Spread คือค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ในทุกไม้เทรด ส่งผลตรงต่อกำไรขาดทุน Forex โดยนักเทรดจะเสียเปรียบทันทีที่เปิดออเดอร์ ตลาดมีปริมาณซื้อขายเฉลี่ยกว่า 7.5
- Spread ในตลาด Forex คืออะไร และทำไมนักเทรดมืออาชีพถึงให้ความสำคัญ?
- กลไกการทำงานของส่วนต่างราคา ส่งผลต่อกำไรขาดทุนอย่างไร?
- ช่วงเวลาและปัจจัยที่ทำให้ส่วนต่างราคาผันผวนอย่างรุนแรง?
- วิธีปรับกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบจากส่วนต่างราคาอย่างไร?
- ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งที่ทำลายพอร์ตการลงทุนเพราะต้นทุนคืออะไร?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับส่วนต่างราคาในตลาด Forex
การเทรดคู่เงินในตลาด Forex ไม่ได้มีเพียงแค่การทายทิศทางราคาว่าจะขึ้นหรือลง แต่ยังมีต้นทุนที่ซ่อนเร้นอยู่ในทุกการกดปุ่มเปิดออเดอร์ นั่นคือส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย หากคุณไม่เข้าใจกลไกนี้ คุณอาจสูญเสียเงินทุนไปกับค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมของส่วนต่างราคา พร้อมแสดงให้เห็นว่ามันส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของคุณอย่างไร
Spread ในตลาด Forex คืออะไร และทำไมนักเทรดมืออาชีพถึงให้ความสำคัญ?

ส่วนต่างราคาคือผลต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักที่นักเทรดต้องจ่ายให้โบรกเกอร์ในทุกการทำธุรกรรม กลไกนี้สะท้อนสภาพคล่องของตลาดและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาอย่างชัดเจน ตามรายงานของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่าความผันผวนสูงสามารถทำให้ส่วนต่างราคาขยายตัวได้มากกว่า 3 เท่าจากภาวะปกติ
ที่มาของส่วนต่างราคาในตลาด
ในอดีตตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราถูกควบคุมโดยธนาคารกลางและสถาบันการเงินขนาดใหญ่เท่านั้น ส่วนต่างราคาเกิดขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของผู้ให้บริการ ในยุคปัจจุบันที่ตลาดเปิดให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้ กลไกนี้ยังคงอยู่เพื่อรักษาสมดุลของอุปทานและความต้องการในระบบ โดยโบรกเกอร์จะใช้ส่วนต่างนี้เป็นค่าตอบแทนในการเสนอราคาและรับความเสี่ยงแทนนักเทรด
ประเภทของบัญชีที่มีผลต่อค่าใช้จ่าย
โบรกเกอร์หลายแห่งนำเสนอบัญชีเทรดหลายรูปแบบ บัญชีมาตรฐานมักจะมีการฝังค่าใช้จ่ายไว้ในส่วนต่างราคาโดยตรงโดยไม่คิดค่าคอมมิชชันเพิ่ม ในขณะที่บัญชีแบบ Zero หรือ Raw Spread จะมีส่วนต่างราคาที่ต่ำมาก แต่จะมีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชันในแต่ละรอบการตัดบัญชี การเลือกประเภทบัญชีจึงขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและปริมาณออเดอร์ของแต่ละบุคคล
หากคุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ที่มีสภาพคล่องชั้นนำและโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่โปร่งใส สามารถ เปิดบัญชีกับ XM เพื่อเริ่มต้นการเทรดในสภาพแวดล้อมที่มีความน่าเชื่อถือได้
กลไกการทำงานของส่วนต่างราคา ส่งผลต่อกำไรขาดทุนอย่างไร?

ส่วนต่างราคาส่งผลโดยตรงต่อจุดคุ้มทุน เพราะการเปิดออเดอร์ซื้อจะเริ่มต้นด้วยการขาดทุนทันทีเท่ากับขนาดของส่วนต่าง กลไกนี้บีบให้ราคาต้องเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์เพียงพอเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าวก่อนจะเกิดกำไรจริง ข้อมูลจาก XM official ระบุว่าส่วนต่างราคาเฉลี่ยของคู่เงินหลักในช่วงเวลาปกติอยู่ที่ประมาณ 1.0 ถึง 1.5 จุด
การคำนวณต้นทุนที่ซ่อนอยู่
การคำนวณต้นทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขที่เห็นบนหน้าจอ แต่ต้องนำขนาดล็อตเข้ามาคำนวณด้วย ตัวอย่างเช่น หากคุณเทรดด้วยขนาด 1 ล็อตมาตรฐาน ส่วนต่างราคา 1 จุดจะมีค่าเท่ากับ 10 ดอลลาร์สหรัฐ หากส่วนต่างอยู่ที่ 2 จุด คุณจะเสียเงินไป 20 ดอลลาร์สหรัฐในวินาทีที่กดเปิดออเดอร์ การเข้าใจการคำนวณนี้ช่วยให้นักเทรดประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ
ผลกระทบต่อกลยุทธ์สเกลปิ้ง
นักเทรดสเกลปิ้งที่เปิดและปิดออเดอร์ในเวลาอันสั้นและมุ่งเน้นกำไรเพียงไม่กี่จุดต่อไม้ จะได้รับผลกระทบจากส่วนต่างราคามากที่สุด เพราะหากตั้งเป้าหมายกำไรที่ 5 จุด แต่ต้องจ่ายค่าส่วนต่าง 2 จุด อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจะแย่ลงอย่างมาก ทำให้กลยุทธ์ที่ดูเหมือนจะทำกำไรได้กลับกลายเป็นขาดทุนในระยะยาว
“การจัดการต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในจุดเข้าเทรดคือสิ่งที่บ่อนทำลายพอร์ตการลงทุนของนักเทรดส่วนใหญ่โดยไม่รู้ตัว เพราะพวกเขามองข้ามว่าความได้เปรียบทางสถิติสามารถถูกกลืนกินได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ดูเล็กน้อยนี้”
— วิศวกรการเงิน, สถาบันวิเคราะห์ตลาดทุน
ช่วงเวลาและปัจจัยที่ทำให้ส่วนต่างราคาผันผวนอย่างรุนแรง?
ส่วนต่างราคาจะขยายตัวอย่างรุนแรงเมื่อเกิดเหตุการณ์ข่าวสารสำคัญหรือช่วงที่สภาพคล่องในตลาดลดลง เช่น เวลาสลับรอบการซื้อขายระหว่างเซสชัน เพราะผู้ให้บริการสภาพคล่องต้องการปกป้องตนเองจากความเสี่ยงที่ราคาจะกระโดดอย่างไม่มีทิศทาง ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ระบุว่าช่วงเวลาประกาศนโยบายอัตราดอกเบี้ยมักทำให้สภาพคล่องลดลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาสั้น ๆ
เซสชันซิดนีย์และโตเกียว
ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากตลาดนิวยอร์กที่กำลังจะปิดสู่การเปิดของตลาดซิดนีย์ ปริมาณธุรกรรมจะลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ส่วนต่างราคาขยายกว้างกว่าช่วงลอนดอนหรือนิวยอร์กอย่างเห็นได้ชัด นักเทรดที่เปิดออเดอร์ในช่วงนี้มักจะต้องยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้โอกาสทำกำไรในช่วงเวลาดังกล่าวค่อนข้างจำกัด
การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภคหรือการตัดสินใจของคณะกรรมการตลาดเปิดของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) สร้างความผันผวนอย่างมาก ในวินาทีที่ข่าวถูกปล่อยออกมา ระบบ matching engine ของผู้ให้บริการสภาพคล่องจะปรับราคาอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่วนต่างราคาอาจขยายจาก 1 จุดเป็น 10 จุดขึ้นไปในพริบตา นักเทรดที่มีออเดอร์ค้างอยู่มักจะได้รับผลกระทบจากสลิปเพจอย่างรุนแรง
| ช่วงเวลาเทรด | ระดับสภาพคล่อง | ขนาดส่วนต่างราคาเฉลี่ย | ความเหมาะสมต่อกลยุทธ์ |
|---|---|---|---|
| ลอนดอนเปิด (14:00-16:00 น. เวลาไทย) | สูงมาก | ต่ำ (ประมาณ 0.5-1 จุด) | เหมาะสำหรับเทรดเทรนด์และเบรกเอาท์ |
| นิวยอร์กเปิด (20:00-22:00 น. เวลาไทย) | สูงมาก | ต่ำ (ประมาณ 0.6-1.2 จุด) | เหมาะสำหรับนักเทรดรายวัน |
| เวลาทับซ้อนลอนดอน-นิวยอร์ก | สูงสุด | ต่ำสุด | เหมาะสำหรับสเกลปิ้งและวันเทรดดิ้ง |
| ก่อนประกาศข่าว NFP/FOMC | ลดลงอย่างมาก | สูงมาก (อาจกว่า 10 จุด) | ควรหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ใหม่ |
| เซสชันซิดนีย์ (05:00-13:00 น. เวลาไทย) | ปานกลางต่ำ | ปานกลาง (ประมาณ 2-3 จุด) | เหมาะสำหรับสวิงเทรดครอสเรต |
วิธีปรับกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบจากส่วนต่างราคาอย่างไร?
การปรับเป้าหมายผลตอบแทนให้สูงขึ้นและเลือกเทรดในช่วงเวลาที่สภาพคล่องสูงเป็นวิธีหลักในการลดผลกระทบ กลยุทธ์นี้ทำให้สัดส่วนของต้นทุนต่อผลกำไรที่คาดหวังมีขนาดเล็กลงจนไม่ส่งผลต่อความได้เปรียบทางสถิติ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานว่านักเทรดสถาบันมักจะรวบรวมออเดอร์ขนาดใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงการแบ่งส่วนต้นทุนในหลายไม้เทรด
การใช้สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่เหมาะสม
การตั้งค่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนให้อยู่ที่ 1 ต่อ 3 เป็นบรรทัดฐานที่ช่วยเยียวยาผลกระทบจากค่าใช้จ่ายได้ดี หากคุณเสี่ยง 30 จุดเพื่อกำไร 90 จุด การจ่ายส่วนต่างราคา 1 จุดจะมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลตอบแทนรวม แต่หากคุณใช้กลยุทธ์ที่เสี่ยง 5 จุดเพื่อกำไร 5 จุด ส่วนต่างราคา 1 จุดจะกลายเป็นต้นทุนที่ทำลายอัตราการชนะของคุณอย่างรุนแรง
การวางโครงสร้างออเดอร์ล็อตใหญ่
แทนที่จะเปิดออเดอร์ขนาดเล็กจำนวนมากตลอดทั้งวัน การรวบรวมวิเคราะห์และเปิดออเดอร์ขนาดใหญ่เพียง 1 ถึง 2 ครั้งในจังหวะที่สัญญาณชัดเจนจะช่วยลดการสะสมของต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การมีออเดอร์น้อยยังช่วยรักษาสมาธิและลดอารมณ์ความเครียดในการตัดสินใจซื้อขายอีกด้วย
ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งที่ทำลายพอร์ตการลงทุนเพราะต้นทุนคืออะไร?
ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่สุดคือการใช้กลยุทธ์สเกลปิ้งในช่วงเวลาที่สภาพคล่องต่ำโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่ขยายตัว พฤติกรรมนี้สร้างสถานการณ์ที่นักเทรดต้องทำกำไรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเพียงเพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุน ทำให้ระบบการเทรดที่มีความน่าจะเป็นในการชนะสูงกลับกลายเป็นขาดทุนในท้ายที่สุด ตามข้อมูลจากบริษัทจัดการความเสี่ยงระบุว่าเทรดเดอร์รายย่อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ขาดทุนจากการมองข้ามโครงสร้างค่าใช้จ่ายนี้
การเพิ่มล็อตเพื่อไล่ตามขาดทุน
เมื่อนักเทรดขาดทุนจากการโดนส่วนต่างราคากินกำไร หลายคนมักจะตอบสนองด้วยอารมณ์โดยการเพิ่มขนาดล็อตในไม้ต่อไปเพื่อเอาคืน การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อพอร์ตเท่านั้น แต่ยังทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนต่างราคาในแบบเงินสดมีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย สร้างวงจรอุบาทว์ของการสูญเสียที่ควบคุมยาก
การเทรดรอบข่าวโดยไม่ตั้ง Limit Order
การเข้าเทรดด้วยออเดอร์แบบ Market ในช่วงเวลาที่ข่าวสำคัญออกมาเป็นกับดักที่ร้ายแรง ส่วนต่างราคาที่ขยายตัวอย่างมากรวมกับสลิปเพจจะทำให้ราคาที่คุณได้รับห่างไกลจากจุดที่คุณวางแผนไว้ การใช้คำสั่งแบบ Pending Order เช่น Buy Limit หรือ Sell Limit จะช่วยให้คุณควบคุมราคาเข้าเทรดและต้นทุนที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนมากขึ้น
เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักเหล่านี้ คุณสามารถ สมัครบัญชี XM เพื่อใช้ทดลองฝึกฝนกลยุทธ์การจัดการต้นทุนในสภาพแวดล้อมที่มีความเสถียรภาพสูง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับส่วนต่างราคาในตลาด Forex
ค่าส่วนต่างราคาและค่าคอมมิชชันคือสิ่งเดียวกันหรือไม่
ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ค่าส่วนต่างราคาคือส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายที่ฝังอยู่ในระบบ ส่วนค่าคอมมิชชันคือค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บแยกต่างหากในแต่ละรอบการตัดบัญชี โบรกเกอร์บางแห่งอาจคิดเฉพาะส่วนต่างราคา ในขณะที่บางแห่งคิดทั้งสองอย่างรวมกัน
ส่วนต่างราคาแบบคงที่ดีกว่าแบบลอยตัวหรือไม่
ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรด ส่วนต่างราคาแบบคงที่มักจะมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าในช่วงเวลาปกติ แต่ไม่ขยายตัวในช่วงข่าวรุนแรง เหมาะสำหรับนักเทรดระยะยาว ในขณะที่แบบลอยตัวจะต่ำมากในช่วงตลาดปกติ แต่อาจพุ่งสูงในช่วงเปิดตลาด เหมาะสำหรับผู้ที่เทรดในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูงสุด
สามารถหลีกเลี่ยงการเสียค่าส่วนต่างราคาได้หรือไม่
ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยสมบูรณ์ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานในการเข้าถึงสภาพคล่องของตลาด แต่สามารถลดผลกระทบได้ด้วยการเลือกคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูง เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY และหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงอย่างรุนแรง
ส่วนต่างราคามีผลต่อออเดอร์ Stop Loss หรือไม่
มีผลอย่างมาก หากคุณตั้ง Stop Loss ไว้ที่ระดับใด ระบบจะปิดออเดอร์ที่ราคาเสนอซื้อหรือเสนอขาย ณ ขณะนั้น หากส่วนต่างราคาขยายตัวในช่วงนั้น คุณอาจขาดทุนมากกว่าจุดที่ตั้งไว้เล็กน้อย ซึ่งเรียกว่าสลิปเพจด้านลบ การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้คุณวางจุดตัดขาดทุนได้แม่นยำยิ่งขึ้น
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文