บทนำ: Margin Call ภัยร้ายที่เทรดเดอร์ต้องรู้ทัน
สวัสดีครับเพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกคน ผม อ.บอม จาก icafeforex.com ครับ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง Margin Call ซึ่งเป็นเหมือนยาขมหม้อใหญ่ที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเคยลิ้มรส หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาบ้าง ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่เพิ่งเข้าวงการ หรือเป็นมือเก๋าที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วน เรื่องนี้ก็ยังคงสำคัญและมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด
- บทนำ: Margin Call ภัยร้ายที่เทรดเดอร์ต้องรู้ทัน
- พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Margin Call ที่เทรดเดอร์ต้องเข้าใจ
- วิธีใช้งานจริง: ป้องกัน Margin Call อย่างมืออาชีพ
- เทคนิคขั้นสูงในการป้องกัน Margin Call
- เปรียบเทียบเครื่องมือและวิธีการป้องกัน Margin Call
- ข้อควรระวังในการเทรดเพื่อป้องกัน Margin Call
- ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
- เครื่องมือแนะนำเพื่อป้องกัน Margin Call
- Case Study จาก อ.บอม
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Margin Call
- สรุป
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
- FAQ เพิ่ม 4 ข้อ
- ทำความเข้าใจ Margin Level: เกราะป้องกันพอร์ตของคุณ
- กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงขั้นสูง: ป้องกัน Margin Call อย่างมืออาชีพ
- Case Study เจาะลึก: วิเคราะห์สถานการณ์ Margin Call จริง
Margin Call คืออะไร? พูดง่ายๆ มันคือสัญญาณเตือนภัยว่าเงินในบัญชีของคุณกำลังจะหมดหน้าตักแล้วนะ! ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง พอร์ตของคุณอาจจะถูกโบรกเกอร์บังคับปิดออเดอร์เพื่อรักษาสภาพคล่อง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตลาดผันผวนมากๆ อย่างตอนที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือตอนที่ธนาคาร SVB ล้มเมื่อปีที่แล้ว ผมเห็นพอร์ตของเพื่อนๆ หลายคนระเบิดเป็นจุล เพราะประมาทเรื่อง Margin Call นี่แหละครับ
จากประสบการณ์ 20 ปีในวงการ Forex และ Gold ผมกล้าพูดเลยว่า Margin Call คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ล้มเหลว มีสถิติที่น่าตกใจว่ากว่า 90% ของเทรดเดอร์เสียเงินในตลาดนี้ และ Margin Call ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในสถิตินี้ ลองคิดดูนะ ถ้าคุณเทรด XAUUSD (ทองคำ) ด้วย lot 0.1 ที่ราคา 2,000 เหรียญ โดยมีเงินในบัญชีแค่ 500 เหรียญ แล้วตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1,990 เหรียญ (SL 10 เหรียญ) ถ้าทองคำร่วงลงมาถึง SL คุณจะเสียเงิน 100 เหรียญ (10 เหรียญ x 0.1 lot x 100) แต่ถ้าคุณไม่ได้ตั้ง SL หรือตั้ง SL ไว้ไกลมากๆ แล้วทองคำร่วงลงไปถึง 1,950 เหรียญ พอร์ตของคุณก็อาจจะโดน Margin Call ได้เลย เพราะเงินในบัญชีไม่พอที่จะรักษาสถานะการเทรดไว้ได้
ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกทุกแง่มุมของ Margin Call ตั้งแต่ความหมายพื้นฐาน วิธีคำนวณ ไปจนถึงเทคนิคการป้องกันไม่ให้โดน Margin Call แบบหมดเปลือก ผมจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอด 20 ปี เพื่อให้คุณเข้าใจและรับมือกับ Margin Call ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะเทรดได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นแน่นอนครับ
พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Margin Call ที่เทรดเดอร์ต้องเข้าใจ
Margin คืออะไร? ทำไมต้องมี Margin
Margin ในโลกของการเทรด Forex และ Gold ไม่ใช่ “กำไร” อย่างที่หลายคนเข้าใจนะครับ แต่ Margin คือ “เงินประกัน” ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากเรา เพื่อให้เราสามารถเปิดออเดอร์เทรดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราใช้ Leverage ซึ่งเป็นเหมือนดาบสองคมที่ช่วยให้เราทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นด้วย
ลองจินตนาการว่าคุณต้องการซื้อทองคำมูลค่า 2,000 เหรียญ แต่คุณมีเงินในบัญชีแค่ 200 เหรียญ ถ้าไม่มี Leverage คุณก็ไม่สามารถซื้อทองคำได้ แต่ถ้าโบรกเกอร์ให้ Leverage 1:10 คุณก็สามารถใช้เงิน 200 เหรียญของคุณ “ค้ำประกัน” เพื่อซื้อทองคำมูลค่า 2,000 เหรียญได้ โดยเงิน 200 เหรียญนี้แหละครับคือ Margin ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ
Margin มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยให้โบรกเกอร์มั่นใจได้ว่าคุณมีความสามารถในการชำระหนี้ หากการเทรดของคุณเกิดผิดพลาด และราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคาดการณ์ไว้ ถ้าคุณไม่มี Margin หรือ Margin ไม่เพียงพอ โบรกเกอร์ก็จะไม่ให้คุณเปิดออเดอร์ หรืออาจจะบังคับปิดออเดอร์ของคุณเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเทรด EURUSD ด้วย lot 0.1 โดยใช้ Leverage 1:100 และ Margin ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บคือ 1% นั่นหมายความว่าคุณต้องมี Margin อย่างน้อย 100 ยูโร (หรือประมาณ 110 ดอลลาร์) เพื่อเปิดออเดอร์นี้ได้ ถ้าคุณมีเงินในบัญชีน้อยกว่า 110 ดอลลาร์ คุณก็จะไม่สามารถเปิดออเดอร์นี้ได้ หรือถ้าคุณเปิดออเดอร์ไปแล้ว แต่ราคา EURUSD ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ Equity (เงินทุน) ในบัญชีของคุณลดลงต่ำกว่า Margin ที่ต้องการ โบรกเกอร์ก็จะส่งสัญญาณเตือน Margin Call มาให้คุณ
Free Margin และ Margin Level คืออะไร?
เมื่อเราเข้าใจความหมายของ Margin แล้ว เราต้องทำความเข้าใจอีกสองคำศัพท์ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ Free Margin และ Margin Level สองสิ่งนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บอกสถานะความเสี่ยงของพอร์ตเรา และช่วยให้เราประเมินได้ว่าเราใกล้จะโดน Margin Call หรือยัง
Free Margin คือ “เงินทุนที่เหลือ” ในบัญชีของเรา หลังจากหัก Margin ที่ใช้ไปแล้ว พูดง่ายๆ คือเป็นเงินที่เราสามารถใช้เปิดออเดอร์ใหม่ได้ หรือใช้เพื่อรักษาสถานะออเดอร์เดิมได้ ถ้า Free Margin ของเรามีค่าเป็นบวก แสดงว่าเรายังมีเงินเหลือพอที่จะรับความเสี่ยงได้ แต่ถ้า Free Margin ของเรามีค่าเป็นลบ แสดงว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย และอาจจะโดน Margin Call ได้ทุกเมื่อ
Margin Level คือ “อัตราส่วน” ระหว่าง Equity (เงินทุนทั้งหมด) กับ Margin ที่ใช้ไป โดยปกติแล้วจะแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ (%). Margin Level เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญว่าพอร์ตของเรามีความแข็งแกร่งแค่ไหนในการรับมือกับความผันผวนของตลาด ยิ่ง Margin Level สูง แสดงว่าพอร์ตของเรายิ่งแข็งแกร่ง และมีโอกาสน้อยที่จะโดน Margin Call
โดยทั่วไปแล้ว โบรกเกอร์แต่ละรายจะมี Margin Call Level และ Stop Out Level ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น โบรกเกอร์ A อาจจะมี Margin Call Level ที่ 100% และ Stop Out Level ที่ 50% นั่นหมายความว่า ถ้า Margin Level ของคุณลดลงต่ำกว่า 100% โบรกเกอร์จะส่งสัญญาณเตือน Margin Call มาให้คุณ และถ้า Margin Level ของคุณลดลงต่ำกว่า 50% โบรกเกอร์จะบังคับปิดออเดอร์ที่ขาดทุนมากที่สุดของคุณ เพื่อรักษาสภาพคล่องของบัญชี
ดังนั้น การติดตาม Free Margin และ Margin Level อย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน เราต้องคอยตรวจสอบว่า Free Margin ของเรามีค่าเป็นบวกเสมอ และ Margin Level ของเราอยู่ในระดับที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้โดน Margin Call และรักษาสภาพคล่องของพอร์ตของเราไว้
Leverage มีผลต่อ Margin Call อย่างไร?
Leverage คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สามารถช่วยให้เราทำกำไรได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในการโดน Margin Call ด้วยเช่นกัน การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง Leverage กับ Margin Call จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน
Leverage คือ “อัตราส่วน” ที่โบรกเกอร์ให้เรายืมเงิน เพื่อให้เราสามารถเปิดออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเงินทุนที่เรามีอยู่ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ Leverage 1:100 นั่นหมายความว่าเราสามารถเปิดออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเงินทุนของเราถึง 100 เท่า
Leverage ช่วยให้เราทำกำไรได้มากขึ้น เพราะเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้ กำไรที่เราได้รับก็จะเพิ่มขึ้นตามอัตราส่วนของ Leverage แต่ในทางกลับกัน ถ้าราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เราคาดการณ์ไว้ ขาดทุนที่เราได้รับก็จะเพิ่มขึ้นตามอัตราส่วนของ Leverage ด้วยเช่นกัน
Leverage มีผลต่อ Margin Call โดยตรง เพราะยิ่งเราใช้ Leverage สูงเท่าไหร่ Margin ที่เราต้องใช้ในการเปิดออเดอร์ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น นั่นหมายความว่าเราสามารถเปิดออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ด้วยเงินทุนที่เท่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงในการโดน Margin Call ก็จะสูงขึ้นด้วย เพราะเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เราคาดการณ์ไว้ Equity ในบัญชีของเราก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว และมีโอกาสที่จะลดลงต่ำกว่า Margin Call Level ได้ง่ายขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินในบัญชี 1,000 เหรียญ และเราเทรด EURUSD ด้วย lot 0.1 โดยใช้ Leverage 1:100 Margin ที่เราต้องใช้ในการเปิดออเดอร์นี้คือประมาณ 100 เหรียญ นั่นหมายความว่าเรายังมี Free Margin เหลืออยู่ 900 เหรียญ แต่ถ้าเราใช้ Leverage 1:500 Margin ที่เราต้องใช้ในการเปิดออเดอร์นี้จะลดลงเหลือเพียง 20 เหรียญ นั่นหมายความว่าเราจะมี Free Margin เหลืออยู่ถึง 980 เหรียญ ซึ่งดูเหมือนว่าเราจะมีความเสี่ยงน้อยลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเสี่ยงในการโดน Margin Call กลับสูงขึ้น เพราะถ้า EURUSD เคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เราคาดการณ์ไว้ Equity ในบัญชีของเราจะลดลงอย่างรวดเร็ว และมีโอกาสที่จะลดลงต่ำกว่า Margin Call Level ได้ง่ายขึ้น
วิธีใช้งานจริง: ป้องกัน Margin Call อย่างมืออาชีพ
หลังจากที่เราเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ Margin Call กันไปแล้ว ทีนี้เราจะมาดูวิธีการใช้งานจริง เพื่อป้องกันไม่ให้โดน Margin Call อย่างมืออาชีพ ผมจะสรุปเป็นตารางเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น พร้อมยกตัวอย่างการคำนวณ Lot Size และ Stop Loss ที่เหมาะสม
| วิธีป้องกัน Margin Call | คำอธิบาย | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| 1. คำนวณ Lot Size ที่เหมาะสม | กำหนดขนาด Lot Size ให้สอดคล้องกับเงินทุนและความเสี่ยงที่รับได้ | ถ้ามีเงิน 1,000 เหรียญ และรับความเสี่ยงได้ไม่เกิน 2% ต่อการเทรด ให้เทรด XAUUSD (ทองคำ) lot 0.01 โดยตั้ง Stop Loss ไม่เกิน 200 จุด (2 เหรียญ) |
| 2. ตั้ง Stop Loss เสมอ | กำหนดจุด Stop Loss ที่ชัดเจน เพื่อจำกัดความเสี่ยง | เทรด EURUSD ที่ 1.1000 ตั้ง Stop Loss ที่ 1.0950 (50 จุด) เพื่อจำกัดความเสี่ยง หากราคาเคลื่อนที่ผิดทาง |
| 3. บริหารจัดการ Leverage อย่างระมัดระวัง | เลือก Leverage ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่รับได้ | มือใหม่ควรใช้ Leverage ต่ำ (เช่น 1:20 หรือ 1:50) เพื่อลดความเสี่ยงในการโดน Margin Call |
| 4. ติดตาม Free Margin และ Margin Level อย่างใกล้ชิด | ตรวจสอบสถานะบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่า Margin Level อยู่ในระดับที่ปลอดภัย | ตั้งค่าการแจ้งเตือน Margin Call ในแพลตฟอร์มเทรด เพื่อให้ทราบเมื่อ Margin Level ลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด |
| 5. ใช้ Money Management ที่ดี | แบ่งเงินทุนออกเป็นส่วนๆ และไม่เทรดด้วยเงินทั้งหมดในครั้งเดียว | แบ่งเงินทุน 1,000 เหรียญ ออกเป็น 10 ส่วน และเทรดเพียงส่วนเดียว (100 เหรียญ) ในแต่ละครั้ง |
| 6. หลีกเลี่ยงการ Overtrade | ไม่เปิดออเดอร์มากเกินไป จนเกินกำลังที่เงินทุนจะรับได้ | จำกัดจำนวนออเดอร์ที่เปิดพร้อมกัน ไม่เกิน 2-3 ออเดอร์ เพื่อลดความเสี่ยงในการโดน Margin Call |
| 7. เข้าใจสภาวะตลาด | วิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยที่มีผลต่อราคา ก่อนตัดสินใจเทรด | หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวสำคัญ หรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง หากไม่มั่นใจ |
นอกจากตารางข้างต้นแล้ว ผมยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมที่อยากจะฝากไว้ครับ
“การป้องกัน Margin Call ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิค แต่เป็นเรื่องของ Mindset ด้วย คุณต้องมีวินัยในการเทรด วางแผนการเทรดอย่างรอบคอบ และควบคุมอารมณ์ให้ได้ ที่สำคัญคือ อย่าโลภ! อย่าพยายามทำกำไรมากเกินไปในครั้งเดียว เพราะนั่นอาจจะนำไปสู่ความประมาท และทำให้คุณโดน Margin Call ได้ในที่สุด”
ตัวอย่างการคำนวณ Lot Size และ Stop Loss: สมมติว่าคุณมีเงินในบัญชี 500 เหรียญ และต้องการเทรด XAUUSD (ทองคำ) โดยรับความเสี่ยงได้ไม่เกิน 2% ต่อการเทรด นั่นหมายความว่าคุณสามารถเสี่ยงได้สูงสุด 10 เหรียญ (500 x 0.02 = 10) ถ้าคุณตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 100 จุด (1 เหรียญ) คุณควรเทรดด้วย Lot Size ไม่เกิน 0.01 (10 เหรียญ / 1 เหรียญ = 10 จุด = 0.01 Lot) ถ้าคุณต้องการเทรดด้วย Lot Size ที่ใหญ่ขึ้น คุณจะต้องลด Stop Loss ให้แคบลง หรือเพิ่มเงินทุนในบัญชีของคุณ
การป้องกัน Margin Call เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนและพัฒนาอยู่เสมอ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่ถ้าคุณนำวิธีการที่ผมแนะนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ ผมเชื่อว่าคุณจะสามารถลดความเสี่ยงในการโดน Margin Call และประสบความสำเร็จในตลาด Forex และ Gold ได้อย่างแน่นอนครับ
เทคนิคขั้นสูงในการป้องกัน Margin Call
การใช้ Fibonacci Retracement เพื่อหาแนวรับแนวต้าน
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งช่วยให้เราสามารถระบุระดับแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อราคามีการปรับตัว การเข้าใจระดับเหล่านี้ จะช่วยให้เราวาง Stop Loss ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดโอกาสที่จะโดน Margin Call โดยไม่จำเป็น
หลักการของ Fibonacci Retracement คือการใช้สัดส่วน Fibonacci (23.6%, 38.2%, 50%, 61.8%, และ 100%) เพื่อคาดการณ์ระดับที่ราคาอาจจะกลับตัวหลังจากที่มีการเคลื่อนที่อย่างมีนัยสำคัญ วิธีการใช้งานคือ ลาก Fibonacci จากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุด (หรือจากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุด ในกรณีที่เป็นแนวโน้มขาลง) บนกราฟราคา
ตัวอย่างเช่น หากเราเทรด EURUSD และสังเกตว่าราคาได้ปรับตัวขึ้นจาก 1.0500 ไปยัง 1.1000 เราสามารถลาก Fibonacci จาก 1.0500 ไปยัง 1.1000 ระดับ Fibonacci ต่างๆ จะแสดงระดับแนวรับที่เป็นไปได้ หากราคาเริ่มปรับตัวลงจาก 1.1000 เราอาจพิจารณาตั้ง Stop Loss ที่ต่ำกว่าระดับ 38.2% Fibonacci Retracement (เช่น ที่ 1.0800) เพื่อป้องกันการขาดทุนที่มากเกินไป หากราคาปรับตัวลงต่ำกว่าระดับนี้
ผมเคยเจอเคสที่เทรดทองคำ XAUUSD ตอนปี 2022 ตอนนั้นราคาทองคำผันผวนมาก ผมใช้ Fibonacci Retracement ช่วยในการวางแผนเทรด โดยลากจากจุดต่ำสุดไปจุดสูงสุดของ swing ก่อนหน้า แล้วตั้ง Stop Loss เผื่อไว้ใต้ระดับ 61.8% ปรากฏว่าราคามีการย่อลงมาทดสอบระดับนั้นจริงๆ แต่ไม่หลุด ทำให้ผมรอดจากการโดน Stop Loss และสุดท้ายราคาก็กลับขึ้นไปทำกำไรได้ตามเป้าหมาย
การใช้ RSI (Relative Strength Index) เพื่อประเมินสภาวะตลาด
RSI เป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มราคา โดยแสดงเป็นค่าระหว่าง 0 ถึง 100 ค่าที่สูงกว่า 70 บ่งบอกถึงสภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) ในขณะที่ค่าที่ต่ำกว่า 30 บ่งบอกถึงสภาวะ Oversold (ขายมากเกินไป) การใช้ RSI ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ สามารถช่วยให้เราตัดสินใจได้แม่นยำยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงในการเทรด
เมื่อ RSI เข้าใกล้ระดับ Overbought เราอาจพิจารณาลดขนาด Lot หรือปิดสถานะ Long เพื่อลดความเสี่ยง ในทางกลับกัน เมื่อ RSI เข้าใกล้ระดับ Oversold เราอาจพิจารณาเพิ่มขนาด Lot หรือเปิดสถานะ Long หากเราเชื่อว่าราคาจะกลับตัวขึ้น
สมมติว่าเราเทรด GBPUSD และสังเกตว่า RSI ได้ขึ้นไปสูงถึง 80 ซึ่งบ่งบอกถึงสภาวะ Overbought เราอาจพิจารณาปิดสถานะ Long ที่มีอยู่ หรือเปิดสถานะ Short ขนาดเล็ก เพื่อป้องกันความเสี่ยง หากราคาเริ่มปรับตัวลง เราอาจเพิ่มขนาดสถานะ Short เพื่อทำกำไรจากแนวโน้มขาลงที่อาจเกิดขึ้น
ผมเคยใช้ RSI ช่วยในการตัดสินใจเทรดคู่เงิน AUDUSD ตอนที่ค่า RSI ขึ้นไปแตะ 85 ผมรู้เลยว่าตลาด Overbought มากๆ ผมเลยตัดสินใจปิดสถานะ Long ที่ถืออยู่ และรอจังหวะเปิด Short ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน ราคาก็ปรับตัวลงจริงๆ ทำให้ผมทำกำไรได้ค่อนข้างเยอะเลยครับ
การใช้ Hedging เพื่อป้องกันความเสี่ยง
Hedging คือการเปิดสถานะตรงข้ามกับสถานะที่เรามีอยู่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา วิธีนี้สามารถช่วยลดผลกระทบจากการขาดทุน หากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ไม่เป็นใจ
ตัวอย่างเช่น หากเรามีสถานะ Long ใน XAUUSD และกังวลว่าราคาอาจปรับตัวลง เราสามารถเปิดสถานะ Short ใน XAUUSD ในขนาด Lot ที่เท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยง หากราคาปรับตัวลง สถานะ Short จะทำกำไรมาชดเชยการขาดทุนของสถานะ Long ในทางกลับกัน หากราคาปรับตัวขึ้น สถานะ Long จะทำกำไรมาชดเชยการขาดทุนของสถานะ Short
ข้อควรระวังในการใช้ Hedging คือ เราจะต้องจ่ายค่า Swap ทั้งสองสถานะ (Long และ Short) ซึ่งอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ หากเราไม่สามารถบริหารจัดการสถานะ Hedging ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจทำให้เราขาดทุนมากขึ้น
ผมเคยใช้ Hedging ตอนที่เทรด USDJPY ช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ ผมเปิด Long ไว้ก่อนข่าวออก แต่ก็ไม่มั่นใจว่าข่าวจะออกมาดีหรือไม่ดี ผมเลยเปิด Short Hedging ไว้ด้วย ปรากฏว่าข่าวออกมาไม่ดี ทำให้ราคา USDJPY ร่วงลง แต่ผมก็ไม่ขาดทุนมาก เพราะสถานะ Short ช่วยชดเชยไว้ได้ หลังจากนั้นผมก็ค่อยๆ ปิดสถานะ Hedging และรอจังหวะเข้าเทรดใหม่
เปรียบเทียบเครื่องมือและวิธีการป้องกัน Margin Call
| เครื่องมือ/วิธีการ | ข้อดี | ข้อเสีย | ระดับความยาก | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|---|
| Stop Loss | จำกัดการขาดทุน, ใช้งานง่าย | อาจถูก Stop Loss ก่อนที่ราคาจะกลับตัว | ง่าย | ผู้เริ่มต้นและผู้มีประสบการณ์ |
| การคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสม | ลดความเสี่ยง, ช่วยให้เทรดได้อย่างสบายใจ | ต้องใช้เวลาในการคำนวณ | ปานกลาง | ผู้เริ่มต้นและผู้มีประสบการณ์ |
| การติดตามข่าวสารและปฏิทินเศรษฐกิจ | ช่วยให้หลีกเลี่ยงความผันผวนที่ไม่คาดคิด | ต้องใช้เวลาในการติดตามข่าวสาร | ปานกลาง | ผู้มีประสบการณ์ |
| Fibonacci Retracement | ช่วยหาระดับแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น | ต้องมีความรู้พื้นฐานในการวิเคราะห์ทางเทคนิค | ยาก | ผู้มีประสบการณ์ |
| RSI (Relative Strength Index) | ช่วยประเมินสภาวะตลาด Overbought/Oversold | ต้องมีความรู้พื้นฐานในการวิเคราะห์ทางเทคนิค | ปานกลาง | ผู้มีประสบการณ์ |
| Hedging | ป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา | ต้องจ่ายค่า Swap, อาจทำให้ขาดทุนมากขึ้นหากบริหารจัดการไม่ดี | ยาก | ผู้มีประสบการณ์ |
| สถานการณ์ | วิธีการป้องกัน Margin Call ที่เหมาะสม | เหตุผล |
|---|---|---|
| เทรดเดอร์มือใหม่ | Stop Loss, การคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสม | ใช้งานง่าย, ช่วยลดความเสี่ยงพื้นฐาน |
| เทรดเดอร์ที่ต้องการความเสี่ยงต่ำ | Stop Loss ที่เข้มงวด, การคำนวณ Lot Size ที่อนุรักษ์นิยม | เน้นการป้องกันการขาดทุนมากกว่าการทำกำไร |
| เทรดเดอร์ที่รับความเสี่ยงได้สูง | Hedging, การใช้ Leverage ที่สูงขึ้น | สามารถทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น |
| ตลาดมีความผันผวนสูง | Hedging, ลดขนาด Lot, หลีกเลี่ยงการเทรด | ป้องกันการขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่คาดคิด |
| มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ | หลีกเลี่ยงการเทรดก่อนและหลังข่าว, ปรับ Stop Loss ให้กว้างขึ้น | ป้องกันการขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง |
ข้อควรระวังในการเทรดเพื่อป้องกัน Margin Call
คำเตือน: การเทรด Forex/Gold มีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ การป้องกัน Margin Call เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงเท่านั้น
- อย่าเทรดด้วยเงินทั้งหมดที่มี: แบ่งเงินทุนออกเป็นส่วนๆ และใช้เงินเพียงส่วนน้อยในการเทรดแต่ละครั้ง
- อย่า Overtrade: เทรดเฉพาะเมื่อมีโอกาสที่ชัดเจนเท่านั้น อย่าเทรดเพราะความอยากหรือความเบื่อ
- อย่าใช้ Leverage มากเกินไป: Leverage สูงสามารถเพิ่มกำไรได้ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนด้วย
- อย่าละเลยการตั้ง Stop Loss: Stop Loss เป็นเครื่องมือสำคัญในการจำกัดการขาดทุน
- อย่าโลภ: ตั้งเป้าหมายกำไรที่เป็นจริง และอย่าพยายามทำกำไรมากเกินไปในครั้งเดียว
- อย่ากลัว: หากมีสัญญาณที่ชัดเจนว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ อย่าลังเลที่จะเข้าเทรด
- อย่าปล่อยให้ขาดทุนลุกลาม: หากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้ ให้ตัดขาดทุนทันที
- อย่าแก้แค้นตลาด: หากขาดทุน อย่าพยายามทำกำไรคืนทันที ให้พักผ่อนและกลับมาเทรดใหม่ในวันหลัง
- อย่าเชื่อคนอื่นง่ายๆ: ทำการวิเคราะห์ด้วยตัวเอง และอย่าเชื่อคำแนะนำจากคนอื่นโดยไม่ตรวจสอบ
- เรียนรู้อยู่เสมอ: ตลาด Forex/Gold มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดอยู่เสมอ
ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
ผมเคยเจอสถานการณ์ Margin Call เฉียดฉิวมาหลายครั้งครับ จะมาเล่าให้ฟังเป็นอุทาหรณ์
สถานการณ์ที่ 1: เทรด EURUSD ช่วง Brexit
ตอนนั้นปี 2016 ช่วงที่มีการลงประชามติ Brexit ผมมองว่า GBP อ่อนค่าแน่ๆ เลยเปิด Short GBPUSD ไป Lot 1 ที่ราคา 1.5000 โดยมีเงินในบัญชีประมาณ $5,000 ผมไม่ได้ตั้ง Stop Loss เพราะมั่นใจมาก ปรากฏว่าผลประชามติออกมาว่าอังกฤษออกจาก EU จริงๆ แต่กราฟกลับวิ่งขึ้นไปก่อนอย่างรุนแรง (Spike) ไปถึง 1.5050 (500 pips) ทำให้ผมขาดทุนไป -$5,000 (1 Lot x 500 pips x $10) บัญชีผมเกือบโดน Margin Call ดีที่กราฟกลับตัวลงมาอย่างรวดเร็ว และผมปิดทำกำไรได้ที่ 1.4800 ได้กำไรมา $2,000 (200 pips) รอดไปหวุดหวิด เหตุการณ์นี้สอนให้ผมรู้ว่า “อย่ามั่นใจอะไรมากเกินไป และต้องตั้ง Stop Loss เสมอ” ถึงมั่นใจแค่ไหนก็ต้อง SL!
สถานการณ์ที่ 2: เทรด XAUUSD ตามข่าว FOMC
ผมเทรดทองคำ XAUUSD lot 0.5 ที่ราคา 1800 ช่วงที่มีข่าว FOMC ผมคาดว่าถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองคำจะร่วง ผมเลยเปิด Short ไป ปรากฏว่า Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ผมตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1810 (100 pips) แต่ราคา Gap ขึ้นไปถึง 1820 ทำให้ผมโดน Stop Loss Slippage ขาดทุนไป -$1,000 (0.5 Lot x 200 pips x $10) แถมราคายังขึ้นต่อไปอีก ทำให้ผมเสียโอกาสในการทำกำไร เหตุการณ์นี้สอนให้ผมรู้ว่า “ช่วงข่าวแรงๆ ควรหลีกเลี่ยงการเทรด หรือไม่ก็ต้องเผื่อ Stop Loss ให้กว้างขึ้น”
สถานการณ์ที่ 3: เทรด AUDUSD สวนเทรนด์
ผมเห็นว่า AUDUSD เป็นเทรนด์ขาขึ้นมาหลายวันแล้ว ผมคิดว่ามันน่าจะมีการพักตัวบ้าง ผมเลยเปิด Short สวนเทรนด์ไป Lot 0.2 ที่ราคา 0.7000 โดยไม่ได้วิเคราะห์อะไรมาก ปรากฏว่าราคายังคงขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ผมเริ่มใจไม่ดี แต่ก็ยังดื้อดึงไม่ยอมตัดขาดทุน จนราคาขึ้นไปถึง 0.7050 (500 pips) ทำให้ผมขาดทุนไป -$1,000 (0.2 Lot x 500 pips x $10) ตอนนั้นผมเริ่มเครียดมาก เพราะเงินในบัญชีเหลือน้อยแล้ว ผมเลยตัดสินใจตัดขาดทุน และกลับไปวิเคราะห์ใหม่ เหตุการณ์นี้สอนให้ผมรู้ว่า “อย่าสวนเทรนด์โดยไม่มีเหตุผล และต้องตัดขาดทุนเมื่อผิดทาง”
จากประสบการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมา ผมหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ นักเทรดทุกท่านนะครับ การป้องกัน Margin Call เป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอครับ
เครื่องมือแนะนำเพื่อป้องกัน Margin Call
เครื่องคำนวณ Margin
เครื่องคำนวณ Margin เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์ประเมินความเสี่ยงและวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลักการทำงานคือการคำนวณจำนวนเงิน Margin ที่ต้องใช้ในการเปิดออเดอร์ โดยพิจารณาจาก Leverage, ขนาด Lot และราคาปัจจุบันของสินทรัพย์ที่เทรด
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการเทรด EURUSD ที่ราคา 1.1000 ด้วย Lot size 0.1 และ Leverage 1:100 เครื่องคำนวณ Margin จะแสดงให้เห็นว่าคุณต้องใช้ Margin ประมาณ 110 USD ในการเปิดออเดอร์นี้ การทราบจำนวน Margin ที่ต้องใช้จะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการใช้ Leverage ที่สูงเกินไปจนนำไปสู่ Margin Call ได้
นอกจากนี้ เครื่องคำนวณ Margin ยังช่วยให้คุณสามารถประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง Leverage ต่อความเสี่ยงในการเทรดได้อีกด้วย ลองจินตนาการว่าคุณลด Leverage จาก 1:100 เป็น 1:50 เครื่องคำนวณ Margin จะแสดงให้เห็นว่าคุณต้องใช้ Margin เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในการเปิดออเดอร์เดิม ซึ่งจะช่วยให้คุณตระหนักถึงความเสี่ยงที่ลดลงจากการใช้ Leverage ที่ต่ำลง
Stop Loss Order
Stop Loss Order คือคำสั่งที่ใช้ในการปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการคาดการณ์ของคุณ การตั้ง Stop Loss เป็นเครื่องมือสำคัญในการจำกัดความเสี่ยงและป้องกัน Margin Call เพราะจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมจำนวนเงินที่คุณจะเสียในการเทรดแต่ละครั้งได้
สมมติว่าคุณเปิดออเดอร์ Buy ใน XAUUSD (ทองคำ) ที่ราคา 2350 USD โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 2340 USD หากราคาลดลงมาถึง 2340 USD ออเดอร์ของคุณจะถูกปิดโดยอัตโนมัติ ทำให้คุณเสียเงินเพียง 10 USD ต่อ Lot ที่เทรด (ไม่รวมค่า Spread และ Commission) การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณสามารถจำกัดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากเกินไปจนนำไปสู่ Margin Call
การกำหนด Stop Loss ที่ดีนั้นไม่ใช่แค่การตั้งตัวเลขสุ่มๆ แต่ต้องพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความผันผวนของตลาด ระดับแนวรับแนวต้าน และสไตล์การเทรดของคุณ หากคุณเป็น Scalper อาจจะตั้ง Stop Loss ที่ค่อนข้างแคบ ในขณะที่ Swing Trader อาจจะตั้ง Stop Loss ที่กว้างกว่าเพื่อให้มีพื้นที่ให้ราคาแกว่งตัวได้
Alert แจ้งเตือน
Alert แจ้งเตือนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณติดตามความเคลื่อนไหวของราคาและสถานะบัญชีของคุณได้อย่างใกล้ชิด โดยคุณสามารถตั้งค่าให้ระบบส่งการแจ้งเตือนเมื่อราคาถึงระดับที่คุณต้องการ หรือเมื่อ Equity ของคุณลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด
ลองคิดดูว่าคุณตั้ง Alert แจ้งเตือนเมื่อ Equity ของคุณลดลงเหลือ 50% ของเงินทุนเริ่มต้น เมื่อคุณได้รับการแจ้งเตือน คุณจะสามารถเข้าไปตรวจสอบสถานะบัญชีของคุณและตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป เช่น ปิดออเดอร์บางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง หรือเติมเงินเข้าบัญชีเพื่อรักษาระดับ Margin ไว้
นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ Alert แจ้งเตือนเพื่อติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น หากคุณเทรด GBPUSD คุณอาจจะตั้ง Alert แจ้งเตือนเมื่อมีการประกาศตัวเลข GDP ของสหราชอาณาจักร เพื่อให้คุณสามารถตอบสนองต่อข่าวได้อย่างรวดเร็ว
Case Study จาก อ.บอม
ผมเคยเจอเคสที่น่าสนใจมากๆ ตอนปี 2018 ครับ ลูกศิษย์คนหนึ่งของผมชื่อคุณเอ เทรดทองคำ (XAUUSD) โดยใช้ Leverage สูงถึง 1:200 ด้วยความมั่นใจว่ากราฟจะขึ้น เขาเปิดออเดอร์ Buy ขนาด 2 Lot ที่ราคา 1200 USD โดยไม่ได้ตั้ง Stop Loss เพราะคิดว่า “เดี๋ยวราคาก็กลับมา” (ซึ่งเป็นความคิดที่อันตรายมากๆ)
ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน ราคาทองคำร่วงลงอย่างรวดเร็ว จาก 1200 USD ลงไปถึง 1180 USD ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ Equity ในบัญชีของคุณเอลดลงอย่างน่าตกใจ จาก 10,000 USD เหลือเพียง 2,000 USD เท่านั้น เนื่องจากไม่ได้ตั้ง Stop Loss ไว้ ทำให้ขาดทุนไปถึง 4,000 USD (2 Lot x 20 USD x 100 pip) และ Margin Level เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่คุณเอได้รับการแจ้งเตือน Margin Call จากโบรกเกอร์ และรีบโทรมาปรึกษาผมทันที ผมแนะนำให้เขารีบปิดออเดอร์ทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้โดน Stop Out ซึ่งจะทำให้เขาเสียเงินทั้งหมดในบัญชี คุณเอเชื่อฟังและทำตามคำแนะนำของผม ทำให้เขารอดพ้นจาก Margin Call ไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเขาขาดทุนไปเยอะมาก
จากเหตุการณ์นี้ คุณเอได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและการใช้ Leverage ที่เหมาะสม เขาเริ่มศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างจริงจัง และฝึกฝนการตั้ง Stop Loss อย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้น เขาก็สามารถกลับมาเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน
สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำจาก Case Study นี้ก็คือ การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด Forex/Gold ไม่ว่าคุณจะมีความรู้หรือประสบการณ์มากแค่ไหนก็ตาม หากคุณไม่รู้จักบริหารความเสี่ยง คุณก็มีโอกาสที่จะสูญเสียเงินทั้งหมดได้เสมอ การตั้ง Stop Loss, การใช้ Leverage ที่เหมาะสม และการติดตามสถานะบัญชีอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งที่คุณต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกัน Margin Call และรักษาเงินทุนของคุณไว้
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Margin Call
Margin Level คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?
Margin Level คือ อัตราส่วนระหว่าง Equity (เงินทุนคงเหลือในบัญชี) กับ Used Margin (เงินทุนที่ใช้ไปในการเปิดออเดอร์) โดยแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ Margin Level เป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่แสดงถึงความสามารถในการรักษาสถานะของออเดอร์ที่เปิดอยู่ หาก Margin Level ลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด (เช่น 100% หรือ 50% ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์) คุณอาจจะได้รับ Margin Call หรือ Stop Out
Margin Level ที่สูงแสดงว่าคุณมีเงินทุนคงเหลือในบัญชีมากพอที่จะรองรับความผันผวนของราคาได้ ในขณะที่ Margin Level ที่ต่ำแสดงว่าคุณมีความเสี่ยงสูงที่จะโดน Margin Call หรือ Stop Out การรักษา Margin Level ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและป้องกันการสูญเสียเงินทุน
Margin Call เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโดน Margin Call?
Margin Call เกิดขึ้นเมื่อ Equity ในบัญชีของคุณลดลงต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ โดยทั่วไปแล้ว โบรกเกอร์จะส่งสัญญาณเตือน (Margin Call) เมื่อ Margin Level ของคุณลดลงถึงระดับหนึ่ง (เช่น 100% หรือ 50%) เพื่อแจ้งให้คุณทราบว่าบัญชีของคุณกำลังมีความเสี่ยง
เมื่อคุณได้รับ Margin Call คุณจะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป คุณมีทางเลือก 2 ทางคือ เติมเงินเข้าบัญชีเพื่อเพิ่ม Equity และรักษาระดับ Margin Level ไว้ หรือ ปิดออเดอร์บางส่วนเพื่อลด Used Margin และเพิ่ม Margin Level หากคุณไม่ทำอะไรเลย และ Margin Level ของคุณยังคงลดลงต่อไปจนถึงระดับ Stop Out โบรกเกอร์จะปิดออเดอร์ทั้งหมดของคุณโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณติดลบ
Stop Out คืออะไร และแตกต่างจาก Margin Call อย่างไร?
Stop Out คือ สถานการณ์ที่โบรกเกอร์ปิดออเดอร์ทั้งหมดของคุณโดยอัตโนมัติเมื่อ Margin Level ลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้ (เช่น 20% หรือ 0%) Stop Out เป็นมาตรการสุดท้ายที่โบรกเกอร์ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้คุณติดลบในบัญชี
ความแตกต่างระหว่าง Margin Call และ Stop Out คือ Margin Call เป็นเพียงสัญญาณเตือนที่แจ้งให้คุณทราบว่าบัญชีของคุณกำลังมีความเสี่ยง ในขณะที่ Stop Out เป็นการดำเนินการจริงที่โบรกเกอร์ปิดออเดอร์ทั้งหมดของคุณ การโดน Stop Out หมายความว่าคุณได้สูญเสียเงินทุนส่วนใหญ่ในบัญชีไปแล้ว ดังนั้น การป้องกันไม่ให้โดน Stop Out จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด
Leverage สูงมีผลต่อ Margin Call อย่างไร?
Leverage สูงสามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในการโดน Margin Call ด้วยเช่นกัน เมื่อคุณใช้ Leverage สูง คุณจะสามารถเปิดออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเงินทุนที่คุณมีอยู่จริงได้ ซึ่งหมายความว่าหากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้ คุณก็จะทำกำไรได้มากขึ้น แต่ถ้าหากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม คุณก็จะขาดทุนมากขึ้นเช่นกัน
เนื่องจาก Leverage สูงทำให้คุณสามารถเปิดออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่ได้ Used Margin ของคุณก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้ Margin Level ของคุณลดลงอย่างรวดเร็ว หากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคาดการณ์ไว้ Margin Level ของคุณอาจจะลดลงต่ำกว่าระดับ Margin Call หรือ Stop Out ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การใช้ Leverage ที่เหมาะสมและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญเมื่อคุณใช้ Leverage สูง
จะคำนวณ Margin ที่ต้องใช้ในการเทรดได้อย่างไร?
การคำนวณ Margin ที่ต้องใช้ในการเทรดสามารถทำได้โดยใช้สูตรต่อไปนี้:
Margin = (Lot Size x Contract Size x Price) / Leverage
โดยที่:
- Lot Size คือ ขนาดของออเดอร์ที่คุณต้องการเปิด (เช่น 0.1 Lot หรือ 1 Lot)
- Contract Size คือ ขนาดของสัญญามาตรฐานของสินทรัพย์ที่คุณเทรด (เช่น 100,000 สำหรับ EURUSD)
- Price คือ ราคาปัจจุบันของสินทรัพย์ที่คุณเทรด
- Leverage คือ อัตราส่วน Leverage ที่คุณเลือกใช้ (เช่น 1:100 หรือ 1:500)
ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการเทรด EURUSD ที่ราคา 1.1000 ด้วย Lot size 0.1 และ Leverage 1:100 Margin ที่คุณต้องใช้ในการเปิดออเดอร์นี้คือ:
Margin = (0.1 x 100,000 x 1.1000) / 100 = 110 USD
ดังนั้น คุณจะต้องมีเงินทุนในบัญชีอย่างน้อย 110 USD เพื่อเปิดออเดอร์นี้ได้
วิธีป้องกันไม่ให้โดน Margin Call มีอะไรบ้าง?
มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อป้องกันไม่ให้โดน Margin Call ได้ ดังนี้:
- ใช้ Leverage ที่เหมาะสม: หลีกเลี่ยงการใช้ Leverage ที่สูงเกินไป เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการโดน Margin Call
- ตั้ง Stop Loss: กำหนด Stop Loss Order เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง
- บริหารจัดการเงินทุนอย่างรอบคอบ: อย่าเทรดด้วยเงินทุนทั้งหมดที่คุณมีในบัญชี และแบ่งเงินทุนของคุณออกเป็นหลายๆ ส่วน เพื่อลดความเสี่ยง
- ติดตามสถานะบัญชีอย่างใกล้ชิด: ตรวจสอบ Margin Level และ Equity ของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คุณสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
- เติมเงินเข้าบัญชี: หาก Margin Level ของคุณลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด ให้เติมเงินเข้าบัญชีเพื่อเพิ่ม Equity และรักษาระดับ Margin ไว้
สรุป
Margin Call คือ สัญญาณเตือนจากโบรกเกอร์ที่แจ้งให้คุณทราบว่า Equity ในบัญชีของคุณลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด และคุณกำลังมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุน Margin Call เกิดขึ้นเมื่อ Margin Level ของคุณลดลงต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดทุนในการเทรด
การป้องกัน Margin Call เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทรด Forex/Gold เพราะจะช่วยให้คุณสามารถรักษาเงินทุนของคุณไว้และหลีกเลี่ยงการสูญเสียเงินทั้งหมดในบัญชี มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อป้องกัน Margin Call ได้ เช่น การใช้ Leverage ที่เหมาะสม การตั้ง Stop Loss การบริหารจัดการเงินทุนอย่างรอบคอบ และการติดตามสถานะบัญชีอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเทรด Forex/Gold และการเรียนรู้วิธีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ Leverage สูงสามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในการโดน Margin Call ด้วยเช่นกัน ดังนั้น คุณควรใช้ Leverage ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ และอย่าเทรดด้วยเงินทุนทั้งหมดที่คุณมีในบัญชี
จากประสบการณ์ 20 ปีของผมในวงการ Forex/Gold ผมขอย้ำว่าการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐาน ฝึกฝนการบริหารความเสี่ยง และเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน และหลีกเลี่ยงการโดน Margin Call ได้ในที่สุด ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเทรดนะครับ!
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
ในฐานะที่ผมอยู่ในตลาด Forex มากว่า 20 ปี ผมได้เห็นนักเทรดมากมายต้องเผชิญกับ Margin Call ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดและสามารถหลีกเลี่ยงได้หากมีการวางแผนและจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ผมจึงรวบรวมเคล็ดลับสำคัญ 8 ข้อที่จะช่วยให้คุณป้องกัน Margin Call ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
1. คำนวณ Margin ที่ต้องการอย่างแม่นยำ
หลายคนมองข้ามขั้นตอนนี้ไปครับ! ก่อนที่จะเปิดออเดอร์ใดๆ สิ่งสำคัญคือต้องคำนวณ Margin ที่จำเป็นสำหรับการเทรดนั้นๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยพิจารณาจากขนาด Lot ที่ต้องการเทรด Leverage ที่ใช้ และราคาปัจจุบันของคู่เงินนั้นๆ ครับ อย่าประมาณเอาเองเด็ดขาด! เพราะการคำนวณที่ผิดพลาดอาจทำให้คุณใช้ Margin เกินตัวและเสี่ยงต่อการโดน Margin Call ได้ง่ายมาก
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการเทรด EURUSD ที่ราคา 1.1000 ด้วย Lot 0.1 โดยใช้ Leverage 1:100 คุณจะต้องคำนวณ Margin ที่จำเป็นดังนี้: (0.1 Lot x 100,000 EUR) / 100 = 100 EUR หรือประมาณ $110 (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) ดังนั้น คุณต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย $110 เพื่อเปิดออเดอร์นี้ได้โดยไม่เสี่ยงต่อ Margin Call มากเกินไป และควรมีเผื่อเหลือเผื่อขาดด้วยนะครับ!
ผมแนะนำให้ใช้เครื่องคำนวณ Margin ที่มีให้บนแพลตฟอร์ม MT4/MT5 หรือเว็บไซต์ของโบรกเกอร์ เพื่อความแม่นยำและรวดเร็วครับ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละครับที่จะช่วยให้คุณอยู่รอดในตลาด Forex ได้ในระยะยาว
2. ใช้ Stop Loss เสมอ
ตรงนี้สำคัญมากนะ! Stop Loss คือเครื่องมือที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงในการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการตั้ง Stop Loss จะเป็นการกำหนดจุดที่คุณพร้อมที่จะยอมรับการขาดทุนหากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คุณคาดการณ์ไว้ การไม่ตั้ง Stop Loss เปรียบเสมือนการขับรถโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งอาจนำไปสู่หายนะได้ในที่สุด
การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมควรพิจารณาจากความผันผวนของคู่เงินนั้นๆ สภาวะตลาด และ Risk Tolerance ของคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเทรด XAUUSD (ทองคำ) ซึ่งมีความผันผวนสูง คุณอาจต้องตั้ง Stop Loss ที่กว้างกว่าการเทรดคู่เงินที่มีความผันผวนต่ำกว่า เช่น EURUSD
สมมติว่าคุณเทรด XAUUSD lot 0.1 ที่ราคา 2350 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 2340 (ห่างจากราคาปัจจุบัน 10 ดอลลาร์) หากราคาเคลื่อนที่ลงมาแตะ Stop Loss คุณจะขาดทุน $100 (0.1 Lot x $10 x 100) แต่การขาดทุนนี้ยังดีกว่าการปล่อยให้ราคาลงไปเรื่อยๆ จนโดน Margin Call ซึ่งอาจทำให้คุณสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้ครับ
3. ลดขนาด Lot เมื่อไม่มั่นใจ
ในวันที่ตลาดผันผวน หรือคุณรู้สึกไม่มั่นใจในกลยุทธ์ของตัวเอง การลดขนาด Lot ที่ใช้ในการเทรดถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดครับ การลดขนาด Lot จะช่วยลดความเสี่ยงในการเทรดลง และทำให้คุณมี Margin เหลือมากขึ้นในกรณีที่ราคาเคลื่อนที่ผิดทาง
ลองคิดดูนะ หากปกติคุณเทรด EURUSD ด้วย Lot 0.5 แต่ในวันนี้คุณรู้สึกว่าตลาดมีความไม่แน่นอนสูง คุณอาจลดขนาด Lot ลงเหลือ 0.25 หรือ 0.1 เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุน หากการเทรดเป็นไปในทิศทางที่ไม่คาดคิด การลดขนาด Lot จะช่วยให้คุณสามารถอยู่รอดในตลาดได้นานขึ้น และมีโอกาสที่จะกลับมาทำกำไรได้ในอนาคต
ผมเคยเจอตอนปี 2019 ที่ตลาดมีความผันผวนสูงมาก ผมตัดสินใจลดขนาด Lot ที่ใช้ในการเทรดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ผมรอดพ้นจาก Margin Call ไปได้อย่างหวุดหวิด และยังสามารถทำกำไรได้ในระยะยาวอีกด้วยครับ
4. ติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ
ตลาด Forex มีความอ่อนไหวต่อข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ การประชุมธนาคารกลาง หรือเหตุการณ์ทางการเมือง การติดตามข่าวสารเหล่านี้อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณเข้าใจทิศทางของตลาดได้ดีขึ้น และสามารถปรับกลยุทธ์การเทรดได้อย่างเหมาะสม
ยกตัวอย่างเช่น หากมีการประกาศตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มักจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคู่เงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น การติดตามข่าวสารเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเปิดหรือปิดออเดอร์ใด และควรตั้ง Stop Loss ที่ระดับใด
ผมแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น Reuters, Bloomberg หรือเว็บไซต์ของธนาคารกลางต่างๆ และวิเคราะห์ข่าวสารเหล่านั้นอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเทรดครับ
5. อย่า Overtrade
Overtrade คือการเปิดออเดอร์มากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงและ Margin ที่มีอยู่ในบัญชี การ Overtrade มักเกิดจากความโลภหรือความกลัวที่จะพลาดโอกาสในการทำกำไร ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากและอาจนำไปสู่ Margin Call ได้อย่างรวดเร็ว
ลองจินตนาการว่าคุณมีเงินในบัญชี $1,000 และคุณเปิดออเดอร์ EURUSD ด้วย Lot 1 จำนวน 5 ออเดอร์ โดยหวังว่าจะทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว หากราคาเคลื่อนที่ผิดทางเพียงเล็กน้อย คุณอาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้ในเวลาอันรวดเร็ว และโดน Margin Call ในที่สุด
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องมีวินัยในการเทรด และเปิดออเดอร์เฉพาะเมื่อมีสัญญาณที่ชัดเจนและมั่นใจในกลยุทธ์ของตัวเองเท่านั้น อย่าปล่อยให้ความโลภหรือความกลัวครอบงำจิตใจของคุณครับ
6. กระจายความเสี่ยง
การกระจายความเสี่ยงคือการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อลดผลกระทบจากการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง การกระจายความเสี่ยงสามารถทำได้โดยการเทรดคู่เงินที่แตกต่างกัน หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือหุ้น
สมมติว่าคุณลงทุนใน EURUSD เพียงอย่างเดียว หากค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง คุณอาจสูญเสียเงินทุนจำนวนมากได้ แต่หากคุณกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนใน USDJPY หรือ GBPUSD ด้วย หากค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง ค่าเงินเยนหรือปอนด์อาจแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจาก EURUSD ได้
ผมแนะนำให้ศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะของสินทรัพย์ต่างๆ ก่อนที่จะลงทุน และกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมตาม Risk Tolerance ของคุณครับ
7. ถอนกำไรออกมาบ้าง
หลายคนมักจะมองข้ามข้อนี้ไปครับ! เมื่อคุณทำกำไรจากการเทรดได้ สิ่งสำคัญคือต้องถอนกำไรออกมาบ้าง เพื่อเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการลงทุนของคุณ และลดความเสี่ยงในการสูญเสียกำไรกลับคืนไปในตลาด
ลองคิดดูนะ หากคุณเทรด Forex มาเป็นเวลา 1 ปี และทำกำไรได้ $5,000 แต่คุณไม่เคยถอนกำไรออกมาเลย หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เช่น ตลาดผันผวนอย่างรุนแรง หรือคุณตัดสินใจผิดพลาดในการเทรด คุณอาจสูญเสียกำไรทั้งหมดกลับคืนไปในตลาดได้
ดังนั้น ผมแนะนำให้ตั้งเป้าหมายในการถอนกำไรเป็นประจำ เช่น ทุกเดือน หรือทุกไตรมาส และถอนกำไรออกมาตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณมีกำลังใจในการเทรด และลดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้ครับ
8. เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
ตลาด Forex มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กลยุทธ์ที่เคยใช้ได้ผลในอดีต อาจใช้ไม่ได้ผลในปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และพัฒนาทักษะการเทรดให้ดียิ่งขึ้น
ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ เข้าร่วมสัมมนา หรือเรียนคอร์สออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการเทรด Forex และติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญในวงการ นอกจากนี้ คุณควรทบทวนผลการเทรดของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวิเคราะห์ข้อผิดพลาดและปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดให้ดีขึ้น
จำไว้เสมอว่าการเทรด Forex เป็นการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาวครับ
FAQ เพิ่ม 4 ข้อ
ทำไมโบรกเกอร์ถึงต้อง Margin Call เรา?
Margin Call ไม่ใช่สิ่งที่โบรกเกอร์อยากทำหรอกครับ! แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งของตัวโบรกเกอร์เอง และของนักลงทุนด้วย ลองคิดดูว่าถ้าคุณเทรดเสียหนักมาก แต่โบรกเกอร์ปล่อยให้คุณติดลบไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย สุดท้ายโบรกเกอร์ก็อาจจะเจ๊งไปด้วย เพราะคุณไม่มีเงินจ่ายหนี้ที่ติดไว้ ดังนั้น Margin Call จึงเป็นเหมือนระบบ safety valve ที่ช่วยตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามบานปลายไปกันใหญ่
นอกจากนี้ Margin Call ยังเป็นการเตือนสติให้นักลงทุนตระหนักถึงความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่ และให้โอกาสในการแก้ไขสถานการณ์ เช่น เติมเงินเข้าบัญชี หรือปิดออเดอร์บางส่วน เพื่อลดความเสี่ยงลง หากนักลงทุนไม่ทำอะไรเลย โบรกเกอร์ก็จะจำเป็นต้องปิดออเดอร์ที่ขาดทุนออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทุนในบัญชีติดลบจนเกินไป
ดังนั้น Margin Call จึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไปครับ มองในแง่ดี มันคือสัญญาณเตือนภัยที่ช่วยให้คุณไม่ประมาท และจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
ถ้าโดน Margin Call ไปแล้ว มีโอกาสกู้คืนได้ไหม?
แน่นอนครับ! การโดน Margin Call ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว ยังมีโอกาสที่จะกู้คืนสถานการณ์กลับมาได้ครับ แต่ต้องตั้งสติและวางแผนอย่างรอบคอบ สิ่งแรกที่ต้องทำคือประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา ว่าคุณเหลือเงินทุนในบัญชีเท่าไหร่ และมีออเดอร์ที่ติดลบอยู่เท่าไหร่
จากนั้นให้พิจารณาว่าจะเติมเงินเข้าบัญชีเพิ่มหรือไม่ หากคุณมั่นใจว่าราคาจะกลับมาในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้ การเติมเงินอาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าคุณไม่มั่นใจ หรือตลาดมีความผันผวนสูง การเติมเงินอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปอีก
อีกทางเลือกหนึ่งคือการปิดออเดอร์ที่ขาดทุนออกไป เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่ม Margin ที่มีอยู่ในบัญชี แม้ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้คุณขาดทุน แต่ก็ยังดีกว่าการปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ จนโดน Stop Out ในที่สุด สิ่งสำคัญคือต้องมีวินัยในการเทรด และยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไปครับ
Leverage สูงๆ ดีหรือไม่ดีต่อการป้องกัน Margin Call?
Leverage เป็นดาบสองคมครับ! Leverage สูงๆ สามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน สำหรับการป้องกัน Margin Call Leverage สูงๆ อาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดีครับ
ลองคิดดูว่าถ้าคุณใช้ Leverage 1:500 คุณจะสามารถเปิดออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่ได้ด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าตลาดเคลื่อนที่ผิดทางเพียงเล็กน้อย คุณก็อาจสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว และโดน Margin Call ในที่สุด ในทางกลับกัน หากคุณใช้ Leverage ที่ต่ำกว่า เช่น 1:50 คุณจะต้องใช้เงินทุนมากขึ้นในการเปิดออเดอร์ แต่ความเสี่ยงในการขาดทุนก็จะลดลงไปด้วย
ดังนั้น การเลือกใช้ Leverage ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากครับ ควรพิจารณาจาก Risk Tolerance ของคุณเอง สภาวะตลาด และกลยุทธ์การเทรดที่คุณใช้ โดยทั่วไปแล้ว ผมแนะนำให้ใช้ Leverage ที่ต่ำกว่า 1:100 เพื่อลดความเสี่ยงในการเทรด และป้องกัน Margin Call ครับ
มีเครื่องมือหรือ indicator อะไรบ้างที่ช่วยเตือนก่อนโดน Margin Call?
มีเครื่องมือและ Indicator หลายตัวที่สามารถช่วยเตือนคุณก่อนที่จะโดน Margin Call ได้ครับ! แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่มี Indicator ตัวไหนที่แม่นยำ 100% ดังนั้นจึงควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ และการวิเคราะห์ด้วยตัวเอง
Indicator ที่ได้รับความนิยมคือ Account Equity Ratio ซึ่งจะแสดงอัตราส่วนระหว่าง Equity (เงินทุนทั้งหมดในบัญชี) กับ Margin ที่ใช้ไป หากอัตราส่วนนี้ลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้ จะมีการแจ้งเตือนให้คุณทราบ เพื่อให้คุณสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ยังมี EA (Expert Advisor) บางตัวที่สามารถตรวจสอบระดับ Margin ในบัญชีของคุณ และปิดออเดอร์ที่ขาดทุนโดยอัตโนมัติ หากระดับ Margin ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ การตั้งค่าการแจ้งเตือนบนแพลตฟอร์ม MT4/MT5 ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คุณไม่พลาดสถานการณ์สำคัญ เช่น การแจ้งเตือนเมื่อ Equity ลดลงต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้ หรือเมื่อ Free Margin เหลือน้อยเกินไป การใช้เครื่องมือเหล่านี้ร่วมกับการติดตามสถานะบัญชีอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณสามารถป้องกัน Margin Call ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
| ปัจจัย | ผลกระทบต่อ Margin Call | คำแนะนำ |
|---|---|---|
| Leverage | สูง: เสี่ยง Margin Call ง่าย, ต่ำ: เสี่ยง Margin Call ยาก | เลือก Leverage เหมาะสมกับ Risk Tolerance |
| ขนาด Lot | ใหญ่: เสี่ยง Margin Call ง่าย, เล็ก: เสี่ยง Margin Call ยาก | ลดขนาด Lot เมื่อไม่มั่นใจ |
| Stop Loss | ไม่มี: เสี่ยง Margin Call ง่าย, มี: ช่วยจำกัดความเสี่ยง | ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง |
| ข่าวสาร | ละเลย: ตัดสินใจผิดพลาด, ติดตาม: ปรับกลยุทธ์ทันสถานการณ์ | ติดตามข่าวเศรษฐกิจและการเมือง |
| วินัย | Overtrade: เสี่ยง Margin Call ง่าย, ควบคุม: ลดความเสี่ยง | มีวินัยในการเทรด ไม่ Overtrade |
ทำความเข้าใจ Margin Level: เกราะป้องกันพอร์ตของคุณ
Margin Level คืออะไร? พูดง่ายๆ คือ มันเป็นตัวชี้วัด “สุขภาพ” ของพอร์ตการเทรดของคุณครับ มันแสดงให้เห็นว่าคุณมีเงินทุนในบัญชีมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินที่โบรกเกอร์ให้คุณยืมเพื่อเปิดออเดอร์ (Margin ที่ใช้ไป) ยิ่ง Margin Level สูง แสดงว่าพอร์ตของคุณแข็งแรง มีโอกาสรอดจากสถานการณ์เลวร้ายได้มาก แต่ถ้า Margin Level ต่ำ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเข้าใกล้ Margin Call แล้วนะ!
สูตรคำนวณ Margin Level คือ: (Equity / Margin Used) x 100% ครับ Equity คือยอดเงินทั้งหมดในบัญชีของคุณ ณ ขณะนั้น (รวมกำไร/ขาดทุนที่ยังไม่ปิด) ส่วน Margin Used คือเงินที่โบรกเกอร์กันไว้เพื่อรองรับออเดอร์ที่คุณเปิดอยู่ ลองมาดูตัวอย่างกัน สมมติว่าคุณมี Equity 1,000 ดอลลาร์ และ Margin Used 500 ดอลลาร์ Margin Level ของคุณก็จะเป็น (1,000 / 500) x 100% = 200%
แล้ว Margin Level เท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย? โดยทั่วไปแล้ว โบรกเกอร์แต่ละที่จะมีนโยบาย Margin Level ที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะกำหนด Margin Call Level ไว้ที่ 100% หรือต่ำกว่านั้น หมายความว่าถ้า Margin Level ของคุณลดลงต่ำกว่า 100% คุณอาจจะโดน Margin Call ได้ครับ บางโบรกเกอร์อาจจะมี Stop Out Level ที่ต่ำกว่านั้นอีก เช่น 50% หรือ 20% ซึ่งถ้า Margin Level ลดลงไปถึงระดับนั้น โบรกเกอร์จะบังคับปิดออเดอร์ของคุณโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณติดลบมากเกินไป
ผมเคยเจอเคสหนึ่งตอนปี 2018 ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งมั่นใจในกราฟทองคำมาก เปิดออเดอร์ XAUUSD lot 0.5 โดยที่ Equity ในบัญชีมีแค่ 2,000 ดอลลาร์ ปรากฏว่ากราฟวิ่งสวนทางอย่างรุนแรง ทำให้ Margin Level ลดลงอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็โดน Margin Call ไปอย่างน่าเสียดาย เคสนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า การ Overtrade หรือการใช้ Leverage มากเกินไป เป็นอันตรายต่อพอร์ตการเทรดอย่างมาก
กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงขั้นสูง: ป้องกัน Margin Call อย่างมืออาชีพ
การป้องกัน Margin Call ไม่ใช่แค่เรื่องของการหลีกเลี่ยงการ Overtrade เท่านั้นนะครับ มันเกี่ยวข้องกับการวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบ การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และการควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ ลองมาดูเทคนิคขั้นสูงที่ผมใช้เป็นประจำกันครับ
1. คำนวณ Position Size อย่างแม่นยำ: ก่อนเปิดออเดอร์ทุกครั้ง คุณต้องคำนวณ Position Size ให้เหมาะสมกับขนาดของพอร์ตและระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ครับ อย่าเปิดออเดอร์ใหญ่เกินไปจนทำให้ Margin Level ต่ำเกินไป ผมแนะนำให้ใช้ Risk Management Calculator เพื่อช่วยในการคำนวณ Position Size ที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีบัญชี 5,000 ดอลลาร์ และต้องการเสี่ยงไม่เกิน 2% ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง คุณจะสามารถเสี่ยงได้สูงสุด 100 ดอลลาร์ ถ้าคุณเทรด EURUSD และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 pips คุณจะต้องเปิดออเดอร์ไม่เกิน 0.5 lot ครับ
2. ใช้ Stop Loss อย่างเคร่งครัด: Stop Loss คือเครื่องมือสำคัญในการจำกัดความเสี่ยงและป้องกัน Margin Call ครับ การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณออกจากตลาดได้เมื่อราคาเคลื่อนที่ผิดทาง โดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินมากเกินไป อย่ากลัวที่จะตั้ง Stop Loss นะครับ! ผมเคยเห็นหลายคนที่พยายาม “ถือ” ออเดอร์ที่ขาดทุนไว้ เพราะหวังว่าราคาจะกลับมา แต่สุดท้ายก็โดน Margin Call ไปในที่สุด ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเทรด XAUUSD lot 0.1 ที่ราคา 2350 และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 2340 (100 pips) ความเสี่ยงของคุณคือ 100 ดอลลาร์ ถ้าคุณไม่ตั้ง Stop Loss และราคาวิ่งลงไปถึง 2300 คุณอาจจะเสียเงินหลายร้อยหรือหลายพันดอลลาร์เลยก็ได้
3. กระจายความเสี่ยง (Diversification): อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว! การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย จะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการเทรดของคุณได้ครับ ลองพิจารณาเทรดทั้ง Forex, ทองคำ, น้ำมัน, หรือแม้แต่หุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี แต่ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนนะครับ! ผมเคยมีลูกศิษย์คนหนึ่งที่เทรดแต่ EURUSD อย่างเดียว ปรากฏว่าช่วง Brexit ค่าเงิน EUR ผันผวนอย่างมาก ทำให้พอร์ตของเขาเสียหายอย่างหนัก หลังจากนั้น เขาจึงเริ่มกระจายความเสี่ยงไปยัง GBPUSD และ AUDUSD ด้วย
4. ติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ: ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดการเงินได้ครับ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณคาดการณ์ทิศทางของราคาและปรับกลยุทธ์การเทรดของคุณได้อย่างทันท่วงที ตัวอย่างเช่น ถ้ามีการประกาศตัวเลข GDP ที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ค่าเงิน USD อาจจะแข็งค่าขึ้น ทำให้คู่เงิน EURUSD ปรับตัวลง การรู้ข่าวสารเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าจะเปิดหรือปิดออเดอร์เมื่อไหร่
Case Study เจาะลึก: วิเคราะห์สถานการณ์ Margin Call จริง
เพื่อให้คุณเข้าใจ Margin Call ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผมจะยกตัวอย่าง Case Study จริงที่ผมเคยเจอมานะครับ Case นี้เป็นเรื่องของเพื่อนผมคนหนึ่งที่ชื่อ “สมชาย” สมชายเป็นนักเทรดมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาด Forex ได้ไม่นาน เขาตัดสินใจเปิดบัญชีเทรดด้วยเงิน 1,000 ดอลลาร์ และด้วยความที่อยากรวยเร็ว เขาจึงใช้ Leverage สูงถึง 1:500
สมชายเริ่มเทรดคู่เงิน EURUSD โดยเปิดออเดอร์ Buy ที่ 1.1000 ด้วย lot size 0.2 โดยที่เขาไม่ได้ตั้ง Stop Loss เพราะคิดว่าราคาน่าจะขึ้นไปต่อ แต่ปรากฏว่าหลังจากที่เขาเปิดออเดอร์ ราคากลับปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Equity ในบัญชีของเขาลดลงเรื่อยๆ เมื่อ Equity ลดลง Margin Level ก็ลดลงตามไปด้วย
เมื่อ Margin Level ของสมชายลดลงไปถึง 100% โบรกเกอร์ก็ส่งสัญญาณ Margin Call มาเตือนเขา แต่สมชายก็ยังไม่ยอมปิดออเดอร์ เพราะหวังว่าราคาจะกลับมา จนกระทั่ง Margin Level ลดลงไปถึง 50% โบรกเกอร์ก็บังคับปิดออเดอร์ของสมชายโดยอัตโนมัติ ทำให้เขาขาดทุนไปเกือบทั้งหมดของเงินทุนในบัญชี
จาก Case Study นี้ เราได้เรียนรู้ว่าการใช้ Leverage สูงเกินไป การไม่ตั้ง Stop Loss และการไม่ยอมรับความผิดพลาด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด Margin Call ครับ ถ้าสมชายใช้ Leverage ที่เหมาะสม ตั้ง Stop Loss และยอมปิดออเดอร์เมื่อราคาเคลื่อนที่ผิดทาง เขาก็คงจะไม่โดน Margin Call และสามารถรักษาเงินทุนในบัญชีไว้ได้
นอกจากนี้ Case Study นี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีแผนการเทรดที่ชัดเจนและการปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด ก่อนที่จะเปิดออเดอร์ทุกครั้ง คุณควรจะวิเคราะห์ตลาด กำหนดจุดเข้า จุดออก และขนาดของ Position Size ให้เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีวินัยในการเทรดและควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้ครับ
FAQ: คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ Margin Call
Margin Call เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีขั้นตอนอะไรบ้าง?
Margin Call เกิดขึ้นเมื่อ Equity ในบัญชีของคุณลดลงต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ครับ โดยทั่วไปแล้ว โบรกเกอร์จะมี Margin Call Level ที่แตกต่างกันไป เช่น 100%, 80% หรือ 50% เมื่อ Margin Level ของคุณลดลงไปถึงระดับ Margin Call โบรกเกอร์จะส่งสัญญาณเตือนมายังคุณ เพื่อให้คุณเพิ่มเงินทุนในบัญชี หรือปิดออเดอร์บางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง ถ้าคุณไม่ดำเนินการใดๆ และ Margin Level ลดลงไปถึง Stop Out Level (ซึ่งมักจะต่ำกว่า Margin Call Level) โบรกเกอร์จะบังคับปิดออเดอร์ของคุณโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณติดลบมากเกินไป ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีบัญชี 1,000 ดอลลาร์ และ Margin Call Level คือ 100% Stop Out Level คือ 50% ถ้า Equity ของคุณลดลงไปเหลือ 500 ดอลลาร์ (Margin Level 50%) โบรกเกอร์จะบังคับปิดออเดอร์ของคุณทันที
ถ้าโดน Margin Call แล้วควรทำอย่างไร?
เมื่อคุณได้รับสัญญาณ Margin Call สิ่งแรกที่คุณควรทำคือ ตั้งสติ! อย่าตกใจและอย่ารีบร้อนตัดสินใจ จากนั้นให้ประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ดูว่า Equity ในบัญชีของคุณเหลือเท่าไหร่ และ Margin Level อยู่ที่เท่าไหร่ ถ้าคุณยังมีเงินทุนเหลืออยู่บ้าง คุณอาจจะพิจารณาเพิ่มเงินทุนเข้าไปในบัญชี เพื่อให้ Margin Level กลับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่ถ้าคุณคิดว่าสถานการณ์ไม่น่าจะดีขึ้น คุณอาจจะพิจารณาปิดออเดอร์บางส่วน หรือทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้โดน Stop Out สิ่งสำคัญคือ ต้องตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และอย่าปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเทรด XAUUSD lot 0.2 และโดน Margin Call คุณอาจจะพิจารณาปิดออเดอร์ XAUUSD lot 0.1 เพื่อลดความเสี่ยง หรือถ้าคุณมีเงินทุนสำรอง คุณอาจจะเพิ่มเงินเข้าไปในบัญชี 500 ดอลลาร์ เพื่อให้ Margin Level กลับขึ้นมา
Leverage มีผลต่อ Margin Call อย่างไร?
Leverage เป็นดาบสองคมครับ มันสามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรของคุณได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในการโดน Margin Call ด้วยเช่นกัน ยิ่งคุณใช้ Leverage สูงเท่าไหร่ Margin Level ของคุณก็จะยิ่งผันผวนมากขึ้นเท่านั้น และโอกาสที่คุณจะโดน Margin Call ก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การเลือกใช้ Leverage ที่เหมาะสมกับขนาดของพอร์ตและระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วย Leverage ต่ำๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีบัญชี 1,000 ดอลลาร์ คุณอาจจะเริ่มต้นด้วย Leverage 1:100 ก่อน แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มเป็น 1:200 หรือ 1:300 เมื่อคุณมั่นใจมากขึ้น แต่ไม่ควรใช้ Leverage เกิน 1:500 เพราะมันมีความเสี่ยงสูงเกินไป
มีวิธีคำนวณ Margin ที่ต้องใช้ในการเปิดออเดอร์หรือไม่?
แน่นอนครับ! การคำนวณ Margin ที่ต้องใช้ในการเปิดออเดอร์เป็นสิ่งสำคัญมากในการบริหารความเสี่ยงและป้องกัน Margin Call สูตรคำนวณ Margin ที่ต้องใช้คือ: (Lot Size x Contract Size) / Leverage ครับ โดยที่ Contract Size คือขนาดของสัญญาของสินทรัพย์ที่คุณเทรด เช่น EURUSD มี Contract Size เท่ากับ 100,000 หน่วย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการเปิดออเดอร์ EURUSD lot 0.1 ด้วย Leverage 1:200 Margin ที่คุณต้องใช้คือ (0.1 x 100,000) / 200 = 50 ดอลลาร์ นั่นหมายความว่าคุณต้องมี Equity ในบัญชีอย่างน้อย 50 ดอลลาร์ เพื่อที่จะเปิดออเดอร์นี้ได้ ถ้าคุณใช้ Leverage สูงขึ้น เช่น 1:500 Margin ที่คุณต้องใช้ก็จะลดลงเหลือ (0.1 x 100,000) / 500 = 20 ดอลลาร์ แต่ความเสี่ยงในการโดน Margin Call ก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文