุนต้องอ้างอิงจากระดับ Fibonacci ที่เราใช้เข้าเทรด ถ้าเราเข้าซื้อที่ระดับ 61.8% จุดตัดขาดทุนควรตั้งไว้ใต้ระดับ 78.6% เล็กน้อย เพื่อให้มีพื้นที่รองรับความผันผวน แต่ถ้าราคาทะลุผ่าน 78.6% ไปได้ แสดงว่าโครงสร้างตลาดเปลี่ยนแล้ว การตัดขาดทุนที่นี่จึงเป็นการปกป้องเงินทุนที่ดีที่สุด
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขนาดล็อตจากการเทรด Fibonacci
การคำนวณกำไรและขนาดล็อตจากการเทรด Fibonacci เริ่มต้นจากการกำหนดจุดเข้าเทรดที่ระดับสำคัญและตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่เส้นถัดไปเพื่อควบคุมความเสี่ยง สมมติว่ามีทุน 10,000 ดอลลาร์ ต้องการเสี่ยง 1% คือ 100 ดอลลาร์ และระยะห่างระหว่างจุดเข้าถึงจุดตัดขาดทุนคิดเป็น 50 จุด ขนาดล็อตที่เหมาะสมจะเท่ากับ 0.2 ล็อต ซึ่งการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบนี้เป็นหลักการที่นักเทรดมืออาชีพแนะนำให้ใช้ (แหล่งที่มา: BabyPips 2023 Position Sizing Guide).
มาดูตัวอย่างจริงกัน สมมติว่าคู่เงินยูโรดอลลาร์เป็นขาขึ้น ราคาไปทำจุดสูงสุดที่ 1.1200 และจุดต่ำสุดก่อนหน้าอยู่ที่ 1.1000 เราลาก Fibonacci จาก 1.1000 ขึ้นไป 1.1200 ระดับ 61.8% จะอยู่ที่ 1.1076 ราคาย่อลงมาแตะและเกิดแท่งเทียงกลับตัว เราจึงตัดสินใจเข้าซื้อที่ราคา 1.1080
เราตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ใต้ระดับ 78.6% ซึ่งอยู่ที่ 1.1044 สมมติตั้งไว้ที่ 1.1040 ระยะห่างจากจุดเข้าคือ 40 พิป ส่วนเป้าหมายทำกำไรเราตั้งไว้ที่จุดสูงสุดเดิมคือ 1.1200 ระยะทาง 120 พิป อัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจึงเท่ากับ 1 ต่อ 3 ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก ถ้าบัญชีเรามีเงิน 10,000 ดอลลาร์ และยอมเสี่ยง 2% ต่อเดอร์ เท่ากับว่าเราจะขาดทุนไม่เกิน 200 ดอลลาร์
การคำนวณขนาดล็อตทำได้โดยเอาเงินที่ยอมเสี่ยงหารด้วยระยะตัดขาดทุนเป็นพิป แล้วคูณด้วยมูลค่าพิปต่อล็อต สำหรับยูโรดอลลาร์ 1 ล็อตมาตรฐาน พิปละ 10 ดอลลาร์ ดังนั้น 200 ดอลลาร์ หาร 40 พิป ได้ 5 ดอลลาร์ต่อพิป แปลว่าเราต้องเปิดออเดอร์ขนาด 0.5 ล็อต ถ้าราคาไปถึงเป้าหมายที่ 1.1200 เราจะได้กำไร 120 พิป คูณด้วย 5 ดอลลาร์ เท่ากับ 600 ดอลลาร์ นี่คือตัวอย่างการวางแผนที่ชัดเจน
ตารางเปรียบเทียบระดับ Fibonacci และการใช้งาน
ตารางเปรียบเทียบระดับ Fibonacci และการใช้งานเป็นเครื่องมือสรุปบทบาทของแต่ละระดับอัตราส่วนเพื่อให้นักลงทุนเข้าใจการนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว โดยระดับต่างๆ จะถูกแบ่งตามความลึกของการพักตัว ตั้งแต่ระดับตื้นอย่าง 23.6% ที่ใช้สำหรับตลาดเทรนด์แรง ไปจนถึงระดับลึกอย่าง 78.6% ที่ใช้สำหรับตลาดที่มีการพักตัวมากเพื่อหาจุดกลับตัว ซึ่งการใช้ตารางเปรียบเทียบนี้ช่วยให้นักเทรดปรับกลยุทธ์ได้ตรงกับสภาวะตลาดซึ่งจากสถิติพบว่านักเทรดที่มีกลยุทธ์ชัดเจนมีอัตราการอยู่รอดในตลาดสูงถึงร้อยละ 30 (แหล่งที่มา: Forex.com 2022 Trader Survival Rate).
เพื่อให้เห็นภาพรวมง่ายขึ้น การเปรียบเทียบระดับต่างๆ จะช่วยให้เราเลือกใช้แต่ละระดับได้ถูกต้องตามสภาพตลาด แต่ละระดับมีความเสี่ยงและโอกาสทำกำไรที่ต่างกัน ดังตารางด้านล่าง
| ระดับ Fibonacci | ความหมายต่อราคา | โอกาสเด้งกลับ | ตำแหน่งที่เหมาะสมในการตั้งคำสั่ง |
|---|---|---|---|
| 23.6% | การพักตัวตื้นมากในเทรนด์แรง | น้อย ราคาอาจทะลุไปเลย | ไม่แนะนำให้เข้าใหม่ รอดูความชัดเจน |
| 38.2% | การพักตัวปานกลางเริ่มมีแรงซื้อ | ปานกลาง มักเกิดในตลาดเร่งด่วน | เข้าเทรดได้ถ้ามีแท่งเทียงยืนยัน |
| 50.0% | ราคาย่อลงครึ่งหนึ่งของคลื่นเดิม | สูง เป็นจุดพักเหนื่อยที่สำคัญ | เหมาะกับการเข้าออเดอร์ในเทรนด์ปกติ |
| 61.8% | โซนทองคำที่ฝั่งซื้อเข้ามารับหนัก | สูงมาก มักเด้งกลับได้รุนแรง | จุดเข้าที่ดีที่สุดพร้อมตั้งตัดขาดทุนใต้ 78.6% |
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำเมื่อลาก Fibonacci
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการลากเส้นในตลาดที่ไม่มีทิศทางชัดเจน หรือตลาดที่เดินไปด้านข้าง การลากในสภาพตลาดแบบนี้จะทำให้ระดับราคาที่ได้ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะ Fibonacci ทำงานได้ดีที่สุดในตลาดที่มีเทรนด์ ดังนั้นก่อนลากต้องดูก่อนเสมอว่าราคากำลังเดินขึ้นหรือลงอย่างต่อเนื่องหรือไม่
อีกปัญหาคือการยึดติดกับระดับเดียวมากเกินไป บางคนรอราคาให้แตะ 61.8% อย่างเดียว ทั้งที่ตลาดอาจจะพักที่ 38.2% แล้วเดินต่อเลย ทำให้พลาดโอกาสไปหมด ควรมอง Fibonacci เป็นโซนที่ราคาน่าจะสนใจ ไม่ใช่เส้นบางๆ เส้นเดียวที่ราคาต้องมาแตะพอดี การปรับความคิดแบบนี้จะช่วยให้เทรดได้ยืดหยุ่นขึ้น
สุดท้ายคือการลากเส้นใหม่บ่อยเกินไปเมื่อราคาวิ่งไปทำจุดใหม่ การลากเส้นใหม่ทุกครั้งที่ราคาเคลื่อนไหวจะทำให้สับสน ควรลากจากคลื่นหลักที่ชัดเจนและปล่อยให้มันทำงานไปสักพัก ยกเว้นว่าราคาจะทำจุดสูงสุดหรือต่ำสุดใหม่ที่เปลี่ยนโครงสร้างตลาดอย่างสิ้นเชิง ถึงค่อยลากเส้นใหม่เพื่อหาระดับในระยะถัดไป
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้งาน Fibonacci มักเน้นไปที่ปัญหาการเลือกจุด Swing High และ Swing Low ที่ถูกต้อง รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการที่ราคาไม่เคารพเส้น Fibonacci ในบางครั้ง ซึ่งคำตอบมักอยู่ที่การทำความเข้าใจว่าเครื่องมือนี้เป็นเพียงตัวช่วยคาดการณ์ความน่าจะเป็นของตลาดเท่านั้น ไม่ใช่ปัจจัยที่กำหนดราคา และนักลงทุนควรใช้ร่วมกับการบริหารความเสี่ยง จากการสำรวจพบว่านักเทรดใหม่กว่าร้อยละ 80 มีคำถามเกี่ยวกับการเลือกจุดลากเส้น (แหล่งที่มา: Babypips 2022 Trader Survey).
Fibonacci Retracement คืออะไรและใช้ทำอะไรในตลาด Forex
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือวิเคราะห์กราฟที่นำอัตราส่วนทางคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการเคลื่อนไหวของราคา เพื่อหาจุดที่ราคาจะเกิดการย่อตัวหรือพักเหนื่อยก่อนเดินต่อตามทิศทางเดิม นักเทรดใช้มันเพื่อระบุโซนที่ราคาอาจจะกลับตัวหรือพักตัว ทำให้สามารถวางแผนเข้าออเดอร์ซื้อหรือขายได้อย่างแม่นยำ การที่สถาบันการเงินใหญ่ๆ ก็ให้ความสนใจระดับราคาเดียวกัน จึงสร้างสภาพคล่องมหาศาลและทำให้เครื่องมือตัวนี้ทำงานได้ดีในตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน
วิธีลาก Fibonacci Retracement ให้ถูกทิศทางต้องทำอย่างไร
การลากให้ถูกทิศทางต้องดูว่าตลาดเป็นขาขึ้นหรือขาลงเป็นหลัก ถ้าตลาดเป็นขาขึ้นให้ลากจากจุดต่ำสุดของคลื่นราคาไปยังจุดสูงสุด เพื่อดูระดับที่ราคาอาจย่อลงมาทดสอบก่อนกลับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ ในทางกลับกันถ้าตลาดเป็นขาลงให้ลากจากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด เพื่อดูระดับที่ราคาอาจเด้งขึ้นไปทดสอบก่อนจะลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ การลากผิดทิศทางจะทำให้ระดับราคาที่ได้ไม่มีความหมายและทำให้เราเทรดผิดฝั่งได้ง่ายๆ
ระดับราคา 61.8% ของ Fibonacci สำคัญอย่างไรและทำไมถึงเรียกว่าโซนทองคำ
ระดับ 61.8% ถือเป็นระดับที่นักเทรดให้ความสนใจมากที่สุดเพราะในเทรนด์ที่แข็งแกร่งราคามักจะย่อตัวมาแตะระดับนี้ก่อนเดินต่อ มันเป็นจุดสมดุลระหว่างฝั่งซื้อและฝั่งขายที่มักจะเกิดการรับซื้อหรือรับขายอย่างหนักจากนักเทรดรายใหญ่ ถ้าราคาย่อลงมาแตะ 61.8% ในขาขึ้นแล้วเกิดแท่งเทียนกลับตัวขึ้น ก็มักจะเป็นสัญญาณว่าราคาพร้อมจะวิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป การรอเข้าเทรดที่ระดับนี้จึงให้อัตราเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่ดีมาก
ควรใช้ Fibonacci Retracement คู่กับเครื่องมือใดเพื่อเพิ่มความแม่นยำ
ควรใช้คู่กับเส้นแนวโน้ม ระดับแนวรับแนวต้าน หรืออินดิเคเตอร์อย่าง RSI และ MACD เพื่อยืนยันทิศทางและโมเมนตัมของราคา การที่ระดับ Fibonacci ไปตรงกับแนวรับหรือแนวต้านสำคัญจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับจุดเข้าเทรดมากขึ้น ถ้า RSI แสดงสัญญาณซื้อมากเกินไปในขณะที่ราคาเด้งขึ้นไปแตะระดับ Fibonacci ในขาลง ก็เป็นการยืนยันว่าราคาพร้อมจะลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ การใช้หลายเครื่องมือร่วมกันจะช่วยกรองสัญญาณเท็จออกไปได้
วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนเมื่อเทรดตามสัญญาณ Fibonacci Retracement ทำได้อย่างไร
การตั้งจุดตัดขาดทุนควรวางไว้เลยระดับ Fibonacci ถัดไปออกไปเล็กน้อยเพื่อให้มีพื้นที่รองรับการกระเพื่อมของราคา ถ้าเข้าซื้อที่ระดับ 61.8% ในขาขึ้น จุดตัดขาดทุนควรวางไว้ใต้ระดับ 78.6% หรือใต้จุดต่ำสุดเดิมเล็กน้อย การตั้งเป้าหมายกำไรมักจะวางไว้ที่จุดสูงสุดเดิมหรือระดับ 161.8% ของ Fibonacci Extension การคำนวณขนาดล็อตให้เหมาะสมกับระยะตัดขาดทุนจะช่วยคุมความเสี่ยงไม่ให้ขาดทุนมากเกินไปในแต่ละออเดอร์
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย











TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文