การทำความเข้าใจ Trading Session คือกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสกำไรให้นักเทรดชาวไทยได้อย่างยั่งยืน
- Trading Session คืออะไร และทำไมนักเทรดมืออาชีพถึงให้ความสำคัญกับช่วงเวลาเทรด?
- หลักการทำงานของ Trading Session มีกลไกเบื้องหลังอย่างไรที่คนไทยต้องเข้าใจ?
- ช่วงเวลาไหนที่ดีที่สุดในการเทรด Forex สำหรับนักเทรดชาวไทยในแต่ละวัน?
- กลยุทธ์การเทรดตาม Trading Session แบบไหนที่ใช้ได้จริง ตั้งแต่ Basic จนถึง Advanced?
- นักเทรดไทยควรเลือกเทรดคู่เงินใดในแต่ละ Trading Session เพื่อเพิ่มโอกาสกำไร?
- วิธีวิเคราะห์ Market Structure ร่วมกับ Trading Session ช่วยหาจุดเข้าเทรดที่แม่นยำได้อย่างไร?
- 5 ข้อผิดพลาดร้ายแรงอะไรบ้างที่นักเทรดมักทำซ้ำในช่วงเวลาเทรดที่ไม่เหมาะสม?
- ตัวอย่างการเทรดจริงและสถานการณ์จำลองในแต่ละ Session ใช้กำหนด Entry/SL/TP อย่างไร?
- นักเทรดไทยควรวางแผนการบริหารความเสี่ยงและพอร์ตอย่างไร เมื่อเทรดคาบเกี่ยวหลาย Session?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรดในแต่ละเซสชันสำหรับคนไทย
Trading Session คืออะไร และทำไมนักเทรดมืออาชีพถึงให้ความสำคัญกับช่วงเวลาเทรด?
Trading Session หรือช่วงเวลาเทรดคือเวลาที่ตลาดการเงินต่างประเทศเปิดทำการ ซึ่งนักเทรดมืออาชีพให้ความสำคัญเพราะสภาพคล่องและความผันผวนแตกต่างกันในแต่ละช่วง โดยตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายทะลุ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันจากรายงานของ BIS ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาอย่างมาก

การเทรด Forex ไม่ใช่แค่การทายว่าราคาจะขึ้นหรือลง แต่มันคือศาสตร์ของการอ่านพฤติกรรมของเงินทุนที่ไหลเข้าออกตลาดตลอด 24 ชั่วโมง Trading Session คือการแบ่งช่วงเวลาการทำงานของศูนย์กลางการเงินหลักของโลก ซึ่งประกอบด้วยตลาดเอเชีย ยุโรป และอเมริกา แต่ละช่วงเวลาจะมีปริมาณเงินทุนและความผันผวนที่แตกต่างกัน การเลือกเทรดในช่วงเวลาที่เหมาะสมจึงเปรียบเสมือนการมีประกันความปลอดภัยให้กับพอร์ตการลงทุน
นักเทรดมืออาชีพให้ความสำคัญกับช่วงเวลาเทรดเป็นอย่างยิ่ง เพราะตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยมากกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ตามรายงานของ Bank for International Settlements หรือ BIS ในปี 2022 ตัวเลขมหาศาลนี้ถูกแบ่งไปตามแต่ละช่วงเวลา หากคุณเข้าเทรดในช่วงที่ธนาคารกลางและสถาบันการเงินใหญ่ๆ กำลังทำธุรกรรม ความผันผวนที่เกิดขึ้นจะมีทิศทางที่ชัดเจน ทำให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มได้ง่ายกว่าการเทรดในช่วงที่ตลาดเงียบสงบ
ความสำคัญของสภาพคล่องและความผันผวนในแต่ละช่วงเวลา
สภาพคล่อง (Liquidity) คือปริมาณคำสั่งซื้อขายที่มีอยู่ในตลาด ในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูง การเข้าเทรดด้วยล็อตขนาดใหญ่จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคามากนัก และส่วนต่างราคา (Spread) ก็จะแคบลง ในขณะเดียวกัน ความผันผวน (Volatility) คือช่วงของการเคลื่อนไหวของราคา การเทรดในช่วงที่มีความผันผวนสูงมักจะให้กำไรที่รวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย
ประวัติและที่มาของการแบ่งช่วงเวลาตลาด
การแบ่งเขตเวลาการเทรดมีรากฐานมาจากทฤษฎี Dow Theory ที่ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนที่จะมีการต่อยอดโดยนักวิเคราะห์ชั้นนำอย่าง Ralph Nelson Elliott, W.D. Gann และ Richard Wyckoff ในยุคปัจจุบัน แนวคิด Smart Money Concept (SMC) และ Inner Circle Trader (ICT) ได้นำหลักการเหล่านี้มาปรับปรุงให้ทันสมัยและใช้งานได้จริงในตลาด Forex ยุคดิจิทัล โดยเน้นย้ำว่าเงินทุนใหญ่จะเคลื่อนย้ายในช่วงเวลาที่ตลาดหลักเปิดทำการเท่านั้น
“การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรอยู่ในตลาดและเมื่อไหร่ควรออกจากตลาด สำคัญไม่แพ้การรู้ว่าจะเทรดทิศทางใด ช่วงเวลาคือตัวแปรที่กำหนดความน่าจะเป็นของการเทรด”
— กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์, XM VIP Partner
หลักการทำงานของ Trading Session มีกลไกเบื้องหลังอย่างไรที่คนไทยต้องเข้าใจ?
กลไกของ Trading Session ทำงานโดยอิงกับเวลาเปิด-ปิดของศูนย์กลางการเงินหลักทั่วโลก เมื่อตลาดหนึ่งปิดอีกตลาดหนึ่งจะเปิดทำให้มีการส่งต่อสภาพคล่อง โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดซ้อนทับกันจะมีปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของ BIS ระบุว่ามูลค่าการซื้อขายในตลาด Forex อยู่ที่ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันในปี 2022 ทำให้คนไทยต้องเข้าใจจังหวะนี้
กลไกเบื้องหลังของ Trading Session ตั้งอยู่บนแนวคิดพื้นฐานว่าราคาสะท้อนทุกสิ่ง และทุกแท่งเทียน (Candlestick) ล้วนเล่าเรื่องราวของการต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อ (Buyer) กับผู้ขาย (Seller) ในแต่ละช่วงเวลา การที่ตลาดแบ่งเป็นเซสชันต่างๆ ทำให้นักเทรดสามารถคาดการณ์ได้ว่ากลุ่มผู้เล่นหลักในขณะนั้นคือใคร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของราคา
พฤติกรรมของผู้เล่นในตลาดแต่ละเซสชัน
ในช่วงเซสชันเอเชีย ผู้เล่นหลักมักเป็นธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินในภูมิภาค ทำให้ความผันผวนอยู่ในระดับปานกลาง ราคามักจะเคลื่อนไหวในกรอบ (Range) ขณะที่เซสชันลอนดอนจะมีเงินทุนจากยุโรปไหลเข้ามา ส่งผลให้เกิดการทำลายกรอบราคา (Breakout) ได้บ่อย สำหรับเซสชันนิวยอร์ก ถือเป็นช่วงที่มีปริมาณเงินหมุนเวียนสูงสุดเพราะเป็นการทับซ้อนกับการประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐอเมริกา
ผลกระทบของการทับซ้อนกันของตลาด (Overlapping Session)
ช่วงเวลาที่ตลาดสองแห่งเปิดทำการพร้อมกันจะเรียกว่า Overlapping Session ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สภาพคล่องพุ่งสูงสุด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทำการทับซ้อนกัน นี่คือช่วงเวลาที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนมหาศาล ส่งผลให้คู่เงินหลัก (Major Pairs) มีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงและมีทิศทางที่ชัดเจน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเทรดระยะสั้นและระยะกลาง
การปรับเวลาเทรดให้ตรงกับเขตเวลาประเทศไทย
สำหรับนักเทรดชาวไทย การแปลงเวลาให้ตรงกับเขตเวลาท้องถิ่นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ประเทศไทยอยู่ในเขตเวลา UTC+7 ดังนั้นเวลาเปิดทำการของแต่ละตลาดเมื่อเทียบกับเวลาในประเทศไทยจึงต้องมีการปรับให้เข้ากับชีวิตประจำวัน เพื่อให้สามารถวางแผนการเทรดได้อย่างเหมาะสมโดยไม่กระทบกับการพักผ่อน
ช่วงเวลาไหนที่ดีที่สุดในการเทรด Forex สำหรับนักเทรดชาวไทยในแต่ละวัน?
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับนักเทรดชาวไทยคือเซสชันลอนดอนและนิวยอร์ก โดยเฉพาะช่วงที่สองตลาดนี้เปิดทับซ้อนกันระหว่างเวลา 20.00 ถึง 24.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เพราะเป็นช่วงที่มีสภาพคล่องสูงสุดและความผันผวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลอ้างอิงจาก BIS ที่ระบุว่าดอลลาร์สหรัฐมีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 88%
การพิจารณาช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเทรด Forex สำหรับคนไทยขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและคู่เงินที่เลือก แต่ละช่วงเวลามีคุณลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน การเข้าใจจังหวะเวลาเหล่านี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่ราคาไร้ทิศทางและเพิ่มโอกาสในการทำกำไร
เซสชันเอเชีย (Asian Session)
ตลาดเอเชียเริ่มต้นขึ้นประมาณเวลา 06:00 ถึง 14:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ผู้เล่นหลักในช่วงนี้คือโตเกียว สิงคโปร์ และฮ่องกง ความผันผวนในช่วงนี้มักจะค่อนข้างสงบเมื่อเทียบกับเซสชันอื่น คู่เงินที่นิยมเทรดในช่วงนี้คือคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเอเชีย เช่น AUD/USD และ NZD/USD รวมถึง JPY ต่างๆ การเทรดในเซสชันนี้เหมาะสำหรับนักเทรดที่ชอบความสงบและการเทรดในกรอบราคา (Range Trading)
เซสชันลอนดอน (London Session)
ตลาดลอนดอนเปิดทำการในช่วงเวลา 14:00 ถึง 22:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเปิดของตลาดลอนดอนมักจะนำมาซึ่งความผันผวนที่รุนแรง โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงแรกๆ ของการเปิดตลาด ซึ่งมักจะเกิดการ Breakout ของกรอบราคาที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเซสชันเอเชีย คู่เงินที่เหมาะสมคือ GBP/USD, EUR/USD และคู่เงินข้ามสกุลเงินยูโร (Cross Pairs)
เซสชันนิวยอร์ก (New York Session)
ตลาดอเมริกาเริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลา 20:00 ถึง 02:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งรวมของข่าวเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อตลาดโลก การประกาศข้อมูลทางเศรษฐกิจ เช่น NFP หรืออัตราเงินเฟ้อ (CPI) มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลา 20:30 น. ซึ่งจะสร้างความเคลื่อนไหวที่รุนแรงให้กับคู่เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) การเทรดในช่วงนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากราคาสามารถวิ่งแบบหลอกทิศทาง (Whipsaw) ได้บ่อยครั้ง
ช่วงเวลาทองที่ตลาดทับซ้อนกัน
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับนักเทรดชาวไทยคือช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทำการพร้อมกัน ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ 20:00 ถึง 22:00 น. ในช่วง 2 ชั่วโมงนี้ ปริมาณเงินทุนจะไหลเข้าตลาดอย่างล้นหลาม ทำให้เกิดแนวโน้ม (Trend) ที่ชัดเจนและมีโอกาสทำกำไรได้สูงที่สุด นี่คือช่วงเวลาที่นักเทรดส่วนใหญ่รอคอยเพื่อหาจังหวะเข้าเทรดที่มีความแม่นยำสูง
กลยุทธ์การเทรดตาม Trading Session แบบไหนที่ใช้ได้จริง ตั้งแต่ Basic จนถึง Advanced?
กลยุทธ์การเทรดมีหลายระดับตั้งแต่มือใหม่ที่เน้นเทรดตามเทรนด์ในช่วงตลาดลอนดอนเปิด ไปจนถึงระดับสูงที่ใช้การวิเคราะห์ทะลุแทงราคาและการสเกลปิ้งในช่วงตลาดนิวยอร์ก โดยนักเทรดสามารถใช้ความผันผวนที่สูงขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดซ้อนทับกันเพื่อเข้าเทรด ซึ่งจากรายงานของ BIS พบว่าดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดคิดเป็น 88%
การวางแผนกลยุทธ์การเทรดตามช่วงเวลาตลาดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดมือใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ การเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับเซสชันจะช่วยเพิ่มอัตราการชนะ (Win Rate) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
กลยุทธ์ระดับ Basic: Asian Range Breakout
สำหรับนักเทรดที่เพิ่งเริ่มต้น กลยุทธ์ Asian Range Breakout เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูง หลักการคือการรอให้ตลาดเอเชียทำกรอบราคาในช่วงเช้า เมื่อเข้าสู่เซสชันลอนดอน ให้สังเกตว่าราคาจะทะลุกรอบด้านบน (Breakout) หรือด้านล่าง หากราคาทะลุกรอบและมีแท่งเทียนปิดยืนยัน ก็สามารถเข้าเทรดตามทิศทางนั้นได้ กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลดีเยี่ยมกับคู่เงิน EUR/USD และ GBP/USD
| รายการ | กลยุทธ์ Asian Breakout (Buy) | กลยุทธ์ Asian Breakout (Sell) |
|---|---|---|
| เงื่อนไขการเข้า (Entry) | ราคาทะลุกรอบบนของเอเชีย + แท่งเทียนปิดเป็นบวก | ราคาทะลุกรอบล่างของเอเชีย + แท่งเทียนปิดเป็นลบ |
| จุดตัดขาดทุน (SL) | ต่ำกว่าระดับกรอบบนเล็กน้อย (ประมาณ 20-30 pip) | สูงกว่าระดับกรอบล่างเล็กน้อย (ประมาณ 20-30 pip) |
| เป้าหมายกำไร (TP) | อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน 1:2 หรือระดับ Resistance ถัดไป | อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน 1:2 หรือระดับ Support ถัดไป |
| ช่วงเวลาที่เหมาะสม | ช่วงเปิดตลาดลอนดอน (14:00 – 16:00 น. เวลาไทย) | |
กลยุทธ์ระดับ Intermediate: London Kill Zone
เมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้น กลยุทธ์ London Kill Zone จะช่วยให้คุณจับจังหวะการเคลื่อนไหวของเงินทุนยักษ์ใหญ่ได้ ช่วงเวลานี้คือ 14:00 ถึง 16:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย หลักการคือการมองหาการกวาดสภาพคล่อง (Sweep Liquidity) หากราคาทำระดับสูงใหม่หรือต่ำใหม่ในช่วงเปิดตลาดลอนดอน แล้วเกิดการกลับตัวอย่างรวดเร็ว นั่นคือสัญญาณว่าสถาบันการเงินกำลังเก็บเงินปันผลก่อนจะผลักราคาไปในทิศทางที่แท้จริง การเข้าเทรดในจังหวะนี้มักจะให้ผลตอบแทนที่สูงมาก
กลยุทธ์ระดับ Advanced: New York Overlap Confluence
กลยุทธ์ขั้นสูงนี้ใช้ในช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กทับซ้อนกัน (20:00 – 22:00 น. เวลาไทย) ขั้นแรกให้วิเคราะห์แนวโน้มจากกราฟรายวัน (Daily) จากนั้นลงมาดูกราฟ H4 เพื่อหาโซนอุปทานและอุปสงค์ (Supply and Demand Zone) เมื่อเข้าสู่ช่วง Overlap ให้รอให้ราคาเข้ามาแตะโซนที่กำหนดไว้ และดูสัญญาณยืนยัน เช่น การเปลี่ยนแนวโน้ม (Change of Character) หรือการทำลายโครงสร้างตลาด (Break of Structure) การใช้กลยุทธ์นี้ต้องอาศัยความอดทนสูง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการเข้าเทรดที่มีอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk:Reward) สูงถึง 1:3 หรือ 1:4
นักเทรดไทยควรเลือกเทรดคู่เงินใดในแต่ละ Trading Session เพื่อเพิ่มโอกาสกำไร?
นักเทรดไทยควรเลือกเทรดคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินของภูมิภาคนั้น ๆ เช่น ช่วงเซสชันลอนดอนควรเทรดคู่เงิน EURUSD หรือ GBPUSD และช่วงเซสชันโตเกียวควรเทรดคู่เงิน JPY เนื่องจากจะมีสภาพคล่องและความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน โดยดอลลาร์สหรัฐมีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 88% จากรายงาน Triennial Survey ของ BIS ในปี 2022
การเลือกคู่เงินที่จะเทรดในแต่ละช่วงเวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จในการเทรดของคุณ แต่ละเซสชันจะมีคู่เงินที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของเงินทุนได้ดีกว่าคู่เงินอื่นๆ การจับคู่ที่ถูกต้องระหว่างช่วงเวลาและคู่เงินจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรอย่างมหาศาล
คู่เงินที่เหมาะกับเซสชันเอเชีย
ในช่วงเซสชันเอเชีย การเคลื่อนไหวของตลาดมักจะนิ่งและไม่รุนแรง คู่เงินที่เหมาะสมที่สุดคือคู่เงินที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น AUD/USD, NZD/USD และ USD/JPY คู่เงินเหล่านี้มักจะเคลื่อนไหวในกรอบราคาที่คาดเดาได้ไม่ยาก นักเทรดสามารถใช้กลยุทธ์การเทรดในกรอบ (Range Trading) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยซื้อเมื่อราคาแตะขอบล่างและขายเมื่อราคาแตะขอบบน
คู่เงินที่เหมาะกับเซสชันลอนดอน
เมื่อตลาดลอนดอนเปิดทำการ ความสนใจจะหันไปที่สกุลเงินยูโรและปอนด์สterling คู่เงินที่นิยมอย่างมากในช่วงนี้คือ EUR/USD, GBP/USD และ EUR/GBP ตลาดลอนดอนมักจะสร้างแนวโน้มที่ชัดเจนให้กับคู่เงินเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการประกาศข้อมูลทางเศรษฐกิจของ zone ยุโรป การเทรดตามแนวโน้ม (Trend Following) ในช่วงนี้มักจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง
คู่เงินที่เหมาะกับเซสชันนิวยอร์ก
ตลาดอเมริกาเป็นผู้กำหนดทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในช่วงเซสชันนิวยอร์ก คู่เงินทุกคู่ที่มี USD จะมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะ USD/JPY, USD/CAD และ USD/CHF นอกจากนี้ คู่เงินทองคำ XAU/USD ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่นักเทรดนิยมอย่างมากในช่วงนี้ เนื่องจากทองคำมักจะทำราคาสูงสุดหรือต่ำสุดของวันในช่วงเวลาที่ตลาดอเมริกาเปิดทำการ แต่ต้องระวังการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรุนแรงเมื่อมีข่าวสำคัญออกมา
หากคุณพร้อมที่จะนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปทดสอบในตลาดจริง การเลือกใช้โบรกเกอร์ที่เสถียรและมีสภาพคล่องสูงเป็นสิ่งสำคัญ เปิดบัญชีทดลองหรือบัญชีจริงกับ XM ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ระดับโลกที่รองรับการเทรดในทุกช่วงเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีวิเคราะห์ Market Structure ร่วมกับ Trading Session ช่วยหาจุดเข้าเทรดที่แม่นยำได้อย่างไร?
การวิเคราะห์ Market Structure ร่วมกับ Trading Session ช่วยให้นักเทรดสามารถระบุจุดเข้าที่แม่นยำได้โดยการสังเกตว่าราคากำลังเป็นไปตามแนวโน้มใด และรอการยืนยันในช่วงเวลาที่ตลาดหลักเปิดทำการ เนื่องจากการเปิดตลาดมักนำมาซึ่งสภาพคล่องที่ส่งผลให้ราคาเกิดการ Breakout โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงานของ BIS ที่ตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
การวิเคราะห์โครงสร้างตลาดเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการเทรด Forex การระบุทิศทางว่าตลาดกำลังเป็นขาขึ้นหรือขาลงช่วยให้นักเทรดสามารถวางตำแหน่งการซื้อขายได้อย่างถูกต้อง โดยทิศทางขาขึ้นจะประกอบด้วยจุดสูงสุดที่พุ่งขึ้นสูงกว่าเดิมและจุดต่ำสุดที่สูงกว่าเดิม ในขณะที่ทิศทางขาลงจะมีจุดสูงสุดที่ต่ำกว่าเดิมและจุดต่ำสุดที่ลดต่ำลงกว่าเดิม การผสมผสานการอ่านโครงสร้างตลาดเข้ากับช่วงเวลาเทรดที่เหมาะสมจะช่วยยกระดับความแม่นยำในการเข้าคำสั่งซื้อขายได้อย่างมาก
การใช้ Top-Down Analysis เพื่อกรองทิศทางในกรอบเวลาใหญ่
การเริ่มต้นวิเคราะห์จากกรอบเวลาใหญ่อย่าง Weekly หรือ Monthly ช่วยให้นักเทรดมองเห็นภาพรวมของกระแสเงินทุนระยะยาว จากนั้นค่อยค่อยๆ ลงรายละเอียดไปยังกรอบเวลา Daily เพื่อค้นหาโซนความสนใจอย่างโซนอุปทานและความต้องการ และสุดท้ายคือการใช้กรอบเวลา H4 หรือ H1 เพื่อหาจุดเข้าเทรดที่แคบที่สุด การเทรดไปในทิศทางเดียวกับกรอบเวลาใหญ่จะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของการทำธุรกรรมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะมันคือการล่องเรือตามกระแสน้ำหลักของกลุ่มเงินทุนขนาดใหญ่
การรอจังหวะ Break of Structure และ Change of Character
การเปลี่ยนแปลงทิศทางของโครงสร้างตลาดมักจะเริ่มต้นจากการที่ราคาทะลุผ่านจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดสำคัญ การทะลุทะลวงโครงสร้างเดิมบ่งบอกถึงการเข้ามาแทรกแซงของเงินทุนใหม่ นักเทรดควรรอให้เกิดการเปลี่ยนลักษณะพฤติกรรมตลาดในกรอบเวลาเล็กก่อนที่จะตัดสินใจเข้าคำสั่ง ตัวอย่างเช่น ในเซสชันลอนดอนหรือนิวยอร์กที่มีปริมาณเงินหมุนเวียนสูง การทะลุทะลวงระดับราคาสำคัญมักจะมีแรงสนับสนุนเพียงพอที่จะผลักดันให้ราคาวิ่งต่อไปได้ยาวนาน
การระบุโซนความสนใจบนกราฟราคา
โซนอุปทานและความต้องการคือพื้นที่ที่กลุ่มเงินทุนสถาบันได้ทิ้งรอยเท้าไว้ การลากเส้นเชื่อมจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในอดีตจะช่วยระบุพื้นที่เหล่านี้ได้ เมื่อราคาเคลื่อนที่เข้าใกล้โซนเหล่านี้ในช่วงเวลาเทรดที่มีสภาพคล่องสูง นักเทรดควรเฝ้ารอสัญญาณยืนยัน เช่น รูปแบบเทียนกลับตัว หรือการสร้างรอยงับสภาพคล่อง การเข้าเทรดที่จุดที่เงินทุนสถาบันวางแผนการซื้อขายไว้จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกกวาดสต็อปลอสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การวิเคราะห์โครงสร้างตลาดไม่ใช่เรื่องของการทายทัก แต่คือการอ่านบริบทของการไหลของเงินทุน เมื่อคุณเข้าใจว่าสถาบันกำลังกระทำอะไรในแต่ละช่วงเวลา คุณจะสามารถหาจุดเข้าเทรดที่มีอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลได้”
— กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์, นักวิเคราะห์ตลาด Forex และผู้ก่อตั้ง iCafeForex
5 ข้อผิดพลาดร้ายแรงอะไรบ้างที่นักเทรดมักทำซ้ำในช่วงเวลาเทรดที่ไม่เหมาะสม?
นักเทรดมักทำผิดพลาดซ้ำโดยการเข้าเทรดในช่วงเวลาที่สภาพคล่องต่ำเช่นช่วงที่ไม่มีตลาดหลักเปิด ทำให้ราคาเกิดการแกว่งตัวปลอมและส่งผลให้ถูก Stop Loss ได้ง่าย รวมถึงการใช้ล็อตที่ใหญ่เกินไปในช่วงข่าวสำคัญที่ทำให้พอร์ตขาดทุนอย่างรุนแรง ซึ่งจากรายงานของ BIS ระบุว่าตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แสดงถึงความเสี่ยงจากความผันผวน
การเลือกช่วงเวลาเทรดที่ผิดพลาดส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการกำไรและขาดทุนของนักลงทุน ตลาด Forex มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของวัน การเพิกเฉยต่อปัจจัยนี้นำไปสู่การตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของสภาพคล่องที่ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความผันผวนที่หลอกตาและส่งผลให้เกิดการสูญเสียเงินทุนอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจข้อผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยให้นักเทรดหลีกเลี่ยงกับดักที่คนส่วนใหญ่มักจะหลุดเข้าไปอยู่เสมอๆ
การเทรดในช่วงเวลาที่สภาพคล่องต่ำ
ช่วงเวลาก่อนเปิดตลาดลอนดอนหรือช่วงปิดตลาดนิวยอร์กตอดึก มักจะมีปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง การเข้าเทรดในช่วงเวลานี้มักจะทำให้ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบและไม่ชัดเจน สภาพคล่องที่ต่ำทำให้ราคากระโดดอย่างรวดเร็วเมื่อมีคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่เข้ามา ทำให้สต็อปลอสของนักเทรดรายย่อยถูกกวาดล้างได้ง่าย การรอให้เข้าสู่ช่วงเปิดตลาดหลักจะช่วยให้การเคลื่อนไหวของราคามีความสมจริงและสอดคล้องกับปริมาณเงินทุนที่แท้จริงมากกว่า
การเพิกเฉยต่อการประกาศข่าวสำคัญ
ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ประกาศโดยธนาคารกลางอย่างเฟดหรือธนาคารแห่งประเทศไทย มักจะสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น การถือครองสถานะการเทรดในขณะที่มีการประกาศข่าวสำคัญเช่น Non-Farm Payrolls หรืออัตราเงินเฟ้อ มีความเสี่ยงสูงมาก ราคาอาจเคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างรวดเร็ว ทำให้สต็อปลอสไม่สามารถปกป้องพอร์ตการลงทุนได้เนื่องจากการเลื่อนราคาแบบสิป นักเทรดที่ชาญฉลาดจะตรวจสอบปฏิทินเศรษฐกิจเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าเทรดในจังหวะที่ตลาดไม่แน่นอน
การใช้เลเวอเรจที่สูงเกินไปในช่วงเปิดตลาด
ช่วงเปิดตลาดลอนดอนและนิวยอร์กมักจะมีการขยายตัวของส่วนต่างราคาเล็กน้อย การใช้เลเวอเรจสูงในช่วงเวลาที่ราคาเคลื่อนไหวรุนแรงอาจทำให้พอร์ตการลงทุนหมดสภาพเพียงแค่ราคาขยับไม่กี่จุด การควบคุมขนาดการเทรดให้เหมาะสมกับความผันผวนของแต่ละช่วงเวลาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง นักเทรดควรปรับขนาดสถานะการเทรดให้เล็กลงในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเพื่อรักษาเงินทุนให้คงอยู่ในตลาดได้ยาวนาน
การไล่ตามราคาโดยไม่มีแผน
เมื่อเห็นราคาวิ่งอย่างรุนแรงในช่วง Kill Zone นักเทรดมักจะรู้สึกตื่นเต้นและกดเข้าเทรดทันทีโดยไม่รอจังหวะรีเทสต์ การไล่ตามราคาทำให้จุดเข้าเทรดมีความเสี่ยงสูงและสัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนแย่ลง การอดทนรอให้ราคาเกิดการพักตัวและสร้างรูปแบบที่ชัดเจนก่อนเข้าคำสั่งจะช่วยปกป้องเงินทุนจากการถูกกวาดล้างโดยกลุ่มเงินทุนสถาบันที่มักจะสร้างแรงซื้อหรือแรงขายหลอกในช่วงเปิดตลาดเสมอ
การขาดการบันทึกสมุดบันทึกการเทรด
ความล้มเหลวในการบันทึกรายละเอียดของการเทรดทำให้นักเทรดไม่สามารถวิเคราะห์ความผิดพลาดได้ การจดบันทึกช่วงเวลาที่เข้าเทรด สภาพตลาด และเหตุผลในการตัดสินใจ ช่วยให้สามารถปรับปรุงกลยุทธ์ได้อย่างต่อเนื่อง การทบทวนสมุดบันทึกจะเปิดเผยพฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดการขาดทุนในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการเทรดที่แข็งแกร่งและสอดคล้องกับสไตล์ของตนเองมากขึ้น
ตัวอย่างการเทรดจริงและสถานการณ์จำลองในแต่ละ Session ใช้กำหนด Entry/SL/TP อย่างไร?
การกำหนดจุดเข้าเทรดและการตั้งค่าการตัดขาดทุนและเป้าหมายผลกำไรในแต่ละเซสชันขึ้นอยู่กับการระบุแนวรับแนวต้านหลักบนกรอบเวลาใหญ่ โดยใช้ช่วงเปิดตลาดลอนดอนหรือนิวยอร์กเป็นตัวกระตุ้นสำหรับการ Breakout หรือการพุ่งทะลุราคา ซึ่งจากรายงานของ BIS พบว่าดอลลาร์สหรัฐมีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 88% จากมูลค่ารวม 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
การประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับช่วงเวลาเทรดเข้ากับสถานการณ์จริงเป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาทักษะ การดูตัวอย่างสถานการณ์จำลองช่วยให้นักเทรดเข้าใจวิธีการประยุกต์ใช้การวิเคราะห์โครงสร้างตลาด การหาจุดเข้าคำสั่ง การตั้งสต็อปลอส และการกำหนดเป้าหมายผลกำไรในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกัน การฝึกฝนผ่านสถานการณ์จำลองเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจก่อนที่จะลงทุนด้วยเงินจริง
สถานการณ์จำลองในเซสชันลอนดอน
สมมติว่าเป็นการวิเคราะห์คู่เงิน GBP/USD ในช่วงเปิดตลาดลอนดอน กรอบเวลา H4 แสดงให้เห็นว่าราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน ราคาได้ดึงตัวลงมาสัมผัสโซนอุปทานที่ระดับ 1.2500 ในช่วงเปิดตลาดลอนดอน ราคาเกิดการกวาดสภาพคล่องด้านล่างจุดต่ำสุดเล็กน้อยก่อนจะเด้งกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็วและเกิดรูปแบบเทียนกลับตัว นักเทรดสามารถวางคำสั่งซื้อได้ที่ 1.2510 กำหนดสต็อปลอสที่ 1.2470 และตั้งเป้าหมายผลกำไรที่ 1.2630 ส่วนต่างราคานี้ให้อัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่ 1 ต่อ 3 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเติบโตในระยะยาว
สถานการณ์จำลองในเซสชันนิวยอร์ก
ในช่วงเปิดตลาดนิวยอร์ก มักจะมีการทำลายสถิติของช่วงเปิดตลาดลอนดอน หากคู่เงิน EUR/USD ในกรอบเวลา H1 แสดงให้เห็นว่าราคาทะลุผ่านจุดสูงสุดของช่วงลอนดอนที่ 1.0850 นักเทรดสามารถเข้าคำสั่งซื้อได้หลังจากราคาเกิดการรีเทสต์ที่ 1.0855 การตั้งสต็อปลอสสามารถวางไว้ใต้จุดต่ำสุดของแท่งเทียนที่ทะลุได้ที่ 1.0820 และตั้งเป้าหมายผลกำไรที่ 1.0920 การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงนิวยอร์กมักจะมีแรงสนับสนุนจากการประกาศข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ทำให้โอกาสในการบรรลุเป้าหมายผลกำไรมีสูงมาก
สถานการณ์จำลองในเซสชันโตเกียว
ช่วงเปิดตลาดโตเกียวเหมาะสำหรับการเทรดคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเยน หากคู่เงิน USD/JPY อยู่ในแนวโน้มขาลงในกรอบเวลา H4 และราคาเกิดการเด้งขึ้นมาสัมผัสโซนอุปทานในกรอบเวลา H1 นักเทรดสามารถรอสัญญาณยืนยันการกลับตัวเป็นขาลงก่อนเข้าคำสั่งขาย การวางสต็อปลอสเหนือโซนอุปทานและตั้งเป้าหมายผลกำไรที่จุดต่ำสุดก่อนหน้าจะช่วยให้การเทรดในเซสชันเอเชียมีความปลอดภัยและสามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าความผันผวนจะน้อยกว่าช่วงลอนดอนหรือนิวยอร์กก็ตาม
| เซสชันการเทรด | คู่เงินที่เหมาะสม | ลักษณะการเคลื่อนไหวของราคา | กลยุทธ์ที่แนะนำ |
|---|---|---|---|
| โตเกียว | USD/JPY, AUD/JPY | เคลื่อนไหวช้า สภาพคล่องปานกลาง | เทรดในกรอบราคา รอการทะลุทะลวงทิศทางชัดเจน |
| ลอนดอน | GBP/USD, EUR/USD | เริ่มต้นเทรนด์ของวัน สภาพคล่องสูง | เทรดตามเทรนด์ ใช้โซนอุปทานและความต้องการเป็นหลัก |
| นิวยอร์ก | XAU/USD, USD/CAD | ความผันผวนสูง ขับเคลื่อนด้วยข่าวสหรัฐฯ | เทรดตามการทะลุทะลวงระดับของลอนดอน ระวังช่วงข่าว |
นักเทรดไทยควรวางแผนการบริหารความเสี่ยงและพอร์ตอย่างไร เมื่อเทรดคาบเกี่ยวหลาย Session?
นักเทรดไทยควรวางแผนบริหารความเสี่ยงด้วยการกำหนด Risk Reward Ratio ที่เหมาะสมและลดขนาดล็อตในช่วงที่มีการซ้อนทับของหลายเซสชันเพื่อควบคุมการแกว่งตัวของราคาที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปิดตลาดนิวยอร์กที่มักมีข่าวสำคัญ ซึ่งจากรายงานของ BIS ระบุว่าตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ต้องจัดการ
การเทรดที่คาบเกี่ยวกันของหลายเซสชันการเทรดเป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสในการทำกำไรสูงที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการสูญเสียเงินทุนอย่างรวดเร็วเช่นกัน การวางแผนการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมเป็นสิ่งที่นักเทรดชาวไทยต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อให้สามารถอยู่รอดในตลาดที่มีความผันผวนสูงได้อย่างยั่งยืน การกระจายความเสี่ยงและการควบคุมขนาดการเทรดอย่างเคร่งครัดจะช่วยรักษาเงินทุนให้พร้อมสำหรับโอกาสในวันถัดไป
การกำหนดสัดส่วนความเสี่ยงต่อวัน
นักเทรดควรกำหนดขีดจำกัดความเสี่ยงสูงสุดที่จะยอมรับได้ในแต่ละวัน โดยทั่วไปไม่ควรเสี่ยงเงินทุนเกินร้อยละ 1 ถึง 2 ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดในหนึ่งวัน หากการเทรดในเซสชันลอนดอนขาดทุนจนถึงขีดจำกัดที่กำหนดไว้ นักเทรดควรหยุดเทรดทันทีและไม่เข้าร่วมเซสชันนิวยอร์กในวันเดียวกัน การมีวินัยในการหยุดพักเมื่อถึงเป้าหมายขาดทุนจะช่วยป้องกันการสูญเสียเงินทุนจำนวนมากในวันเดียว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักเทรดหลายคนต้องปิดพอร์ตอย่างถาวร
การปรับขนาดสถานะการเทรดในแต่ละช่วงเวลา
ความผันผวนของราคาในแต่ละเซสชันมีความแตกต่างกัน ในช่วงเปิดตลาดลอนดอนที่มีแนวโน้มว่าราคาจะวิ่งแรง นักเทรดอาจต้องการใช้ขนาดสถานะการเทรดที่เล็กลงเพื่อควบคุมมูลค่าความเสี่ยงให้อยู่ในกรอบที่กำหนด ในขณะที่ช่วงเปิดตลาดโตเกียวที่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ อาจสามารถใช้ขนาดสถานะการเทรดที่ใหญ่ขึ้นได้เล็กน้อยเพื่อให้ได้ผลกำไรที่คุ้มค่ากับเวลาที่ใช้ไป การคำนวณตำแหน่งการซื้อขายที่เหมาะสมกับความผันผวนเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้คำสั่งรักษาสถานะแบบ Trailing Stop
เมื่อเข้าเซสชันนิวยอร์กและราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เป็นผลประโยชน์ต่อสถานะการเทรด การใช้คำสั่งรักษาสถานะแบบเลื่อนตามราคาจะช่วยล็อคผลกำไรที่เกิดขึ้น การปรับสต็อปลอสให้ขยับตามราคาในขั้นตอนที่กำไรคงคลังเพิ่มขึ้น จะช่วยปกป้องเงินทุนจากการที่ราคากลับตัวอย่างกะทันหันในช่วงปิดตลาด กลยุทธ์นี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเทรดคาบเกี่ยวระหว่างลอนดอนและนิวยอร์ก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เทรนด์มักจะดำเนินต่อเนื่องยาวนานหากมีแรงสนับสนุนจากกลุ่มเงินทุนสถาบันเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
การปิดสถานะก่อนสิ้นวันและการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงระยะยาว
การถือสถานะการเทรดข้ามคืนมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดปิดทำการ นักเทรดที่เน้นการเทรดในช่วงเวลาที่กำหนดมักจะปิดสถานะทั้งหมดก่อนสิ้นสุดเซสชันนิวยอร์ก การไม่ถือสถานะข้ามคืนช่วยให้นักเทรดสามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่และเริ่มต้นวันใหม่ด้วยสติปัญญาที่สดใส การบริหารพอร์ตการลงทุนด้วยการไม่เสี่ยงกับช่วงเวลาที่ตลาดปิดจะช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจในวันถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
หากคุณพร้อมที่จะนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปทดสอบในตลาดจริง การเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้เป็นก้าวแรกที่สำคัญ เริ่มต้นการเทรดกับ XM ซึ่งมีสภาพคล่องระดับโลกและรองรับการทำธุรกรรมในทุกเซสชันการเทรด เปิดบัญชีเทรด XM ได้ที่นี่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรดในแต่ละเซสชันสำหรับคนไทย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทรดในแต่ละเซสชันสำหรับคนไทยมักเกี่ยวข้องกับการปรับเวลาเทรดให้สอดคล้องกับเขตเวลาในประเทศไทย โดยเฉพาะการระบุช่วงเวลาที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กซ้อนทับกันซึ่งเป็นจังหวะที่สภาพคล่องสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก BIS ที่ระบุว่าตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายทะลุ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันในปี 2022
ช่วงเวลาเปิดตลาดลอนดอนคือกี่โมงเวลาประเทศไทย
ตลาดลอนดอนจะเปิดทำการในช่วงบ่ายสามโมงถึงสี่โมงเย็นตามเวลาประเทศไทย ช่วงเวลานี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวที่แท้จริงของตลาด Forex เพราะมีเงินทุนจากสถาบันการเงินในยุโรปเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้สภาพคล่องเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นักเทรดควรเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงเวลานี้อย่างใกล้ชิดเพื่อความสมบูรณ์ของการวิเคราะห์ตลาด
การเทรดในเซสชันเอเชียเหมาะสำหรับนักเทรดไทยหรือไม่
การเทรดในช่วงเปิดตลาดโตเกียวเหมาะสำหรับนักเทรดที่ชอบความสงบและมีเวลาในช่วงเช้า ความผันผวนในช่วงนี้จะน้อยกว่าช่วงลอนดอนหรือนิวยอร์ก แต่ก็ยังมีโอกาสในการทำกำไรได้จากคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินเยน การเทรดในกรอบราคาหรือการหาโอกาสจากการทะลุทะลวงในระดับเล็กๆ น้อยๆ สามารถสร้างผลกำไรที่สม่ำเสมอได้หากมีวินัยในการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวดและไม่โลภมากเกินไป
ควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาใดบ้าง
นักเทรดควรหลีกเลี่ยงการเข้าคำสั่งในช่วงเวลาที่สภาพคล่องต่ำเช่นช่วงก่อนเปิดตลาดลอนดอนหรือช่วงปิดตลาดนิวยอร์ก นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มีการประกาศข่าวสารทางเศรษฐกิจที่สำคัญเช่นการประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหรือข้อมูลการจ้างงาน การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาเหล่านี้มักจะหลอกตาและไม่สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยเครื่องมือทางเทคนิคทั่วไป ทำให้ความเสี่ยงในการขาดทุนสูงกว่าโอกาสในการทำกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
การเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดคาบเกี่ยวกันมีข้อดีอย่างไร
ช่วงเวลาที่ตลาดคาบเกี่ยวกันเช่นช่วงปิดตลาดลอนดอนและเปิดตลาดนิวยอร์ก จะมีสภาพคล่องสูงสุดในระหว่างวัน ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่มีกลุ่มเงินทุนจากทั้งสองภูมิภาคอยู่ในตลาดพร้อมกัน ส่งผลให้ความผันผวนของราคาเพิ่มสูงขึ้นและมักจะเกิดเทรนด์ที่ชัดเจน การเทรดในช่วงเวลานี้ให้โอกาสในการเข้าสถานะที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ต้องควบคุมความเสี่ยงอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการสูญเสียเงินทุนจากความผันผวนอย่างรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย




TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文