เทรดทองช่วงเอเชียมักเดินแคบและเป็นกับดักมือใหม่ บทความนี้สอนหากรอบราคา เช็กทุนไหล SPDR จัดการความเสี่ยงเพื่อเทรดได้แม่นยำขึ้น 2569

การเทรดทองคำในช่วงเอเชียมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บทความนี้จะพาไปเข้าใจพฤติกรรมราคา วิธีหากรอบราคา จัดการความเสี่ยง และใช้ตัวช่วยวิเคราะห์เพื่อให้เทรดได้แม่นยำขึ้น นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ทำไมช่วงเอเชียราคาทองจึงเดินแคบและเป็นกับดักมือใหม่

หลายคนที่เพิ่งเริ่มเทรดทองคำมักจะรู้สึกว่าช่วงเวลากลางวันของเรานั้นราคาเดินเฉื่อยนิดเดียว บางครั้งไหวไปมาแค่ไม่กี่ดอลลาร์ ทำให้คนที่ชอบเทรดตามเทรนด์รู้สึกเบื่อหน่าย แต่ความจริงแล้วการที่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบนี้แหละคือโอกาสทองของคนที่เข้าใจพฤติกรรมของตลาด
เหตุผลที่ทองคำในช่วงเอเชียมักจะเดินแคบก็เพราะว่าตลาดใหญ่อย่างยุโรปและอเมริกายังไม่เปิดทำการ ปริมาณเงินที่เข้ามาซื้อขายจึงยังไม่มากพอที่จะดันราคาให้ทะลุกรอบเดิม ธนาคารกลางและกองทุนขนาดใหญ่ยังรอเวลาที่เหมาะสม ส่วนที่เหลือก็เป็นแค่การซื้อขายของเทรดเดอร์รายย่อยและตลาดในภูมิภาคนี้ ราคาจึงมักจะไปกระดอนอยู่ระหว่างเส้นรับและเส้นต้านที่เกิดจากการสะสมในช่วงที่ผ่านมา ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
กับดักของมือใหม่คือการคิดว่าราคาจะวิ่งยาวเหมือนช่วงที่ตลาดอเมริกาเปิด พอเห็นราคาเริ่มขยับขึ้นนิดหน่อยก็รีบเข้าซื้อด้วยความหวังว่าจะได้กำไรมหาศาล แต่สุดท้ายราคาก็วกกลับลงมาทะลุจุดตัดขาดทุน ทำให้เสียเงินไปฟรีๆ ดังนั้นการเข้าใจว่าช่วงเอเชียเป็นช่วงของการสะสมและกระดอนจะช่วยให้เราปรับทัศนคติและวิธีเทรดให้เหมาะสมกับสภาพตลาดจริง
วิธีหากรอบราคาทองช่วงเอเชียให้แม่นยำ
/>
การจะเทรดในช่วงเอเชียให้ได้กำไร เราต้องรู้จักวิธีการลากเส้นรับและเส้นต้านให้ถูกต้อง ไม่ใช่ลากตามใจชอบ แต่ต้องดูจากจุดที่ราคาเคยไปแตะแล้วเด้งกลับมาหลายครั้ง เพราะจุดเหล่านั้นคือบริเวณที่มีคำสั่งซื้อขายรออยู่มากพอสมควร
การใช้เส้นแนวโน้มในการกำหนดกรอบ
เริ่มต้นด้วยการดูกราฟระยะเวลา 1 ชั่วโมงหรือ 4 ชั่วโมง แล้วมองหาจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของราคาในวันก่อนๆ ลากเส้นตรงเชื่อมจุดสูงสุดเข้าด้วยกันจะได้เส้นต้าน ส่วนจุดต่ำสุดก็ลากเส้นเชื่อมกันเพื่อหาเส้นรับ ในช่วงเอเชียที่ราคายังไม่มีทิศทางชัดเจน ราคามักจะเดินไปมาระหว่างสองเส้นนี้ ถ้าราคาเข้าใกล้เส้นบนเราก็พิจารณาเปิดสถานะขาย แต่ถ้าราคาลงไปแตะเส้นล่างก็อาจจะพิจารณาเปิดสถานะซื้อ วิธีนี้เรียกว่าการเทรดในกรอบราคาหรือการเทรดแบบไปกลับ
การใช้ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังเป็นตัวช่วย
นอกจากการลากเส้นแล้ว เรายังสามารถใช้เส้นค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 20 แท่งเพื่อช่วยยืนยันทิศทางได้ ถ้าราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยนี้ แสดงว่าแรงซื้อยังคงมีอยู่ แต่ถ้าราคาอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยก็แสดงว่าแรงขายกำลังคุมตลาดอยู่ ในช่วงเอเชียที่ราคาเดินแคบ เส้นค่าเฉลี่ยนี้มักจะวางตัวเกือบขนานไปกับราคา การที่ราคาทะลุเส้นค่าเฉลี่ยขึ้นไปหรือลงมาจึงเป็นสัญญาณว่ากรอบราคาอาจจะเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว
การใช้อินดิเคเตอร์ประกอบการตัดสินใจเทรด
/>
การเทรดทองคำในช่วงเอเชียไม่ได้พึ่งพาแค่การลากเส้นอย่างเดียว การนำเครื่องมือวิเคราะห์เข้ามาช่วยจะทำให้เรามั่นใจได้มากขึ้นว่าจุดที่เราจะเข้าเทรดนั้นมีความน่าจะเป็นที่จะสำเร็จสูง เครื่องมือที่นิยมใช้กันมีอยู่ไม่กี่ตัวแต่ละตัวก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน
การใช้ดัชนีความแข็งแรงของราคา
ดัชนีความแข็งแรงของราคาหรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ RSI คือเครื่องมือที่ช่วยบอกว่าราคาถูกซื้อมากเกินไปหรือถูกขายมากเกินไป ในช่วงเอเชียที่ราคาเดินแคบ เราจะตั้งค่าระดับ 40 และ 60 เป็นเส้นแบ่ง ถ้าค่า RSI ขึ้นไปแตะระดับ 60 ขึ้นไป แสดงว่าราคาอาจจะเริ่มถูกซื้อมากเกินไปแล้ว เราก็ระวังในการเปิดสถานะซื้อ ในทางกลับกันถ้าค่า RSI ลงไปแตะระดับ 40 ลงมา ก็แสดงว่าราคาอาจจะถูกขายมากเกินไป การเปิดสถานะขายในจังหวะนี้จึงมีความเสี่ยงสูง วิธีที่ดีคือรอให้ค่า RSI กลับเข้าสู่พื้นที่ปกติแล้วค่อยพิจารณาเข้าเทรดตามทิศทางที่เครื่องมือบอก
การใช้ดัชนีแมคดี
ดัชนีแมคดีหรือ MACD เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่นิยมใช้ในการหาจังหวะเข้าเทรด โดยจะดูการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยและฮิสโทแกรม ในช่วงเอเชียที่ราคาเดินแคบ เราจะเน้นดูว่าเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสองเส้นของแมคดีมีการตัดกันที่ตรงกับจุดที่ราคาไปแตะเส้นรับหรือเส้นต้านหรือไม่ ถ้าเกิดการตัดกันขึ้นที่บริเวณเส้นรับ ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าราคาอาจจะเด้งกลับขึ้นมาได้ แต่ถ้าเกิดการตัดกันลงที่บริเวณเส้นต้าน ก็เป็นสัญญาณว่าราคาอาจจะเริ่มลงได้ การใช้แมคดีร่วมกับเส้นแนวโน้มจะช่วยลดความเสี่ยงในการเข้าเทรดผิดจังหวะได้มาก
วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนและจุดเก็บกำไรให้สมเหตุสมผล

การตั้งจุดตัดขาดทุนเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการเทรดทองคำโดยเฉพาะในช่วงเอเชียที่ราคาอาจจะแกว่งไปมาก่อนจะไปในทิศทางที่เราคาดไว้ ถ้าเราตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ใกล้เกินไป ก็จะถูกหลอกให้ออกจากตลาดก่อนที่ราคาจะวิ่งไปในทิศทางที่เราคาดไว้ แต่ถ้าตั้งไว้ไกลเกินไปก็จะเสียเงินมากเกินไปเมื่อราคาทำลายกรอบจริงๆ
วิธีที่ผมแนะนำคือการตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ห่างจากเส้นรับหรือเส้นต้านไปประมาณ 20 ถึง 30 พิป หรือประมาณ 2 ถึง 3 ดอลลาร์ สำหรับทองคำ การวางเอาไว้บริเวณนี้จะช่วยให้เราไม่โดนหลอกให้ออกจากตลาดจากการแกว่งของราคาในระยะสั้น ในขณะเดียวกันก็ยังควบคุมความเสี่ยงไว้ในระดับที่รับได้ สำหรับจุดเก็บกำไร ในช่วงเอเชียที่ราคาเดินแคบ เรามักจะตั้งเป้าไว้ที่ระยะครึ่งหนึ่งของความกว้างของกรอบราคา ถ้ากรอบราคากว้าง 10 ดอลลาร์ เราก็ตั้งเป้าเก็บกำไรไว้ที่ 5 ดอลลาร์จากจุดเข้า การตั้งเป้าแบบนี้จะทำให้เราสามารถทำกำไรได้จริงโดยไม่ต้องรอจนถึงเส้นรับหรือเส้นต้านอีกฝั่งซึ่งอาจจะไม่ไปถึง
นอกจากนี้การปรับย้ายจุดตัดขาดทุนไปยังจุดเข้าเทรดเมื่อราคาเดินไปในทิศทางที่เราคาดไว้ครึ่งทางก็เป็นเทคนิคที่ดี วิธีนี้จะช่วยให้เราลดความเสี่ยงลงเหลือศูนย์และปล่อยให้ราคาวิ่งไปหาเป้าหมายต่อไปได้อย่างสบายใจ ถ้าราคาวกกลับมาเราก็จะไม่ขาดทุน แต่ถ้าราคาไปถึงเป้าก็จะได้กำไรเต็มจำนวน เป็นวิธีที่ช่วยให้การเทรดในช่วงเอเชียมีความมั่นคงมากขึ้น
ตัวอย่างการคำนวณกำไรและขนาดล็อตจริง
มาดูตัวอย่างการเทรดจริงกันครับ สมมติว่าทองคำราคาอยู่ที่ 2,569 ดอลลาร์ต่อนซ์ในช่วงเช้า เราพบว่าเส้นต้านอยู่ที่ 2,572 ดอลลาร์และเส้นรับอยู่ที่ 2,565 ดอลลาร์ ราคาได้ลงไปแตะบริเวณเส้นรับและเกิดแท่งเทียนกลับตัวขึ้น เราจึงตัดสินใจเปิดสถานะซื้อที่ราคา 2,566 ดอลลาร์ โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 2,563 ดอลลาร์ซึ่งห่างจากจุดเข้า 3 ดอลลาร์หรือ 30 พิป และตั้งเป้าเก็บกำไรไว้ที่ 2,570 ดอลลาร์ซึ่งห่างจากจุดเข้า 4 ดอลลาร์หรือ 40 พิป
ถ้าเรามีทุน 1,000 ดอลลาร์และต้องการเสี่ยงไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ของทุนต่อครั้ง ความเสี่ยงที่รับได้คือ 20 ดอลลาร์ การคำนวณขนาดล็อตที่เหมาะสมคือเอาความเสี่ยงที่รับได้หารด้วยระยะการตั้งจุดตัดขาดทุนในหน่วยดอลลาร์ ในที่นี้เราตั้งจุดตัดขาดทุนห่าง 3 ดอลลาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 30 พิป สำหรับทองคำ 1 ล็อต 1 พิปมีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์ ดังนั้น 30 พิปจะมีค่าเท่ากับ 30 ดอลลาร์ต่อ 1 ล็อต เมื่อเราเสี่ยงได้ 20 ดอลลาร์ การคำนวณจะได้ว่า 20 หารด้วย 30 เท่ากับ 0.66 ล็อต แต่เพื่อความปลอดภัยเราควรใช้ขนาดล็อตที่ 0.6 ล็อต
เมื่อราคาขึ้นไปถึงเป้าหมายที่ 2,570 ดอลลาร์ เราจะได้กำไร 40 พิป คูณด้วยขนาดล็อต 0.6 จะได้กำไรทั้งหมด 24 ดอลลาร์ คิดเป็นผลตอบแทน 2.4 เปอร์เซ็นต์ของทุน ในขณะที่ความเสี่ยงที่เราตั้งไว้คือ 18 ดอลลาร์ อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจึงอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 1.33 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราส่วนที่รับได้ในการเทรดช่วงเอเชีย ถ้าเราสามารถทำแบบนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ กำไรสะสมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอจังหวะที่ราคาวิ่งแรงเหมือนช่วงที่ตลาดอเมริกาเปิด
การเปรียบเทียบช่วงเวลาเทรดทองคำ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการเทรดในช่วงเอเชียแตกต่างจากช่วงอื่นอย่างไร ผมได้จัดทำตารางเปรียบเทียบไว้ดังนี้
| ช่วงเวลาเทรด | พฤติกรรมราคา | ความเสี่ยง | กลยุทธ์ที่เหมาะสม |
|---|---|---|---|
| ช่วงเอเชีย (07.00 – 14.00 น.) | ราคาเดินแคบ กระดอนในกรอบ | ความเสี่ยงต่ำ ราคาไม่พุ่งแรง | เทรดในกรอบราคา ซื้อล่างขายบน |
| ช่วงยุโรป (14.00 – 20.00 น.) | ราคาเริ่มมีทิศทาง มวลเงินเข้ามาก | ความเสี่ยงปานกลาง ราคาเริ่มไหว | เทรดตามเทรนด์ที่เริ่มเกิดขึ้น |
| ช่วงอเมริกา (20.00 – 24.00 น.) | ราคาวิ่งแรง มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญ | ความเสี่ยงสูง ราคาเด้งรุนแรง | เทรดตามข่าวหรือเทรนด์รุนแรง |
| ช่วงปิดตลาด (00.00 – 07.00 น.) | ราคาเดินช้า สภาพคล่องต่ำมาก | ความเสี่ยงจากส่วนต่างราคาซื้อขาย | งดเทรดหรือรอดูทิศทางในวันใหม่ |
ข้อควรระวังและความเข้าใจผิดที่ต้องแก้
หลายคนอาจจะเข้าใจว่าการเทรดในช่วงเอเชียนั้นปลอดภัยกว่าช่วงอื่นเสมอ แต่ความจริงก็คือทุกช่วงเวลามีความเสี่ยงเป็นของตัวเอง ในช่วงเอเชียถึงแม้ราคาจะเดินแคบ แต่ถ้ามีข่าวเศรษฐกิจสำคัญออกมาจากประเทศในภูมิภาคนี้ เช่นข่าวอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือสเตรเลีย ราคาทองคำก็สามารถเด้งได้รุนแรงไม่แพ้ช่วงอเมริกา ดังนั้นการติดตามปฏิทินเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
อีกหนึ่งความเข้าใจผิดคือการคาดหวังว่าราคาจะไปแตะเส้นรับหรือเส้นต้านเสมอ ในความเป็นจริงราคาอาจจะเดินไปได้แค่ครึ่งทางแล้วกลับตัว ถ้าเรายืนรอที่จะเก็บกำไรที่เส้นรับหรือเส้นต้านเท่านั้น เราอาจจะพลาดโอกาสในการเก็บกำไรที่เกิดขึ้นจริง การปรับเป้าเก็บกำไรให้เหมาะสมกับสภาพตลาดในขณะนั้นจึงเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน บางครั้งการเก็บกำไรเร็วกว่าที่วางแผนไว้ก็ดีกว่ารอจนราคาวกกลับมาทำลายจุดเข้าของเรา
สุดท้ายการเทรดในช่วงเอเชียต้องใช้ความอดทนสูง ไม่ใช่ทุกวันที่ราคาจะเข้ามาแตะเส้นรับหรือเส้นต้านพอดี บางวันราคาอาจจะเดินไปมาแค่ในระยะแคบๆ ตลอดทั้งวัน ถ้าเราเข้าเทรดทุกครั้งที่ราคาเคลื่อนไหวโดยไม่รอให้ราคาไปแตะจุดที่กำหนดไว้ ความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็จะสูงตามไปด้วย การรอจังหวะที่ดีที่สุดแม้จะได้เทรดน้อยครั้งลงก็ตาม แต่คุณภาพของการเทรดแต่ละครั้งจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นี่คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้การเทรดทองคำในช่วงเอเชียเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอได้จริง
/>
/>
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย

ทำไมทองคำช่วงเอเชียถึงเดินในกรอบแคบ
ช่วงเอเชียคือเวลาที่ตลาดยุโรปและอเมริกายังไม่เปิด ปริมาณเงินที่เข้ามาซื้อขายจึงน้อยกว่าช่วงอื่น ธนาคารกลางของประเทศใหญ่ๆ ยังไม่ทำธุรกรรมหนัก ทำให้แรงซื้อขายไม่พอจะดันราคาทะลุกรอบเดิม ราคาเลยชอบไปกระดอนอยู่ระหว่างเส้นรับและเส้นต้าน เทรดเดอร์จึงมักใช้ช่วงนี้หาจุดเข้าแบบเก็บกำไรสั้นๆ
เวลาไหนคือช่วงเอเชียที่เหมาะสำหรับเทรดทอง
ช่วงเอเชียที่เทรดเดอร์ทั่วไปให้ความสนใจคือประมาณ 7 โมงเช้าถึงบ่าย 2 โมงตามเวลาประเทศไทย เพราะเป็นช่วงที่ตลาดโตเกียวเปิดและมีการซื้อขายจริง ก่อนหน้านั้นราคาอาจยังเคลื่อนไหวช้าเกินไป ส่วนบ่าย 2 โมงเป็นจุดที่ตลาดยุโรปเริ่มเข้ามา ราคาอาจพังกรอบเก่าได้ง่าย จึงควรระวังและพิจารณาปิดสถานะถ้ายังไม่ทำกำไร
ใช้ค่าเฉลี่ยล็อตเท่าไรจึงปลอดภัยสำหรับเทรดช่วงเอเชีย
การกำหนดขนาดล็อตขึ้นอยู่กับเงินทุนและระยะการตั้งจุดตัดขาดทุนของแต่ละคน สมมติว่ามีทุน 1,000 ดอลลาร์ และตั้งใจเสี่ยงไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ต่อครั้ง ก็จะเสี่ยงได้ 20 ดอลลาร์ ถ้าจุดตัดขาดทุนห่างจากจุดเข้า 200 พิป ก็จะสามารถใช้ขนาดล็อตได้ประมาณ 0.01 ล็อต สำคัญคือต้องคำนวณจากความเสี่ยงไม่ใช่ความโลภ
ถ้าราคาทะลุเส้นต้านในช่วงเอเชียควรทำอย่างไร
ปกติแล้วการทะลุเส้นต้านในช่วงเอเชียมักเป็นแรงเทียมที่เกิดจากการขาดสภาพคล่อง ดังนั้นถ้ายังไม่มีแรงซื้อจริงจากตลาดยุโรป ราคามักจะวกกลับลงมา ถ้าเรายืนอยู่ฝั่งซื้อก็ควรรีบเก็บกำไรบางส่วน หรือถ้ายืนอยู่ในสถานะขายก็อย่ารีบตื่น ให้สังเกตว่าราคาปิดแท่งเทียนได้เหนือเส้นต้านจริงหรือไม่ ถ้าปิดไม่ได้ก็ยังถือสถานะเดิมไว้ได้
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำเวลาเทรดทองช่วงเอเชียคืออะไร
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการคาดหวังกำไรมากเกินไปในช่วงที่ราคาเดินแคบ บางคนเห็นราคาไหวนิดหน่อยก็รีบเข้าเทรดโดยไม่รอให้ราคาไปแตะเส้นรับหรือเส้นต้านก่อน อีกอย่างคือการลืมตั้งจุดตัดขาดทุนเพราะคิดว่าราคาจะไม่พุ่งแรง ความจริงคือในช่วงเอเชียถ้ามีข่าวเศรษฐกิจสำคัญออกมา ราคาทองก็สามารถเด้งได้เร็วและรุนแรงเช่นกัน จึงต้องมีวินัยในการวางแผนเสมอ
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย
























