

การเทรดทองคำด้วยระบบ Anti Martingale คือการเพิ่มขนาดล็อตเมื่อเรากำไร เพื่อรีดเค้นกำไรในจังหวะที่ตลาดเป็นขาขึ้นหรือขาลงอย่างชัดเจน วิธีนี้ปลอดภัยกว่าการเพิ่มล็อตเมื่อขาดทุนเพราะเราใช้เงินกำไรเล่นต่อ นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ
ทำไมต้องเพิ่มขนาดออเดอร์เมื่อได้กำไร
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราถึงต้องเสี่ยงเพิ่มล็อตตอนที่กำไร ทั้งที่เก็บเงินเข้ากระเป๋าแล้วน่าจะปลอดภัยกว่า คำตอบคือเราต้องการใช้ประโยชน์จากจังหวะที่ตลาดทองคำกำลังวิ่งเป็นเทรนด์อย่างแรง หากเราเปิดออเดอร์ด้วยขนาดเท่าเดิมตลอดเวลา เราจะไม่มีทางเพิ่มผลตอบแทนให้โตขึ้นได้เลย
เมื่อราคาทองคำเริ่มวิ่งเป็นทิศทางเดียวยาวๆ การเพิ่มล็อตในออเดอร์ถัดไปจะช่วยให้กำไรทบต้นเร็วกว่าปกติมาก สมมุติว่าเราเทรดได้กำไร 3 แท่งติดต่อกัน หากเราใช้ล็อตเท่าเดิมกำไรจะเพิ่มขึ้นแบบเส้นตรง แต่ถ้าเราค่อยๆ เพิ่มล็อตตามขนาดกำไรที่เข้ามา ผลตอบแทนรวมจะโตแบบก้าวกระโดด ที่สำคัญคือเราใช้เงินกำไรจากตลาดมาเล่นต่อ ไม่ใช่เอาเงินทุนต้นไปเสี่ยงเพิ่ม ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
วิธีนี้แตกต่างจากการเพิ่มล็อตเมื่อขาดทุนแบบเดิมๆ ที่ลูกศิษย์หลายคนอาจเคยทำมาก่อน การเพิ่มล็อตตอนขาดทุนคือการเอาเงินทุนที่เหลือไปเสี่ยงเพื่อหวังจะเอาคืน แต่การเพิ่มล็อตตอนกำไรคือการเอาเงินที่ตลาดให้มาเล่นต่อเพื่อให้กำไรโตขึ้น หากเราเข้าใจหลักการนี้และทำตามแผนอย่างเคร่งครัด โอกาสที่เราจะรวยจากการเทรดทองคำจะสูงขึ้นมาก
วิธีคำนวณขนาดล็อตเบื้องต้น
การคำนวณขนาดล็อตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในระบบนี้ เพราะหากเราเพิ่มล็อตมากเกินไป ออเดอร์เดียวที่ขาดทุนก็กลืนกำไรที่สะสมไว้ทั้งหมดได้ เราต้องคำนวณให้แม่นยำว่าแต่ละขั้นควรเพิ่มล็อตขนาดไหน และต้องตั้งจุดตัดขาดทุนให้สมเหตุสมผลกับขนาดล็อตที่เพิ่มขึ้นด้วย
วิธีง่ายๆ คือให้เริ่มต้นด้วยล็อตเล็กๆ ก่อน เช่น 0.05 ล็อต หากออเดอร์แรกได้กำไร เราค่อยเพิ่มเป็น 0.07 ล็อตในออเดอร์ถัดไป และถ้าออเดอร์ที่สองยังได้กำไรอีก ออเดอร์ที่สามก็เพิ่มเป็น 0.10 ล็อต การเพิ่มขนาดล็อตแบบทีละน้อยจะช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่าการเพิ่มแบบก้าวกระโดด หากเราเพิ่มจาก 0.05 ล็อตเป็น 0.20 ล็อตในครั้งเดียว ความเสี่ยงจะสูงเกินไปและอาจทำให้เราเสียกำไรที่สะสมไว้ทั้งหมดในออเดอร์เดียว
ตัวอย่างการคำนวณจริงคือ สมมุติว่าเรามีเงินทุน 1,000 ดอลลาร์ ราคาทองคำอยู่ที่ 2,569 ดอลลาร์ต่อนซ์ เราตั้งใจจะเปิดออเดอร์ซื้อด้วยล็อตเริ่มต้น 0.05 ล็อต โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ราคา 2,564 ดอลลาร์ ซึ่งห่างจากราคาเปิดออเดอร์ 5 ดอลลาร์ คิดเป็น 500 พอยต์ มูลค่าการขาดทุนหากราคาไปแตะจุดตัดขาดทุนจะเท่ากับ 25 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของเงินทุน ถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ หากออเดอร์นี้ได้กำไร 50 ดอลลาร์ เราก็จะมีเงินทุนรวม 1,050 ดอลลาร์ และเราสามารถเพิ่มล็อตในออเดอร์ถัดไปเป็น 0.07 ล็อตได้ โดยยังคงตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ระยะ 5 ดอลลาร์เหมือนเดิม ซึ่งจะทำให้มูลค่าการขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็น 35 ดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 3.3 ของเงินทุนใหม่ ซึ่งก็ยังถือว่าสมเหตุสมผลอยู่
ตัวอย่างการคำนวณกำไรแบบขั้นบันได
มาดูตัวอย่างจริงกัน สมมุติว่าเราเทรดทองคำที่ราคา 2,569 ดอลลาร์ต่อนซ์ เริ่มต้นด้วยเงินทุน 2,000 ดอลลาร์ เราเปิดออเดอร์ขายด้วยล็อต 0.10 ล็อต ตั้งเป้าหมายกำไรไว้ที่ราคา 2,559 ดอลลาร์ ห่างจากราคาเปิด 10 ดอลลาร์ และตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ราคา 2,574 ดอลลาร์ ห่าง 5 ดอลลาร์ หากราคาลงไปแตะเป้าหมาย เราจะได้กำไร 100 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคาขึ้นไปแตะจุดตัดขาดทุน เราจะขาดทุน 50 ดอลลาร์
ต่อมาเมื่อเดอร์แรกได้กำไร 100 ดอลลาร์ เงินทุนรวมเป็น 2,100 ดอลลาร์ เราเพิ่มล็อตเป็น 0.15 ล็อตในออเดอร์ถัดไป ตั้งเป้าหมายกำไรและจุดตัดขาดทุนที่ระยะเดิมคือ 10 ดอลลาร์กำไรและ 5 ดอลลาร์ขาดทุน หากออเดอร์ที่สองได้กำไร เราจะได้เพิ่ม 150 ดอลลาร์ รวมเป็นเงินทุน 2,250 ดอลลาร์ จากนั้นเราเพิ่มล็อตเป็น 0.20 ล็อตในออเดอร์ที่สาม หากออเดอร์ที่สามได้กำไรอีก เราจะได้เพิ่ม 200 ดอลลาร์ รวมเป็นเงินทุน 2,450 ดอลลาร์ ดังนั้นกำไรรวมจากสามออเดอร์คือ 450 ดอลลาร์ แต่ถ้าเราใช้ล็อต 0.10 ตลอดเวลา กำไรรวมจะเป็นเพียง 300 ดอลลาร์เท่านั้น
การตั้งจุดตัดขาดทุนเมื่อเพิ่มล็อต
เมื่อเราเพิ่มขนาดล็อต การตั้งจุดตัดขาดทุนจะต้องปรับให้เหมาะสมด้วย หากเราเพิ่มล็อตจาก 0.10 เป็น 0.15 ล็อต แต่ยังตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ระยะเดิม มูลค่าการขาดทุนจะเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นเราต้องคำนึงถึงเงินทุนทั้งหมดและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในแต่ละออเดอร์เสมอ
กฎคืออย่าให้การขาดทุนในออเดอร์เดียวเกินร้อยละ 3 ของเงินทุนรวม หากเรามีเงินทุน 2,000 ดอลลาร์ การขาดทุนสูงสุดที่ยอมรับได้คือ 60 ดอลลาร์ หากเราเปิดออเดอร์ด้วย 0.20 ล็อต ราคาทองคำขยับ 1 ดอลลาร์จะเท่ากับ 20 ดอลลาร์ ดังนั้นเราตั้งจุดตัดขาดทุนได้ไม่เกิน 3 ดอลลาร์จากราคาเปิดออเดอร์ แต่ถ้าเราเปิดด้วย 0.10 ล็อต เราตั้งจุดตัดขาดทุนได้สูงสุด 6 ดอลลาร์จากราคาเปิดออเดอร์ ยิ่งล็อตใหญ่ขึ้นเท่าไร จุดตัดขาดทุนก็ต้องแคบลงเท่านั้น เพื่อรักษาวงเงินเสี่ยงให้อยู่ในระดับเดิม
อีกวิธีคือการใช้ระดับราคาที่สำคัญเป็นจุดตัดขาดทุน เช่น ราคาทองคำ 2,569 ดอลลาร์ เราเปิดออเดอร์ซื้อและตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ใต้แนวรับสำคัญที่ราคา 2,565 ดอลลาร์ ห่างจากราคาเปิด 4 ดอลลาร์ หากเราใช้ล็อต 0.10 การขาดทุนจะเท่ากับ 40 ดอลลาร์ แต่ถ้าเราต้องการเพิ่มล็อตเป็น 0.15 การขาดทุนจะเพิ่มเป็น 60 ดอลลาร์ เราต้องดูว่าร้อยละ 3 ของเงินทุนเท่ากับเท่าไร หากเงินทุนมี 2,000 ดอลลาร์ ร้อยละ 3 คือ 60 ดอลลาร์ ก็ถือว่าพอดี แต่ถ้าเงินทุนยังไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์ เราอาจต้องลดล็อตลงหรือหาจุดตัดขาดทุนที่ใกล้ขึ้น
การใช้ตัวช่วยวัดแนวโน้มทองคำ
การเพิ่มล็อตเมื่อกำไรจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อตลาดทองคำมีแนวโน้มชัดเจน หากราคาไซด์เวย์หรือกระโดดไปมาไม่มีทิศทาง การเพิ่มล็อตจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น เราต้องมีตัวช่วยวัดแนวโน้มเพื่อยืนยันว่าทองคำกำลังจะวิ่งเป็นเทรนด์จริงๆ ก่อนที่จะเริ่มเพิ่มล็อต
ตัวช่วยวัดที่นิยมใช้คือเส้นค่าเฉลี่ยราคา 20 แท่งและ 50 แท่ง หากราคาทองคำปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสองเส้นและเส้นค่าเฉลี่ย 20 แท่งอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 แท่ง แสดงว่าทองคำอยู่ในขาขึ้น การเพิ่มล็อตในออเดอร์ซื้อจะมีโอกาสได้กำไรสูง แต่ถ้าราคาปิดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสองเส้นและเส้นค่าเฉลี่ย 20 แท่งอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ย 50 แท่ง ทองคำอยู่ในขาลง การเพิ่มล็อตในออเดอร์ขายจะมีโอกาสได้กำไรสูงกว่า แต่ถ้าราคาแกว่งไปมาเฉียดเส้นค่าเฉลี่ยโดยไม่มีทิศทางชัดเจน ควรหยุดเพิ่มล็อตและรอจนกว่าแนวโน้มจะชัดเจนอีกครั้ง
นอกจากนี้เรายังใช้ดัชนีความแข็งแรงของราคาหรือ RSI เป็นตัวช่วยวัดแนวโน้มได้ หากดัชนีอยู่เหนือระดับ 50 อย่างต่อเนื่อง แสดงว่าแรงซื้อยังคงมีอยู่ การเพิ่มล็อตในออเดอร์ซื้อจะมีโอกาสได้กำไร แต่ถ้าดัชนีอยู่ใต้ระดับ 50 แรงขายยังคงมีอยู่ การเพิ่มล็อตในออเดอร์ขายจะมีโอกาสได้กำไร แต่ถ้าดัชนีแกว่งไปมาเฉียดระดับ 50 โดยไม่ชี้ทิศทางชัดเจน ตลาดยังไม่มีแนวโน้ม ควรหยุดเพิ่มล็อตจนกว่าจะเห็นสัญญาณชัดเจน
การเปรียบเทียบระบบเพิ่มล็อตตอนกำไรกับระบบอื่น
มาดูกันว่าระบบ Anti Martingale ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้นมีจุดเด่นและจุดอ่อนแตกต่างจากระบบการจัดการเงินทุนแบบอื่นอย่างไร เพื่อให้เราเข้าใจชัดเจนว่าระบบนี้เหมาะกับสไตล์การเทรดของเราหรือไม่
| ระบบการจัดการเงิน | การเพิ่มล็อต | ความเสี่ยง | เหมาะกับตลาด |
|---|---|---|---|
| Anti Martingale | เพิ่มเมื่อกำไร | ปานกลางต่ำ | มีแนวโน้มชัดเจน |
| Martingale | เพิ่มเมื่อขาดทุน | สูงมาก | กรอบราคาแคบ |
| Fixed Lot | ไม่เพิ่มล็อต | ต่ำ | ทุกสภาวะตลาด |
| Grid Trading | เพิ่มตามระยะราคา | สูง | ราคากระโดดไปมา |
จากตารางจะเห็นได้ว่าระบบ Anti Martingale มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางต่ำ เพราะเราเพิ่มล็อตเฉพาะเมื่อกำไรเท่านั้น และเหมาะกับตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน หากตลาดไซด์เวย์หรือกระโดดไปมา การเพิ่มล็อตจะไม่ได้ผล ในขณะที่ระบบ Martingale ที่เพิ่มล็อตเมื่อขาดทุนมีความเสี่ยงสูงมาก แต่อาจได้ผลในตลาดที่ราคากระโดดไปมาในกรอบแคบ ส่วนการใช้ล็อตคงที่จะปลอดภัยที่สุดแต่กำไรจะไม่โตเร็ว และระบบ Grid Trading ที่เพิ่มล็อตตามระยะราคาก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
ข้อควรระวังและวิธีรักษาวินัย
การเทรดด้วยระบบ Anti Martingale ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องมีวินัยสูงในการทำตามแผน หากเราเพิ่มล็อตมากเกินไปหรือเพิ่มในจังหวะที่ตลาดไม่มีแนวโน้ม เราอาจเสียกำไรที่สะสมไว้ทั้งหมดได้ ข้อควรระวังที่สำคัญคืออย่าโลภและอย่าทำตามอารมณ์ ต้องทำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด
ข้อควรระวังอย่างแรกคืออย่าเพิ่มล็อตมากเกินไปในครั้งเดียว การเพิ่มจาก 0.10 ล็อตเป็น 0.15 ล็อตถือว่าพอเหมาะ แต่ถ้ากระโดดจาก 0.10 เป็น 0.30 ล็อตในครั้งเดียวความเสี่ยงจะสูงเกินไป ข้อควรระวังอย่างที่สองคืออย่าเพิ่มล็อตในจังหวะที่ตลาดไม่มีแนวโน้ม หากราคาทองคำไซด์เวย์หรือกระโดดไปมาไม่มีทิศทาง การเพิ่มล็อตจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ควรรอจนกว่าจะเห็นแนวโน้มชัดเจนก่อนจึงค่อยเพิ่มล็อต ข้อควรระวังอย่างที่สามคืออย่าลืมตั้งจุดตัดขาดทุนทุกครั้ง การเพิ่มล็อตโดยไม่ตั้งจุดตัดขาดทุนเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะหากราคากลับทิศทางเราอาจเสียเงินมหาศาลในออเดอร์เดียว ข้อควรระวังอย่างที่สี่คือรู้จักหยุดเมื่อได้กำไรตามเป้าหมาย หากเราทำกำไรได้ตามเป้าที่ตั้งไว้แล้ว ควรหยุดเทรดในวันนั้นและถอนกำไรออกไปเก็บไว้ อย่าเทรดจนกว่าจะหมดเวลาหรือจนกว่าจะเสียกำไรคืน
การวางแผนการถอนกำไร
การถอนกำไรเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม เมื่อเราทำกำไรได้ตามเป้าหมาย เราควรถอนกำไรส่วนหนึ่งออกไปเก็บไว้ เช่น ถอนร้อยละ 50 ของกำไรออกไป และทิ้งไว้ในบัญชีเทรดร้อยละ 50 เพื่อใช้เป็นทุนต่อไป วิธีนี้จะช่วยให้เราไม่เสียกำไรที่ได้คืนไปกับตลาด และยังเป็นการสร้างวินัยในการเทรดอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น หากเราเริ่มต้นด้วยเงินทุน 1,000 ดอลลาร์ และทำกำไรได้ 500 ดอลลาร์ในหนึ่งสัปดาห์ เราควรถอน 250 ดอลลาร์ออกไป และทิ้งไว้ในบัญชี 1,250 ดอลลาร์ เพื่อใช้เทรดต่อในสัปดาห์ถัดไป การถอนกำไรออกไปเก็บไว้จะช่วยให้เรามีเงินสดอยู่ในมือ และลดความเสี่ยงที่จะเสียเงินทั้งหมดคืนไปกับตลาด หากเราทำแบบนี้ต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ในระยะยาวเราจะสะสมเงินกำไรได้มากพอสมควร และยังคงมีเงินทุนสำหรับเทรดต่อไปอย่างไม่มีสะดุด
การรับมือเมื่อเดอร์ขาดทุน
ในระบบ Anti Martingale การขาดทุนเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้น เมื่อเดอร์ขาดทุน เราต้องลดขนาดล็อตกลับไปเป็นขนาดเริ่มต้นทันที หากเราเพิ่มล็อตจาก 0.10 เป็น 0.15 และออเดอร์ที่ใช้ 0.15 ล็อตขาดทุน เราต้องลดล็อตกลับเป็น 0.10 ในออเดอร์ถัดไป การลดล็อตกลับเป็นขนาดเริ่มต้นจะช่วยป้องกันการเสียเงินทุนต้นมากเกินไป และช่วยให้เราเริ่มต้นสะสมกำไรใหม่ได้โดยไม่เสี่ยงเพิ่ม
สิ่งสำคัญคืออย่าพยายามเอาคืนเมื่อขาดทุน หลายคนเมื่อขาดทุนแล้วอยากเอาคืนทันที จึงเพิ่มล็อตในออเดอร์ถัดไป ซึ่งเป็นการทำผิดหลักการของระบบนี้โดยสิ้นเชิง ระบบนี้ให้เราเพิ่มล็อตเฉพาะเมื่อกำไรเท่านั้น เมื่อขาดทุนเราต้องลดล็อตกลับเป็นขนาดเริ่มต้นและรอจังหวะเข้าใหม่ หากเราทำตามหลักการนี้อย่างเคร่งครัด โอกาสที่เราจะเสียเงินทุนทั้งหมดจะน้อยมาก และโอกาสที่เราจะสะสมกำไรได้ในระยะยาวจะสูงขึ้นมาก
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
ระบบ Anti Martingale ต่างจาก Martingale ปกติอย่างไร
Martingale ปกติจะเพิ่มขนาดล็อตเมื่อเราเสียเพื่อทำกำไรทุนคืน แต่ Anti Martingale ทำตรงกันข้ามคือเพิ่มล็อตเมื่อเรากำไรแล้ว หากเทรดทองคำแล้วราคาเข้าเป้ากำไร 1,000 ดอลลาร์ เราอาจเพิ่มล็อตในออเดอร์ถัดไปจาก 0.10 เป็น 0.15 ล็อต เพื่อรีดกำไรในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นจริงๆ วิธีนี้ปลอดภัยกว่าเพราะเราใช้เงินกำไรเล่นแทนที่จะเสี่ยงเงินทุนต้นเพิ่ม
ควรเพิ่มขนาดล็อตเป็นกี่เท่าหลังจากได้กำไร
โดยทั่วไปแนะนำให้เพิ่มขนาดล็อตขึ้นร้อยละ 25 ถึง 50 ของล็อตเดิม ไม่ใช่เพิ่มทวีคูณเป็นสองเท่า เพราะการเพิ่มแบบก้าวกระโดดจะทำให้ความเสี่ยงสูงเกินไป ตัวอย่างเช่น หากเราเปิดออเดอร์แรกที่ 0.10 ล็อตและได้กำไร เราอาจเพิ่มเป็น 0.12 ถึง 0.15 ล็อตในออเดอร์ถัดไป การเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้เราจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่าและยังคงรักษาเงินทุนต้นไว้ได้
จะตั้งจุดตัดขาดทุนยังไงเมื่อเพิ่มล็อตแล้ว
การตั้งจุดตัดขาดทุนต้องคำนวณจากเงินทุนทั้งหมดและระยะราคาที่เรายอมรับได้ โดยทั่วไปจะตั้งไว้ที่ร้อยละ 2 ถึง 3 ของเงินทุนต่อการเปิดออเดอร์หนึ่งครั้ง หากเราเพิ่มล็อตจาก 0.10 เป็น 0.15 ล็อต เราต้องปรับจุดตัดขาดทุนให้แคบลงเพื่อควบคุมมูลค่าการขาดทุนให้เท่าเดิม ตัวอย่างเช่น เดิมตั้งขาดทุนที่ 10 ดอลลาร์ต่อพอยต์ เมื่อเพิ่มล็อตก็ต้องลดระยะราคาลงเหลือ 7 พอยต์เพื่อรักษาวงเงินเสี่ยงไม่ให้เกิน 70 ดอลลาร์
ระบบนี้เหมาะกับการเทรดทองคำในช่วงเวลาไหน
ระบบ Anti Martingale เหมาะกับการเทรดทองคำในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง แต่ไม่เหมาะกับตลาดที่ราคาไซด์เวย์หรือกระโดดไปมา เพราะการเพิ่มล็อตในตลาดที่ไม่มีทิศทางจะทำให้เราเสียกำไรที่สะสมไว้ทั้งหมด ควรใช้ระบบนี้เมื่อเห็นว่าทองคำเริ่มวิ่งเป็นเทรนด์แน่นอน เช่น ราคาทะลุแนวต้านสำคัญและมีแรงซื้อหนาแน่น หรือช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจใหญ่ๆ ผลักดันราคาให้เคลื่อนไหวรุนแรง
จะรู้ได้อย่างไรว่าควรหยุดเพิ่มล็อตและถอนกำไร
ควรกำหนดเป้าหมายกำไรรวมไว้ล่วงหน้า เช่น เมื่อทำกำไรได้ 500 ดอลลาร์จากการเพิ่มล็อตแบบขั้นบันได ก็ควรหยุดเทรดในวันนั้นและถอนกำไรส่วนหนึ่งออกไปเก็บไว้ นอกจากนี้หากราคาทองคำเริ่มแกว่งในกรอบแคบหรือเกิดสัญญาณกลับตัวของเทรนด์ ก็ควรหยุดเพิ่มล็อตทันทีเพื่อรักษากำไรที่ได้ไว้ การมีวินัยในการถอนกำไรออกจากบัญชีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้เราเสียกำไรที่สะสมไว้คืนไปกับตลาดในระยะยาว
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文