บทนำ: Stop Loss สำคัญไฉน? ทำไมต้องรอดพ้น Stop Hunting ในปี 2026
สวัสดีครับเพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกท่าน ผม อ.บอม จาก icafeforex.com วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในการเทรด Forex และ Gold นั่นก็คือ การตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการโดน Stop Hunting ซึ่งเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเจอและต้องรับมือให้ได้ครับ
- บทนำ: Stop Loss สำคัญไฉน? ทำไมต้องรอดพ้น Stop Hunting ในปี 2026
- พื้นฐานความรู้เรื่อง Stop Loss ที่เทรดเดอร์ต้องรู้
- วิธีใช้งานจริง: ตั้ง Stop Loss ให้รอดพ้น Stop Hunting ปี 2026
- เทคนิคขั้นสูงของการตั้ง Stop Loss
- เปรียบเทียบเทคนิคการตั้ง Stop Loss
- ข้อควรระวังในการตั้ง Stop Loss
- ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
- เครื่องมือแนะนำสำหรับการตั้ง Stop Loss
- Case Study จาก อ.บอม
- FAQ คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี: วิธีตั้ง Stop Loss ที่ไม่โดนล่า Stop Hunting
- FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตั้ง Stop Loss
- วิธีตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้อง ไม่โดนล่า Stop Hunting 2026
ตลอด 20 ปีที่ผมอยู่ในวงการนี้ ผมเห็นเทรดเดอร์มากมายต้องล้มเหลว เจ็บปวดกับการล้างพอร์ต เพราะละเลยหรือไม่เข้าใจเรื่อง Stop Loss อย่างถ่องแท้ บางคนคิดว่าการตั้ง Stop Loss เป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นการยอมแพ้ก่อน ทั้งที่จริงแล้วมันคือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่างหาก
ลองคิดดูนะ ถ้าคุณเทรด XAUUSD (ทองคำ) ที่ราคา 2350 โดยไม่มี Stop Loss แล้วราคามันร่วงลงไป 2300 นั่นหมายความว่าคุณขาดทุนถึง 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์! ถ้าคุณเทรด 1 lot นั่นคือขาดทุน 5,000 ดอลลาร์ทันที! แต่ถ้าคุณตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 2340 คุณจะเสียแค่ 10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1,000 ดอลลาร์เท่านั้นเอง เห็นไหมครับว่ามันต่างกันขนาดไหน
สถิติที่น่าสนใจคือ เทรดเดอร์กว่า 80% ที่ล้างพอร์ต มักมีจุดร่วมกันคือ ไม่ตั้ง Stop Loss หรือตั้ง Stop Loss ในจุดที่ไม่เหมาะสม ทำให้โดน Stop Hunting อยู่เสมอ และยิ่งในปี 2026 ที่ตลาดผันผวนมากขึ้น ข่าวสารข้อมูลถาโถม การแข่งขันสูงขึ้น การตั้ง Stop Loss ที่แม่นยำจึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก
ผมเองก็เคยเจ็บปวดกับการโดน Stop Hunting มาแล้วครับ ตอนปี 2019 ผมมั่นใจในสัญญาณ Buy ของ EURUSD มาก เลยตัดสินใจเทรดแบบไม่ตั้ง Stop Loss ปรากฏว่ากราฟมันสวิงลงมานิดเดียว แล้วก็ดีดกลับขึ้นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้ แต่ผมโดน Stop Loss ไปแล้ว! (ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งไว้จริงๆ แต่ในใจมัน Stop ไปแล้วไงครับ) วันนั้นผมเสียเงินไปเยอะมาก แถมยังเสียความมั่นใจไปอีกหลายวันเลย
ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่ผมสั่งสมมาตลอด 20 ปี เพื่อช่วยให้คุณสามารถตั้ง Stop Loss ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรอดพ้นจาก Stop Hunting ในปี 2026 และปีต่อๆ ไปครับ เราจะมาเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงเทคนิคขั้นสูง พร้อมตัวอย่าง Case study ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการเทรดของคุณ รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะมีความมั่นใจในการเทรดมากขึ้นอย่างแน่นอน!
พื้นฐานความรู้เรื่อง Stop Loss ที่เทรดเดอร์ต้องรู้
Stop Loss คืออะไร? ทำไมต้องตั้ง?
Stop Loss คือคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติ ที่เราตั้งไว้ล่วงหน้า เพื่อจำกัดการขาดทุนในการเทรดของเรา พูดง่ายๆ คือ มันเป็นเหมือน “เข็มขัดนิรภัย” ที่จะช่วยปกป้องพอร์ตของเราจากการขาดทุนที่มากเกินไป เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เราคาดการณ์ไว้ และแตะระดับ Stop Loss ที่เราตั้งไว้ ระบบก็จะทำการปิดออเดอร์นั้นโดยอัตโนมัติ
การตั้ง Stop Loss ไม่ใช่เรื่องของการยอมแพ้ แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด ลองคิดดูนะว่า ถ้าคุณไม่ตั้ง Stop Loss เลย แล้วราคาเกิดวิ่งสวนทางอย่างรุนแรง พอร์ตของคุณอาจจะล้างได้ในพริบตาเดียว! การตั้ง Stop Loss จะช่วยให้คุณจำกัดความเสี่ยง และยังช่วยให้คุณควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นด้วย เพราะคุณรู้ว่าความเสี่ยงของคุณถูกจำกัดไว้แล้ว คุณก็จะเทรดได้อย่างสบายใจมากขึ้น
ผมขอยกตัวอย่าง Case study ที่ผมเคยเจอมานะครับ มีเทรดเดอร์คนหนึ่งชื่อคุณ A เขาเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาด Forex เขาเทรด EURUSD โดยไม่มี Stop Loss เพราะเขาคิดว่ากราฟมันน่าจะขึ้นไปต่อ แต่ปรากฏว่ามีข่าวร้ายออกมา ทำให้ค่าเงิน EUR อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว กราฟร่วงลงอย่างหนัก คุณ A ตกใจมาก ไม่กล้า Cut Loss เพราะกลัวจะขาดทุน สุดท้ายพอร์ตของเขาก็ล้างไปในที่สุด ถ้าคุณ A ตั้ง Stop Loss ไว้ตั้งแต่แรก เขาคงไม่เจ็บหนักขนาดนี้
ดังนั้น จำไว้เสมอว่า Stop Loss ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพก็ตาม การตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณอยู่รอดในตลาดนี้ได้ในระยะยาว และยังช่วยให้คุณมีโอกาสทำกำไรได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย
ประเภทของ Stop Loss ที่ควรรู้จัก
Stop Loss ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่มีหลายประเภทให้เราเลือกใช้ ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ แต่หลักๆ แล้วจะมีอยู่ 3 ประเภทที่เทรดเดอร์ควรรู้จัก คือ Fixed Stop Loss, Trailing Stop Loss และ Volatility-Based Stop Loss
Fixed Stop Loss คือการตั้ง Stop Loss ในระดับราคาที่แน่นอนตายตัว เช่น ถ้าคุณ Buy EURUSD ที่ 1.1000 คุณอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0950 นั่นหมายความว่า ถ้ากราฟร่วงลงมาถึง 1.0950 ระบบก็จะทำการปิดออเดอร์ของคุณโดยอัตโนมัติ Fixed Stop Loss เป็นวิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมา เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ หรือเทรดเดอร์ที่ต้องการควบคุมความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
Trailing Stop Loss คือการตั้ง Stop Loss ที่จะเลื่อนตามราคาไปเรื่อยๆ เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เราต้องการ เช่น ถ้าคุณ Buy EURUSD ที่ 1.1000 และตั้ง Trailing Stop Loss ไว้ที่ 50 pips นั่นหมายความว่า Stop Loss ของคุณจะอยู่ที่ 1.0950 ในตอนแรก แต่ถ้ากราฟขึ้นไปที่ 1.1050 Stop Loss ของคุณก็จะเลื่อนขึ้นไปอยู่ที่ 1.1000 โดยอัตโนมัติ Trailing Stop Loss เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการล็อคกำไร และปล่อยให้กำไรวิ่งไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะขาดทุน
Volatility-Based Stop Loss คือการตั้ง Stop Loss โดยอิงจากความผันผวนของราคา เช่น การใช้ Average True Range (ATR) เป็นตัวกำหนดระดับ Stop Loss วิธีนี้จะช่วยให้เราตั้ง Stop Loss ได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงความผันผวนของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ Volatility-Based Stop Loss เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ และเข้าใจเรื่องความผันผวนของตลาดเป็นอย่างดี
การเลือกใช้ Stop Loss ประเภทไหน ขึ้นอยู่กับความถนัดและสไตล์การเทรดของแต่ละคน ไม่มีวิธีไหนที่ดีที่สุด แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจหลักการทำงานของ Stop Loss แต่ละประเภท และเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสม
การตั้ง Stop Loss ไม่ใช่แค่การสุ่มตัวเลข แต่ต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน เพื่อให้ Stop Loss ของเรามีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ระดับแนวรับแนวต้าน, ความผันผวนของตลาด และ Risk-Reward Ratio
ระดับแนวรับแนวต้าน คือจุดที่ราคามักจะมีการกลับตัว หรือพักตัว การตั้ง Stop Loss ใกล้กับแนวรับแนวต้านมากเกินไป อาจจะทำให้เราโดน Stop Hunting ได้ง่าย เพราะราคามักจะมีการสวิงตัวใกล้ๆ แนวรับแนวต้านก่อนที่จะไปในทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้ ดังนั้น เราควรตั้ง Stop Loss ให้ห่างจากแนวรับแนวต้านพอสมควร เพื่อให้มีพื้นที่ให้ราคาได้หายใจบ้าง
ความผันผวนของตลาด ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ตลาดที่มีความผันผวนสูง เราก็ต้องตั้ง Stop Loss ให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับการสวิงตัวของราคา แต่ถ้าตลาดมีความผันผวนต่ำ เราก็สามารถตั้ง Stop Loss ให้แคบลงได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุน
Risk-Reward Ratio คืออัตราส่วนระหว่างความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ กับผลตอบแทนที่เราคาดหวัง เช่น ถ้าเราตั้ง Stop Loss ที่ 20 pips และตั้ง Take Profit ที่ 40 pips นั่นหมายความว่า Risk-Reward Ratio ของเราคือ 1:2 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ถ้าเราตั้ง Stop Loss ที่ 40 pips และตั้ง Take Profit ที่ 20 pips นั่นหมายความว่า Risk-Reward Ratio ของเราคือ 2:1 ซึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเราต้องเสี่ยงมากกว่าที่จะได้ผลตอบแทน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจจะมีผลต่อการตั้ง Stop Loss เช่น ข่าวสารข้อมูลทางเศรษฐกิจ, เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง และ Sentiment ของตลาด ดังนั้น เราควรติดตามข่าวสารข้อมูลอย่างใกล้ชิด และพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจในการตั้ง Stop Loss ด้วย
วิธีใช้งานจริง: ตั้ง Stop Loss ให้รอดพ้น Stop Hunting ปี 2026
มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดแล้วครับ นั่นคือ วิธีการตั้ง Stop Loss ที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นจาก Stop Hunting ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป ผมจะสรุปเป็นขั้นตอนง่ายๆ พร้อมตัวอย่างให้คุณเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น
ขั้นตอนการตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้อง
- วิเคราะห์กราฟ: หาแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่ง, Trendline, Fibonacci Retracement
- ประเมินความผันผวน: ใช้ ATR หรือ Indicator อื่นๆ เพื่อวัดความผันผวนของตลาด
- กำหนด Risk-Reward Ratio: ตั้งเป้าหมาย Risk-Reward Ratio ที่เหมาะสม (อย่างน้อย 1:2)
- คำนวณขนาด Lot: คำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
- ตั้ง Stop Loss: ตั้ง Stop Loss โดยพิจารณาจากแนวรับแนวต้าน, ความผันผวน, และ Risk-Reward Ratio
ตัวอย่างการตั้ง Stop Loss
| คู่เงิน | สถานะ | ราคาเข้า | แนวรับ/แนวต้าน | ATR (14) | Risk-Reward Ratio | Stop Loss | Take Profit | ขนาด Lot |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| EURUSD | Buy | 1.1200 | แนวรับ 1.1180 | 0.0020 (20 pips) | 1:2 | 1.1160 (ห่างแนวรับ 20 pips) | 1.1280 (ห่างราคาเข้า 80 pips) | 0.1 lot (เสี่ยง $40) |
| XAUUSD | Sell | 2350 | แนวต้าน 2360 | 15 | 1:2 | 2365 (ห่างแนวต้าน 15 จุด) | 2320 (ห่างราคาเข้า 30 จุด) | 0.05 lot (เสี่ยง $75) |
จากตารางนี้ คุณจะเห็นว่าเราไม่ได้ตั้ง Stop Loss แบบสุ่มๆ แต่เราพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น แนวรับแนวต้าน, ความผันผวน, และ Risk-Reward Ratio ซึ่งจะช่วยให้ Stop Loss ของเรามีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ข้อควรจำในการตั้ง Stop Loss
“Stop Loss ไม่ใช่ไม้กันผี แต่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง การตั้ง Stop Loss ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ขาดทุนเลย แต่หมายความว่าคุณจะจำกัดการขาดทุนของคุณให้อยู่ในระดับที่คุณยอมรับได้”
– อ.บอม, icafeforex.com
และนี่คือข้อควรจำที่สำคัญในการตั้ง Stop Loss:
- อย่าตั้ง Stop Loss ใกล้กับราคาเข้ามากเกินไป: เพราะอาจจะโดน Stop Hunting ได้ง่าย
- อย่าเลื่อน Stop Loss ในทิศทางที่ทำให้คุณเสี่ยงมากขึ้น: เช่น ถ้าคุณ Buy แล้วราคาร่วงลง อย่าเลื่อน Stop Loss ลงมาอีก เพราะจะทำให้คุณขาดทุนมากขึ้น
- ปรับ Stop Loss ตามความผันผวนของตลาด: ถ้าตลาดผันผวนมาก ก็ให้ตั้ง Stop Loss ให้กว้างขึ้น
- อย่ากลัวที่จะ Cut Loss: ถ้าคุณวิเคราะห์ผิดพลาด ก็ให้ Cut Loss ไป แล้วเริ่มต้นใหม่
- Backtest กลยุทธ์ของคุณ: ทดสอบกลยุทธ์การตั้ง Stop Loss ของคุณกับข้อมูลในอดีต เพื่อดูว่ามันมีประสิทธิภาพหรือไม่
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า การตั้ง Stop Loss เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนและพัฒนาอยู่เสมอ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ถ้าคุณเข้าใจหลักการ และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ ผมเชื่อว่าคุณจะสามารถตั้ง Stop Loss ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรอดพ้นจาก Stop Hunting ในปี 2026 และปีต่อๆ ไปได้อย่างแน่นอนครับ ในส่วนถัดไป เราจะมาเจาะลึกเรื่อง Stop Hunting และวิธีรับมือกับมันอย่างละเอียดกันครับ!
เทคนิคขั้นสูงของการตั้ง Stop Loss
การใช้ ATR (Average True Range)
ATR หรือ Average True Range เป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดความผันผวนของราคาในช่วงเวลาหนึ่งๆ การใช้ ATR ในการตั้ง Stop Loss ถือเป็นเทคนิคที่น่าสนใจ เพราะมันช่วยให้เราปรับ Stop Loss ให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เป็นอยู่ได้ หากตลาดผันผวนมาก เราก็จะตั้ง Stop Loss ให้กว้างขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการโดน Stop Hunt ง่ายๆ แต่ถ้าตลาดค่อนข้างเงียบ เราก็สามารถตั้ง Stop Loss ให้แคบลง เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร
วิธีการใช้ ATR ง่ายๆ คือการนำค่า ATR มาคูณกับตัวเลขที่เราต้องการ เช่น ถ้า ATR มีค่าเท่ากับ 20 pip และเราต้องการตั้ง Stop Loss ให้ห่างจากราคาปัจจุบัน 2 เท่าของ ATR เราก็จะตั้ง Stop Loss ที่ 40 pip ลองนึกภาพตามนะ ถ้าเราเทรดคู่เงิน EURUSD ที่ราคา 1.1000 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 1.0960 (40 pip) ถ้าเราเทรด lot 0.1 นั่นหมายความว่าเรากำลังเสี่ยง $40 ในการเทรดครั้งนี้
ผมเคยเจอตอนปี 2020 ช่วงที่ตลาดผันผวนหนักมาก ผมใช้ ATR ในการตั้ง Stop Loss แล้วมันช่วยให้ผมรอดจากการโดน Stop Hunt ไปได้หลายครั้งเลยครับ เทคนิคนี้มันเหมือนกับการมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้นในการเทรด
การใช้ Fibonacci Retracement
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่ช่วยหาแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัยสัดส่วนทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Fibonacci Ratio การใช้ Fibonacci Retracement ในการตั้ง Stop Loss ก็เป็นอีกเทคนิคที่น่าสนใจ เพราะมันช่วยให้เราตั้ง Stop Loss ในบริเวณที่มีนัยสำคัญทางเทคนิค
วิธีการใช้ Fibonacci Retracement คือการลากเส้นจากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุด (หรือจากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุด) ของเทรนด์ จากนั้นโปรแกรมก็จะคำนวณระดับ Fibonacci ที่สำคัญ เช่น 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8% และ 78.6% เราสามารถใช้ระดับเหล่านี้เป็นแนวรับแนวต้านในการตั้ง Stop Loss ได้ ลองคิดดูนะ ถ้าเราเทรดทองคำ (XAUUSD) ที่ราคา 2300 โดยราคาได้ปรับตัวลงมาที่ระดับ Fibonacci 38.2% ที่ 2280 เราอาจจะตั้ง Stop Loss ที่ 2270 ซึ่งต่ำกว่าระดับ Fibonacci เล็กน้อย เพื่อป้องกันการ Breakout หลอกๆ
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด XAUUSD lot 0.05 ที่ราคา 2300 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 2270 (300 pip) นั่นหมายความว่าเรากำลังเสี่ยง $150 ในการเทรดครั้งนี้ (0.05 lot * 300 pip * $1/pip) การใช้ Fibonacci ช่วยให้เราวางแผนการเทรดได้อย่างมีระบบมากขึ้น และลดความเสี่ยงในการโดน Stop Hunt ได้อีกด้วย
การใช้ Market Structure
Market Structure หรือโครงสร้างราคา เป็นการวิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนที่ของราคา เพื่อหาแนวโน้มและจุดกลับตัวที่อาจเกิดขึ้น การเข้าใจ Market Structure จะช่วยให้เราตั้ง Stop Loss ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เพราะเราจะสามารถระบุบริเวณที่มีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวได้
วิธีการวิเคราะห์ Market Structure คือการมองหารูปแบบของ Higher Highs (HH) และ Higher Lows (HL) ในช่วงขาขึ้น และ Lower Highs (LH) และ Lower Lows (LL) ในช่วงขาลง หากเราเทรดตามแนวโน้ม เราควรตั้ง Stop Loss ใต้ HL ในช่วงขาขึ้น และเหนือ LH ในช่วงขาลง ลองจินตนาการว่าเราเทรด GBPUSD ในช่วงขาขึ้น โดยราคาได้สร้าง HL ที่ 1.2500 เราอาจจะตั้ง Stop Loss ที่ 1.2480 ซึ่งต่ำกว่า HL เล็กน้อย เพื่อป้องกันการ Breakout หลอกๆ
สมมติว่าเราเทรด GBPUSD lot 0.2 ที่ราคา 1.2500 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 1.2480 (20 pip) นั่นหมายความว่าเรากำลังเสี่ยง $40 ในการเทรดครั้งนี้ (0.2 lot * 20 pip * $10/pip) การเข้าใจ Market Structure ช่วยให้เราเทรดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และลดโอกาสในการโดน Stop Hunt ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เปรียบเทียบเทคนิคการตั้ง Stop Loss
ตารางเปรียบเทียบเทคนิคพื้นฐาน
| เทคนิค | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|
| เปอร์เซ็นต์ | ง่าย, รวดเร็ว | ไม่คำนึงถึงความผันผวน | มือใหม่, ตลาด Sideways |
| จำนวน Pip คงที่ | ควบคุมความเสี่ยงได้ | อาจกว้างหรือแคบเกินไป | ผู้ที่ต้องการความแน่นอน |
| แนวรับแนวต้าน | มีเหตุผลทางเทคนิค | ต้องวิเคราะห์แนวรับแนวต้าน | ผู้ที่เข้าใจ Technical Analysis |
ตารางเปรียบเทียบเทคนิคขั้นสูง
| เทคนิค | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|
| ATR | ปรับตามความผันผวน | ต้องปรับค่า ATR | ตลาดผันผวน |
| Fibonacci | ใช้ระดับ Fibonacci ที่สำคัญ | ต้องลาก Fibonacci เป็น | เทรดตามแนวโน้ม |
| Market Structure | เข้าใจโครงสร้างราคา | ต้องวิเคราะห์ Market Structure | ผู้ที่เข้าใจ Price Action |
ตารางเหล่านี้เป็นเพียงภาพรวมคร่าวๆ นะครับ การเลือกใช้เทคนิคไหนขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและความถนัดของแต่ละคน ไม่มีเทคนิคไหนที่ดีที่สุดเสมอไป สิ่งสำคัญคือการทดลองและปรับปรุงเทคนิคให้เข้ากับตัวเอง
ข้อควรระวังในการตั้ง Stop Loss
คำเตือน: การตั้ง Stop Loss ไม่ใช่ยาวิเศษที่ป้องกันการขาดทุนได้ 100% แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงและควบคุมการขาดทุนให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ อย่าประมาทและใช้ Stop Loss อย่างระมัดระวัง!
- อย่าตั้ง Stop Loss ใกล้เกินไป: การตั้ง Stop Loss ใกล้เกินไปจะทำให้เราโดน Stop Hunt ได้ง่ายๆ แม้ว่าราคาจะไม่ได้เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามจริงๆ
- อย่าตั้ง Stop Loss ไกลเกินไป: การตั้ง Stop Loss ไกลเกินไปจะทำให้เราขาดทุนมากเกินความจำเป็น หากราคาเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามจริงๆ
- อย่าเปลี่ยน Stop Loss ให้กว้างขึ้น: การเปลี่ยน Stop Loss ให้กว้างขึ้นเมื่อราคาเริ่มไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ เป็นสัญญาณของการเทรดที่ไม่ดี เพราะมันเหมือนกับการยอมรับความเสี่ยงที่มากขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
- อย่าลืมคำนวณ Risk-Reward Ratio: ก่อนที่จะเข้าเทรดทุกครั้ง ควรคำนวณ Risk-Reward Ratio เพื่อให้แน่ใจว่าการเทรดครั้งนั้นคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เรากำลังจะรับ
- ปรับ Stop Loss ตามสภาวะตลาด: สภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นเราควรปรับ Stop Loss ให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เป็นอยู่ เพื่อให้ Stop Loss มีประสิทธิภาพมากที่สุด
จำไว้เสมอว่าการเทรด Forex/Gold มีความเสี่ยงสูง การตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้องเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการเทรด เราต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้
ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
ผมเคยเจอสถานการณ์ที่น่าสนใจตอนเทรดทองคำ (XAUUSD) เมื่อปี 2018 ครับ ตอนนั้นผมเห็นสัญญาณว่าราคาทองคำกำลังจะปรับตัวขึ้น ผมเลยตัดสินใจเข้าเทรด Buy ที่ราคา 1200 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 1190 (100 pip) และตั้ง Take Profit ที่ 1220 (200 pip) นั่นหมายความว่า Risk-Reward Ratio ของผมคือ 1:2
หลังจากที่ผมเข้าเทรด ราคาได้ปรับตัวขึ้นไปเล็กน้อย แต่แล้วก็เกิดข่าวร้ายเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ราคาทองคำร่วงลงอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นผมรู้สึกกังวลมาก เพราะราคากำลังจะมาชน Stop Loss ของผม แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะไม่เปลี่ยน Stop Loss เพราะผมเชื่อมั่นในการวิเคราะห์ของผม
ในที่สุด ราคาทองคำก็ลงมาชน Stop Loss ของผมที่ 1190 ผมขาดทุนไป 100 pip แต่ผมก็ไม่เสียใจ เพราะผมได้ทำตามแผนที่วางไว้แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ราคาทองคำก็กลับตัวขึ้นจริงๆ และขึ้นไปถึง 1250 ซึ่งสูงกว่า Take Profit ของผมเสียอีก ถ้าผมไม่ตั้ง Stop Loss ผมอาจจะขาดทุนมากกว่านี้ หรืออาจจะพลาดโอกาสในการทำกำไรในภายหลัง
จากประสบการณ์ครั้งนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าการตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมาก มันช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงและรักษาวินัยในการเทรดได้ แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะพลาดโอกาสในการทำกำไร แต่การรักษาสภาพคล่องและอยู่รอดในตลาดเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า
อีกตัวอย่างหนึ่งคือตอนเทรด EURUSD เมื่อต้นปี 2023 ผมเห็นสัญญาณการกลับตัวของราคา ผมจึงเข้า Buy ที่ราคา 1.0800 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 1.0780 (20 pip) และ Take Profit ที่ 1.0850 (50 pip) ผมเทรดด้วย Lot 0.5 ทำให้ผมเสี่ยง $100 (0.5 lot * 20 pip * $10/pip) และมีโอกาสได้กำไร $250 (0.5 lot * 50 pip * $10/pip)
หลังจากเข้าเทรด ราคาค่อยๆ ขยับขึ้นไปทาง Take Profit แต่ก็มีความผันผวนพอสมควร ในที่สุดราคาก็ขึ้นไปถึง Take Profit ที่ 1.0850 ทำให้ผมได้กำไร $250 จากการเทรดครั้งนี้ การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมช่วยให้ผมไม่ต้องกังวลมากเกินไป และสามารถปล่อยให้ราคาเคลื่อนที่ไปตามที่คาดการณ์ไว้ได้
การเทรดแต่ละครั้งคือบทเรียนครับ ไม่มีใครถูกเสมอไป สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับปรุงกลยุทธ์ของเราอยู่เสมอ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเทรดนะครับ!
เครื่องมือแนะนำสำหรับการตั้ง Stop Loss
Fibonacci Retracement
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการเทรด Forex และ Gold ครับ มันช่วยให้เราสามารถระบุระดับแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยอิงจากลำดับ Fibonacci ที่มีชื่อเสียง ลองนึกภาพว่าราคาของ XAUUSD กำลังปรับตัวขึ้น หลังจากนั้นเริ่มมีการย่อตัวลง หากเราใช้ Fibonacci Retracement โดยลากจากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุดของการเคลื่อนที่ขึ้นครั้งก่อน เราจะเห็นระดับ 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8% และ 78.6% ปรากฏขึ้นบนกราฟ ซึ่งระดับเหล่านี้อาจเป็นจุดที่ราคาจะหยุดและกลับตัวขึ้นไปต่อได้
การใช้ Fibonacci Retracement ในการตั้ง Stop Loss นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมาครับ หากเราเปิดสถานะ Long (ซื้อ) ที่ระดับ 38.2% เราอาจตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ระดับ 50% เล็กน้อย เผื่อให้ราคาแกว่งตัวได้บ้างก่อนที่จะกลับขึ้นไปตามที่เราคาดการณ์ ตัวอย่างเช่น หากเราเทรด XAUUSD ที่ราคา 2350 และตั้ง Stop Loss ที่ 2345 (5 ดอลลาร์ หรือ 500 จุด) หากเทรด lot 0.1 จะเท่ากับความเสี่ยง $50 นั่นเองครับ ข้อดีของ Fibonacci คือมันช่วยให้เราตั้ง Stop Loss ในบริเวณที่มีนัยสำคัญทางเทคนิค ทำให้มีโอกาสน้อยที่จะโดน Stop Hunting ครับ
สิ่งที่ต้องระวังคือ Fibonacci Retracement ไม่ได้แม่นยำ 100% นะครับ ราคาอาจทะลุผ่านระดับ Fibonacci ไปได้ ดังนั้นเราควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น แนวรับแนวต้าน หรือ Price Action เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของระดับ Fibonacci นั้น ๆ ก่อนตัดสินใจตั้ง Stop Loss ครับ นอกจากนี้ การปรับขนาด Stop Loss ให้เหมาะสมกับความผันผวนของตลาดก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน อย่าตั้ง Stop Loss แคบเกินไปจนโดนเกี่ยวออกง่าย ๆ นะครับ
Average True Range (ATR)
ATR เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความผันผวนของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ครับ ค่า ATR ที่สูงแสดงว่าตลาดมีความผันผวนมาก ในขณะที่ค่า ATR ที่ต่ำแสดงว่าตลาดมีความผันผวนน้อย การใช้ ATR ในการตั้ง Stop Loss ช่วยให้เราสามารถปรับขนาด Stop Loss ให้เหมาะสมกับสภาพตลาดได้
วิธีการใช้งานก็คือ ให้เราดูค่า ATR ในช่วงเวลาที่เราสนใจ (เช่น 14 วัน) แล้วนำค่า ATR นั้นมาคูณด้วยตัวคูณ (เช่น 1.5 หรือ 2) เพื่อกำหนดขนาด Stop Loss ตัวอย่างเช่น หากค่า ATR ของ EURUSD ในช่วง 14 วันที่ผ่านมาคือ 0.0050 (50 pips) และเราใช้ตัวคูณ 2 ดังนั้นขนาด Stop Loss ของเราควรอยู่ที่ 100 pips หากเราเปิดสถานะ Long ที่ราคา 1.0800 เราจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0700 ครับ
ข้อดีของการใช้ ATR คือมันช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการตั้ง Stop Loss ที่แคบเกินไปในตลาดที่มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจทำให้เราโดน Stop Hunting ได้ง่าย นอกจากนี้ ATR ยังช่วยให้เราปรับขนาด Stop Loss ให้เหมาะสมกับแต่ละคู่เงินได้อีกด้วย เพราะแต่ละคู่เงินก็มีความผันผวนที่แตกต่างกันไปครับ อย่างไรก็ตาม การใช้ ATR เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ เพื่อยืนยันความเหมาะสมของขนาด Stop Loss ด้วยนะครับ
Support and Resistance Levels
แนวรับแนวต้านเป็นพื้นฐานสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิคครับ แนวรับคือระดับราคาที่คาดว่าจะมีการซื้อเข้ามา ทำให้ราคาไม่สามารถลงไปต่ำกว่าระดับนั้นได้ ในขณะที่แนวต้านคือระดับราคาที่คาดว่าจะมีการขายออกมา ทำให้ราคาไม่สามารถขึ้นไปสูงกว่าระดับนั้นได้ การระบุแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญในการตั้ง Stop Loss ที่มีประสิทธิภาพครับ
วิธีการใช้งานก็คือ ให้เรามองหาระดับราคาที่ราคามีการตอบสนองหลายครั้งในอดีต ระดับเหล่านั้นมักจะเป็นแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่งครับ หากเราเปิดสถานะ Long ใกล้แนวรับ เราอาจตั้ง Stop Loss ไว้ใต้แนวรับเล็กน้อย เผื่อให้ราคาแกว่งตัวได้บ้างก่อนที่จะกลับขึ้นไปตามที่เราคาดการณ์ ตัวอย่างเช่น หากเราเทรด GBPUSD และพบว่าราคามีการเด้งขึ้นจากระดับ 1.2500 หลายครั้งในอดีต เราอาจพิจารณาเปิดสถานะ Long ที่ระดับ 1.2510 และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.2490 (20 pips) หากเทรด lot 0.05 จะเท่ากับความเสี่ยง $10 ครับ
สิ่งที่ต้องระวังคือแนวรับแนวต้านไม่ได้คงที่ตลอดไปนะครับ มันอาจถูกทะลุได้หากมีแรงซื้อหรือแรงขายที่แข็งแกร่ง ดังนั้นเราควรติดตามข่าวสารและปัจจัยพื้นฐานที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การใช้ Price Action เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของแนวรับแนวต้านก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากเราเห็นแท่งเทียนที่มีรูปแบบการกลับตัวเกิดขึ้นใกล้แนวรับ ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตั้ง Stop Loss ที่บริเวณนั้นได้ครับ
Case Study จาก อ.บอม
ผมจำได้เลยว่าเมื่อประมาณปี 2018 ผมเคยเทรด XAUUSD โดยใช้กลยุทธ์ Breakout ครับ ตอนนั้นราคาทองคำอยู่ในช่วง Sideway มาสักพักใหญ่ ๆ ผมสังเกตเห็นว่ามีแนวต้านที่แข็งแกร่งบริเวณ 1350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ผมจึงตัดสินใจรอให้ราคาทะลุแนวต้านนี้ขึ้นไป แล้วค่อยเปิดสถานะ Long ตาม
ในที่สุด ราคาก็ทะลุแนวต้าน 1350 ขึ้นไปจริง ๆ ครับ ผมรอให้ราคายืนเหนือแนวต้านได้สักพัก (ประมาณ 15 นาที) เพื่อยืนยันว่าเป็นการ Breakout จริง ไม่ใช่แค่ False Breakout จากนั้นผมก็เปิดสถานะ Long ที่ราคา 1352 โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1348 (4 ดอลลาร์ หรือ 400 จุด) ซึ่งอยู่ใต้แนวต้านเดิมเล็กน้อย ผมเทรดด้วย lot 0.5 ทำให้ความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้อยู่ที่ 200 ดอลลาร์ครับ
หลังจากที่ผมเปิดสถานะไปแล้ว ราคาก็เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ ผมตัดสินใจเลื่อน Stop Loss ขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามราคา เพื่อล็อคกำไรไว้บ้าง (Trailing Stop) สุดท้าย ผมปิดสถานะที่ราคา 1370 ได้กำไรไป 18 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 900 ดอลลาร์เลยทีเดียวครับ การเทรดครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้แนวรับแนวต้านในการตั้ง Stop Loss และการใช้ Trailing Stop เพื่อล็อคกำไรครับ
แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่ผมจะโชคดีแบบนี้นะครับ ผมเคยเจอตอนปี 2019 ตอนนั้นผมเทรด EURUSD โดยใช้ Fibonacci Retracement ครับ ผมเห็นว่าราคามีการย่อตัวลงมาที่ระดับ 61.8% Fibonacci ผมจึงตัดสินใจเปิดสถานะ Long ที่ระดับนั้น โดยตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ระดับ 78.6% Fibonacci เล็กน้อย
ปรากฏว่าหลังจากที่ผมเปิดสถานะไปแล้ว ราคาก็ลงไปเกี่ยว Stop Loss ของผม แล้วถึงค่อยกลับขึ้นไปในทิศทางที่ผมคาดการณ์ไว้แต่แรกครับ ตอนนั้นผมรู้สึกเสียดายมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าตลาดเป็นแบบนี้แหละครับ ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างถูกต้อง 100% สิ่งสำคัญคือเราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับปรุงกลยุทธ์ของเราให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ครับ บทเรียนที่ผมได้จากครั้งนั้นคือ การตั้ง Stop Loss ที่แคบเกินไปอาจทำให้เราโดน Stop Hunting ได้ง่าย แม้ว่าเราจะวิเคราะห์ทิศทางของตลาดได้อย่างถูกต้องก็ตาม
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Stop Loss กับ Take Profit ควรมีอัตราส่วนเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม?
อัตราส่วนระหว่าง Stop Loss กับ Take Profit ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การเทรดและความเสี่ยงที่เรารับได้ครับ โดยทั่วไปแล้ว อัตราส่วน Risk:Reward ที่ 1:2 หรือ 1:3 ถือว่าดีครับ นั่นหมายความว่า หากเรายอมเสี่ยง 1 ดอลลาร์ เราควรมีโอกาสทำกำไรได้ 2 หรือ 3 ดอลลาร์ แต่ถ้าเราเป็น Scalper ที่เน้นทำกำไรระยะสั้น อัตราส่วน 1:1 ก็อาจจะเหมาะสมกว่าครับ ที่สำคัญคือ เราต้องคำนึงถึง Win Rate ของกลยุทธ์ของเราด้วย หาก Win Rate ของเราต่ำ เราอาจต้องเพิ่มอัตราส่วน Risk:Reward ให้สูงขึ้น เพื่อให้คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นครับ ลองพิจารณาดูว่าคุณถนัดแบบไหน แล้วปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณนะครับ
Stop Loss แบบ Trailing Stop มีข้อดีข้อเสียอย่างไร?
Trailing Stop เป็น Stop Loss ที่จะเลื่อนตามราคาไปในทิศทางที่เป็นกำไรครับ ข้อดีของมันคือช่วยให้เราสามารถล็อคกำไรไว้ได้บ้าง หากราคาเริ่มปรับตัวลง นอกจากนี้ มันยังช่วยให้เราสามารถปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไปได้เรื่อย ๆ หากราคายังคงเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้ แต่ข้อเสียของ Trailing Stop คือมันอาจทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไรที่มากขึ้น หากราคาปรับตัวลงมาเล็กน้อยแล้วกลับขึ้นไปต่อ นอกจากนี้ การตั้ง Trailing Stop ที่แคบเกินไปอาจทำให้เราโดนเกี่ยวออกง่าย ๆ ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงครับ ดังนั้น เราควรตั้ง Trailing Stop ให้เหมาะสมกับความผันผวนของตลาด และพิจารณาใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ เพื่อยืนยันความเหมาะสมของตำแหน่ง Trailing Stop ด้วยครับ
การตั้ง Stop Loss แบบ Martingale มีความเสี่ยงอย่างไร?
การตั้ง Stop Loss แบบ Martingale เป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูงมากครับ โดยหลักการคือ หากเราขาดทุนในการเทรดครั้งแรก เราจะเพิ่มขนาด lot ในการเทรดครั้งต่อไป เพื่อให้ได้กำไรกลับคืนมาพร้อมกับชดเชยการขาดทุนเดิม ตัวอย่างเช่น หากเราเทรด lot 0.1 แล้วขาดทุน 10 ดอลลาร์ เราจะเทรด lot 0.2 ในครั้งต่อไป หากเราเทรดผิดทางไปเรื่อย ๆ ขนาด lot ของเราก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความเสี่ยงของเราเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ และอาจทำให้พอร์ตของเราล้างได้ในที่สุดครับ ดังนั้น ผมไม่แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Martingale ในการตั้ง Stop Loss นะครับ การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญกว่าครับ
ควรปรับ Stop Loss เมื่อไหร่ และด้วยวิธีใด?
การปรับ Stop Loss เป็นสิ่งที่เราควรทำเมื่อสถานะของเราเริ่มมีกำไรครับ วิธีการปรับก็คือ ให้เราเลื่อน Stop Loss ไปในทิศทางที่เป็นกำไร เพื่อล็อคกำไรไว้บ้าง หรือเพื่อลดความเสี่ยงหากราคาเริ่มปรับตัวลง ตัวอย่างเช่น หากเราเปิดสถานะ Long ที่ราคา 1.1000 โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0980 และราคาขึ้นไปที่ 1.1050 เราอาจเลื่อน Stop Loss มาที่ 1.1020 เพื่อล็อคกำไรไว้ 20 pips ครับ การปรับ Stop Loss ควรทำอย่างระมัดระวัง และควรพิจารณาถึงความผันผวนของตลาดด้วย อย่าเลื่อน Stop Loss ใกล้กับราคาปัจจุบันมากเกินไป เพราะอาจทำให้เราโดนเกี่ยวออกง่าย ๆ ครับ
มีวิธีป้องกัน Stop Hunting ได้ 100% หรือไม่?
ต้องบอกตามตรงว่าไม่มีวิธีใดที่สามารถป้องกัน Stop Hunting ได้ 100% ครับ เพราะตลาด Forex เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และมีผู้เล่นจำนวนมากที่มีความได้เปรียบเหนือเรา แต่เราสามารถลดโอกาสในการโดน Stop Hunting ได้โดยการตั้ง Stop Loss ในบริเวณที่มีนัยสำคัญทางเทคนิค เช่น แนวรับแนวต้าน หรือระดับ Fibonacci ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ เราควรหลีกเลี่ยงการตั้ง Stop Loss ที่แคบเกินไป และควรพิจารณาถึงความผันผวนของตลาดด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และอย่าเทรดด้วยเงินที่เราไม่สามารถเสียได้ครับ
ทำไมบางครั้งราคาถึงวิ่งมาชน Stop Loss แล้วกลับไปในทิศทางเดิม?
เหตุการณ์ที่ราคา วิ่งมาชน Stop Loss แล้วกลับไปในทิศทางเดิม เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุครับ สาเหตุหนึ่งคือ Stop Hunting อย่างที่กล่าวไปข้างต้น อีกสาเหตุหนึ่งคือ ความผันผวนของตลาดครับ ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ราคาอาจแกว่งตัวอย่างรุนแรง ทำให้ Stop Loss ของเราถูกเกี่ยวออกไป แม้ว่าทิศทางโดยรวมของตลาดยังคงเป็นไปในทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ การตั้ง Stop Loss ในบริเวณที่ไม่เหมาะสม เช่น ใกล้กับราคาปัจจุบันมากเกินไป ก็อาจทำให้เราโดนเกี่ยวออกง่าย ๆ ครับ ทางแก้คือการวิเคราะห์ตลาดให้รอบคอบ ใช้เครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ และบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดครับ
สรุป
การตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้องเป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับการเทรด Forex และ Gold อย่างยั่งยืนครับ มันช่วยให้เราจำกัดความเสี่ยง ปกป้องเงินทุน และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในระยะยาว การตั้ง Stop Loss ที่ดีไม่ใช่แค่การวางตัวเลขสุ่ม ๆ บนกราฟ แต่เป็นการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น กลยุทธ์การเทรด ความผันผวนของตลาด และระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ
เครื่องมือที่เราได้พูดถึงกันในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น Fibonacci Retracement, ATR หรือแนวรับแนวต้าน ล้วนเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการตั้ง Stop Loss ทั้งสิ้นครับ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเครื่องมือคือความเข้าใจในหลักการและความสามารถในการปรับใช้เครื่องมือเหล่านั้นให้เข้ากับสถานการณ์จริง ไม่มีเครื่องมือใดที่แม่นยำ 100% ดังนั้นเราควรใช้เครื่องมือหลาย ๆ อย่างประกอบกัน และอย่าเชื่อมั่นในเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งมากเกินไป
นอกจากนี้ การบริหารความเสี่ยงก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามครับ เราควรกำหนดขนาด lot ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ และไม่ควรเทรดด้วยเงินที่เราไม่สามารถเสียได้ การเทรด Forex และ Gold เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้นเราควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ และฝึกฝนทักษะของเราอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่จะลงทุนด้วยเงินจริงครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากข้อคิดไว้ว่า การเทรด Forex และ Gold ไม่ใช่การพนันนะครับ มันคือธุรกิจที่เราต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และวินัยในการบริหารจัดการ การตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด แต่เป็นส่วนที่สำคัญมาก หากเราสามารถตั้ง Stop Loss ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็จะสามารถเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในตลาด Forex และ Gold ได้ครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเทรดนะครับ!
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี: วิธีตั้ง Stop Loss ที่ไม่โดนล่า Stop Hunting
ตลอด 20 ปีที่ผมอยู่ในตลาด Forex และ Gold สิ่งหนึ่งที่ผมเน้นย้ำกับลูกศิษย์เสมอคือ การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่การคำนวณตาม Risk Reward Ratio อย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมของตลาดและ “เจ้ามือ” ด้วยครับ เพราะการโดน Stop Hunting เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ และถ้าเราไม่ระวัง มันจะทำให้เราเสียโอกาสและเงินทุนไปอย่างน่าเสียดาย
1. วิเคราะห์ Volatility และ Average True Range (ATR)
Volatility หรือความผันผวนของราคา เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนด Stop Loss ที่เหมาะสม ลองคิดดูว่าถ้าเราเทรด XAUUSD ซึ่งปกติมีความผันผวนสูง แล้วเราตั้ง Stop Loss แคบๆ เพียง 5-10 จุด โอกาสที่เราจะโดน Stop Hunting ก็สูงมากครับ เพราะราคาอาจจะแกว่งตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ ดังนั้น ก่อนที่จะตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง ให้เราวิเคราะห์ Volatility ของคู่เงินนั้นๆ ก่อน โดยเครื่องมือที่ผมแนะนำคือ Average True Range (ATR) ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของความผันผวนในช่วงเวลาต่างๆ ได้ชัดเจน
ยกตัวอย่างเช่น ถ้า ATR ของ XAUUSD ในช่วง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมาอยู่ที่ 20 จุด เราก็ควรตั้ง Stop Loss ให้กว้างกว่านั้น เช่น 25-30 จุด เพื่อเผื่อพื้นที่ให้ราคาได้แกว่งตัวบ้าง อย่าลืมว่าเราไม่ได้ต้องการที่จะ “แม่น” แต่เราต้องการที่จะ “อยู่รอด” ในตลาดครับ ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่มั่นใจใน Signal ของตัวเองมาก จนตั้ง Stop Loss แคบมาก สุดท้ายก็โดน Stop Hunting ไปอย่างน่าเสียดาย
2. ระบุแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่ง
แนวรับแนวต้านเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เราต้องพิจารณาในการตั้ง Stop Loss เพราะบริเวณเหล่านี้ มักจะเป็นจุดที่ราคาจะมีการพักตัว หรือกลับตัว ดังนั้น การตั้ง Stop Loss ไว้ใกล้กับแนวรับแนวต้านมากเกินไป ก็อาจจะทำให้เราโดน Stop Hunting ได้ง่ายๆ ครับ
สมมติว่าเรากำลัง Sell EURUSD ที่ราคา 1.0850 และเราเห็นว่ามีแนวรับที่แข็งแกร่งอยู่ที่ 1.0800 เราไม่ควรตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0810 หรือ 1.0820 เพราะราคามีโอกาสที่จะลงมาทดสอบแนวรับ แล้วเด้งขึ้นไปชน Stop Loss ของเราได้ ทางที่ดี เราควรตั้ง Stop Loss ไว้เหนือแนวรับไปอีกหน่อย เช่น 1.0860 หรือ 1.0870 เพื่อให้มีพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น ผมเคยพลาดเพราะความประมาทแบบนี้มาแล้ว ตอนนั้นผมคิดว่าแนวรับมันแข็งแรงมาก เลยตั้ง Stop Loss ไว้ใกล้ๆ สุดท้ายก็โดน Stop Hunting ไปอย่างเจ็บปวด
3. หลีกเลี่ยงการตั้ง Stop Loss ที่เลขกลม
เลขกลม เช่น 1.0900, 1.1000 หรือ 2900, 3000 มักจะเป็นจุดที่ “เจ้ามือ” หรือ Market Maker รู้ว่ามีคนตั้ง Stop Loss ไว้เยอะ เพราะมันเป็นตัวเลขที่จำง่ายและง่ายต่อการคำนวณ ดังนั้น พวกเขาอาจจะ “ลาก” ราคาไปชน Stop Loss ของเรา แล้วค่อยกลับตัวลงมา ซึ่งเราเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า Stop Hunting
ดังนั้น ถ้าเราจะตั้ง Stop Loss เราควรหลีกเลี่ยงการตั้งไว้ที่เลขกลม และพยายามตั้งไว้ที่เลขที่มีเศษทศนิยม เช่น 1.0903, 1.1007 หรือ 2905, 3002 เพื่อลดโอกาสในการโดน Stop Hunting ผมเคยสังเกตว่าหลายครั้งที่ราคาเกือบจะถึงเลขกลม แต่ก็กลับตัวก่อน นั่นเป็นเพราะว่า “เจ้ามือ” ไม่อยากให้เกิดการเทขายจำนวนมากที่บริเวณนั้น
4. ใช้ Fibonacci Retracement และ Extension
Fibonacci Retracement และ Extension เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญได้ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการตั้ง Stop Loss ได้เช่นกัน โดยปกติแล้ว ระดับ Fibonacci ที่สำคัญคือ 38.2%, 50%, และ 61.8% ถ้าเรากำลัง Buy เราอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ระดับ Fibonacci Retracement เหล่านี้ หรือถ้าเรากำลัง Sell เราอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้เหนือระดับ Fibonacci Extension เหล่านี้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ Fibonacci Retracement แล้วพบว่าระดับ 61.8% อยู่ที่ราคา 1.2050 เราอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.2040 หรือ 1.2030 เพื่อเผื่อพื้นที่ให้ราคาได้แกว่งตัวบ้าง การใช้ Fibonacci ร่วมกับการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านอื่นๆ จะช่วยให้เราตั้ง Stop Loss ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ ผมมักจะใช้ Fibonacci ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ Price Action เพื่อหาจุดเข้าและออกที่แม่นยำ
5. พิจารณา Timeframe ที่เทรด
Timeframe ที่เราเทรดก็มีผลต่อการตั้ง Stop Loss เช่นกัน ถ้าเราเทรดใน Timeframe ที่สั้น เช่น M1 หรือ M5 เราก็อาจจะต้องตั้ง Stop Loss ที่แคบกว่าการเทรดใน Timeframe ที่ยาว เช่น H4 หรือ Daily เพราะราคาจะมีการแกว่งตัวที่ถี่กว่าใน Timeframe ที่สั้นกว่า
แต่ในขณะเดียวกัน การตั้ง Stop Loss ที่แคบเกินไปใน Timeframe ที่สั้น ก็อาจจะทำให้เราโดน Stop Hunting ได้ง่ายๆ เช่นกัน ดังนั้น เราต้องพิจารณาความผันผวนของราคาใน Timeframe นั้นๆ ด้วย สมมติว่าเราเทรด XAUUSD ใน M5 แล้วเราเห็นว่าราคาแกว่งตัวประมาณ 5-7 จุด เราก็อาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 10-12 จุด เพื่อเผื่อพื้นที่ให้ราคาได้แกว่งตัวบ้าง ผมแนะนำให้ลอง Backtest ดูก่อนว่าการตั้ง Stop Loss แบบไหนที่เหมาะสมกับ Timeframe ที่เราเทรดมากที่สุด
6. ปรับ Stop Loss ตามสถานการณ์ (Trailing Stop)
การตั้ง Stop Loss ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตั้งไว้ที่จุดเดิมตลอดเวลา เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เราต้องการ เราสามารถปรับ Stop Loss ของเราให้เลื่อนตามราคาไปได้ ซึ่งเราเรียกการทำแบบนี้ว่า Trailing Stop การทำ Trailing Stop จะช่วยให้เราล็อคกำไร และลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรา Buy GBPUSD ที่ราคา 1.2500 และเราตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.2480 เมื่อราคาขึ้นไปที่ 1.2550 เราสามารถเลื่อน Stop Loss ของเราไปที่ 1.2530 ได้ เพื่อล็อคกำไรไว้ 30 จุด และถ้าเรามั่นใจว่าราคาจะขึ้นต่อไปอีก เราก็สามารถเลื่อน Stop Loss ของเราตามราคาไปเรื่อยๆ ได้ การทำ Trailing Stop ต้องอาศัยความเข้าใจใน Price Action และแนวโน้มของราคาเป็นอย่างมาก ผมแนะนำให้ฝึกฝนการทำ Trailing Stop ในบัญชี Demo ก่อน เพื่อให้เข้าใจหลักการทำงานของมันอย่างแท้จริง
7. อย่ากลัวที่จะ Cut Loss
ข้อนี้สำคัญมากครับ! หลายครั้งที่เราไม่กล้าที่จะ Cut Loss เพราะเราหวังว่าราคาจะกลับมาในทิศทางที่เราต้องการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การ “ดื้อ” ไม่ยอม Cut Loss อาจจะทำให้เราเสียเงินทุนไปมากกว่าเดิม เพราะราคาอาจจะวิ่งสวนทางไปเรื่อยๆ จนเราต้องล้างพอร์ต
ดังนั้น ถ้าเรามั่นใจว่าการวิเคราะห์ของเราผิดพลาด หรือสถานการณ์ในตลาดเปลี่ยนแปลงไป เราก็ควรที่จะ Cut Loss โดยไม่ลังเล การ Cut Loss ไม่ได้หมายความว่าเรา “แพ้” แต่หมายความว่าเรากำลัง “รักษา” เงินทุนของเราไว้ เพื่อรอโอกาสที่ดีกว่าในอนาคต ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่ “ติดดอย” เพราะไม่ยอม Cut Loss สุดท้ายก็ต้องเสียเงินทุนไปจำนวนมาก อย่าลืมว่าการเทรดเป็นเกมระยะยาว ไม่ใช่การพนัน เราต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี เพื่อให้อยู่รอดในตลาดได้นานที่สุด
8. บันทึกและวิเคราะห์ผลการเทรด
สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การตั้ง Stop Loss คือ การบันทึกและวิเคราะห์ผลการเทรดของเราอย่างสม่ำเสมอ เราควรบันทึกรายละเอียดของการเทรดแต่ละครั้ง เช่น คู่เงินที่เทรด Timeframe จุดเข้า จุดออก Stop Loss Take Profit และเหตุผลในการเทรด หลังจากนั้น เราควรนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ เพื่อดูว่าเรามีข้อผิดพลาดตรงไหน และเราจะปรับปรุงแก้ไขได้อย่างไร
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราพบว่าเราโดน Stop Hunting บ่อยเกินไป เราอาจจะต้องปรับ Stop Loss ของเราให้กว้างขึ้น หรือถ้าเราพบว่าเรา Cut Loss เร็วเกินไป เราอาจจะต้องรอสัญญาณยืนยันที่ชัดเจนกว่านี้ก่อนที่จะตัดสินใจ Cut Loss การบันทึกและวิเคราะห์ผลการเทรด จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง และเข้าใจตลาดได้มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาฝีมือการเทรดของเราในระยะยาว ผมแนะนำให้ใช้โปรแกรม Excel หรือ Google Sheets ในการบันทึกและวิเคราะห์ผลการเทรด เพราะมันจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของผลการเทรดของเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตั้ง Stop Loss
H3: Stop Loss ที่ดี ควรตั้งห่างจากราคาปัจจุบันกี่จุด?
คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่ผมเจอบ่อยมาก แต่ผมต้องบอกว่าไม่มีคำตอบที่ตายตัวครับ เพราะ Stop Loss ที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คู่เงินที่เทรด Timeframe ที่เทรด Volatility ของราคา และสไตล์การเทรดของแต่ละคน อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า เราควรวิเคราะห์ Volatility ของราคาโดยใช้ ATR ก่อนที่จะตั้ง Stop Loss ถ้า ATR อยู่ที่ 20 จุด เราก็ควรตั้ง Stop Loss ให้กว้างกว่านั้น เช่น 25-30 จุด นอกจากนี้ เรายังต้องพิจารณาแนวรับแนวต้านที่สำคัญด้วย ถ้าเรา Buy เราอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ใต้แนวรับ หรือถ้าเรา Sell เราอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้เหนือแนวต้าน และอย่าลืมหลีกเลี่ยงการตั้ง Stop Loss ที่เลขกลมนะครับ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด XAUUSD ใน M5 แล้วเราเห็นว่าราคาแกว่งตัวประมาณ 5-7 จุด เราก็อาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 10-12 จุด แต่ถ้าเราเทรด EURUSD ใน H4 แล้วเราเห็นว่าราคาแกว่งตัวประมาณ 30-40 จุด เราก็อาจจะต้องตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 50-60 จุด นอกจากนี้ สไตล์การเทรดของเราก็มีผลต่อการตั้ง Stop Loss ด้วย ถ้าเราเป็น Scalper เราอาจจะต้องตั้ง Stop Loss ที่แคบกว่า Swing Trader เพราะ Scalper จะเน้นการทำกำไรระยะสั้นๆ ในขณะที่ Swing Trader จะเน้นการถือ Position ระยะยาว
H3: Stop Hunting เกิดจากอะไร และเราจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร?
Stop Hunting เกิดจากการที่ “เจ้ามือ” หรือ Market Maker พยายามที่จะ “ลาก” ราคาไปชน Stop Loss ของเทรดเดอร์รายย่อย เพื่อที่จะเก็บ Liquidity หรือเพื่อที่จะเปิด Position ในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่ง “เจ้ามือ” จะรู้ว่ามีคนตั้ง Stop Loss ไว้ที่บริเวณไหนบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เลขกลม ดังนั้น การหลีกเลี่ยง Stop Hunting ที่ดีที่สุด คือ การตั้ง Stop Loss ที่ไม่เหมือนใคร และการวิเคราะห์ Price Action เพื่อหาจุดเข้าและออกที่แม่นยำ
นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Fibonacci Retracement และ Extension เพื่อหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ และตั้ง Stop Loss ไว้เหนือหรือใต้ระดับเหล่านั้นได้ และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี และอย่ากลัวที่จะ Cut Loss ถ้าเรามั่นใจว่าการวิเคราะห์ของเราผิดพลาด หรือสถานการณ์ในตลาดเปลี่ยนแปลงไป การ Cut Loss จะช่วยให้เรา “รักษา” เงินทุนของเราไว้ เพื่อรอโอกาสที่ดีกว่าในอนาคต ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่โดน Stop Hunting เพราะความประมาทและความโลภ ดังนั้น จงระมัดระวังและมีสติในการเทรดเสมอครับ
H3: Trailing Stop Loss คืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร?
Trailing Stop Loss คือ การปรับ Stop Loss ของเราให้เลื่อนตามราคาไป เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เราต้องการ การทำ Trailing Stop Loss จะช่วยให้เราล็อคกำไร และลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้ ข้อดีของ Trailing Stop Loss คือ ช่วยให้เราสามารถทำกำไรได้มากขึ้น เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เราต้องการ และช่วยลดความเสี่ยงในการขาดทุน เมื่อราคาเริ่มกลับตัว
แต่ข้อเสียของ Trailing Stop Loss คือ อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น ถ้าเราตั้ง Trailing Stop Loss ที่แคบเกินไป เพราะราคาอาจจะแกว่งตัวลงมาชน Stop Loss ของเรา แล้วค่อยกลับตัวขึ้นไป ซึ่งเราเรียกสถานการณ์แบบนี้ว่า Whip Saw ดังนั้น เราต้องพิจารณาความผันผวนของราคา และตั้ง Trailing Stop Loss ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในตลาด ผมแนะนำให้ลองฝึกฝนการทำ Trailing Stop Loss ในบัญชี Demo ก่อน เพื่อให้เข้าใจหลักการทำงานของมันอย่างแท้จริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
H3: ถ้าโดน Stop Hunting บ่อยๆ ควรทำอย่างไร?
ถ้าเราโดน Stop Hunting บ่อยๆ แสดงว่าเราอาจจะมีปัญหาในการตั้ง Stop Loss หรือในการวิเคราะห์ตลาด สิ่งแรกที่เราควรทำ คือ การวิเคราะห์ผลการเทรดของเราอย่างละเอียด เพื่อดูว่าเรามีข้อผิดพลาดตรงไหน และเราจะปรับปรุงแก้ไขได้อย่างไร เราอาจจะต้องปรับ Stop Loss ของเราให้กว้างขึ้น หรือเปลี่ยนวิธีการวิเคราะห์ตลาด หรือเปลี่ยน Timeframe ที่เทรด
นอกจากนี้ เรายังควรศึกษาพฤติกรรมของตลาด และพยายามที่จะเข้าใจว่า “เจ้ามือ” คิดอะไรอยู่ “เจ้ามือ” มักจะพยายามที่จะ “ลาก” ราคาไปชน Stop Loss ของเทรดเดอร์รายย่อย ดังนั้น เราต้องระมัดระวัง และพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตั้ง Stop Loss ที่เหมือนคนอื่นๆ และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมีสติในการเทรด และอย่าปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำการตัดสินใจของเรา ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่โดน Stop Hunting บ่อยๆ เพราะความประมาทและความโลภ ดังนั้น จงระมัดระวังและมีสติในการเทรดเสมอครับ
| ปัจจัย | คำแนะนำ |
|---|---|
| Volatility (ความผันผวน) | ใช้ ATR ช่วยวัดความผันผวน ตั้ง Stop Loss ให้กว้างกว่าค่า ATR |
| แนวรับแนวต้าน | หลีกเลี่ยงการตั้ง Stop Loss ใกล้แนวรับแนวต้านมากเกินไป |
| เลขกลม | หลีกเลี่ยงการตั้ง Stop Loss ที่เลขกลม เช่น 1.1000 หรือ 3000 |
| Fibonacci | ใช้ Fibonacci Retracement/Extension ช่วยหาระดับแนวรับแนวต้าน |
| Timeframe | ปรับ Stop Loss ตาม Timeframe ที่เทรด (สั้น -> แคบ, ยาว -> กว้าง) |
| Trailing Stop | ปรับ Stop Loss ตามราคา เพื่อล็อคกำไรและลดความเสี่ยง |
| Cut Loss | อย่ากลัวที่จะ Cut Loss ถ้าการวิเคราะห์ผิดพลาด |
| บันทึกผล | บันทึกและวิเคราะห์ผลการเทรด เพื่อปรับปรุงแก้ไข |
วิธีตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้อง ไม่โดนล่า Stop Hunting 2026
การตั้ง Stop Loss ที่ถูกต้องถือเป็นหัวใจสำคัญของการเทรด Forex และ Gold เลยครับ เพราะมันไม่ใช่แค่การจำกัดความเสี่ยง แต่ยังเป็นการปกป้องเงินทุนของเราจากการผันผวนของตลาดที่คาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลีกเลี่ยงการโดน Stop Hunting ซึ่งเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเจอและรับมือให้ได้ ผมในฐานะที่อยู่ในวงการนี้มา 20 ปี ขอบอกเลยว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่มีหลักการและเทคนิคที่เราสามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์การเทรดและสภาวะตลาดในขณะนั้นได้ครับ
การตั้ง Stop Loss ที่ดีไม่ใช่แค่การสุ่มตัวเลข แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางเทคนิค การเข้าใจพฤติกรรมราคา และการประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสมกับพอร์ตของเรา ลองคิดดูนะ ถ้าเราตั้ง Stop Loss ใกล้เกินไป ราคามีโอกาสที่จะผันผวนมาชน Stop Loss ของเราได้ง่ายๆ ถึงแม้ว่าทิศทางที่เราวิเคราะห์ไว้จะถูกต้องก็ตาม แต่ถ้าเราตั้ง Stop Loss ไกลเกินไป เราก็อาจจะต้องแบกรับความเสี่ยงที่มากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการเทรดของเราได้ ดังนั้นการหาจุดสมดุลที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ
การใช้ ATR (Average True Range) ในการกำหนด Stop Loss
ATR เป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดความผันผวนของราคาในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งเราสามารถนำค่า ATR มาใช้ในการกำหนด Stop Loss ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปแล้ว เราจะคูณค่า ATR ด้วยตัวเลขที่เหมาะสม (เช่น 1.5 หรือ 2) แล้วนำค่าที่ได้มาเป็นระยะห่างของ Stop Loss จากราคาปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ถ้าค่า ATR ของ XAUUSD ใน Timeframe H1 คือ 5 จุด เราอาจจะตั้ง Stop Loss ห่างจากราคาปัจจุบัน 7.5 หรือ 10 จุด ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้
ผมเคยเจอเคสที่เทรดเดอร์หลายคนตั้ง Stop Loss โดยไม่คำนึงถึงความผันผวนของตลาดเลยครับ บางคนตั้ง Stop Loss แค่ 2-3 จุด ซึ่งมันน้อยมากเมื่อเทียบกับความผันผวนของ XAUUSD ในช่วงที่มีข่าวสำคัญ ผลก็คือ Stop Loss โดนชนไปอย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่ทิศทางที่วิเคราะห์ไว้ถูกต้องแล้ว ดังนั้นการใช้ ATR เป็นเครื่องมือช่วยในการกำหนด Stop Loss จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการโดน Stop Hunting ที่ไม่จำเป็นได้ครับ ลองคิดดูนะ ถ้าเราเทรด XAUUSD lot 0.1 ที่ราคา 2350 แล้วตั้ง Stop Loss ที่ 2340 (ห่าง 10 จุด) ในขณะที่ค่า ATR คือ 5 จุด Stop Loss ของเราก็จะค่อนข้างแคบและมีโอกาสโดนชนได้ง่าย แต่ถ้าเราตั้ง Stop Loss ที่ 2335 (ห่าง 15 จุด) โดยอิงจากค่า ATR ที่คูณด้วย 3 Stop Loss ของเราก็จะมีความปลอดภัยมากขึ้นครับ
นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับค่า ATR ที่ใช้ในการกำหนด Stop Loss ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดได้อีกด้วยครับ ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง เราอาจจะต้องเพิ่มค่า ATR ที่ใช้ในการคำนวณ Stop Loss เพื่อให้ Stop Loss ของเรามีความปลอดภัยมากขึ้น แต่ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ เราอาจจะลดค่า ATR ที่ใช้ในการคำนวณ Stop Loss เพื่อให้ Stop Loss ของเรามีความกระชับมากขึ้น การปรับค่า ATR ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดจะช่วยให้เราบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
การใช้ Fibonacci Retracement ร่วมกับ Swing Points
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการหาแนวรับแนวต้านที่สำคัญ โดยเราสามารถใช้ระดับ Fibonacci ร่วมกับ Swing Points (จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของราคา) ในการกำหนด Stop Loss ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ถ้าเรากำลังเทรด Buy และราคามีการย่อตัวลงมาที่ระดับ Fibonacci 61.8% ซึ่งตรงกับ Swing Low ก่อนหน้า เราอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ Swing Low เล็กน้อย เพื่อป้องกันการโดน Stop Hunting
ผมเคยใช้เทคนิคนี้ในการเทรด XAUUSD ตอนปี 2020 ครับ ตอนนั้นผมเห็นว่าราคามีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการย่อตัวลงมาที่ระดับ Fibonacci 50% ซึ่งตรงกับ Swing Low ก่อนหน้า ผมเลยตัดสินใจที่จะเข้า Buy ที่บริเวณนั้น และตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ Swing Low เล็กน้อย ปรากฏว่าราคาได้ดีดตัวขึ้นไปตามที่คาดการณ์ไว้ และผมก็ได้กำไรจากการเทรดครั้งนั้นอย่างงามเลยครับ การใช้ Fibonacci Retracement ร่วมกับ Swing Points จะช่วยให้เรากำหนด Stop Loss ได้อย่างมีเหตุผลและมีความแม่นยำมากขึ้น
การตั้ง Stop Loss โดยอิงจาก Fibonacci Retracement และ Swing Points จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการโดน Stop Hunting ที่เกิดจากการผันผวนของราคาในระยะสั้นได้ครับ เพราะ Stop Loss ของเราจะอยู่ในบริเวณที่มีแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีโอกาสที่ราคาจะเด้งกลับไปในทิศทางที่เราต้องการได้มากกว่า ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด Buy XAUUSD ที่ราคา 2300 โดยราคามีการย่อตัวลงมาที่ระดับ Fibonacci 38.2% ซึ่งตรงกับ Swing Low ที่ราคา 2290 เราอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 2285 (ใต้ Swing Low 5 จุด) เพื่อป้องกันการโดน Stop Hunting
การใช้ Multiple Timeframe Analysis
การวิเคราะห์ Multiple Timeframe คือการวิเคราะห์กราฟราคาในหลาย Timeframe เพื่อหาภาพรวมของแนวโน้มและระดับราคาที่สำคัญ โดยเราสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ Multiple Timeframe มาใช้ในการกำหนด Stop Loss ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรดใน Timeframe H1 เราอาจจะวิเคราะห์กราฟใน Timeframe H4 และ D1 เพื่อหาระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ แล้วนำระดับเหล่านั้นมาใช้ในการกำหนด Stop Loss
ผมมักจะใช้เทคนิคนี้ในการเทรดระยะยาวครับ เพราะมันช่วยให้ผมเห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยให้ผมกำหนด Stop Loss ได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าผมกำลังเทรด Buy ใน Timeframe H1 และผมเห็นว่าใน Timeframe D1 มีแนวรับที่แข็งแกร่งอยู่ที่ราคา 2250 ผมอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 2240 (ต่ำกว่าแนวรับ 10 จุด) เพื่อป้องกันการโดน Stop Hunting ที่เกิดจากการผันผวนของราคาในระยะสั้น
การใช้ Multiple Timeframe Analysis จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการโดน Stop Hunting ที่เกิดจากการที่เรามองข้ามแนวรับแนวต้านที่สำคัญใน Timeframe ที่ใหญ่กว่าได้ครับ เพราะ Stop Loss ของเราจะอยู่ในบริเวณที่มีแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีโอกาสที่ราคาจะเด้งกลับไปในทิศทางที่เราต้องการได้มากกว่า ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด Sell EURUSD ใน Timeframe M15 โดยเราไม่ได้ดู Timeframe H1 เลย ปรากฏว่าใน Timeframe H1 มีแนวรับที่แข็งแกร่งอยู่ที่ราคา 1.0800 และราคาได้ดีดตัวขึ้นจากแนวรับนั้น ทำให้ Stop Loss ของเราโดนชนไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถ้าเราได้วิเคราะห์ Timeframe H1 ก่อน เราก็จะรู้ว่ามีแนวรับที่สำคัญอยู่ที่ราคา 1.0800 และเราอาจจะตั้ง Stop Loss ให้ห่างจากแนวรับนั้นมากขึ้น เพื่อป้องกันการโดน Stop Hunting
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตั้ง Stop Loss
Stop Loss ควรตั้งเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินทุน?
ไม่มีตัวเลขตายตัวครับ! แต่โดยทั่วไปแล้ว เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะกำหนดความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้งไว้ที่ไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินทุน 10,000 USD เราก็ควรจะเสี่ยงไม่เกิน 100-200 USD ต่อการเทรดแต่ละครั้ง การกำหนดความเสี่ยงที่เหมาะสมจะช่วยให้เราบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้เราสูญเสียเงินทุนมากเกินไปในการเทรดเพียงครั้งเดียว ลองคิดดูนะ ถ้าเราเสี่ยง 10% ของเงินทุนต่อการเทรดแต่ละครั้ง แค่เราเทรดพลาด 2-3 ครั้ง เราก็อาจจะสูญเสียเงินทุนไปเกือบหมดแล้ว ดังนั้นการกำหนดความเสี่ยงที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ
ควรเลื่อน Stop Loss ตามราคาหรือไม่?
การเลื่อน Stop Loss ตามราคา หรือที่เรียกว่า “Trailing Stop” เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เราล็อคกำไรและลดความเสี่ยงได้ครับ แต่เราต้องเลื่อน Stop Loss อย่างระมัดระวัง ไม่ควรเลื่อน Stop Loss ใกล้กับราคาปัจจุบันมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ Stop Loss โดนชนไปอย่างง่ายดาย ควรเลื่อน Stop Loss ตาม Swing Points หรือระดับ Fibonacci ที่สำคัญ เพื่อให้ Stop Loss ของเรามีความปลอดภัยมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด Buy และราคามีการปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ เราอาจจะเลื่อน Stop Loss ไปไว้ใต้ Swing Low ล่าสุด หรือที่ระดับ Fibonacci 38.2% ของการปรับตัวขึ้นครั้งล่าสุด
Stop Loss Guarantee คืออะไร และสำคัญอย่างไร?
Stop Loss Guarantee คือบริการที่โบรกเกอร์บางแห่งมีให้ ซึ่งจะช่วยรับประกันว่า Stop Loss ของเราจะถูก Execute ในราคาที่เราตั้งไว้ ถึงแม้ว่าราคาจะมีการ Gap หรือ Slippage ก็ตาม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในช่วงที่มีข่าวสำคัญ หรือในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง เพราะมันช่วยป้องกันไม่ให้เราสูญเสียเงินทุนมากกว่าที่เราตั้งใจไว้ อย่างไรก็ตาม Stop Loss Guarantee มักจะมีเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ ดังนั้นเราควรศึกษาเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมให้ละเอียดก่อนที่จะใช้บริการนี้ครับ
จำเป็นต้องตั้ง Stop Loss ทุกครั้งหรือไม่?
ผมบอกเลยว่า “จำเป็นอย่างยิ่ง” ครับ! การไม่ตั้ง Stop Loss เปรียบเสมือนกับการขับรถโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย มันอาจจะดูไม่จำเป็นในตอนแรก แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา มันอาจจะช่วยชีวิตเราได้ การตั้ง Stop Loss ก็เช่นกัน มันอาจจะดูไม่จำเป็นในการเทรดที่ดูเหมือนจะราบรื่น แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา เช่น มีข่าวร้ายออกมา หรือตลาดมีความผันผวนอย่างรุนแรง มันอาจจะช่วยปกป้องเงินทุนของเราจากการสูญเสียอย่างหนักได้ ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่ประมาทไม่ตั้ง Stop Loss สุดท้ายก็ต้องมาเสียใจภายหลัง เพราะพวกเขาต้องสูญเสียเงินทุนไปเป็นจำนวนมากจากการเทรดเพียงครั้งเดียว ดังนั้นอย่าประมาทและอย่าละเลยการตั้ง Stop Loss นะครับ







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文