ทองคำ XAU 2569 ก่อแพทเทิร์น Rising Wedge ลิ่มขึ้นส่งสัญญาณขาลงเตือนแรงซื้อเหนื่อยล้านักเทรดควรระวังกับดักและวางแผนรับมือเพื่อเอาตัวรอด 2
- ทำความเข้าใจแพทเทิร์นลิ่มขึ้น Rising Wedge คืออะไร
- จิ๊กซอว์ราคาทอง XAU 2569 ลิ่มขึ้นเตือนอะไร
- วิธีลากเส้นแนวโน้มหาจุดเข้าเทรดขาลงให้แม่นยำ
- การคำนวณกำไรและขนาดล็อตจากแพทเทิร์นลิ่มขึ้น
- การตั้งจุดตัดขาดทุนและบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นธรรมชาติ
- เปรียบเทียบแพทเทิร์นลิ่มขึ้นกับรูปแบบกราฟอื่น ๆ
- คำถามที่พบบ่อย

แพทเทิร์นลิ่มขึ้นหรือ Rising Wedge คือหนึ่งในรูปแบบกราฟที่บอกสัญญาณขาลงที่คมชัดที่สุด บทเรียนนี้เราจะมาไขความลับของทองคำ XAU ที่ระดับ 2569 และวิธีเข้าเทรดให้รอดพ้นจากกับดักแรงซื้อ นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ทำความเข้าใจแพทเทิร์นลิ่มขึ้น Rising Wedge คืออะไร
Rising Wedge คือแพทเทิร์นกราฟิกที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดยเกิดจากเส้นแนวโน้มที่ลากเชื่อมจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ทยอยขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เส้นแนวรับจะทำมุมชันกว่าเส้นแนวต้านทำให้เกิดรูปร่างคล้ายลิ่มที่แคบเข้าด้านบน ซึ่งส่วนใหญ่มักส่งสัญญาณเตือนว่าแรงซื้อกำลังอ่อนแอลงและมีแนวโน้มที่จะพลิกตัวเป็นขาลงได้เมื่อราคาทะลุลงมาด้านล่าง
ลิ่มขึ้นเป็นรูปแบบกราฟที่เกิดจากการที่ราคาสร้างจุดสูงสุดใหม่ขึ้นไปเรื่อย ๆ และจุดต่ำสุดก็ถูกดันให้สูงขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือระยะห่างระหว่างสองเส้นแนวโน้มจะแคบลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มาบรรจบกัน สะท้อนว่าแรงซื้อกำลังเหนื่อยล้า
หลายคนอาจจะมองว่าราคาที่ปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ คือสัญญาณขาขึ้นที่แข็งแกร่ง แต่ในความเป็นจริงของตลาดทองคำ การที่ราคาขึ้นไปได้ระยะสั้น ๆ แต่ลดความเร็วลงเรื่อย ๆ แสดงว่าผู้ซื้อกำลังเสียท่า เพราะไม่สามารถผลักราคาขึ้นไปได้ไกลเท่าที่ผ่านมา ลิ่มขึ้นจึงเป็นเหมือนการสะสมแรงเพื่อเตรียมปล่อยขาย นักเทรดมือใหม่มักตื่นเต้นและไล่ตามซื้อทองคำในจังหวะนี้ ซึ่งมักจะจบลงด้วยการเป็นเหยื่อของนักเทรดรายใหญ่ที่รอเก็บของอยู่แล้ว ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
เมื่อเรานำเส้นแนวโน้มมาลากเชื่อมจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด เราจะเห็นรูปทรงสามเหลี่ยมที่เอียงขึ้น สังเกตได้ว่าเส้นบนจะมีความชันน้อยกว่าเส้นล่าง นั่นหมายความว่าราคาดันตัวขึ้นมาได้ช้าลงในแต่ละรอบ แต่การปรับตัวลงมาของราคานั้นเกิดขึ้นเร็วและตื้นขึ้น ส่งสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังจะเปลี่ยนทิศทางอย่างแน่นอน การรอให้ราคาทะลุเส้นแนวรับด้านล่างลงมาจึงเป็นจังหวะเข้าเทรดขาลงที่ดีที่สุด
จิ๊กซอว์ราคาทอง XAU 2569 ลิ่มขึ้นเตือนอะไร

การเกิดรูปแบบลิ่มขึ้นบนกราฟราคาทองคำเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าถึงการสะสมแรงซื้อที่เริ่มไร้ระบอบและไม่สามารถผลักดันราคาทะลุจุดสูงสุดเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยอ้างอิงจากสถิติการวิเคราะห์ทางเทคนิคของ Bulkowski พบว่าแพทเทิร์นนี้มีอัตราการเกิดการกลับตัวเป็นขาลงสูงถึงร้อยละ 68 เมื่อปิดแท่งเทรดลงมาต่ำกว่าเส้นแนวรับ ส่งผลให้เทรดเดอร์ต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด
การที่ทองคำขยับตัวไปแตะระดับ 2569 ดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้โครงสร้างลิ่มขึ้น สะท้อนถึงภาวะที่ตลาดกำลังลังเลอย่างมาก ราคาทำยอดสูงขึ้นจริง แต่พลังในการขับเคลื่อนนั้นอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วงที่ทองคำเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราคานี้ นักลงทุนรายใหญ่มักจะใช้โอกาสนี้ในการกระจายคำสั่งขายทีละส่วน เพื่อไม่ให้ราคาตกลงมาอย่างรุนแรงในทันที ทำให้เราเห็นกราฟไต่ขึ้นไปอย่างช้า ๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเทรดรายย่อยว่ายังเป็นขาขึ้นอยู่ แต่เมื่อเทียบกับอินดิเคเตอร์อย่าง RSI หรือดัชนีความแข็งแกร่งของราคา จะพบว่าเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการเดินแยกทางกัน คือราคาวิ่งขึ้น แต่ค่าของอินดิเคเตอร์กลับลดลง นี่คือสัญญาณยืนยันว่าแรงซื้อไม่เพียงพอและการกลับตัวมาเป็นขาลงกำลังจะเกิดขึ้น
นักเทรดที่ชาญฉลาดจะไม่รีบร้อนเข้าไปซื้อทองคำที่ระดับ 2569 เพียงเพราะเห็นราคาปรับขึ้น แต่จะรอให้เกิดการทะลุเส้นแนวรับด้านล่างของลิ่มอย่างชัดเจนก่อน จากนั้นจึงค่อยวางแผนการเทรดขาลง เพราะการที่ราคาสามารถทะลุเส้นแนวโน้มที่สำคัญลงมาได้ หมายความว่าฝั่งผู้ขายได้เข้าควบคุมสถานการณ์เรียบร้อยแล้ว และโอกาสที่ราคาจะร่วงลงมาทำเป้าหมายกำไรนั้นมีสูงมาก
วิธีลากเส้นแนวโน้มหาจุดเข้าเทรดขาลงให้แม่นยำ
วิธีการลากเส้นแนวโน้มเพื่อค้นหาจุดเข้าเทรดขาลงให้แม่นยำเริ่มจากการเชื่อมจุดต่ำสุดสองจุดที่สูงขึ้นเพื่อสร้างเส้นแนวรับ และเชื่อมจุดสูงสุดสองจุดเพื่อสร้างเส้นแนวต้านซึ่งจะบรรจบกันด้านบนเพื่อยืนยันรูปลิ่มขึ้น จากนั้นรอคอยสัญญาณยืนยันเมื่อราคาปิดแท่งเทรดลงมาต่ำกว่าเส้นแนวรับอย่างชัดเจนจึงค่อยเปิดออเดอร์ขายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการรีบเทรดก่อนกำหนด
การลากเส้นแนวโน้มให้ถูกต้องคือหัวใจสำคัญในการใช้งานแพทเทิร์นลิ่มขึ้น เริ่มต้นจากการหาจุดสูงสุดสองจุดที่ชัดเจนที่สุดมาเชื่อมกัน แล้วหาจุดต่ำสุดสองจุดมาลากเส้นแนวรับด้านล่าง เส้นทั้งสองจะต้องชี้ไปในทิศทางขึ้นและค่อย ๆ ลดระยะห่างลง
ข้อผิดพลาดที่นักเทรดมือใหม่มักทำกันบ่อย ๆ คือการบังคับลากเส้นเพื่อให้เกิดรูปทรงลิ่มขึ้น ทั้งที่ความเป็นจริงราคาอาจจะไม่ได้เดินตามรูปแบบนั้น ต้องยอมรับว่าบางครั้งราคาก็เดินไปแบบไร้รูปแบบ ถ้าหากไม่เข้าเงื่อนไขก็ไม่ควรฝืนเทรด เมื่อลากเส้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้สังเกตว่าราคาจะต้องแตะเส้นบนและเส้นล่างอย่างน้อยสองครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้องของแพทเทิร์น ยิ่งราคาแตะเส้นหลายครั้ง ความน่าเชื่อถือของสัญญาณก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
จุดเข้าเทรดขาลงที่ดีที่สุดคือการรอให้แท่งเทียนปิดตัวลงมาใต้เส้นแนวรับด้านล่างของลิ่ม การที่ราคาแค่เฉียดไปแล้วเด้งกลับขึ้นมาไม่สามารถนำมาใช้เป็นสัญญาณเข้าเทรดได้ เพราะอาจจะเป็นเพียงการทดสอบเส้นแนวโน้มเท่านั้น หลังจากที่แท่งเทียนปิดลงมาใต้เส้นแล้ว อาจจะรอให้ราคาเด้งกลับขึ้นไปทดสอบเส้นแนวรับเดิมที่กลายเป็นแนวต้านไปแล้วอีกครั้ง แล้วค่อยเข้าเทรดขาลง วิธีนี้จะช่วยให้เราได้จุดเข้าที่ดีและสามารถตั้งจุดตัดขาดทุนได้เล็กลงอย่างมีเหตุผล
การคำนวณกำไรและขนาดล็อตจากแพทเทิร์นลิ่มขึ้น
การประเมินกำไรและขนาดล็อตจากแพทเทิร์นลิ่มขึ้นต้องอาศัยการวัดระยะตั้งแต่จุดต่ำสุดด้านล่างของลิ่มถึงเส้นแนวต้านด้านบนสุดเพื่อนำมาคำนวณเป็นเป้าหมายราคาขาลง โดยจะนำระยะดังกล่าวมาลบลงจากราคา ณ จุดที่เกิดการทะลุเส้นแนวรับ ส่วนขนาดล็อตควรคำนวณจากเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ต่อการเทรดหนึ่งครั้งหารด้วยระยะห่างของจุดตัดขาดทุนเพื่อรักษาสัดส่วนเงินทุนให้สมดุล
การคำนวณขนาดล็อตและเป้าหมายกำไรเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้ มาดูตัวอย่างการคำนวณจริงเมื่อทองคำที่ราคา 2569 ดอลลาร์สหรัฐ เกิดการทะลุเส้นแนวรับของลิ่มขึ้นลงมา โดยมีราคาเข้าเทรดและจุดตัดขาดทุนที่วางไว้ชัดเจน
สมมติว่าราคาทองคำทะลุเส้นแนวรับลงมาและเราเข้าเทรดขาลงที่ราคา 2565 ดอลลาร์สหรัฐ เราตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่บริเวณยอดสูงสุดของลิ่มซึ่งอยู่ที่ราคา 2572 ดอลลาร์สหรัฐ ความสูงของลิ่มจากก้นล่างสุดไปจนถึงยอดสูงสุดวัดได้ประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเป้าหมายกำไรของเราจะอยู่ที่ราคา 2565 ลบด้วย 20 เท่ากับ 2545 ดอลลาร์สหรัฐ
หากเรามีเงินทุน 1000 ดอลลาร์สหรัฐ และยอมรับความเสี่ยงที่ 2 เปอร์เซ็นต์ของเงินทุน ความเสี่ยงต่อการเทรดนี้จะเท่ากับ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ระยะห่างระหว่างราคาเข้าเทรดที่ 2565 กับจุดตัดขาดทุนที่ 2572 มีค่าเท่ากับ 7 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเท่ากับ 700 พอยต์ ในการเทรดทองคำ 1 ล็อตมาตรฐาน 1 พอยต์มีค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นขนาดล็อตที่เหมาะสมจะเท่ากับ 20 หารด้วย 700 ได้ค่าประมาณ 0.028 ล็อต หากราคาลงไปแตะเป้าหมายที่ 2545 ดอลลาร์สหรัฐ เราจะได้กำไร 20 ดอลลาร์สหรัฐ คูณด้วยขนาดล็อต 0.028 คูณด้วย 100 ซึ่งก็คือจำนวนพอยต์ต่อล็อต รวมเป็นกำไรที่จะได้รับประมาณ 56 ดอร์ลาร์สหรัฐ จากการรับความเสี่ยงเพียง 20 ดอลลาร์สหรัฐ ให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่ 1 ต่อ 2.8 ซึ่งถือว่าเป็นการเทรดที่มีคุณภาพมาก
การตั้งจุดตัดขาดทุนและบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นธรรมชาติ

การกำหนดจุดตัดขาดทุนและบริหารความเสี่ยงในการเทรดแพทเทิร์นนี้ควรตั้งไว้เล็กน้อยบริเวณด้านบนสุดของลิ่มเพื่อเป็นจุดอ้างอิงที่ราคาไม่ควรกลับไปแตะอีกหากเกิดการพลิกตัวขาลงจริง ซึ่งการบริหารความเสี่ยงที่เป็นธรรมชาติตามกฎทั่วไปแนะนำให้ใช้เงินทุนเสี่ยงไม่เกินร้อยละ 1-2 ของพอร์ตการลงทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เพื่อป้องกันการสูญเสียเงินก้อนใหญ่หากตลาดมีความผันผวนผิดไปจากสัญญาณที่คาดการณ์ไว้เบื้องต้น
การตั้งจุดตัดขาดทุนไม่ใช่เรื่องของการเดา แต่เป็นเรื่องของการให้เครื่องยศกับราคาตามโครงสร้างตลาด หากเราเข้าเทรดขาลงหลังจากที่ราคาทะลุเส้นแนวรับของลิ่มขึ้น จุดตัดขาดทุนที่ดีที่สุดคือบริเวณเหนือยอดสูงสุดของลิ่มนั้นเล็กน้อย
การตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เหนือยอดลิ่ม เป็นการป้องกันไม่ให้เราโดนหลอกในกรณีที่ราคาเกิดการเด้งกลับขึ้นไปทำลายยอดเดิม ซึ่งถ้าหากราคาสามารถทำลายยอดสูงสุดของลิ่มขึ้นไปได้ ก็แสดงว่าโครงสร้างขาลงได้ถูกทำลายลงแล้ว และทองคำอาจจะกลับไปวิ่งขึ้นต่อ การยอมรับความผิดพลาดและตัดขาดทุนออกมาในจังหวะนี้จึงเป็นการปกป้องเงินทุนของเราเอง อย่างไรก็ตาม ควรเผื่อระยะห่างจากยอดลิ่มประมาณ 2 ถึง 3 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อป้องกันการโดนหัวเทียนแทงลงไปแตะก่อนที่ราคาจะพังตัวลงมาจริง ๆ
ในส่วนของการบริหารความเสี่ยง หลังจากที่ราคาเดินไปในทิศทางที่เราคาดไว้และได้กำไรตามเป้าหมายครึ่งหนึ่งแล้ว สิ่งที่ควรทำคือการย้ายจุดตัดขาดทุนไปไว้ที่ราคาเข้าเทรด วิธีนี้เรียกว่าการเทรดโดยไม่เสี่ยง หากราคาเด้งกลับขึ้นมาเราก็จะไม่ขาดทุน แต่ถ้าราคาลงไปถึงเป้าหมายเต็มที่เราก็จะได้กำไรเต็มจำนวน นอกจากนี้การใช้เครื่องมือเสริมอย่างสัญญาณการเคลื่อนที่เฉลี่ยราคาหรือ MACD มาช่วยยืนยันทิศทางในกรอบเวลาที่เล็กลงไป ก็จะช่วยให้เราสามารถปิดสถานะเทรดได้ก่อนที่ราคาจะเด้งกลับขึ้นมาก็ได้
เปรียบเทียบแพทเทิร์นลิ่มขึ้นกับรูปแบบกราฟอื่น ๆ
การเปรียบเทียบแพทเทิร์นลิ่มขึ้นกับรูปแบบกราฟอื่นเผยให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น แพทเทิร์นธงรูปสามเหลี่ยมซึ่งแคบลงแบบสมมาตรบ่งบอกถึงการพักตัวก่อนวิ่งตามแนวโน้มเดิม ในขณะที่ลิ่มขึ้นมักส่งสัญญาณการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลงเนื่องจากไดนามิกของแรงซื้อที่ลดลง ส่วนแพทเทิร์นลิ่มลงจะมีสองเส้นลาดลงด้านล่างและมักเป็นสัญญาณกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้นในทิศทางที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างแพทเทิร์นลิ่มขึ้นกับรูปแบบกราฟอื่น ๆ จะช่วยให้เราไม่สับสนและเลือกวิธีเทรดที่เหมาะสมที่สุด ตารางด้านล่างนี้จะแสดงให้เห็นถึงจุดเด่นและจุดต่างของแต่ละรูปแบบอย่างชัดเจน
| ชื่อแพทเทิร์น | ทิศทางเส้นแนวโน้ม | สัญญาณที่บ่งบอก | จุดเข้าเทรดที่เหมาะสม |
|---|---|---|---|
| ลิ่มขึ้น Rising Wedge | เส้นทั้งสองชี้ขึ้นและแคบลง | กลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง | ราคาทะลุเส้นแนวรับด้านล่างลงมา |
| ลิ่มลง Falling Wedge | เส้นทั้งสองชี้ลงและแคบลง | กลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น | ราคาทะลุเส้นแนวต้านด้านบนขึ้นไป |
| สามเหลี่ยมสมมาตร Symmetrical Triangle | เส้นบนชี้ลงเส้นล่างชี้ขึ้น | ทิศทางต่อเนื่องหรือกลับตัวก็ได้ | รอให้ราคาทะลุเส้นไหนก่อนแล้วตามทิศนั้น |
| ธงขาขึ้น Bull Flag | เส้นทั้งสองชี้ลงขนานกัน | ทิศทางต่อเนื่องขาขึ้น | ราคาทะลุเส้นแนวต้านด้านบนขึ้นไป |
จากตารางจะเห็นได้ว่า แม้ลิ่มขึ้นและธงขาขึ้นจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีการปรับตัว แต่บทบาทของพวกมันนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ลิ่มขึ้นเป็นสัญญาณเตือนว่าแรงซื้อกำลังจะหมดไปและราคาจะกลับตัวเป็นขาลง ในขณะที่ธงขาขึ้นเป็นการพักตัวชั่วคราวก่อนที่ราคาจะวิ่งขึ้นต่อไป การสังเกตว่าเส้นแนวโน้มทั้งสองเส้นมาบรรจบกันหรือไม่ จะช่วยแยกแยะความแตกต่างนี้ได้
สรุปแนวทางการเทรดทองคำลิ่มขึ้นให้เป็นกำไรอย่างยั่งยืน
การเทรดทองคำด้วยแพทเทิร์นลิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความอดทนและวินัยอย่างสูง อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้าไปซื้อเพราะกลัวว่าจะพลาดโอกาส ขอให้รอให้เกิดการทะลุเส้นแนวรับอย่างชัดเจนและมีแท่งเทียนปิดยืนยันก่อนเสมอ
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเทรดของเราประสบความสำเร็จในระยะยาวคือการบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าจะแพทเทิร์นจะสวยงามแค่ไหน แต่ถ้าหากเราใช้ขนาดล็อตที่ใหญ่เกินไปจนไม่สามารถรับความผันผวนของราคาได้ สุดท้ายก็อาจจะต้องตัดขาดทุนก่อนที่ราคาจะวิ่งไปถึงเป้าหมาย การคำนวณขนาดล็อตให้เหมาะสมกับเงินทุนและระยะตัดขาดทุนจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกครั้งก่อนเข้าเทรด
สุดท้ายนี้อยากให้จำไว้ว่าตลาดทองคำมีความผันผวนสูง แพทเทิร์นลิ่มขึ้นเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยบอกทิศทางของตลาด แต่มันไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป หากตลาดเปลี่ยนไป เราต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนตามและยอมรับความผิดพลาดด้วยการตัดขาดทุน นักเทรดที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่เทรดถูกทุกครั้ง แต่เป็นคนที่รู้จักการจำกัดความเสียหายและปล่อยให้กำไรเติบโตได้อย่างเป็นธรรมชาติ
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่เทรดเดอร์มือใหม่มักสงสัยบ่อยครั้งเกี่ยวกับแพทเทิร์นนี้คือสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในกรอบเวลาเล็กจนถึงใหญ่หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกกรอบเวลาและให้ความน่าเชื่อถือสูงขึ้นเมื่อปรากฏบนไทม์เฟรมใหญ่ ส่วนคำถามที่ว่าสามารถใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่นได้หรือไม่นั้น โดยทั่วไปนิยมใช้ควบคู่กับออสซิลเลเตอร์อย่าง RSI เพื่อยืนยันการเกิด Divergence ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจเปิดออเดอร์ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น
Rising Wedge คืออะไร ในการเทรดทองคำ
Rising Wedge หรือรูปแบบลิ่มขึ้น คือแพทเทิร์นที่ราคาสร้างยอดสูงขึ้นและก้นสูงขึ้นพร้อมกัน แต่ระยะห่างระหว่างสองเส้นแนวโน้มค่อย ๆ แคบลงเรื่อย ๆ บ่งบอกว่าแรงซื้อเริ่มหมดแรง แม้ราคาจะปรับตัวขึ้นก็ตาม แพทเทิร์นนี้ถือเป็นสัญญาณขาลงหรือการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลงในท้ายที่สุด
จะรู้ได้อย่างไรว่าลิ่มขึ้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ลิ่มขึ้นจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อราคาทะลุลงไปต่ำกว่าเส้นแนวรับด้านล่างของลิ่มอย่างชัดเจน โดยแท่งเทียนควรปิดตัวอยู่ใต้เส้นแนวรับนั้น นอกจากนี้ควรดูปริมาณการซื้อขายประกอบด้วย หากในขณะที่ราคาทะลุลงมามีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น จะยิ่งยืนยันความน่าเชื่อถือของสัญญาณขาลงได้ดีขึ้น
เป้าหมายกำไรของการเทรดลิ่มขึ้นตั้งยังไง
วิธีที่นิยมที่สุดคือการวัดความสูงจากก้นล่างสุดของลิ่มไปจนถึงยอดสูงสุดของลิ่ม จากนั้นนำระยะที่วัดได้นั้นไปลบลงจากราคาจุดที่ราคาทะลุเส้นแนวรับลงมา ระยะที่ได้ก็จะเป็นเป้าหมายกำไรในการเทรดขาลง อย่างไรก็ตามควรปรับเป้าตามโครงสร้างตลาดและแนวรับที่สำคัญในกรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้นด้วย
ทำไมถึงต้องตั้งจุดตัดขาดทุนเหนือยอดลิ่ม
การตั้งจุดตัดขาดทุนเหนือยอดสูงสุดของลิ่มขึ้น เป็นการให้เครื่องยศของราคาในการเดินไปได้พอสมควร เพื่อป้องกันการโดนหลอกให้ตัดขาดทุนก่อนที่ราคาจะพักตัวแล้วพุ่งลงตามทิศทางที่เราคาดไว้ หากราคาย้อนกลับขึ้นไปทำยอดใหม่เหนือลิ่ม แสดงว่าแรงซื้อยังแข็งแกร่งเกินไป การตัดขาดทุนจึงเป็นการปกป้องเงินทุนจากสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
เทรดลิ่มขึ้นในกรอบเวลาไหนดีที่สุด
สำหรับมือใหม่ควรเริ่มจากกรอบเวลาตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไปจนถึงระดับวัน เพราะกรอบเวลาเหล่านี้ให้สัญญาณที่ค่อนข้างเสถียรและมีความน่าเชื่อถือสูง การเทรดในกรอบเวลาเล็ก เช่น 15 นาที อาจจะมีสัญญาณหลอกเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งจากกระแสข่าวหรือการปรับตัวระยะสั้น ดังนั้นการเลือกกรอบเวลาใหญ่จะช่วยให้มองภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนกว่า
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย









TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文