มาร์จิ้น (Margin) คือเงินค้ำประกันในบัญชีที่โบรกเกอร์กันไว้เมื่อเปิดสถานะ ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่เป็นหลักประกันว่าผู้เทรดมีทุนรองรับความเสียหายได้ ขนาดมาร์จิ้นคำนวณจากขนาดสถานะหารด้วยลีเวอเรจ ยิ่งใช้ลีเวอเรจสูงยิ่งกันเงินน้อยแต่ความเสี่ยงถูกทำลายบัญชียิ่งง่าย
มาร์จิ้น (Margin) คืออะไร
เมื่อเปิดสถานะ โบรกเกอร์จะแยกเงินส่วนหนึ่งเป็น used margin เงินที่เหลือเรียกว่า free margin ใช้เป็นกันชนรับลอยกำไรขาดทุน ถ้าขาดทุนลอยมากจน free margin ใกล้หมด แพลตฟอร์มจะแจ้ง margin call เตือนให้เพิ่มเงินหรือปิดสถานะเอง
หากปล่อยจนเงินคงเหลือต่ำกว่าระดับ stop out ที่โบรกเกอร์กำหนด ระบบจะปิดสถานะให้อัตโนมัติตามลำดับขาดทุนมากที่สุดก่อน เพื่อป้องกันยอดบัญชีติดลบ ระดับ stop out ของแต่ละเจ้าต่างกัน ผู้เทรดควรรู้ตัวเลขนี้ก่อนฝากเงิน
มาร์จิ้นที่ดีคือกันพอดีไม่ใช่กันน้อยที่สุด การใช้ลีเวอเรจสูงจนเงินกันจิ๋วทำให้ตลาดขยับไม่กี่พิปก็โดน stop out การวางแผนให้ used margin ไม่เกินหนึ่งในสามของบัญชีเป็นกฎที่นักเทรดระยะยาวนิยมใช้
ตัวอย่างการใช้ในบริบทการเทรด
บัญชี 500 ดอลลาร์ เปิดทองคำ 0.1 ล็อต ด้วยลีเวอเรจ 1:100 มาร์จิ้นที่ถูกกันคือมูลค่าสถานะประมาณ 2,350 ดอลลาร์หาร 100 เท่ากับประมาณ 23.5 ดอลลาร์ เงินเหลือเป็น free margin ราว 476 ดอลลาร์ ถ้าทองคำไหลสวนทาง 20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขาดทุนลอย 200 ดอลลาร์ ยังไม่โดน stop out แต่ถ้าใช้ล็อตใหญ่กว่านี้สองเท่า ตัวเลขทุกอย่างจะแย่ลงแบบทวีคูณ
ประเด็นสำคัญที่ควรจำ
- มาร์จิ้นคือเงินค้ำประกัน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม ปิดสถานะแล้วได้คืน
- margin call เตือน ส่วน stop out ปิดสถานะบังคับอัตโนมัติ
- ลีเวอเรจสูงกันเงินน้อยแต่บัญชีรับแรงกระแทกได้น้อยลง
- ควรใช้ used margin ไม่เกินหนึ่งในสามของทุนบัญชี










