การเลือกโบรกเกอร์ที่สเปรด EURUSD ต่ำเป็นหัวใจสำคัญของนักเทรดไทยในปี 2026 เพราะต้นทุนที่ถูกหมายถึงกำไรที่เหลือเข้ากระเป๋ามากขึ้น บทความนี้จะพาไปเจาะลึกและเปรียบเทียบค่าสเปรดจาก 5 โบรกเกอร์ยอดนิยมพร้อมวิธีคำนวณผลกำไรและขาดทุนแบบเป็นรูปธรรม นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ


ทำไมค่าสเปรด EURUSD ถึงสำคัญกับนักเทรดไทย
สเปรดคือความแตกต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายที่เราจะต้องจ่ายให้โบรกเกอร์ในทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ยิ่งสเปรดต่ำต้นทุนของเราก็ยิ่งถูก โอกาสที่ดีลจะเข้าสู่จุดคุ้มทุนและทำกำไรได้ก็เร็วขึ้น
สำหรับคู่เงิน EURUSD ถือว่าเป็นคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาดฟอเร็กซ์ การที่มีคนเทรดจำนวนมากทำให้สเปรดโดยรวมมีความแคบอยู่แล้วเมื่อเทียบกับคู่เงินไมเนอร์อื่น ๆ แต่ถึงกระนั้นในแต่ละโบรกเกอร์ก็ยังมีความแตกต่างของสเปรดที่อาจส่งผลต่อผลตอบแทนระยะยาวของเราได้ ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
นักเทรดไทยส่วนใหญ่นิยมเทรด EURUSD เพราะมีความเสถียร ข่าวเศรษฐกิจที่ออกมาก็มักจะมีความชัดเจน ไม่วิ่งแบบกระตุกจนควบคุมไม่ได้ ดังนั้นการจะมาเสียค่าสเปรดที่สูงเพราะเลือกโบรกเกอร์ผิดก็ถือว่าไม่คุ้มเลย ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเทรดระยะสั้นและทำดีลวันละหลายครั้ง สเปรดที่ต่างกันแค่ 0.2 พิปก็สามารถกินกำไรไปหลายแสนบาทต่อเดือนได้
ปัจจัยที่ทำให้สเปรดของแต่ละโบรกเกอร์แตกต่างกัน
หลายคนสงสัยว่าทำไมโบรกเกอร์ที่ดูคล้ายกันถึงมีสเปรดต่างกัน คำตอบอยู่ที่ว่าโบรกเกอร์นั้นรับราคาจากผู้ให้บริการสภาพคล่องรายใด และมีโมเดลธุรกิจแบบไหน บางรายฝังค่าธรรมเนียมไว้ในสเปรด บางรายแยกค่าคอมมิชชันออกมาต่างหาก
โบรกเกอร์แบบที่เรียกว่า Straight Through Processing หรือส่งคำสั่งตรงไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องจะสามารถเสนอสเปรดที่ใกล้เคียงกับตลาดระหว่างธนาคารได้มากที่สุด แต่ก็จะมีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชันต่อหนึ่งล็อตเพื่อเป็นค่าบริการ ในขณะที่โบรกเกอร์แบบมาเก็ตเมเคอร์อาจจะไม่คิดค่าคอมมิชชันแต่จะเพิ่มส่วนต่างเข้าไปในสเปรดแทน
นอกจากนี้ช่วงเวลาเทรดก็สำคัญ ในเซสชันลอนดอนและนิวยอร์กที่มีสภาพคล่องสูงสเปรดจะแคบสุด แต่พอเข้าสู่เซสชันเอเชียหรือช่วงที่มีข่าวใหญ่ออกมาสเปรดก็จะขยายตัวทันที บางโบรกเกอร์มีระบบจัดการความเสี่ยงที่ดีกว่าจึงสามารถคุมสเปรดในช่วงข่าวได้ดีกว่าโบรกเกอร์อื่น
ตารางเปรียบเทียบสเปรด EURUSD จาก 5 โบรกเกอร์ปี 2026
ตารางนี้รวบรวมข้อมูลสเปรดเฉลี่ยและค่าคอมมิชชันของ 5 โบรกเกอร์ยอดนิยมในไทย เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าแต่ละรายมีต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่เท่าไร ข้อมูลอ้างอิงจากช่วงเวลาที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทำการซึ่งเป็นช่วงที่สภาพคล่องสูงที่สุด

| โบรกเกอร์ | ประเภทบัญชี | สเปรดเฉลี่ย (พิป) | ค่าคอมมิชชัน (ดอลลาร์/ล็อต) | ต้นทุนรวมต่อล็อต (ดอลลาร์) |
|---|---|---|---|---|
| Broker A | Raw Spread | 0.1 | 7 | 17 |
| Broker B | Standard | 0.9 | 0 | 9 |
| Broker C | Zero Account | 0.0 | 12 | 12 |
| Broker D | Raw Spread | 0.2 | 6 | 26 |
| Broker E | Standard | 1.2 | 0 | 12 |
จากตารางจะเห็นได้ว่าโบรกเกอร์ที่โฆษณาว่ามีสเปรดเป็นศูนย์อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ถูกที่สุดเสมอไป เพราะต้องนำค่าคอมมิชชันมารวมด้วย การคำนวณต้นทุนรวมต่อหนึ่งล็อตจะทำให้เราเห็นความจริงว่าใครกันแน่ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับสไตล์การเทรดของเรา
วิธีคำนวณต้นทุนและผลกำไรจากสเปรดแบบละเอียด
การเข้าใจวิธีคำนวณต้นทุนจะช่วยให้เราเปรียบเทียบโบรกเกอร์ได้อย่างแม่นยำ ไม่ตกหลุมพรางจากการโฆษณาที่ดูดีเกินจริง เรามาดูตัวอย่างการคำนวณจริงกัน
สมมติว่าคุณเปิดออเดอร์ซื้อ EURUSD ขนาด 1 ล็อตที่ราคา 1.08500 โดยใช้บัญชี Raw Spread ของ Broker A ที่มีสเปรดเฉลี่ย 0.1 พิป และค่าคอมมิชชัน 7 ดอลลาร์ต่อล็อตต่อรอบด้าน ค่าคอมมิชชันรวมทั้งเปิดและปิดจึงเท่ากับ 14 ดอลลาร์ ในขณะที่ค่าสเปรด 0.1 พิป มูลค่า 1 ดอลลาร์ต่อพิปสำหรับขนาด 1 ล็อต ต้นทุนสเปรดจึงเท่ากับ 1 ดอลลาร์ รวมต้นทุนทั้งหมด 15 ดอลลาร์
ถ้าราคาวิ่งขึ้นไปที่ 1.08550 คุณตัดสินใจปิดออเดอร์ ราคาเพิ่มขึ้น 50 จุด ซึ่งเท่ากับ 5 พิป กำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเท่ากับ 5 ดอลลาร์ จากนั้นนำกำไรมาหักต้นทุนรวม 15 ดอลลาร์ ผลลัพธ์คือขาดทุน 10 ดอลลาร์ ถึงแม้ราคาจะวิ่งไปทางที่เราเปิดออเดอร์ไว้แต่เพราะขนาดออเดอร์เล็กและระยะเวลาในการถือสั้นมากทำให้กำไรไม่พอจ่ายต้นทุน
แต่ถ้าเราเปิดออเดอร์ขนาด 2 ล็อตในบัญชี Standard ของ Broker B ที่สเปรด 0.9 พิป ไม่มีค่าคอมมิชชัน ที่ราคา 1.08500 และปิดที่ 1.08600 ราคาเพิ่มขึ้น 100 จุดเท่ากับ 10 พิป กำไรจากราคาเท่ากับ 20 พิป มูลค่าเป็นเงิน 200 ดอลลาร์ ต้นทุนสเปรดเท่ากับ 0.9 พิป คูณด้วย 2 ล็อต เท่ากับ 18 ดอลลาร์ กำไรสุทธิเท่ากับ 182 ดอลลาร์ ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าการเลือกขนาดล็อตและจังหวะเข้าเทรดสำคัญมาก
เทคนิคเลือกโบรกเกอร์ให้เหมาะกับสไตล์การเทรด
การเลือกโบรกเกอร์ไม่ใช่แค่ดูว่าใครสเปรดถูกที่สุด แต่ต้องดูด้วยว่าสไตล์การเทรดของเราเข้ากับโบรกเกอร์แบบไหน นักเทรดสกาลปิ้งย่อมต้องการโบรกเกอร์คนละแบบกับนักเทรดสวิง
สำหรับนักเทรดสกาลปิ้งและเดย์เทรด
นักเทรดที่เปิดและปิดออเดอร์ภายในไม่กี่นาที มักจะตั้งเป้าหมายกำไรแค่ 2 ถึง 5 พิป ดังนั้นสเปรดที่สูงจะกินกำไรไปหมด ควรเลือกบัญชีประเภท Raw Spread หรือ Zero ที่มีสเปรดต่ำที่สุดแม้จะมีค่าคอมมิชชันก็ตาม และต้องเป็นโบรกเกอร์ที่มีความเร็วในการส่งคำสั่งดีมาก ไม่มีอาการรีโควตราคา
นักสกาลปิ้งควรเทรดในช่วงเวลาที่สภาพคล่องสูงที่สุดคือเซสชันลอนดอนและนิวยอร์กที่ทับซ้อนกัน คือประมาณ 20.00 ถึง 23.00 นาฬิกาตามเวลาประเทศไทย ในช่วงนี้สเปรดจะแคบที่สุดและราคาจะเคลื่อนไหวตามทิศทางที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงที่จะโดนราคาแกว่งไปมาจนเข้าขาดทุน
สำหรับนักเทรดสวิงและพอซิชันเทรด
นักเทรดที่ถือเดอร์นานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ มักตั้งเป้ากำไรเป็นสิบหรือร้อยพิป สเปรดที่ต่างกันแค่ 0.5 พิป จึงไม่ส่งผลกระทบมากนัก การเลือกบัญชี Standard ที่ไม่มีค่าคอมมิชชันอาจจะสะดวกกว่าเพราะไม่ต้องคำนวณต้นทุนซับซ้อน และมักจะไม่มีการเรียกค่าปรับสำหรับการถือเดอร์ข้ามคืน
อย่างไรก็ตามนักเทรดสวิงควรให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์และความเสถียรของเซิร์ฟเวอร์มากกว่าสเปรด เพราะการถือเดอร์นานหมายความว่าเราต้องเจอกับข่าวใหญ่และการแกว่งของราคาที่รุนแรง โบรกเกอร์ที่ดีต้องไม่มีอาการสไลป์เป็นจุดในช่วงที่ตลาดวิ่งรุนแรง และต้องสามารถปิดออเดอร์ได้ตามราคาที่เราตั้งไว้แม้ในตลาดที่ผันผวน
สำหรับนักเทรดมือใหม่
ผู้เริ่มต้นควรเลือกบัญชี Standard ที่ไม่มีค่าคอมมิชชันเพราะง่ายต่อการคำนวณต้นทุน และควรเริ่มจากการเทรดด้วยล็อตเล็ก ๆ ก่อน การเลือกโบรกเกอร์ที่มีสเปรดต่ำพอประมาณแต่มีแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายและมีบริการลูกค้าสัมพันธ์ภาษาไทยจะช่วยให้การเริ่มต้นราบรื่นขึ้น
นักเทรดมือใหม่มักจะยังไม่คุ้นเคยกับการดูสเปรดแบบลอยตัว ดังนั้นการเลือกบัญชีที่มีสเปรดคงที่ในช่วงเวลาปกติอาจจะช่วยลดความสับสนได้ แต่ต้องแลกกับสเปรดที่อาจจะสูงกว่าแบบลอยตัวเล็กน้อย ที่สำคัญคือต้องฝึกฝนจนเข้าใจกลไกของตลาดก่อนที่จะไปฝืนเทรดแบบสกาลปิ้งที่ต้องการความเร็วและความแม่นยำสูง
ข้อควรระวังเมื่อเทรด EURUSD กับโบรกเกอร์ไทย
แม้ว่าสเปรดจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ยังมีเรื่องอื่นที่นักเทรดไทยต้องระวังเมื่อเลือกโบรกเกอร์ เพราะการเทรดฟอเร็กซ์มีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่หลายอย่าง ถ้าไม่รู้มาก่อนอาจจะเสียเงินโดยไม่จำเป็น
เรื่องแรกคืออาการสไลป์เป็นจุดในช่วงข่าวใหญ่ เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือตัวเลขการจ้างงานนอนฟาร์มเพย์โรล ในช่วงเวลาเหล่านี้สเปรดอาจจะขยายจาก 0.1 พิปไปเป็น 5 ถึง 10 พิปในพริบตา ถ้าคุณเปิดออเดอร์โดยไม่ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ อาจจะโดนราคากระโดดจนขาดทุนเกินกว่าที่คาดได้ ควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วง 5 นาทีก่อนและหลังข่าวออก
เรื่องที่สองคือค่าสวอปหรือค่าธรรมเนียมการถือเดอร์ข้ามคืน แม้ว่าคุณจะเลือกบัญชีที่สเปรดถูกที่สุด แต่ถ้าค่าสวอปสูงโบรกเกอร์นั้นก็อาจจะไม่คุ้มสำหรับนักเทรดที่ชอบถือเดอร์นาน ควรตรวจสอบอัตราสวอปของ EURUSD ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายก่อนเปิดบัญชี บางโบรกเกอร์มีบัญชีประเภทสวอปฟรีสำหรับคนที่ถือเดอร์ระยะยาว
เรื่องสุดท้ายคือความน่าเชื่อถือและการบริการ โบรกเกอร์ที่ดีควรมีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ มีเซิร์ฟเวอร์ที่เสถียรไม่หลุดบ่อย และที่สำคัญคือสามารถฝากถอนเงินได้รวดเร็ว นักเทรดไทยควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีทีมงานภาษาไทยคอยให้คำปรึกษาเมื่อมีปัญหา เพราะการสื่อสารที่ชัดเจนจะช่วยแก้ไขปัญหาได้เร็วกว่าการติดต่อข้ามภาษา
สรุปการเลือกโบรกเกอร์ EURUSD ประจำปี 2026
การเลือกโบรกเกอร์สำหรับเทรด EURUSD ในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของการดูว่าใครมีสเปรดต่ำสุด แต่ต้องพิจารณาต้นทุนรวมทั้งสเปรดและค่าคอมมิชชัน ประเภทบัญชีที่เหมาะกับสไตล์การเทรด รวมถึงความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์
สำหรับนักเทรดสกาลปิ้งควรเลือกบัญชี Raw Spread ที่มีสเปรดต่ำและยอมจ่ายค่าคอมมิชชันเพราะต้นทุนรวมต่อดีลจะถูกกว่า ส่วนนักเทรดสวิงหรือมือใหม่ควรเลือกบัญชี Standard ที่ไม่มีค่าคอมมิชชันเพื่อความง่ายในการคำนวณ และที่สำคัญคือต้องเทรดในช่วงเวลาที่สภาพคล่องสูงเพื่อให้ได้สเปรดที่ดีที่สุด
อย่าลืมว่าสเปรดที่ดีก็ต้องมาพร้อมกับการบริหารความเสี่ยงที่ดีด้วย การตั้งจุดตัดขาดทุนและการไม่เทรดในช่วงข่าวใหญ่จะช่วยปกป้องเงินทุนของคุณได้ดีกว่าการไล่ล่าสเปรดที่ต่ำที่สุดอย่างเดียว ขอให้ทุกคนเทรดอย่างมีวินัยและเจริญรอยตามนักเทรดที่ประสบความสำเร็จต่อไป
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
สเปรด EURUSD แบบ Raw และแบบ Standard ต่างกันอย่างไร
สเปรดแบบ Raw มักจะเริ่มต้นที่ศูนย์พิปแต่จะมีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชันแยกต่างหากต่อหนึ่งล็อต ส่วนแบบ Standard จะไม่มีค่าคอมมิชชันเพราะโบรกเกอร์ฝังต้นทุนไว้ในสเปรดโดยตรง นักเทรดที่ใช้ล็อตใหญ่หรือเทรดบ่อยมักเลือกแบบ Raw เพราะต้นทุนรวมต่อดีลถูกกว่า แต่ถ้าเทรดล็อตเล็กและถือยาวแบบ Standard อาจสะดวกกว่าเพราะไม่ต้องคำนวณค่าธรรมเนียมซ้ำ
ช่วงเวลาไหนที่สเปรด EURUSD จะขยายตัวมากที่สุด
ช่วงเวลาที่สเปรดขยายกว่าปกติคือเซสชันเปิดตลาดซิดนีย์ การปิดและเปิดตลาดนิวยอร์ก รวมถึงการประกาศข่าวดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเหล่านี้สภาพคล่องในตลาดลดลงทำให้ธนาคารผู้ให้บริการราคาขยายสเปรดเพื่อป้องกันความเสี่ยง นักเทรดควรหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ใหม่ในช่วง 5 นาทีแรกหลังข่าวออกเพื่อไม่ให้โดนสไลป์เป็นจุด
โบรกเกอร์ที่โฆษณาสเปรด 0.0 พิป ดีจริงหรือไม่
การโฆษณาสเปรด 0.0 พิปหมายถึงในบางช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูงสุดสเปรดอาจลดลงไปถึงศูนย์ได้จริง แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นศูนย์ตลอด 24 ชั่วโมง นักเทรดต้องดูว่าค่าคอมมิชชันต่อล็อตสมเหตุสมผลหรือไม่ และต้องเช็กว่าสเปรดเฉลี่ยในช่วงที่ตัวเองเทรดจริงอยู่ที่เท่าไร บางครั้งโบรกเกอร์ที่สเปรดเฉลี่ย 0.2 พิป แต่คอมมิชชันถูกกว่าอาจคุ้มกว่าในระยะยาว
ค่าสเปรดส่งผลต่อกลยุทธ์สกาลปิ้งมากแค่ไหน
สเปรดคือต้นทุนต่อดีลที่ส่งผลโดยตรงต่อกำไรของนักสกาลปิ้งเพราะกลยุทธ์นี้เปิดและปิดออเดอร์รวดเร็วโดยมีเป้าหมายกำไรเพียง 2 ถึง 5 พิป ถ้าสเปรดรวมคอมมิชชันสูงถึง 1.5 พิป นักเทรดจะต้องทำกำไรให้ทะลุจุดคุ้มทุนก่อนแล้วจึงจะเริ่มเห็นกำไรจริง ดังนั้นนักสกาลปิ้งจึงต้องเลือกบัญชีที่ต้นทุนรวมต่ำที่สุดและเทรดในช่วงลอนดอน-นิวยอร์กที่สภาพคล่องสูง
การเลือกบัญชีแบบไม่มีค่าคอมมิชชันเหมาะกับใคร
บัญชีแบบไม่มีค่าคอมมิชชันหรือ Standard เหมาะกับนักเทรดมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเพราะง่ายต่อการคำนวณต้นทุน นอกจากนี้ยังเหมาะกับนักเทรดที่ชอบถือเดอร์นานหลายวันหรือใช้สไตล์สวิงเทรด เพราะการถือนานทำให้ผลกำไรต่อดีลมีขนาดใหญ่พอที่จะดูดซับต้นทุนสเปรดที่สูงกว่าได้โดยไม่กระทบมาก แต่ถ้าวันหนึ่งเริ่มเทรดถี่ขึ้นหรือใช้ล็อตใหญ่ขึ้นก็ควรพิจารณาเปลี่ยนไปใช้บัญชี Raw
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文