Forex คืออะไร? คู่มือฉบับเริ่มต้นเทรด Forex ปี 2026
สวัสดีครับทุกคน! ผม อ.บอม จาก icafeforex.com ครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Forex มาบ้าง แต่ก็อาจจะยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่ วันนี้ผมจะมาอธิบายแบบละเอียด เจาะลึก ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีการเริ่มต้นเทรด Forex อย่างเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมทั้งสอดแทรกประสบการณ์จริงที่ผมสั่งสมมาตลอด 20 ปีในวงการนี้ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเข้าใจ Forex มากขึ้นแน่นอน!
Forex หรือ Foreign Exchange Market คือตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่ขนาดไหนน่ะเหรอ? ลองคิดดูว่าแต่ละวันมีเงินหมุนเวียนในตลาดนี้มากกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ! นั่นหมายความว่าคุณสามารถซื้อขายเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ (จันทร์-ศุกร์) ไม่มีวันหยุด (ยกเว้นเสาร์-อาทิตย์) ซึ่งต่างจากตลาดหุ้นที่เราคุ้นเคยกัน
ผมจำได้เลยว่าตอนที่ผมเริ่มเทรด Forex ใหม่ๆ เมื่อประมาณปี 2004 ตลาดยังไม่คึกคักเท่าทุกวันนี้ ข้อมูลข่าวสารก็หายาก เครื่องมือวิเคราะห์ก็ไม่ทันสมัย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความอดทน ผมก็ค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ จนสามารถสร้างระบบเทรดที่ทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ และหนึ่งในระบบที่สร้างชื่อเสียงให้ผมก็คือ EA semi auto ที่ชื่อ JABWANG และ CafeFX นั่นเอง ใครที่อยู่ในวงการ Forex มานานน่าจะคุ้นชื่อกันดี
ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าคุณคิดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ คุณก็สามารถซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) และขายเงินบาท (THB) ในคู่สกุลเงิน USD/THB ได้ ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจริงตามที่คุณคาดการณ์ คุณก็จะทำกำไรจากส่วนต่างของราคาได้ แต่ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น คุณก็จะขาดทุน นี่คือหลักการพื้นฐานของการเทรด Forex ครับ
แต่แน่นอนว่าการเทรด Forex ไม่ใช่เรื่องง่าย มันมีความเสี่ยงอยู่เสมอ สิ่งสำคัญคือคุณต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง มีแผนการเทรดที่ชัดเจน และมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในตลาดนี้ได้ในระยะยาว ในบทความนี้ ผมจะค่อยๆ อธิบายทุกขั้นตอนอย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นเทรด Forex ได้อย่างมั่นใจ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่ผมเคยเจอมาแล้ว
พื้นฐานความรู้ Forex ที่มือใหม่ต้องรู้
ก่อนที่จะเริ่มเทรด Forex จริงจัง เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานที่สำคัญกันก่อนนะครับ ตรงนี้สำคัญมากนะ! เพราะถ้าพื้นฐานไม่แน่น ต่อให้มีเทคนิคเทพแค่ไหนก็อาจจะไปไม่รอด ผมจะสรุปเนื้อหาที่จำเป็นสำหรับมือใหม่ให้เข้าใจง่ายที่สุด
1. คู่สกุลเงิน (Currency Pairs)
ในตลาด Forex เราไม่ได้ซื้อขายเงินสกุลเดียวโดดๆ แต่เราจะซื้อขายเป็นคู่สกุลเงินเสมอ ตัวอย่างเช่น EUR/USD (ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ), GBP/USD (ปอนด์สเตอร์ลิง/ดอลลาร์สหรัฐ), USD/JPY (ดอลลาร์สหรัฐ/เยนญี่ปุ่น) เป็นต้น สกุลเงินที่อยู่ข้างหน้าเครื่องหมาย “/” เราเรียกว่า Base Currency ส่วนสกุลเงินที่อยู่ข้างหลัง เราเรียกว่า Quote Currency
เวลาเราเทรด EUR/USD หมายความว่าเรากำลังซื้อหรือขายเงินยูโรโดยใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ ถ้าเราคิดว่าเงินยูโรจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เราก็จะ “ซื้อ” (Buy) EUR/USD แต่ถ้าเราคิดว่าเงินยูโรจะอ่อนค่าลง เราก็จะ “ขาย” (Sell) EUR/USD ลองคิดดูนะ ถ้าเราซื้อ EUR/USD ที่ราคา 1.1000 แล้วราคาขึ้นไปเป็น 1.1050 เราก็จะได้กำไร 50 pips (หน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาใน Forex)
คู่สกุลเงินหลัก (Major Currency Pairs) คือคู่สกุลเงินที่มีปริมาณการซื้อขายสูง และมีความผันผวนต่ำ ได้แก่ EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY, USD/CHF (ดอลลาร์สหรัฐ/ฟรังก์สวิส), AUD/USD (ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ดอลลาร์สหรัฐ), USD/CAD (ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์แคนาดา) ส่วนคู่สกุลเงินรอง (Minor Currency Pairs) คือคู่สกุลเงินที่ไม่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นส่วนประกอบ และคู่สกุลเงิน Exotic คือคู่สกุลเงินที่มีสกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมักจะมีความผันผวนสูงกว่า
สมัยก่อนผมจะเทรดแต่คู่สกุลเงินหลัก เพราะสภาพคล่องสูงและ Spread (ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย) ต่ำ แต่หลังๆ มาผมก็เริ่มศึกษาคู่สกุลเงินอื่นๆ บ้าง เพื่อกระจายความเสี่ยงและหาโอกาสในการทำกำไรใหม่ๆ
2. เลเวอเรจ (Leverage) และมาร์จิ้น (Margin)
เลเวอเรจ คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถเทรดด้วยเงินทุนที่มากกว่าเงินทุนที่เรามีอยู่จริง ตัวอย่างเช่น ถ้าโบรกเกอร์ให้เลเวอเรจ 1:100 หมายความว่าเราสามารถเทรดด้วยเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้เงินทุนของเราเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น เลเวอเรจช่วยให้เราสามารถทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนมากขึ้นเช่นกัน
มาร์จิ้น คือจำนวนเงินที่เราต้องมีในบัญชีเพื่อเปิดสถานะ (Position) ในการเทรด ถ้าเราใช้เลเวอเรจสูง มาร์จิ้นที่เราต้องใช้ก็จะน้อยลง แต่ถ้าเราขาดทุนจนเงินในบัญชีเหลือน้อยกว่ามาร์จิ้นที่กำหนด โบรกเกอร์จะทำการ “Margin Call” หรือแจ้งเตือนให้เราเติมเงินเข้าบัญชี ถ้าเราไม่เติมเงิน โบรกเกอร์ก็จะทำการ “Stop Out” หรือปิดสถานะของเราโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เราขาดทุนเกินเงินทุนที่เรามีอยู่
ผมเคยเจอตอนปี 2019 ที่เทรดเดอร์หลายคนใช้เลเวอเรจสูงเกินไป แล้วพอเกิดเหตุการณ์ Black Swan (เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน) ค่าเงินก็ผันผวนอย่างรุนแรง ทำให้หลายคนโดน Stop Out หมดตัว ตรงนี้เป็นบทเรียนสำคัญเลยว่าเราต้องบริหารจัดการความเสี่ยงให้ดี และไม่ควรใช้เลเวอเรจสูงเกินความจำเป็น
3. Pip และ Spread
Pip (Percentage in Point) คือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคาใน Forex ส่วนใหญ่แล้ว 1 pip จะเท่ากับ 0.0001 สำหรับคู่สกุลเงินที่มีทศนิยม 4 ตำแหน่ง เช่น EUR/USD และ 0.01 สำหรับคู่สกุลเงินที่มีทศนิยม 2 ตำแหน่ง เช่น USD/JPY ถ้า EUR/USD เคลื่อนไหวจาก 1.1000 ไปเป็น 1.1005 แสดงว่าราคาเคลื่อนไหวไป 5 pips
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid (ราคาที่เราสามารถขาย) และราคา Ask (ราคาที่เราสามารถซื้อ) Spread คือต้นทุนในการเทรดของเรา โบรกเกอร์จะคิดค่า Spread จากทุกออเดอร์ที่เราเปิด ดังนั้นเราควรเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำ เพื่อลดต้นทุนในการเทรดของเรา
สมัยก่อนผมก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่อง Spread มากนัก แต่พอเทรดบ่อยๆ เข้าถึงได้รู้ว่า Spread มีผลต่อกำไรของเรามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเทรด Scalping (การเทรดระยะสั้น) ที่ต้องการทำกำไรจากราคาที่เคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย
- Forex คืออะไร? คู่มือฉบับเริ่มต้นเทรด Forex ปี 2026
- พื้นฐานความรู้ Forex ที่มือใหม่ต้องรู้
- วิธีใช้งานจริง: ตัวอย่างการเทรด Forex และการคำนวณความเสี่ยง
- เทคนิคขั้นสูงในการเทรด Forex ที่มือใหม่ต้องรู้
- เปรียบเทียบโบรกเกอร์ Forex และประเภทบัญชี
- ข้อควรระวังในการเทรด Forex ที่มือใหม่มักมองข้าม
- ตัวอย่างจากประสบการณ์จริงในการเทรด Forex
- เครื่องมือแนะนำสำหรับการเทรด Forex
- Case Study จาก อ.บอม
- FAQ คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
- Forex คืออะไร? เริ่มต้นเทรดยังไง? คู่มือฉบับปี 2026
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
- FAQ
- ตารางเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการเทรด Forex
- Forex คืออะไร? คู่มือเริ่มต้นเทรดฉบับปี 2026 โดย อ.บอม
- เริ่มต้นเทรด Forex อย่างไร? (ฉบับมือใหม่เข้าใจง่าย)
- กลยุทธ์และเทคนิคการเทรด Forex ที่ควรรู้ (อัปเดตปี 2026)
- Advanced Forex Trading: เจาะลึกเทคนิคทำกำไรปี 2026
- FAQ: คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับการเทรด Forex (ฉบับอัปเดต 2026)
วิธีใช้งานจริง: ตัวอย่างการเทรด Forex และการคำนวณความเสี่ยง
มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด นั่นคือการนำความรู้ที่เราได้เรียนรู้มาปรับใช้กับการเทรดจริง ผมจะยกตัวอย่างการเทรด Forex และการคำนวณความเสี่ยง เพื่อให้คุณเห็นภาพและเข้าใจมากยิ่งขึ้น
สมมติว่าเราวิเคราะห์แล้วว่าคู่สกุลเงิน EUR/USD มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้น เราจึงตัดสินใจเปิดสถานะ “ซื้อ” (Buy) ที่ราคา 1.1200 เราตั้ง Stop Loss (จุดตัดขาดทุน) ไว้ที่ 1.1150 (50 pips) และตั้ง Take Profit (จุดทำกำไร) ไว้ที่ 1.1300 (100 pips)
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| คู่สกุลเงิน | EUR/USD |
| ประเภทคำสั่ง | Buy |
| ราคาเปิด | 1.1200 |
| Stop Loss | 1.1150 (50 pips) |
| Take Profit | 1.1300 (100 pips) |
“การวางแผนการเทรดที่ดี คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ”
ทีนี้มาคำนวณความเสี่ยงกัน สมมติว่าเราเทรดด้วย Lot Size 0.01 Lot (1 pip = $0.1) ถ้าเราโดน Stop Loss เราจะขาดทุน 50 pips x $0.1 = $5 แต่ถ้าเราได้ Take Profit เราจะได้กำไร 100 pips x $0.1 = $10 นี่คือการคำนวณความเสี่ยงแบบง่ายๆ ที่เราต้องทำก่อนที่จะเปิดทุกออเดอร์
หรือถ้าเราเทรด XAUUSD (ทองคำ) ที่ราคา 2850 และตั้ง Stop Loss ไว้ 20 จุด (200 pips) โดยใช้ Lot Size 0.1 Lot (1 pip = $1) ถ้าเราโดน Stop Loss เราจะขาดทุน 200 pips x $1 = $200
การบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเทรด Forex เราไม่ควรเสี่ยงเงินทุนทั้งหมดในการเทรดเพียงครั้งเดียว เราควรกำหนด Risk Reward Ratio (อัตราส่วนระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน) ให้เหมาะสม และควรมีแผนการเทรดที่ชัดเจน เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในตลาด Forex ได้ในระยะยาว ใครเคยเจอบ้าง? ที่เทรดแบบไม่มีแผน แล้วสุดท้ายก็ขาดทุนยับเยิน นั่นแหละครับ คือสิ่งที่ผมไม่อยากให้ทุกคนเจอ!
ในส่วนต่อไปของบทความ เราจะมาพูดถึงเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ใช้ในการเทรด Forex รวมถึงกลยุทธ์การเทรดต่างๆ ที่ผมใช้เป็นประจำ อย่าพลาดนะครับ!
เทคนิคขั้นสูงในการเทรด Forex ที่มือใหม่ต้องรู้
Fibonacci Retracement: หาแนวรับแนวต้านที่ซ่อนอยู่
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่เทรดเดอร์ Forex เพราะช่วยในการหาแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยอิงจากลำดับ Fibonacci ซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่มีความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ ลองคิดดูนะว่าถ้าราคาปรับตัวขึ้น แล้วเราอยากรู้ว่ามันจะย่อลงมาถึงระดับไหนก่อนที่จะขึ้นต่อ Fibonacci Retracement ช่วยเราได้เยอะเลยครับ
วิธีการใช้งานก็ไม่ยาก เพียงแค่ลากเครื่องมือจากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุดของเทรนด์ขาขึ้น หรือจากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุดของเทรนด์ขาลง โปรแกรมเทรดจะคำนวณระดับ Fibonacci Retracement ที่สำคัญ เช่น 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8% และ 78.6% ซึ่งมักจะเป็นบริเวณที่ราคาอาจมีการกลับตัวหรือพักตัว
Case Study: สมมติว่า EURUSD กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เราลาก Fibonacci Retracement จากจุดต่ำสุดที่ 1.0500 ไปยังจุดสูงสุดที่ 1.1000 ถ้าราคาเริ่มย่อตัวลงมา เราอาจพิจารณาเข้าซื้อ (Buy) บริเวณระดับ 38.2% ที่ 1.0809 โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0750 เผื่อราคาลงไปมากกว่าที่เราคาดไว้ และตั้ง Take Profit ไว้ที่ 1.1100 หากราคาเป็นไปตามที่เราวิเคราะห์ เราก็จะได้กำไรจากการเทรดครั้งนี้ครับ
Elliott Wave Theory: มองหาคลื่นและโอกาสในการทำกำไร
Elliott Wave Theory เป็นทฤษฎีที่ซับซ้อนกว่า Fibonacci Retracement แต่ก็มีประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจโครงสร้างของตลาด Forex ทฤษฎีนี้บอกว่าราคาเคลื่อนที่เป็นคลื่น โดยมีคลื่นหลัก 5 คลื่นในทิศทางของเทรนด์ และคลื่นปรับ 3 คลื่นในทิศทางตรงกันข้าม การระบุคลื่นเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องจะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์การเคลื่อนที่ของราคาในอนาคตได้แม่นยำยิ่งขึ้น
การเรียนรู้ Elliott Wave Theory ต้องใช้เวลาและความเข้าใจอย่างมาก แต่เมื่อเข้าใจแล้ว จะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสในการทำกำไรที่ซ่อนอยู่ได้มากมาย ตัวอย่างเช่น หากเราสามารถระบุได้ว่าราคาอยู่ในคลื่นที่ 3 ซึ่งเป็นคลื่นที่มักจะมีความยาวมากที่สุด เราก็สามารถเข้าซื้อ (Buy) หรือขาย (Sell) ตามเทรนด์ได้อย่างมั่นใจ
Case Study: ลองพิจารณา GBPUSD ที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง หากเราวิเคราะห์ว่าราคาได้สิ้นสุดคลื่นที่ 1 แล้ว และกำลังอยู่ในช่วงคลื่นที่ 2 ซึ่งเป็นคลื่นปรับ เราอาจรอให้ราคาปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ Fibonacci Retracement ที่สำคัญ แล้วจึงค่อยเข้าขาย (Sell) โดยตั้ง Stop Loss ไว้เหนือจุดสูงสุดของคลื่นที่ 1 และตั้ง Take Profit ไว้ที่เป้าหมายของคลื่นที่ 3 ซึ่งมักจะมีความยาวอย่างน้อยเท่ากับคลื่นที่ 1
Harmonic Patterns: รูปแบบราคาที่บอกใบ้การกลับตัว
Harmonic Patterns เป็นรูปแบบราคาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในตลาด Forex และมักจะบ่งบอกถึงการกลับตัวของราคา รูปแบบเหล่านี้มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น Gartley, Butterfly, Bat, Crab และ Cypher แต่ละรูปแบบมีสัดส่วน Fibonacci ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อให้รูปแบบสมบูรณ์
การเทรด Harmonic Patterns ต้องใช้ความแม่นยำในการระบุรูปแบบ และการคำนวณสัดส่วน Fibonacci ที่ถูกต้อง เมื่อเราระบุรูปแบบที่สมบูรณ์ได้แล้ว เราสามารถเข้าซื้อ (Buy) หรือขาย (Sell) บริเวณจุด D ซึ่งเป็นจุดที่คาดว่าจะมีการกลับตัวของราคา โดยตั้ง Stop Loss ไว้เหนือหรือใต้จุด D เล็กน้อย และตั้ง Take Profit ไว้ที่เป้าหมาย Fibonacci ที่เหมาะสม
Case Study: สมมติว่าเราพบรูปแบบ Gartley บนกราฟ AUDUSD หากรูปแบบสมบูรณ์ เราจะเข้าซื้อ (Buy) บริเวณจุด D โดยตั้ง Stop Loss ไว้ใต้จุด D และตั้ง Take Profit ไว้ที่ระดับ Fibonacci Retracement 38.2% และ 61.8% ของช่วง XA หากราคาเป็นไปตามที่เราคาดไว้ เราก็จะได้กำไรจากการเทรด Harmonic Pattern นี้ครับ
เปรียบเทียบโบรกเกอร์ Forex และประเภทบัญชี
ตารางเปรียบเทียบโบรกเกอร์ Forex
การเลือกโบรกเกอร์ Forex ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับความสำเร็จในการเทรด เพราะโบรกเกอร์จะเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อเราเข้ากับตลาด Forex และให้บริการแพลตฟอร์มการเทรด เครื่องมือวิเคราะห์ และการสนับสนุนลูกค้า โบรกเกอร์แต่ละแห่งมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงต้องเปรียบเทียบอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเลือก
ตารางต่อไปนี้จะเปรียบเทียบโบรกเกอร์ Forex ที่ได้รับความนิยม 5 แห่ง โดยพิจารณาจากปัจจัยที่สำคัญ เช่น ค่าสเปรด ค่าคอมมิชชั่น เลเวอเรจ แพลตฟอร์มการเทรด และการกำกับดูแล
| โบรกเกอร์ | ค่าสเปรด (EURUSD) | ค่าคอมมิชชั่น | เลเวอเรจสูงสุด | แพลตฟอร์ม | การกำกับดูแล |
|---|---|---|---|---|---|
| โบรกเกอร์ A | 0.8 pips | $7/lot | 1:500 | MetaTrader 4/5 | FCA, CySEC |
| โบรกเกอร์ B | 1.2 pips | $0/lot | 1:400 | cTrader, MetaTrader 4/5 | ASIC, CySEC |
| โบรกเกอร์ C | 0.5 pips | $8/lot | 1:200 | MetaTrader 4/5 | FCA |
| โบรกเกอร์ D | 1.0 pips | $0/lot | 1:500 | MetaTrader 4/5, WebTrader | CySEC |
| โบรกเกอร์ E | 0.3 pips | $6/lot | 1:30 | MetaTrader 5 | FCA, BaFin |
จากตาราง จะเห็นได้ว่าโบรกเกอร์แต่ละแห่งมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน โบรกเกอร์ C มีค่าสเปรดที่ต่ำที่สุด แต่มีค่าคอมมิชชั่นที่สูงกว่า ในขณะที่โบรกเกอร์ B และ D ไม่มีค่าคอมมิชชั่น แต่มีค่าสเปรดที่สูงกว่า ดังนั้นเราจึงต้องพิจารณาว่าปัจจัยใดมีความสำคัญกับเรามากที่สุด และเลือกโบรกเกอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ดีที่สุด
ตารางเปรียบเทียบประเภทบัญชี Forex
นอกจากโบรกเกอร์แล้ว ประเภทบัญชีที่เราเลือกก็มีผลต่อต้นทุนและเงื่อนไขในการเทรดของเราเช่นกัน โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักจะมีบัญชีให้เลือกหลายประเภท เช่น บัญชี Standard, บัญชี Micro, บัญชี ECN และบัญชี Pro แต่ละประเภทบัญชีมีค่าสเปรด ค่าคอมมิชชั่น เลเวอเรจ และเงินฝากขั้นต่ำที่แตกต่างกัน
ตารางต่อไปนี้จะเปรียบเทียบประเภทบัญชี Forex ที่พบบ่อย 4 ประเภท โดยพิจารณาจากปัจจัยที่สำคัญ เช่น ค่าสเปรด ค่าคอมมิชชั่น เลเวอเรจ และเงินฝากขั้นต่ำ
| ประเภทบัญชี | ค่าสเปรด (EURUSD) | ค่าคอมมิชชั่น | เลเวอเรจสูงสุด | เงินฝากขั้นต่ำ |
|---|---|---|---|---|
| บัญชี Standard | 1.2 pips | $0/lot | 1:500 | $100 |
| บัญชี Micro | 1.5 pips | $0/lot | 1:500 | $10 |
| บัญชี ECN | 0.2 pips | $7/lot | 1:100 | $500 |
| บัญชี Pro | 0.0 pips | $6/lot | 1:200 | $1,000 |
จากตาราง จะเห็นได้ว่าบัญชี Micro เหมาะสำหรับมือใหม่ที่มีเงินทุนน้อย เพราะมีเงินฝากขั้นต่ำที่ต่ำมาก แต่ก็มีค่าสเปรดที่สูงกว่า บัญชี ECN และ Pro เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์และต้องการค่าสเปรดที่ต่ำ แต่ก็ต้องมีเงินทุนที่สูงกว่าและเสียค่าคอมมิชชั่น
ข้อควรระวังในการเทรด Forex ที่มือใหม่มักมองข้าม
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน คุณอาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมดของคุณ ดังนั้นคุณควรเทรดด้วยเงินที่คุณสามารถยอมรับการสูญเสียได้เท่านั้น และศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน
ใครเคยเจอบ้าง? ที่เทรดตามคนอื่นแล้วเจ๊งไม่เป็นท่า นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมจะเตือนในหัวข้อนี้ การเทรด Forex ไม่ใช่เรื่องง่าย และมีข้อควรระวังหลายอย่างที่มือใหม่มักมองข้าม ทำให้ต้องเจอกับความผิดหวังและขาดทุนอย่างหนัก นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะแนะนำ:
- อย่าเทรดด้วยอารมณ์: อารมณ์เป็นศัตรูตัวฉกาจของการเทรด Forex เมื่อเราเทรดด้วยอารมณ์ เช่น ความกลัว ความโลภ หรือความโกรธ เรามักจะตัดสินใจผิดพลาดและทำในสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นเราจึงต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ และเทรดตามแผนที่วางไว้เท่านั้น
- อย่าใช้เลเวอเรจสูงเกินไป: เลเวอเรจเป็นดาบสองคม มันสามารถเพิ่มผลกำไรของเราได้ แต่ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องใช้เลเวอเรจอย่างระมัดระวัง และไม่ควรใช้เลเวอเรจสูงเกินไปจนเกินกำลังที่เราจะรับได้
- อย่าละเลยการบริหารความเสี่ยง: การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด Forex เราต้องกำหนดขนาด lot ที่เหมาะสม ตั้ง Stop Loss และ Take Profit อย่างรอบคอบ และกระจายความเสี่ยงไปยังหลายคู่เงิน เพื่อลดผลกระทบจากการขาดทุน
- อย่าเชื่อข่าวลือ: ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือมีอยู่มากมายในตลาด Forex เราต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดก่อนที่จะเชื่อ และไม่ควรตัดสินใจเทรดตามข่าวลือเพียงอย่างเดียว
- อย่าหยุดเรียนรู้: ตลาด Forex มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของเราให้ทันต่อสถานการณ์
ตัวอย่างจากประสบการณ์จริงในการเทรด Forex
ผมเคยเจอสถานการณ์ที่ทำให้ผมเกือบหมดตัวมาแล้ว สมัยก่อนผมก็เคยพลาด! ตอนนั้นผมเทรด EURUSD โดยใช้เลเวอเรจสูงถึง 1:500 และไม่ได้ตั้ง Stop Loss ผมคิดว่าผมเก่งและสามารถทำกำไรได้อย่างแน่นอน แต่แล้วราคาก็ผันผวนอย่างรุนแรง และผมก็ขาดทุนอย่างหนักภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
อีกครั้งหนึ่ง ผมเทรด XAUUSD (ทองคำ) ในช่วงที่มีข่าวสำคัญออกมา ผมไม่ได้ศึกษาข่าวอย่างละเอียด และตัดสินใจเทรดตามความรู้สึก ผลปรากฏว่าราคาวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่ผมคาดไว้ และผมก็ขาดทุนไปพอสมควร จากเหตุการณ์นั้นทำให้ผมรู้ว่าการเทรดตามข่าวต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก
แต่ก็มีหลายครั้งที่ผมประสบความสำเร็จในการเทรด เช่น ในปี 2019 ผมวิเคราะห์ว่า USDJPY กำลังอยู่ในช่วงขาลง ผมจึงเข้าขาย (Sell) โดยตั้ง Stop Loss ไว้เหนือแนวต้าน และตั้ง Take Profit ไว้ที่แนวรับ ปรากฏว่าราคาวิ่งลงมาตามที่ผมคาดไว้ และผมก็ได้กำไรไปประมาณ 200 pips จากการเทรดครั้งนี้
ตัวอย่างการคำนวณ: สมมติว่าผมเทรด XAUUSD lot 0.1 ที่ราคา 2350 และตั้ง Stop Loss ไว้ 20 จุด (pips) นั่นหมายความว่าถ้าหากราคาเคลื่อนที่สวนทางกับที่ผมคาดการณ์ไว้และชน Stop Loss ผมจะขาดทุน 20 จุด ซึ่งคิดเป็นเงิน $20 (0.1 lot x 20 pips x $10/pip) ในทางกลับกัน หากผมตั้ง Take Profit ไว้ที่ 50 จุด และราคาวิ่งไปถึง Take Profit ผมก็จะทำกำไรได้ $50 (0.1 lot x 50 pips x $10/pip)
ประสบการณ์เหล่านี้สอนให้ผมรู้ว่าการเทรด Forex ต้องใช้ความรู้ ความอดทน และการบริหารความเสี่ยงที่ดี เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของเราอยู่เสมอ ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีสติและไม่เทรดด้วยอารมณ์ครับ
เครื่องมือแนะนำสำหรับการเทรด Forex
ปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar)
ปฏิทินเศรษฐกิจคือเพื่อนสนิทของเทรดเดอร์ Forex เลยครับ! มันเป็นตารางที่รวบรวมประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข GDP, อัตราการว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และอื่นๆ อีกมากมาย ข่าวเหล่านี้มีผลกระทบต่อค่าเงินอย่างมาก บางครั้งแค่ตัวเลขประกาศออกมาผิดจากที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ก็ทำให้กราฟวิ่งเป็นร้อยๆ จุดได้เลยนะ!
ลองคิดดูนะ ถ้าคุณเทรด EUR/USD แล้วอยู่ๆ ก็มีข่าวว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยแบบเซอร์ไพรส์ ตลาดก็จะเทขายเงินยูโรกันอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ถ้าคุณมีออเดอร์ Buy ค้างอยู่ ก็อาจจะโดนลากไปไกลเลยครับ ดังนั้น การติดตามปฏิทินเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สมัยก่อนผมเคยพลาดเพราะไม่ดูปฏิทินเศรษฐกิจนี่แหละครับ! ตอนนั้นเทรด GBP/USD อยู่ แล้วลืมไปว่ามีข่าวการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของอังกฤษ ปรากฏว่าตัวเลขออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะมาก กราฟร่วงลงอย่างรุนแรง ทำให้ผมขาดทุนไปพอสมควร หลังจากนั้นมา ผมเลยตั้งนาฬิกาปลุกเตือนทุกครั้งที่มีข่าวสำคัญๆ ครับ
เครื่องมือ Fibonacci
Fibonacci เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่เทรดเดอร์ Forex ครับ มันมาจากลำดับ Fibonacci ซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่มีความสัมพันธ์กันอย่างน่าทึ่ง และพบได้ในธรรมชาติรอบตัวเรา เครื่องมือ Fibonacci ที่ใช้ในการเทรด Forex หลักๆ ก็จะมี Fibonacci Retracement และ Fibonacci Extension ครับ
Fibonacci Retracement จะช่วยให้เราหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญได้ โดยอิงจากสัดส่วน Fibonacci เช่น 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8% และ 78.6% ส่วน Fibonacci Extension จะช่วยให้เราคาดการณ์เป้าหมายราคาในอนาคตได้ โดยอิงจากสัดส่วน Fibonacci เช่น 61.8%, 100%, 161.8% และ 261.8% การใช้ Fibonacci ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เช่น Trendline หรือ Indicator จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ได้ครับ
ผมแนะนำว่าให้ลองฝึกใช้ Fibonacci บนบัญชี Demo ดูก่อนนะครับ ลองลาก Fibonacci Retracement บนกราฟ แล้วสังเกตดูว่าราคามักจะมีการตอบสนองที่ระดับ Fibonacci เหล่านั้นหรือไม่ เมื่อคุณเริ่มคุ้นเคยกับเครื่องมือนี้แล้ว ก็ค่อยนำไปใช้ในการเทรดจริงครับ แต่จำไว้เสมอว่าไม่มีเครื่องมือใดที่แม่นยำ 100% ดังนั้น ควรใช้ Fibonacci ร่วมกับ Risk Management ที่ดีเสมอครับ
Expert Advisor (EA)
Expert Advisor หรือ EA คือโปรแกรมอัตโนมัติที่ถูกออกแบบมาให้เทรด Forex แทนเราครับ พูดง่ายๆ คือมันเป็นเหมือนหุ่นยนต์เทรดที่สามารถวิเคราะห์กราฟ, เปิด-ปิดออเดอร์, และจัดการความเสี่ยงได้โดยอัตโนมัติ EA บางตัวถูกออกแบบมาให้เทรดตาม Trend, บางตัวเทรดแบบ Scalping, และบางตัวเทรดแบบ Martingale
ข้อดีของ EA คือมันสามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง และสามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ EA ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษนะครับ เพราะ EA แต่ละตัวก็มีประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน บางตัวอาจจะทำกำไรได้ดีในสภาวะตลาดหนึ่ง แต่กลับขาดทุนย่อยยับในอีกสภาวะตลาดหนึ่ง ดังนั้น ก่อนที่จะใช้ EA ตัวไหน ควรศึกษาประวัติการเทรด, Backtest, และ Forward Test อย่างละเอียดก่อนครับ
EA ที่ผมสร้างขึ้นมาเองอย่าง JABWANG/CafeFX ก็เป็น EA ประเภท Semi-Auto ครับ คือมันจะช่วยวิเคราะห์กราฟ และส่งสัญญาณให้เรา แต่เราต้องเป็นคนตัดสินใจว่าจะเปิดออเดอร์หรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่าการใช้ EA แบบ Auto 100% ครับ
Case Study จาก อ.บอม
ผมจะเล่าประสบการณ์จริงในการเทรด XAUUSD (ทองคำ) ให้ฟังนะครับ เมื่อประมาณต้นปี 2023 ตอนนั้นผมมองว่าทองคำกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น และมีโอกาสที่จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ผมจึงตัดสินใจเปิดออเดอร์ Buy ที่ราคา 1850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้วย Lot Size 0.1
ผมตั้ง Stop Loss (SL) ไว้ที่ 1830 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (200 จุด) เพื่อจำกัดความเสี่ยง และตั้ง Take Profit (TP) ไว้ที่ 1950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (1000 จุด) หลังจากเปิดออเดอร์ไปแล้ว ราคาก็เริ่มปรับตัวขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็มีความผันผวนพอสมควร บางครั้งก็ลงมาใกล้ SL มากๆ ทำให้ผมใจเต้นแรงเหมือนกัน
สุดท้าย ราคาก็ขึ้นไปถึง TP ที่ 1950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้ผมได้กำไร 1000 จุด หรือคิดเป็นเงิน $1000 (0.1 Lot * 1000 จุด * $1) จากการเทรดครั้งนี้ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ การวิเคราะห์แนวโน้มให้ถูกต้อง, การตั้ง SL และ TP ที่เหมาะสม, และการควบคุมอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการเทรด Forex
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกครั้งผมจะได้กำไรนะครับ! ผมเคยเจอตอนปี 2019 ที่ผมมั่นใจว่าทองคำจะขึ้นไปต่อ แต่สุดท้ายราคากลับร่วงลงอย่างรุนแรง ทำให้ผมขาดทุนไปเยอะมาก จากเหตุการณ์นั้น ทำให้ผมรู้ว่าตลาด Forex ไม่เคยปราณีใคร และเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงอยู่เสมอครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Forex เหมาะกับใคร?
Forex เหมาะกับคนที่ต้องการหารายได้เสริม หรือสร้างรายได้หลักจากการลงทุนครับ แต่ต้องเป็นคนที่สามารถรับความเสี่ยงได้, มีความรู้ความเข้าใจในตลาด, และมีวินัยในการเทรด Forex ไม่ใช่การพนันนะครับ มันคือการลงทุนที่ต้องใช้ความรู้, การวิเคราะห์, และการวางแผนอย่างรอบคอบ ถ้าคุณคิดว่าคุณมีคุณสมบัติเหล่านี้ Forex ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณครับ
ต้องมีเงินทุนเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเทรด Forex ได้?
จำนวนเงินทุนที่ต้องมีในการเริ่มเทรด Forex ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ เช่น สไตล์การเทรด, ความเสี่ยงที่รับได้, และ Leverage ที่ใช้ โดยทั่วไปแล้ว คุณสามารถเริ่มต้นเทรด Forex ด้วยเงินทุนเพียง $100 หรือน้อยกว่านั้นก็ได้ครับ แต่ถ้าคุณต้องการที่จะทำกำไรอย่างจริงจัง และลดความเสี่ยงในการล้างพอร์ต ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วยเงินทุนอย่างน้อย $500 – $1000 ครับ
Leverage คืออะไร และควรใช้ Leverage เท่าไหร่?
Leverage คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณสามารถเทรดด้วยเงินทุนที่มากกว่าเงินทุนที่คุณมีอยู่จริงครับ เช่น ถ้าคุณใช้ Leverage 1:100 หมายความว่าคุณสามารถเทรดด้วยเงิน $10,000 ได้ แม้ว่าคุณจะมีเงินทุนเพียง $100 เท่านั้น Leverage สามารถช่วยให้คุณทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนด้วยเช่นกัน ดังนั้น ควรใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง และเลือก Leverage ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ โดยทั่วไปแล้ว ผมแนะนำให้มือใหม่เริ่มต้นด้วย Leverage ที่ต่ำๆ เช่น 1:20 หรือ 1:50 ครับ
โบรกเกอร์ Forex ที่น่าเชื่อถือควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?
การเลือกโบรกเกอร์ Forex ที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการเทรด Forex ครับ โบรกเกอร์ที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้: ได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ, มีแพลตฟอร์มการเทรดที่ใช้งานง่ายและเสถียร, มี Spread และ Commission ที่ต่ำ, มีบริการลูกค้าที่ดี, และมีช่องทางการฝาก-ถอนเงินที่สะดวกและรวดเร็ว ก่อนที่จะเลือกโบรกเกอร์ใดๆ ควรศึกษาข้อมูล, อ่านรีวิว, และเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละโบรกเกอร์อย่างละเอียดก่อนครับ
Indicator ตัวไหนที่มือใหม่ควรใช้?
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วย Indicator พื้นฐานที่เข้าใจง่าย และใช้งานได้หลากหลาย เช่น Moving Average (MA), Relative Strength Index (RSI), และ MACD (Moving Average Convergence Divergence) Moving Average จะช่วยให้คุณเห็นแนวโน้มของราคาได้ง่ายขึ้น RSI จะช่วยให้คุณวัดระดับ Overbought และ Oversold ของราคาได้ และ MACD จะช่วยให้คุณจับสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้มของราคาได้ ลองฝึกใช้ Indicator เหล่านี้บนบัญชี Demo ดูก่อนนะครับ แล้วค่อยๆ เรียนรู้ Indicator ตัวอื่นๆ เพิ่มเติม
Forex มีความเสี่ยงอะไรบ้าง และจะลดความเสี่ยงได้อย่างไร?
Forex มีความเสี่ยงหลายอย่างครับ เช่น ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา, ความเสี่ยงจาก Leverage, ความเสี่ยงจากข่าวเศรษฐกิจ, และความเสี่ยงจากโบรกเกอร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ วิธีลดความเสี่ยงในการเทรด Forex ก็คือ การมีความรู้ความเข้าใจในตลาด, การวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบ, การใช้ Stop Loss และ Take Profit, การบริหารจัดการเงินทุนอย่างเหมาะสม, การเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ, และการควบคุมอารมณ์ในการเทรดครับ
สรุป
Forex คือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการซื้อขายที่มหาศาล ทำให้มีโอกาสในการทำกำไรมากมาย แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง การเริ่มต้นเทรด Forex อาจจะดูเหมือนยากสำหรับมือใหม่ แต่ถ้าคุณมีความตั้งใจ, เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง, และมีวินัยในการเทรด คุณก็สามารถประสบความสำเร็จในตลาด Forex ได้ครับ
สิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด Forex คือการมีความรู้ความเข้าใจในตลาด, การวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบ, การบริหารจัดการเงินทุนอย่างเหมาะสม, และการควบคุมอารมณ์ในการเทรด อย่าโลภเมื่อได้กำไร และอย่าท้อแท้เมื่อขาดทุน ตลาด Forex มีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
ผมอยากแนะนำว่าให้เริ่มต้นด้วยการศึกษาพื้นฐาน Forex อย่างละเอียด, ฝึกฝนการเทรดบนบัญชี Demo, และค่อยๆ เพิ่มเงินทุนเมื่อคุณเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น อย่ารีบร้อนที่จะทำกำไรเยอะๆ ในช่วงแรก ให้เน้นไปที่การเรียนรู้ และการสร้างระบบเทรดที่เหมาะสมกับตัวเองก่อนครับ นอกจากนี้ การมี Mentor หรือ Community ที่ดี ก็จะช่วยให้คุณก้าวหน้าในการเทรด Forex ได้เร็วขึ้น
สุดท้ายนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเริ่มต้นเทรด Forex นะครับ ขอให้ประสบความสำเร็จ และทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในตลาด Forex แห่งนี้ครับ ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติม สามารถสอบถามผมได้เสมอเลยนะครับ ผมยินดีให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทุกคนครับ
Forex คืออะไร? เริ่มต้นเทรดยังไง? คู่มือฉบับปี 2026
Forex หรือ Foreign Exchange Market คือตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีปริมาณการซื้อขายต่อวันหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าตลาดหุ้นรวมกันเสียอีก! ลองนึกภาพตลาดที่เปิดทำการ 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ นั่นแหละครับคือ Forex
การเทรด Forex คือการเก็งกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เราจะซื้อเงินสกุลหนึ่งและขายอีกสกุลหนึ่งพร้อมๆ กัน โดยหวังว่าค่าเงินที่เราซื้อจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินที่เราขาย เช่น ถ้าเราเชื่อว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เราก็จะทำการซื้อคู่เงิน USD/THB (ขาย USD และซื้อ THB) หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจริง เราก็จะทำกำไร แต่ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เราก็จะขาดทุน
สำหรับมือใหม่ที่สนใจเริ่มต้นเทรด Forex ผมแนะนำให้ศึกษาพื้นฐานให้แน่นก่อนเลยครับ เริ่มจากทำความเข้าใจว่าค่าเงินแต่ละสกุลได้รับผลกระทบจากปัจจัยอะไรบ้าง เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมือง นอกจากนี้ก็ต้องเรียนรู้เรื่องเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ตลาด เช่น กราฟแท่งเทียน อินดิเคเตอร์ และรูปแบบราคาต่างๆ
การเริ่มต้นเทรด Forex ไม่ยากอย่างที่คิดครับ สิ่งที่ต้องมีคือบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์ Forex ที่น่าเชื่อถือ เงินทุนเริ่มต้น (ซึ่งสามารถเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยๆ ได้) และความรู้ความเข้าใจในการเทรดอย่างถูกต้อง ที่สำคัญคือต้องมีวินัยในการเทรดและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมด้วยนะครับ
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
ผมอยู่ในวงการ Forex มา 20 ปีเต็มๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เจ็บมาก็เยอะ ได้มาก็แยะ วันนี้ผมจะมาแชร์เคล็ดลับจากประสบการณ์ตรงที่สั่งสมมาตลอด 2 ทศวรรษ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นักเทรดทุกคนนะครับ
-
อย่า Overtrade!
ข้อนี้สำคัญมาก! การ Overtrade คือการเปิดออเดอร์มากเกินไป หรือถี่เกินไป โดยที่ไม่มีแผนการเทรดที่ชัดเจน สมัยก่อนผมก็เคยพลาดเพราะความอยากได้ อยากรวยเร็ว เห็นกราฟวิ่งหน่อยก็คันไม้คันมืออยากจะเข้าออเดอร์ตลอด ผลสุดท้ายคือขาดทุนยับเยิน เพราะเราจะไม่มีสมาธิในการวิเคราะห์ตลาดและตัดสินใจอย่างรอบคอบ ลองคิดดูนะ ถ้าคุณเทรด XAUUSD (ทองคำ) lot 0.5 แล้วราคาผันผวนแค่ 10 จุด นั่นคือ $50 แล้ว! ดังนั้นต้องมีสติและเทรดเฉพาะเมื่อมีสัญญาณที่ชัดเจนเท่านั้น
-
บริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) คือหัวใจสำคัญของการเทรด Forex เลยครับ เราต้องกำหนด Stop Loss (SL) ทุกครั้งก่อนที่จะเปิดออเดอร์ เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่เราจะยอมรับได้ เช่น ถ้าเราเทรด EUR/USD ที่ราคา 1.0850 เราอาจจะตั้ง SL ไว้ที่ 1.0830 (20 pips) หมายความว่าถ้ากราฟวิ่งผิดทาง เราจะยอมขาดทุนแค่ 20 pips เท่านั้น นอกจากนี้ก็ต้องกำหนดขนาด lot ให้เหมาะสมกับเงินทุนที่เรามีด้วย อย่าใช้ leverage มากเกินไป เพราะมันเหมือนดาบสองคมที่อาจจะทำให้เรากำไรเยอะ แต่ก็ขาดทุนเยอะได้เช่นกัน
-
เลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ
โบรกเกอร์ Forex มีให้เลือกเยอะแยะมากมาย แต่ไม่ใช่ทุกโบรกเกอร์ที่จะน่าเชื่อถือ เราต้องเลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย มีระบบการฝากถอนเงินที่รวดเร็วและปลอดภัย มี spread ที่ต่ำ และมี support ที่ดี คอยช่วยเหลือเราเมื่อมีปัญหา สมัยก่อนผมเคยเจอโบรกเกอร์ที่โกง ปิดหนีไปเฉยๆ ทำให้ผมสูญเงินไปเยอะมาก ดังนั้นอย่าประมาทเรื่องนี้เด็ดขาด!
-
อย่าเชื่อข่าวลือ
ในตลาด Forex มีข่าวลือและข้อมูลที่ผิดๆ เยอะแยะมากมาย เราต้องมีวิจารณญาณในการรับข้อมูล อย่าเชื่อทุกอย่างที่เราได้ยินหรือได้อ่าน ต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจเทรด ข่าวบางข่าวอาจจะถูกปล่อยออกมาเพื่อปั่นราคาให้คนเข้าไปซื้อหรือขายตาม ทำให้เราติดกับดักและขาดทุนได้ ดังนั้นจงใช้ข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และวิเคราะห์ด้วยตัวเอง
-
พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
ตลาด Forex เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ต้องศึกษาเทคนิคใหม่ๆ อ่านข่าวสาร ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมือง และปรับปรุงแผนการเทรดของเราให้ทันสมัยอยู่เสมอ การเทรด Forex ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างมาก ใครที่คิดว่าเข้ามาแล้วจะรวยเลย บอกเลยว่าคิดผิด!
-
มีแผนการเทรดที่ชัดเจน
ก่อนที่จะเริ่มเทรด เราต้องมีแผนการเทรดที่ชัดเจน กำหนดเป้าหมายในการเทรด กำหนดความเสี่ยงที่เราจะยอมรับได้ กำหนดกลยุทธ์ในการเข้าออกออเดอร์ และกำหนดเวลาในการเทรด แผนการเทรดจะช่วยให้เรามีวินัยในการเทรดและไม่ทำตามอารมณ์ แผนการเทรดที่ดีควรจะมีการ backtest เพื่อทดสอบประสิทธิภาพก่อนที่จะนำไปใช้จริง
-
บันทึกการเทรด
การบันทึกการเทรด (Trading Journal) เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับปรุงแผนการเทรดของเรา เราควรจะบันทึกทุกออเดอร์ที่เราเปิด ไม่ว่าจะเป็นคู่เงินที่เราเทรด ราคาที่เราเข้าออกออเดอร์ เหตุผลในการเข้าออกออเดอร์ และผลลัพธ์ที่ได้ จากนั้นก็มาวิเคราะห์ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เรากำไรหรือขาดทุน และนำไปปรับปรุงแผนการเทรดของเราในอนาคต
-
พักผ่อนให้เพียงพอ
การเทรด Forex เป็นเรื่องที่เครียดและกดดัน เราต้องพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิต ถ้าเราเหนื่อยล้าหรือเครียด เราจะไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และอาจจะทำผิดพลาดได้ง่าย ดังนั้นจงพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ชอบ และใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนฝูง
FAQ
ผมรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรด Forex มาตอบให้เพื่อนๆ ได้หายสงสัยกันครับ
Forex ถูกกฎหมายไหมในประเทศไทย?
คำถามนี้เจอบ่อยมากครับ การเทรด Forex ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับโดยตรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมายนะครับ ตราบใดที่เราไม่ได้ทำธุรกิจ Forex โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือหลอกลวงผู้อื่นให้มาลงทุน การเทรด Forex เพื่อเก็งกำไรส่วนตัวถือว่าทำได้ แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องภาษีด้วยนะครับ เพราะกำไรจากการเทรด Forex ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี
ต้องมีเงินทุนเท่าไหร่ถึงจะเทรด Forex ได้?
สมัยก่อนต้องมีเงินเยอะถึงจะเทรด Forex ได้ แต่สมัยนี้ไม่จำเป็นแล้วครับ โบรกเกอร์หลายแห่งเปิดโอกาสให้เราเริ่มต้นเทรดด้วยเงินจำนวนน้อยๆ ได้ เช่น $10 หรือ $100 แต่ผมแนะนำว่าควรจะมีเงินทุนอย่างน้อย $500 – $1000 เพื่อให้เราสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม และมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น ถ้าเงินทุนน้อยเกินไป เราอาจจะ Overtrade หรือใช้ leverage มากเกินไป ทำให้ความเสี่ยงสูงเกินไป
ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเทรด Forex เก่ง?
เรื่องนี้ตอบยากครับ ขึ้นอยู่กับความขยัน ความตั้งใจ และความสามารถของแต่ละคน บางคนอาจจะใช้เวลาแค่ 6 เดือนถึง 1 ปี ก็สามารถเทรดได้อย่างมีกำไร แต่บางคนอาจจะใช้เวลาหลายปี หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และไม่ยอมแพ้
EA (Expert Advisor) คืออะไร? ใช้แล้วจะรวยจริงไหม?
EA หรือ Expert Advisor คือโปรแกรมอัตโนมัติที่ใช้ในการเทรด Forex โดยที่เราไม่ต้องเฝ้าหน้าจอเอง EA จะทำการวิเคราะห์ตลาดและเปิดปิดออเดอร์ตามเงื่อนไขที่เราตั้งไว้ EA บางตัวอาจจะทำกำไรได้ดี แต่ก็มี EA อีกหลายตัวที่ขาดทุนยับเยิน การใช้ EA ไม่ได้การันตีว่าเราจะรวยเสมอไป เราต้องเลือก EA ที่ดี มีการ backtest ที่น่าเชื่อถือ และต้องคอยปรับปรุงแก้ไข EA ให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ ผมเองก็เคยสร้าง EA ชื่อดังอย่าง JABWANG/CafeFX แต่ผมก็บอกเสมอว่า EA เป็นแค่เครื่องมือช่วยเทรด ไม่ใช่ยาวิเศษที่ทำให้เรารวยได้ในพริบตา
ตารางเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการเทรด Forex
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| ตลาดเปิด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ | มีความผันผวนสูง |
| มี leverage สูง ทำให้ใช้เงินทุนน้อยในการเทรดได้ | ความเสี่ยงสูง ถ้าใช้ leverage ไม่ระวัง |
| มีคู่เงินให้เลือกเทรดหลากหลาย | ข้อมูลและข่าวสารเยอะ ต้องใช้เวลาในการศึกษา |
| สภาพคล่องสูง ซื้อขายได้ง่าย | อาจถูกหลอกลวงจากโบรกเกอร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ |
| มีโอกาสทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง | ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ในการเทรด |
Forex คืออะไร? คู่มือเริ่มต้นเทรดฉบับปี 2026 โดย อ.บอม
Forex หรือ Foreign Exchange Market คือตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลองนึกภาพตลาดหุ้น แต่เปลี่ยนจากหุ้นเป็นเงินสกุลต่างๆ เช่น USD, EUR, JPY, GBP, AUD และอื่นๆ อีกมากมาย ตลาดนี้เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้เทรดเดอร์ทั่วโลกสามารถเข้าถึงและทำกำไรได้ตลอดเวลาที่ตลาดเปิดทำการ
ตลาด Forex มีสภาพคล่องสูงมาก ทำให้การซื้อขายเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย สภาพคล่องนี้มาจากปริมาณการซื้อขายมหาศาลในแต่ละวัน ซึ่งมากกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เสียอีก! เทรดเดอร์สามารถใช้ประโยชน์จากความผันผวนของราคา (Volatility) เพื่อทำกำไรจากการขึ้นลงของค่าเงิน ไม่ว่าจะในระยะสั้นหรือระยะยาว
การเทรด Forex ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธนาคารหรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่เท่านั้น ปัจจุบัน เทรดเดอร์รายย่อยก็สามารถเข้าถึงตลาด Forex ได้ง่ายๆ ผ่านโบรกเกอร์ออนไลน์ที่มีแพลตฟอร์มการเทรดที่ใช้งานง่าย พร้อมเครื่องมือและข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์ตลาด
ผมเองก็อยู่ในวงการ Forex มากว่า 20 ปี เห็นการเปลี่ยนแปลงมามากมาย ตั้งแต่ยุคที่ต้องโทรศัพท์สั่งซื้อขาย ไปจนถึงยุคที่เทรดผ่านมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา บอกเลยว่าเทคโนโลยีทำให้การเทรด Forex เข้าถึงง่ายขึ้นจริงๆ แต่ความรู้ความเข้าใจในการเทรดยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ
เริ่มต้นเทรด Forex อย่างไร? (ฉบับมือใหม่เข้าใจง่าย)
การเริ่มต้นเทรด Forex อาจดูเหมือนยาก แต่จริงๆ แล้วมีขั้นตอนง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำตามได้ เริ่มจากการศึกษาพื้นฐานเกี่ยวกับ Forex, เลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ, ฝึกฝนการเทรดด้วยบัญชี Demo, พัฒนากลยุทธ์การเทรด, และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
* **ศึกษาพื้นฐาน Forex:** ทำความเข้าใจเกี่ยวกับศัพท์เทคนิคต่างๆ เช่น Pip, Lot, Leverage, Spread, Margin รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงิน เช่น ข่าวเศรษฐกิจ, อัตราดอกเบี้ย, สถานการณ์ทางการเมือง
* **เลือกโบรกเกอร์:** เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง, มีแพลตฟอร์มการเทรดที่ใช้งานง่าย, มีค่า Spread ที่แข่งขันได้, และมีบริการลูกค้าที่ดี ลองอ่านรีวิวจากเทรดเดอร์คนอื่นๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ
* **บัญชี Demo:** ฝึกฝนการเทรดด้วยบัญชี Demo ก่อนที่จะเริ่มเทรดด้วยเงินจริง บัญชี Demo จะช่วยให้คุณได้ทดลองใช้แพลตฟอร์ม, ทดสอบกลยุทธ์, และทำความคุ้นเคยกับตลาดโดยไม่มีความเสี่ยงทางการเงิน
* **พัฒนากลยุทธ์:** พัฒนากลยุทธ์การเทรดที่เป็นของคุณเอง โดยพิจารณาจากสไตล์การเทรด, ความเสี่ยงที่รับได้, และเป้าหมายทางการเงิน กลยุทธ์การเทรดที่ดีควรมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการเข้าและออกจากการเทรด
* **บริหารความเสี่ยง:** บริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยกำหนด Stop Loss และ Take Profit ในทุกการเทรด อย่าลงทุนมากเกินกว่าที่คุณสามารถรับความเสี่ยงได้ และอย่าปล่อยให้ความโลภหรือความกลัวเข้ามาครอบงำการตัดสินใจ
สมัยก่อนผมเคยพลาดท่าเพราะไม่ยอมตั้ง Stop Loss ปล่อยให้ราคาลากไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ต้อง Cut Loss ไปเยอะมาก บทเรียนราคาแพงเลยครับ ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยลืมที่จะตั้ง Stop Loss เลย
กลยุทธ์และเทคนิคการเทรด Forex ที่ควรรู้ (อัปเดตปี 2026)
การเทรด Forex ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่มีกลยุทธ์และเทคนิคต่างๆ ที่เทรดเดอร์สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การเทรดของตัวเองได้ กลยุทธ์ที่ได้รับความนิยม เช่น Trend Following, Breakout Trading, Range Trading, และ Scalping นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือทางเทคนิค เช่น Fibonacci, Moving Average, RSI, และ MACD ก็สามารถช่วยในการวิเคราะห์ตลาดและตัดสินใจในการเทรดได้
* **Trend Following:** เทรดตามแนวโน้มของราคา หากราคามีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ให้หาจังหวะ Buy หากราคามีแนวโน้มเป็นขาลง ให้หาจังหวะ Sell
* **Breakout Trading:** เทรดเมื่อราคาสามารถทะลุแนวรับหรือแนวต้านสำคัญได้ เมื่อราคาทะลุแนวต้านขึ้นไป อาจเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นแนวโน้มขาขึ้น เมื่อราคาทะลุแนวรับลงมา อาจเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นแนวโน้มขาลง
* **Range Trading:** เทรดในกรอบราคาที่ราคาเคลื่อนที่ขึ้นลงสลับกันไปมา เมื่อราคาขึ้นไปชนแนวต้าน ให้หาจังหวะ Sell เมื่อราคาลงมาชนแนวรับ ให้หาจังหวะ Buy
* **Scalping:** เทรดในระยะเวลาสั้นๆ โดยเน้นการทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ จากการเคลื่อนไหวของราคา Scalper มักจะทำการเทรดหลายครั้งต่อวัน
**Case Study: การใช้ Fibonacci ในการเทรด XAUUSD**
สมมติว่าเราวิเคราะห์กราฟ XAUUSD (ทองคำ) และพบว่าราคามีการปรับตัวขึ้นจาก 1800 ไป 2000 จากนั้นราคาก็เริ่มปรับตัวลง เราสามารถใช้ Fibonacci Retracement เพื่อหาระดับแนวรับที่เป็นไปได้
* ลาก Fibonacci จากจุดต่ำสุด (1800) ไปยังจุดสูงสุด (2000)
* ระดับ Fibonacci ที่สำคัญคือ 38.2%, 50%, และ 61.8%
* หากราคาปรับตัวลงมาถึงระดับ 38.2% (ประมาณ 1923.6) และมีสัญญาณของการกลับตัวขึ้น อาจเป็นจังหวะ Buy โดยตั้ง Stop Loss ต่ำกว่าระดับ 38.2% เล็กน้อย และตั้ง Take Profit ที่ระดับ Fibonacci ถัดไป หรือที่จุดสูงสุดเดิม (2000)
**ตัวอย่างการคำนวณความเสี่ยง**
หากเราเทรด XAUUSD lot 0.01 ที่ราคา 1923.6 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 1920 (ต่ำกว่าระดับ 38.2% ประมาณ 3.6 จุด) ความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้คือ:
3. 6 จุด x $1 x 0.01 lot = $0.36
การคำนวณความเสี่ยงจะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้เราสูญเสียเงินทุนมากเกินไป
Advanced Forex Trading: เจาะลึกเทคนิคทำกำไรปี 2026
เมื่อมีความเข้าใจพื้นฐาน Forex และลองเทรดด้วยกลยุทธ์เบื้องต้นแล้ว การพัฒนาไปสู่เทคนิคที่ซับซ้อนขึ้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากยิ่งขึ้น ในปี 2026 เทรนด์การใช้ AI และ Machine Learning เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจในการเทรดกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น นอกจากนี้ การใช้ Price Action ร่วมกับ Volume Analysis ก็เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่เทรดเดอร์มืออาชีพนิยมใช้กัน
* **AI และ Machine Learning:** ใช้ AI และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เช่น ข่าวเศรษฐกิจ, ตัวชี้วัดทางเทคนิค, และข้อมูลราคาในอดีต เพื่อหารูปแบบและความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ และใช้ในการคาดการณ์แนวโน้มของราคา
* **Price Action:** วิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนที่ของราคา (Price Pattern) เพื่อหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ และใช้ในการตัดสินใจในการเทรด Price Action เป็นเทคนิคที่เน้นการอ่านกราฟเปล่า โดยไม่พึ่งพาตัวชี้วัดทางเทคนิคมากนัก
* **Volume Analysis:** วิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย (Volume) เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้ม หากราคาปรับตัวขึ้นพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น แสดงว่าแนวโน้มขาขึ้นมีความแข็งแกร่ง หากราคาปรับตัวลงพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น แสดงว่าแนวโน้มขาลงมีความแข็งแกร่ง
* **Algorithmic Trading:** พัฒนาโปรแกรมเทรดอัตโนมัติ (Expert Advisor หรือ EA) เพื่อทำการเทรดตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ Algorithmic Trading ช่วยลดอารมณ์ในการเทรด และสามารถทำการเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง
**Case Study: การใช้ Price Action ร่วมกับ Volume Analysis ในการเทรด EURUSD**
สมมติว่าเราวิเคราะห์กราฟ EURUSD และพบว่าราคาสร้างรูปแบบ Head and Shoulders ซึ่งเป็นสัญญาณของการกลับตัวลง
* รูปแบบ Head and Shoulders ประกอบด้วย Left Shoulder, Head, Right Shoulder, และ Neckline
* เมื่อราคาทะลุ Neckline ลงมา อาจเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นแนวโน้มขาลง
* หากราคาทะลุ Neckline ลงมาพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น แสดงว่าสัญญาณมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
* เราสามารถ Sell EURUSD เมื่อราคาทะลุ Neckline โดยตั้ง Stop Loss เหนือ Right Shoulder เล็กน้อย และตั้ง Take Profit ที่ระดับ Fibonacci Extension
**ประสบการณ์จริง: การใช้ EA JABWANG ในการเทรด**
ผมสร้าง EA JABWANG/CafeFX ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างระบบเทรดอัตโนมัติที่สามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ EA ตัวนี้ใช้กลยุทธ์ Trend Following และ Price Action ร่วมกัน และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป EA JABWANG ได้รับความนิยมจากเทรดเดอร์หลายคน และช่วยให้พวกเขาสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
FAQ: คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับการเทรด Forex (ฉบับอัปเดต 2026)
Forex ถูกกฎหมายในประเทศไทยหรือไม่?
การเทรด Forex ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถูกกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบเช่นกัน สิ่งสำคัญคือต้องเลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือในต่างประเทศ เพื่อความปลอดภัยของเงินทุนของคุณ และควรศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดก่อนทำการเทรด
ผมแนะนำให้ตรวจสอบรายชื่อโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ เช่น FCA (สหราชอาณาจักร), ASIC (ออสเตรเลีย), CySEC (ไซปรัส) หรือ MAS (สิงคโปร์) การเลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกโกง หรือถูกหลอกลวงได้
Forex เหมาะกับใคร? ต้องมีเงินทุนเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเทรดได้?
Forex เหมาะกับผู้ที่สนใจในการลงทุนและมีความเข้าใจในเรื่องการเงินและการตลาด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถประสบความสำเร็จในการเทรด Forex ได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีความรู้ความเข้าใจ, มีวินัยในการเทรด, และสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
เงินทุนที่ต้องใช้ในการเริ่มต้นเทรด Forex นั้นขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์แต่ละราย บางโบรกเกอร์อาจอนุญาตให้เปิดบัญชีด้วยเงินทุนเพียง $10 หรือ $100 แต่ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วยเงินทุนที่มากพอสมควร เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเริ่มต้นด้วยเงินทุนน้อยเกินไป อาจทำให้ไม่สามารถทนต่อความผันผวนของตลาดได้
Leverage คืออะไร? ใช้ Leverage อย่างไรให้ปลอดภัย?
Leverage คือเครื่องมือที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมเงินทุนจำนวนมากได้ด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อย เช่น Leverage 1:100 หมายความว่าเทรดเดอร์สามารถควบคุมเงินทุนได้ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยเงินทุนเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Leverage เป็นดาบสองคม มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือสามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ แต่ข้อเสียคือสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนได้เช่นกัน หากใช้ Leverage อย่างไม่ระมัดระวัง อาจทำให้สูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
วิธีการใช้ Leverage ให้ปลอดภัยคือ:
* ใช้ Leverage ในระดับที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้
* ตั้ง Stop Loss ในทุกการเทรด
* อย่าลงทุนมากเกินกว่าที่คุณสามารถรับความเสี่ยงได้
EA (Expert Advisor) คืออะไร? ใช้ EA เทรด Forex ดีหรือไม่?
EA หรือ Expert Advisor คือโปรแกรมเทรดอัตโนมัติที่สามารถทำการเทรด Forex ได้โดยอัตโนมัติตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ EA สามารถช่วยลดอารมณ์ในการเทรด และสามารถทำการเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง
การใช้ EA เทรด Forex มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือสามารถช่วยลดอารมณ์ในการเทรด และสามารถทำการเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ข้อเสียคือ EA อาจไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้
การเลือกใช้ EA ที่ดีควรพิจารณาจาก:
* กลยุทธ์การเทรดที่ EA ใช้
* ผลการทดสอบในอดีต (Backtest)
* รีวิวจากผู้ใช้งานจริง
* การสนับสนุนจากผู้พัฒนา
และที่สำคัญที่สุดคือการทดลองใช้ EA ด้วยบัญชี Demo ก่อนที่จะนำไปใช้กับบัญชีจริง เพื่อทำความเข้าใจการทำงานของ EA และตรวจสอบว่า EA เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณหรือไม่
📖 บทความแนะนำจาก iCafeForex
- วิธีเลือก Broker Forex ที่ดีที่สุด 2026 เปรียบเทียบครบ – ICafeFX สอนเทรดฟรี
- วิธีเทรด Forex ให้ได้กำไรสม่ำเสมอ ทุกเดือน – ICafeFX สอนเทรดฟรี
- วิธีเสียภาษีจากการเทรด Forex ในไทย – ICafeFX สอนเทรดฟรี







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文