การเทรดทองคำด้วยแพทเทิร์นค้างคาวช่วยจับจังหวะราคากลับตัวได้แม่นยำ บทความนี้พาทำความเข้าใจโครงสร้างและวิธีเข้าออเดอร์อย่างละเอียด เช็กทุนไหล SPDR
- ทำความเข้าใจโครงสร้างแพทเทิร์นค้างคาวในทองคำ
- วิธีการลากฟีโบนัชชีเพื่อหาจุดเข้าเทรดทองคำ
- การคำนวณกำไรขาดทุนจากการเทรดแพทเทิร์นค้างคาว
- การใช้อินดิเคเตอร์เสริมเพื่อยืนยันสัญญาณของแพทเทิร์น
- ตั้งค่าจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไรให้เหมาะสม
- ข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์ทองคำมือใหม่มักทำกับแพทเทิร์นนี้
- คำถามที่พบบ่อย

การเทรดทองคำด้วยแพทเทิร์นค้างคาวหรือ Bat Pattern คือการจับจังหวะราคากลับตัวที่แม่นยำ บทเรียนนี้จะพาไปทำความเข้าใจโครงสร้างและวิธีเข้าออเดอร์อย่างละเอียด นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ทำความเข้าใจโครงสร้างแพทเทิร์นค้างคาวในทองคำ

แพทเทิร์นค้างคาวเป็นหนึ่งในรูปแบบราคาของฮาร์โมนิกที่เทรดเดอร์ทองคำนิยมใช้เพื่อหาจุดกลับตัว โครงสร้างนี้จะมีจุดสำคัญ 5 ตำแหน่ง คือ X A B C D ซึ่งแต่ละจุดจะเชื่อมโยงกันด้วยอัตราส่วนฟีโบนัชชีที่แม่นยำ
จุดเริ่มต้นของแพทเทิร์นคือขา XA ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของราคาทองคำจากจุดต่ำสุดไปสูงสุดหรือกลับกัน จากนั้นราคาจะเกิดการปรับตัวกลับมาสร้างจุด B โดยข้อกำหนดสำคัญที่สุดของแพทเทิร์นนี้คือจุด B จะต้องกลับมาที่ระดับร้อยละ 50 ของขา XA เท่านั้น ถ้ากลับมาลึกกว่านี้ก็จะกลายเป็นแพทเทิร์นอื่นไป ดังนั้นการดึงเครื่องมือฟีโบนัชชีไปวัดที่ขา XA จึงเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
หลังจากที่ราคาทองคำสร้างจุด B เรียบร้อยแล้ว ราคาจะเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อสร้างจุด C โดยจุด C นี้จะเป็นการกลับตัวของราคาที่อยู่ในช่วงร้อยละ 38.2 ถึง 88.6 ของขา BC จากนั้นราคาจะวิ่งต่อไปเพื่อสร้างจุด D ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุดเพราะเป็นจุดเข้าเทรด จุด D ของแพทเทิร์นค้างคาวจะต้องอยู่ที่ระดับร้อยละ 88.6 ของขา XA และต้องทะลุจุด X ไปเล็กน้อย นี่คือเอกลักษณ์ที่ทำให้แพทเทิร์นนี้แตกต่างจากแพทเทิร์นกาเตอร์ลีย์
วิธีการลากฟีโบนัชชีเพื่อหาจุดเข้าเทรดทองคำ
การลากฟีโบนัชชีให้ถูกต้องคือหัวใจสำคัญของการเทรดแพทเทิร์นนี้ เพราะถ้าลากผิดตำแหน่งจุดเข้าเทรดก็จะผิดไปด้วย เทรดเดอร์ต้องเข้าใจว่าแต่ละขาต้องวัดอย่างไร
ขั้นตอนแรกให้หาขา XA ก่อน โดยลากฟีโบนัชชีจากจุด X ไปยังจุด A ถ้าราคาทองคำอยู่ในขาขึ้นเราก็ลากจากล่างขึ้นบน เมื่อราคาปรับตัวลงมาแตะระดับร้อยละ 50 ของฟีโบนัชชีที่ลากไว้ ตำแหน่งนั้นคือจุด B จากนั้นให้ลากฟีโบนัชชีใหม่จากจุด A ไปยังจุด B เพื่อหาจุด C โดยดูว่าราคาทองคำจะวิ่งไปแตะระดับใดระหว่างร้อยละ 38.2 ถึง 88.6

เมื่อได้จุด C แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือลากฟีโบนัชชีจากจุด B ไปยังจุด C เพื่อคาดการณ์ตำแหน่งของจุด D จุด D จะต้องเป็นจุดที่ราคาทองคำลงไปทะลุจุด X เดิมและสัมผัสระดับร้อยละ 88.6 ของขา XA ได้อย่างพอดี ในขั้นตอนนี้เทรดเดอร์มือใหม่มักจะสับสนระหว่างร้อยละ 88.6 ของขา XA กับร้อยละ 161.8 ของขา BC ซึ่งจริงๆ แล้วจุด D ที่สมบูรณ์แบบจะต้องมีอัตราส่วนทั้งสองค่ามาบรรจบกัน หากทั้งสองค่าตรงกันที่ราคาใด ราคานั้นคือโซนเข้าเทรดที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุด
ตรวจสอบความถูกต้องของจุด D ก่อนเข้าออเดอร์
ก่อนที่จะรีบเข้าซื้อหรือขายทองคำที่จุด D เทรดเดอร์ควรรอให้ราคาเกิดแท่งเทียนกลับตัวก่อน การรีบเข้าออเดอร์ทันทีเมื่อราคาสัมผัสระดับฟีโบนัชชีอาจทำให้เสียทรัพย์สินได้ถ้าราคาทองคำยังคงวิ่งต่อไป การรอแท่งเทียนปิดแบบกลับตัวจะช่วยยืนยันว่าจุด D นั้นเกิดขึ้นจริง
การคำนวณกำไรขาดทุนจากการเทรดแพทเทิร์นค้างคาว
การวางแผนการเงินคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเทรดทองคำ มาดูตัวอย่างการคำนวณกำไรและขาดทุนจากแพทเทิร์นค้างคาวแบบซื้อหรือ Buy กัน สมมติว่าราคาทองคำในชาร์ต 1 ชั่วโมง ปรับตัวลงมาสร้างจุด D ที่ราคา 2,569 ดอลลาร์ต่อนซ์ ซึ่งตรงกับระดับร้อยละ 88.6 ของขา XA พอดี
เมื่อราคาทองคำเกิดแท่งเทียนกลับตัวขึ้น เราตัดสินใจเข้าซื้อที่ราคา 2,569 ดอลลาร์ต่อนซ์ จุดตัดขาดทุนหรือสต็อปลอสเราจะตั้งไว้ใต้จุด D ประมาณ 15 ดอลลาร์ นั่นคือตั้งไว้ที่ราคา 2,554 ดอลลาร์ต่อนซ์ ส่วนเป้าหมายกำไรหรือเทคพรอฟิตเบื้องต้นเราจะตั้งไว้ที่จุด A ของแพทเทิร์น สมมติว่าจุด A อยู่ที่ราคา 2,599 ดอลลาร์ต่อนซ์ ถ้าเราใช้เงินทุน 1,000 ดอลลาร์ เทรดด้วยขนาดล็อต 0.1 ค่าพิปของทองคำ 1 พิปมีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์ต่อล็อต
การคำนวณกำไรที่เป้าหมายที่หนึ่ง: ราคาเข้า 2,569 ลบด้วยราคาเป้าหมาย 2,599 ได้ส่วนต่าง 30 ดอลลาร์ หรือเท่ากับ 300 พิป คูณด้วยขนาดล็อต 0.1 เท่ากับกำไร 30 ดอลลาร์ ส่วนการคำนวณขาดทุนถ้าราคาทองคำไม่กลับตัวและพุ่งลงไปตัดสต็อปลอสที่ 2,554 ราคาเข้า 2,569 ลบด้วยสต็อปลอส 2,554 ได้ส่วนต่าง 15 ดอลลาร์ หรือเท่ากับ 150 พิป คูณด้วยขนาดล็อต 0.1 เท่ากับขาดทุน 15 ดอลลาร์ จะเห็นได้ว่าอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนอยู่ที่ 1 ต่อ 2 ซึ่งถือว่าคุ้มค่าที่จะเข้าเทรด
การใช้อินดิเคเตอร์เสริมเพื่อยืนยันสัญญาณของแพทเทิร์น
การเทรดทองคำด้วยแพทเทิร์นค้างคาวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การนำอินดิเคเตอร์อื่นเข้ามาใช้ร่วมกันจะช่วยกรองสัญญาณหลอกและเพิ่มโอกาสชนะให้กับออเดอร์
อินดิเคเตอร์ตัวแรกที่แนะนำคือ RSI หรือดัชนีความแข็งแรงสัมพัทธ์ ในกรณีที่ราคาทองคำลงมาสร้างจุด D ของแพทเทิร์นซื้อ ถ้าค่า RSI ในขณะนั้นอยู่ในโซนซื้อมากเกินไปหรือต่ำกว่า 30 ก็จะเป็นการยืนยันว่าราคาทองคำปรับตัวลงมามากพอแล้วและพร้อมจะเด้งกลับขึ้นมา แต่ถ้าค่า RSI ยังอยู่กลางกราฟก็อาจจะต้องรอดูสัญญาณเพิ่มเติม

อินดิเคเตอร์ตัวที่สองคือ MACD การดูการเบี่ยงเบนของราคาหรือ Divergence ระหว่างราคาทองคำกับ MACD จะเป็นตัวยืนยันที่ดีมาก ถ้าราคาทองคำลงมาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่จุด D แต่ MACD กลับทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น นั่นคือสัญญาณบอกว่าแรงซื้อกำลังเข้ามาแล้ว การเข้าซื้อทองคำในจังหวะนี้จะมีโอกาสสำเร็จสูง นอกจากนี้การดูปริมาณการซื้อขายหรือ Volume ก็ช่วยได้ ถ้าที่จุด D มี Volume สูงขึ้นแสดงว่ามีเม็ดเงินใหญ่เข้ามาเก็บของ ราคาก็มีแนวโน้มจะกลับตัวได้จริง
การรวมเครื่องมือหลายตัวเพื่อลดความเสี่ยง
การใช้ทั้งแพทเทิร์นค้างคาว RSI และ MACD ร่วมกันจะสร้างระบบเทรดที่แข็งแกร่ง แม้จะต้องรอจังหวะนานขึ้นแต่ออเดอร์ที่เข้าไปจะมีความปลอดภัยสูง เทรดเดอร์ควรอดทนรอสัญญาณที่สมบูรณ์แบบและไม่รีบร้อนเข้าออเดอร์เมื่อเงื่อนไขยังไม่ครบ
ตั้งค่าจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไรให้เหมาะสม
การวางจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายกำไรเป็นทักษะที่เทรดเดอร์ทองคำทุกคนต้องมี ถ้าตั้งไม่ดีกำไรที่ควรได้อาจกลายเป็นขาดทุนได้ มาดูวิธีการตั้งค่าที่เหมาะสมกับแพทเทิร์นค้างคาวกัน
สำหรับจุดตัดขาดทุนในแพทเทิร์นซื้อ ควรตั้งไว้ใต้จุด D ประมาณ 10 ถึง 15 ดอลลาร์สำหรับทองคำ เพราะระดับนี้เป็นการให้พื้นที่ราคาเคลื่อนไหวเล็กน้อยโดยไม่โดนตัดออกก่อน ถ้าตั้งใกล้จุด D เกินไปอาจจะโดนหุ้นแกว่งและตัดออกไปก่อนที่ราคาจะกลับตัวไปตามทิศทางที่คาดไว้ ส่วนเป้าหมายกำไรที่หนึ่งควรตั้งไว้ที่จุด A ของแพทเทิร์น เพราะจุดนี้มักจะเป็นแนวต้านหรือแนวรับที่สำคัญ
สำหรับเป้าหมายกำไรที่สอง หากราคาทองคำสามารถทะลุจุด A ไปได้ เทรดเดอร์สามารถปรับเลื่อนจุดตัดขาดทุนขึ้นมาที่จุดเข้าเทรดเพื่อปกป้องกำไร แล้วตั้งเป้าหมายที่สองไว้ที่จุด X ของแพทเทิร์น การแบ่งขายทองคำเป็นสองส่วนแบบนี้จะช่วยให้เราได้กำไรบางส่วนก่อนและปล่อยส่วนที่เหลือไว้เพื่อไล่กำไรต่อ วิธีนี้จะช่วยลดความกดดันทางจิตใจได้ดีเพราะถึงแม้ราคาจะกลับตัวก็ยังไม่ขาดทุน
| ประเภทแพทเทิร์นค้างคาว | ตำแหน่งจุดเข้าเทรด (จุด D) | ตำแหน่งตัดขาดทุน | เป้าหมายกำไรหลัก |
|---|---|---|---|
| แพทเทิร์นซื้อ (Bullish Bat) | ราคาทองคำลงมาแตะร้อยละ 88.6 ของขา XA | ใต้จุด D ประมาณ 10-15 ดอลลาร์ | ที่จุด A ของแพทเทิร์น |
| แพทเทิร์นขาย (Bearish Bat) | ราคาทองคำขึ้นไปแตะร้อยละ 88.6 ของขา XA | เหนือจุด D ประมาณ 10-15 ดอลลาร์ | ที่จุด A ของแพทเทิร์น |
| แพทเทิร์นซื้อแบบสมบูรณ์ | ร้อยละ 88.6 ของ XA และร้อยละ 161.8 ของ BC บรรจบกัน | ใต้จุด X เดิมเล็กน้อย | ที่จุด A และจุด X ตามลำดับ |
| แพทเทิร์นขายแบบสมบูรณ์ | ร้อยละ 88.6 ของ XA และร้อยละ 161.8 ของ BC บรรจบกัน | เหนือจุด X เดิมเล็กน้อย | ที่จุด A และจุด X ตามลำดับ |
ข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์ทองคำมือใหม่มักทำกับแพทเทิร์นนี้
การเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่นจะช่วยประหยัดเวลาและเงินทุนได้มาก มาดูกันว่าเทรดเดอร์มือใหม่มักทำอะไรผิดเวลาเจอแพทเทิร์นค้างคาวในชาร์ตทองคำ
ข้อผิดพลาดแรกคือการบังคับให้เกิดแพทเทิร์น บางครั้งราคาทองคำเคลื่อนไหวไปในรูปแบบที่คล้ายกับแพทเทิร์นค้างคาวแต่อัตราส่วนฟีโบนัชชีไม่ตรงเลย เทรดเดอร์มือใหม่มักจะพยายามดัดแปลงหรือตีความให้เข้ากับสิ่งที่ตัวเองอยากเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมาก ถ้าอัตราส่วนไม่ตรงก็ให้ถือว่าไม่ใช่แพทเทิร์นและรอโอกาสใหม่ไป การบังคับเข้าออเดอร์จะนำไปสู่การขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อผิดพลาดที่สองคือการเข้าออเดอร์ก่อนที่จุด D จะเกิดขึ้นจริง บางคนเห็นราคาทองคำใกล้จะถึงระดับร้อยละ 88.6 ก็รีบเข้าออเดอร์ทันทีโดยไม่รอแท่งเทียนกลับตัว ในบางครั้งราคาทองคำอาจจะทะลุลงไปอีกทำให้จุด D เลื่อนไปตำแหน่งอื่น การรอให้ราคาสัมผัสระดับและเกิดแท่งเทียนกลับตัวก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ข้อผิดพลาดที่สามคือการไม่สนใจกรอบเวลาใหญ่ การเทรดในชาร์ตเล็กโดยไม่ดูทิศทางหลักในชาร์ตใหญ่อาจจะทำให้เราเทรดทวนกระแสโดยไม่รู้ตัว แพทเทิร์นค้างคาวในชาร์ต 15 นาทีอาจจะเป็นแค่การปรับตัวเล็กน้อยในชาร์ต 4 ชั่วโมง ดังนั้นควรเช็คทิศทางหลักก่อนเสมอ
วิธีหลีกเลี่ยงกับดักในการเทรดแพทเทิร์น
วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดคือการทำตารางเช็คลิสต์ก่อนเข้าออเดอร์ ให้เทรดเดอร์เขียนข้อกำหนดของแพทเทิร์นค้างคาวลงไปในกระดาษแล้วทำเครื่องหมายทีละข้อ ถ้ายังมีข้อใดที่ไม่ตรงก็ให้งดเข้าออเดอร์ วิธีนี้จะช่วยให้เทรดด้วยตรรกะมากกว่าอารมณ์


▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
แพทเทิร์นค้างคาวในทองคำคืออะไร
แพทเทิร์นค้างคาวหรือ Bat Pattern เป็นรูปแบบราคาแบบกลับตัวชนิดหนึ่งในกลุ่ม Harmonic ลักษณะเด่นคือมีโครงสร้าง 5 จุด คือ X A B C D โดยจุด D จะเป็นจุดที่ราคาทองคำกลับตัว จุดสำคัญคือขากลับที่จุด B ต้องเท่ากับร้อยละ 50 ของขา XA ไม่ใช่ร้อยละ 61.8 เหมือนแพทเทิร์นกาเตอร์ลีย์ หากเทรดเดอร์เข้าใจตำแหน่งของจุด D ก็จะสามารถหาจุดเข้าเทรดที่มีความเสี่ยงต่ำและมีอัตราจ่ายกำไรที่ดีได้
จุดต่างของแพทเทิร์นค้างคาวกับกาเตอร์ลีย์คืออะไร
ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะของขากลับที่จุด B และตำแหน่งของจุด D แพทเทิร์นกาเตอร์ลีย์จะให้จุด B กลับมาแค่ร้อยละ 61.8 และจุด D จะไม่ทะลุจุด X เดิม ส่วนแพทเทิร์นค้างคาวจะให้จุด B กลับมาแค่ร้อยละ 50 ของขา XA และที่สำคัญคือจุด D จะทะลุจุด X ไปเล็กน้อยที่ระดับร้อยละ 88.6 ดังนั้นการดึงเครื่องมือฟีโบนัชชีไปวัดจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อแยกความแตกต่างของสองแพทเทิร์นนี้ให้ชัดเจน
ควรตั้งจุดตัดขาดทุนที่ไหนเมื่อเทรดแพทเทิร์นค้างคาว
การตั้งจุดตัดขาดทุนหรือสต็อปลอสสำหรับแพทเทิร์นค้างคาวควรอยู่ใต้จุด D เล็กน้อยในกรณีที่เป็นแพทเทิร์นซื้อ และอยู่เหนือจุด D เล็กน้อยในกรณีที่เป็นแพทเทิร์นขาย ระยะที่เหมาะสมคือห่างจากจุด D ประมาณ 10 ถึง 15 พิปสำหรับทองคำ การตั้งสต็อปลอสในตำแหน่งนี้จะช่วยให้หากราคาทะลุจุดกลับตัวไปจริงๆ เราจะได้ตัดออกโดยไม่ต้องเสียกำไรสะสมไปมาก และยังเป็นการจำกัดความเสี่ยงให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
แพทเทิร์นค้างคาวเหมาะกับกรอบเวลาไหนในการเทรดทองคำ
แพทเทิร์นนี้สามารถใช้ได้กับทุกกรอบเวลาตั้งแต่ชาร์ต 15 นาทีจนถึงชาร์ตรายวัน แต่ที่นิยมและให้สัญญาณที่เชื่อถือได้มากที่สุดคือกรอบเวลา 1 ชั่วโมงและ 4 ชั่วโมง เพราะทองคำมักจะมีการไหลตัวของราคาที่ชัดเจนในกรอบเวลาเหล่านี้ การใช้กรอบเวลาเล็กเกินไปอาจจะเจอสัญญาณหลอกจากกระแสข่าวสั้นๆ ได้ง่าย ส่วนกรอบเวลาใหญ่เกินไปอาจทำให้รอจังหวะเข้าเทรดนานเกินไป ดังนั้นการเลือกใช้ชาร์ต 1 ชั่วโมงหรือ 4 ชั่วโมงจะเป็นจุดสมดุลที่ดีที่สุด
จะรู้ได้อย่างไรว่าจุด D ของแพทเทิร์นค้างคาวเกิดขึ้นจริง
การยืนยันว่าจุด D เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่การดูว่าราคาสัมผัสระดับฟีโบนัชชีร้อยละ 88.6 เท่านั้น แต่ต้องดูแท่งเทียนกลับตัวด้วย หากเป็นแพทเทิร์นซื้อควรรอให้เกิดแท่งเทียนกลับตัวขึ้น เช่น แท่งเทียนแบบพินบาร์หรือแท่งเทียนหลายแท่งที่แสดงการปฏิเสธราคาที่ต่ำกว่า นอกจากนี้การใช้อินดิเคเตอร์เสริมอย่าง RSI เพื่อดูการเบี่ยงเบนของราคาก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น หากมีหลายปัจจัยมาประกอบกันยืนยันจุด D โอกาสที่ราคาจะกลับตัวได้ตามแพทเทิร์นก็จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
- ▸ เทคนิคเจาะลึก Diagonal Pattern วิธีเทรดทอง XAU 2569
- ▸ เจาะลึกวิเคราะห์ Bond Yield พันธบัตรผลตอบแทนกระทบราคาทอง XAU ยังไ
- ▸ เคล็ดลับใช้ MetaTrader 5 เทรดอย่างมือโปรครบทุกฟีเจอร์
- ▸ GBP/JPY Advanced วิธีเทรด BOE BOJ Volatile Carry Cross Forex
- ▸ Delayed Gratification วิธีคิดระยะยาวสู่ Trading Success Forex
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย










TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文