สเปรดในตลาด Forex คือความแตกต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของคู่เงิน ทำหน้าที่เป็นต้นทุนการซื้อขายหลักที่โบรกเกอร์เรียกเก็บในแต่ละครั้ง
- สเปรดในตลาด Forex คืออะไรและทำไมนักเทรดถึงต้องให้ความสำคัญ?
- มีกี่ประเภทและแต่ละแบบมีลักษณะอย่างไรที่นักเทรดต้องรู้?
- ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อการขยายตัวของความแตกต่างราคาในตลาด?
- สเปรดส่งผลกระทบต่อผลกำไรและกลยุทธ์การเทรดอย่างไร?
- วิธีจัดการและลดความเสี่ยงจากต้นทุนที่ผันผวนได้อย่างไร?
- ความแตกต่างของช่องว่างราคาในคู่เงินแต่ละประเภทคืออะไร?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสเปรดในตลาด Forex
สำหรับนักเทรดมือใหม่ การทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณรักษาเงินทุนและเพิ่มผลกำไรในระยะยาวได้ บทความนี้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างความแตกต่างของราคา ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ ตลอดจนกลยุทธ์ในการจัดการต้นทุนอย่างชาญฉลาด เพื่อให้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดคู่เงิน XAU USD หรือสกุลเงินหลักอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการโดนกับดักราคาหลอกและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรอย่างยั่งยืน
หากคุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ที่ให้อัตราส่วนราคาที่ต่ำและโปร่งใส สามารถ เปิดบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์ที่ได้รับการรับรอง เพื่อเริ่มต้นการลงทุนที่มั่นคง หรือหากต้องการเข้าใจความเคลื่อนไหวของตลาดเชิงจิตวิทยา สามารถอ่านบทความ Crypto Fear Greed Index วิธีใช้ดัชนีความ ควบคู่กันได้
สเปรดในตลาด Forex คืออะไรและทำไมนักเทรดถึงต้องให้ความสำคัญ?

สเปรดคือช่องว่างระหว่างราคา Bid และ Ask ซึ่งเปรียบเสมือนค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากนักลงทุนในทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ การเลือกโบรกเกอร์ที่มีช่องว่างราคาต่ำจะช่วยลดต้นทุนการซื้อขายลงได้อย่างมีนัยสำคัญและเพิ่มผลกำไรสุทธิในระยะยาว ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าปริมาณการซื้อขายในตลาด Forex มีมูลค่ามากกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
ความแตกต่างระหว่าง Bid และ Ask
ราคา Bid คือราคาที่ตลาดพร้อมจะซื้อคู่เงินจากคุณ ส่วนราคา Ask คือราคาที่ตลาดพร้อมจะขายคู่เงินให้คุณ ความแตกต่างระหว่างสองราคานี้คือสิ่งที่เรียกว่าช่องว่างราคาหรือสเปรด ตัวอย่างเช่น หาก EUR/USD มีราคา Bid ที่ 1.1050 และราคา Ask ที่ 1.1052 จะมีความแตกต่างเท่ากับ 2 pip นั่นหมายความว่าเมื่อคุณเปิดออเดอร์ Buy ทันที คุณจะอยู่ในสถานะขาดทุน 2 pip ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายให้กับผู้ให้บริการสภาพคล่อง
บริบทของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยปริมาณเงินที่หมุนเวียนมหาศาลทำให้ความเร็วในการจับคู่คำสั่งซื้อขายมีความสำคัญอย่างยิ่ง ช่องว่างราคาจึงเป็นกลไกที่ใช้ในการชดเชยความเสี่ยงของผู้ให้บริการสภาพคล่องเมื่อต้องรับคำสั่งซื้อหรือขายจากลูกค้า ก่อนที่จะสามารถส่งต่อคำสั่งนั้นไปยังตลาดระหว่างธนาคารได้ การทำความเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้นักเทรดเห็นภาพรวมว่าทำไมราคาในช่วงข่าวสำคัญจึงขยับเยอะและมีความผันผวนสูง
มีกี่ประเภทและแต่ละแบบมีลักษณะอย่างไรที่นักเทรดต้องรู้?

ช่องว่างราคาในตลาดแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักคือแบบคงที่และแบบลอยตัว โดยแบบลอยตัวจะเปลี่ยนแปลงตามสภาวะสภาพคล่องของตลาดและสามารถเปิดกว้างมากในช่วงข่าวสำคัญ ข้อมูลอ้างอิงจาก XM official ระบุว่าบัญชีประเภท Zero มีอัตราเริ่มต้นที่ 0 จุดสำหรับคู่เงินหลัก
ช่องว่างราคาแบบคงที่ (Fixed Spread)
แบบคงที่คือการที่โบรกเกอร์กำหนดความแตกต่างของราคาซื้อและขายให้คงที่ตลอดเวลา ไม่ว่าตลาดจะอยู่ในสภาวะปกติหรือมีความผันผวนสูงก็ตาม ข้อดีคือช่วยให้นักเทรดสามารถคำนวณต้นทุนได้อย่างแม่นยำและวางแผนกลยุทธ์ได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือมักจะมีอัตราที่สูงกว่าแบบลอยตัวในยามตลาดปกติ และอาจมีปัญหาเรื่องการเลื่อนราคาหรือ Requote ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวรุนแรง เนื่องจากโบรกเกอร์ไม่สามารถรับความเสี่ยงจากสภาพคล่องที่หายไปได้
ช่องว่างราคาแบบลอยตัว (Variable Spread)
แบบลอยตัวคือการที่ความแตกต่างของราคาเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพตลาดจริง ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนต่ำและมีสภาพคล่องสูง ช่องว่างนี้จะแคบมาก บางครั้งอาจเห็นเป็นเลขศูนย์หรือติดลบในบัญชี ECN แต่ในช่วงที่มีข่าวสำคัญหรือเวลาที่ตลาดปิดเปิด ช่องว่างนี้อาจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ข้อดีคือได้รับราคาที่แท้จริงของตลาด แต่ข้อเสียคือต้องคอยระวังการขยายตัวของต้นทุนที่อาจส่งผลกระทบต่อจุดตั้งค่าการขาดทุนหรือ Stop Loss
| ประเภท | ความแตกต่างราคา | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| แบบคงที่ (Fixed) | คงที่ตลอดเวลา | คาดการณ์ต้นทุนได้แน่นอน | อัตราสูงกว่าปกติ อาจเจอ Requote |
| แบบลอยตัว (Variable) | เปลี่ยนแปลงตามสภาพตลาด | ได้ราคาตลาดจริง ต่ำในยามปกติ | ขยายตัวเยอะในช่วงข่าว |
| แบบดิบ (Raw) | ใกล้เคียงศูนย์ | เหมาะกับ Scalper | มีค่าคอมมิชชันเพิ่มเติม |
ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อการขยายตัวของความแตกต่างราคาในตลาด?
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อช่องว่างราคาคือสภาพคล่องในตลาด ความผันผวน และช่วงเวลาเซสชันการซื้อขาย เมื่อใดที่สภาพคล่องลดลงช่องว่างจะขยายตัวขึ้นทันทีเพื่อชดเชยความเสี่ยง ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่าความผันผวนในช่วงเปิดตลาดส่งผลต่อการกำหนดราคาทุกประเภท
สภาพคล่อง (Liquidity)
สภาพคล่องคือความสามารถในการซื้อหรือขายสินทรัพย์โดยไม่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงเวลาที่มีผู้เข้าร่วมตลาดมาก เช่น การทับซ้อนของเซสชันลอนดอนและนิวยอร์ก สภาพคล่องจะสูงมาก ทำให้ช่องว่างราคาแคบลง ในทางตรงกันข้าม ในช่วงเซสชันเอเชียหรือช่วงที่ตลาดหลักปิด สภาพคล่องจะลดลง ส่งผลให้ช่องว่างราคากว้างขึ้น นักเทรดควรเลือกเวลาเทรดในช่วงที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อลดต้นทุนการซื้อขาย
ความผันผวนและข่าวสารเศรษฐกิจ
เมื่อมีการประกาศข่าวสำคัญ เช่น อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ตัวเลขการจ้างงานนอนฟาร์มเพย์โรล ตลาดมักจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ให้บริการสภาพคล่องจะขยายช่องว่างราคาออกเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่อาจคาดเดาได้ นักเทรดควรหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ในจังหวะที่ข่าวกำลังออก หรือใช้คำสั่ง SL และ TP เพื่อจำกัดความเสี่ยง การเทรด XAU USD ในช่วงข่าวมักจะมีช่องว่างราคากว้างมาก
ช่วงเวลาเทรด (Trading Sessions)
ตลาดแบ่งออกเป็น 4 เซสชันหลักคือ ซิดนีย์ โตเกียว ลอนดอน และนิวยอร์ก ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเทรดคู่เงินหลักคือเมื่อเซสชันลอนดอนและนิวยอร์กทับซ้อนกัน ซึ่งประมาณ 19:00 น. ถึง 23:00 น. ตามเวลาประเทศไทย เพราะเป็นช่วงที่ปริมาณการซื้อขายสูงสุด ส่วนคู่เงินข้ามเงินเยนเช่น USD/JPY อาจมีสภาพคล่องดีในช่วงเซสชันโตเกียว การเข้าใจจังหวะเวลาจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงต้นทุนที่สูงจากช่องว่างราคาที่กว้างในช่วงนอกเวลาทำการ
สเปรดส่งผลกระทบต่อผลกำไรและกลยุทธ์การเทรดอย่างไร?
ความแตกต่างของราคาส่งผลกระทบโดยตรงต่อจุดคุ้มทุนและอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน ยิ่งต้นทุนสูงเท่าไหร่นักเทรดก็ยิ่งต้องการการเคลื่อนไหวของราคาที่มากขึ้นเพื่อทำกำไร สถิติจาก broker official ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนการซื้อขายสะสมสามารถกินกำไรไปได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของผลตอบแทนทั้งหมด
การคำนวณต้นทุนการซื้อขาย
การคำนวณต้นทุนทำได้โดยการนำความแตกต่างของราคามาคูณกับขนาดล็อต ตัวอย่างเช่น หากคุณเทรด EUR/USD ขนาด 1 lot โดยที่ช่องว่างราคาอยู่ที่ 2 pip ต้นทุนจะเท่ากับ 20 ดอลลาร์สหรัฐ หากคุณเปิดออเดอร์ 10 ครั้ง ต้นทุนรวมจะเท่ากับ 200 ดอลลาร์สหรัฐ นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักเทรดแบบสเกลปิง (Scalping) ที่เปิดออเดอร์บ่อยๆ จึงต้องการบัญชีที่มีช่องว่างราคาต่ำมาก เพราะต้นทุนที่สะสมจะกัดกินกำไรจนเหลือน้อยหรืออาจขาดทุนได้
ผลกระทบต่ออัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk Reward Ratio)
หากคุณวางแผนเสี่ยง 30 pip เพื่อกำไร 90 pip อัตราส่วนจะเท่ากับ 1:3 แต่ถ้ามีต้นทุนเพิ่ม 2 pip เข้าไป ความเสี่ยงจริงของคุณจะกลายเป็น 32 pip และกำไรเป้าหมายจะลดลงเหลือ 88 pip ทำให้อัตราส่วนแย่ลง นอกจากนี้ หากคุณตั้งเป้าหมายกำไรแค่ 10 pip ในการเทรดแต่ละครั้ง ต้นทุน 2 pip จะหมายความว่าคุณต้องทำกำไรถึง 12 pip เพื่อให้ได้กำไรสุทธิ 10 pip ซึ่งเพิ่มความยากในการเทรดอย่างมาก การเลือกโบรกเกอร์ที่มีต้นทุนต่ำจึงเป็นการปรับปรุงอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนให้ดีขึ้นโดยตรง
ผลกระทบต่อกลยุทธ์ Scalping และ Day Trading
นักเทรดประเภทสเกลปิงที่ถือออเดอร์ในระยะเวลาสั้นมากและมุ่งเน้นการทำกำไรเพียงเล็กน้อยต่อครั้ง จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากช่องว่างราคาที่กว้าง หากต้นทุนสูงเกินไป กลยุทธ์การสเกลปิงอาจไม่สามารถทำกำไรได้ในระยะยาว สำหรับนักเทรด Day Trading ที่ถือออเดอร์ภายในวันและมุ่งกำไรหลายสิบ pip ต้นทุนอาจมีผลกระทบน้อยกว่า แต่ก็ยังคงเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องพิจารณา ส่วนนักเทรด Swing Trading ที่ถือออเดอร์หลายวันและมุ่งกำไรเป็นร้อย pip ต้นทุนจะมีผลกระทบต่อผลกำไรน้อยมาก
วิธีจัดการและลดความเสี่ยงจากต้นทุนที่ผันผวนได้อย่างไร?
การจัดการต้นทุนที่ผันผวนทำได้โดยการเลือกประเภทบัญชีที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวสำคัญ และเลือกเทรดในคู่เงินหลักที่มีสภาพคล่องสูง การใช้คำสั่ง Limit เข้าออเดอร์ช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนที่ไม่คาดฝันได้ รายงานจาก FOMC ระบุว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยมีผลโดยตรงต่อความผันผวนและสภาพคล่อง
การเลือกบัญชีเทรดที่เหมาะสม
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มักมีหลายประเภทบัญชีให้เลือก บัญชีมาตรฐานมักจะไม่มีค่าคอมมิชชันแต่จะมีช่องว่างราคาที่สูงกว่า ส่วนบัญชี ECN หรือ Raw Spread จะมีช่องว่างราคาต่ำมากแต่จะมีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชันต่อล็อต นักเทรดควรคำนวณเปรียบเทียบว่าสไตล์การเทรดของตนเองเหมาะกับบัญชีแบบไหน หากคุณเป็นนักเทรดระยะสั้น บัญชีที่มีต้นทุนรวมต่ำจะเหมาะสมที่สุด หากคุณเป็นนักเทรดระยะยาว บัญชีมาตรฐานที่ไม่มีค่าคอมมิชชันอาจสะดวกกว่า คุณสามารถ เปรียบเทียบบัญชีเทรดและเลือกแบบที่เหมาะกับสไตล์ของคุณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร
การหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง
ช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ เวลาที่มีการประกาศข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญมาก เวลาปิดเปิดตลาดรายสัปดาห์ และช่วงเทศกาลหยุดยาว ในช่วงเวลาเหล่านี้ สภาพคล่องจะแห้งแล้งและช่องว่างราคาอาจขยายตัวอย่างมาก การหลีกเลี่ยงการวางออเดอร์ในจังหวะดังกล่าวจะช่วยปกป้องพอร์ตการลงทุนของคุณจากการสไลด์ราคาหรือ Slippage และการถูกเคลียร์ออเดอร์ที่จุดขาดทุนโดยไม่จำเป็น ควรตรวจสอบปฏิทินเศรษฐกิจเสมอก่อนเริ่มเทรดในแต่ละวัน
การใช้คำสั่ง Limit Order เพื่อควบคุมราคา
การใช้คำสั่ง Market Order หรือการเข้าออเดอร์ทันทีตามราคาปัจจุบัน อาจทำให้คุณได้รับราคาที่ไม่พึงประสงค์ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวเร็ว หรือเมื่อช่องว่างราคากว้าง การใช้คำสั่ง Limit Order จะช่วยให้คุณสามารถระบุราคาที่ต้องการเข้าออเดอร์ได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าจะไม่รับประกันว่าออเดอร์จะถูกเปิดจริง แต่ถ้าหากถูกเปิด คุณจะได้รับราคาที่คุณตั้งเอาไว้หรือดีกว่า ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการหลีกเลี่ยงต้นทุนที่สูงจากความผันผวนของราคาในช่วงข่าว
“ต้นทุนการเทรดคือตัวแปรที่นักลงทุนมืออาชีพให้ความสำคัญไม่แพ้กับการหาทิศทางของตลาด การจัดการความเสี่ยงจากช่องว่างราคาอย่างเป็นระบบจะช่วยรักษาเงินทุนให้สามารถเติบโตในระยะยาว”
— ทีมวิเคราะห์ตลาดการเงิน, XM official
ความแตกต่างของช่องว่างราคาในคู่เงินแต่ละประเภทคืออะไร?
คู่เงินหลักจะมีช่องว่างราคาต่ำที่สุดเนื่องจากมีปริมาณการซื้อขายสูง ในขณะที่คู่เงินรองและคู่เงินExoticจะมีต้นทุนที่สูงกว่าเนื่องจากสภาพคล่องที่น้อยลง ข้อมูลจาก IMF ระบุว่าคู่เงินหลักคิดเป็นประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด
คู่เงินหลัก (Major Pairs)
คู่เงินหลักคือคู่เงินที่มีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นส่วนประกอบหนึ่ง เช่น EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD และ USD/CHF คู่เงินเหล่านี้มีสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาด ทำให้ช่องว่างราคามักจะต่ำมาก บางครั้งในบัญชี ECN อาจเห็นความแตกต่างเพียง 0.1 ถึง 0.5 pip เท่านั้น นักเทรดส่วนใหญ่นิยมเทรดคู่เงินหลักเพราะต้นทุนต่ำและข้อมูลข่าวสารเข้าถึงง่าย การวิเคราะห์เชิงเทคนิคก็ทำได้ชัดเจนกว่าคู่เงินอื่น
คู่เงินรอง (Cross Pairs)
คู่เงินรองคือคู่เงินที่ไม่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นส่วนประกอบ เช่น EUR/GBP, AUD/JPY, EUR/JPY แม้จะมีสภาพคล่องที่ดี แต่ก็ยังไม่เทียบเท่าคู่เงินหลัก ช่องว่างราคาจึงมักจะสูงกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม คู่เงินรองบางคู่อาจมีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและมีแนวโน้มที่ชัดเจน นักเทรดที่ต้องการหาโอกาสในตลาดนอกเหนือจากคู่เงินหลักมักจะหันมาเทรดคู่เงินรองเหล่านี้ แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย
โลหะมีค่าและสินค้าโภคภัณฑ์
ทองคำหรือ XAU USD เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด แม้จะมีความผันผวนมาก แต่สภาพคล่องก็ยังถือว่าดีในช่วงเวลาทำการปกติ ช่องว่างราคาของทองคำมักจะกว้างกว่าคู่เงินหลักเช่น EUR/USD แต่ก็ให้โอกาสในการทำกำไรที่สูงกว่าเนื่องจากการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง นักเทรดควรระมัดระวังในการเทรดทองคำในช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เพราะช่องว่างราคาอาจขยายตัวอย่างรวดเร็วและกว้างมาก ส่งผลให้ความเสี่ยงสูงขึ้นตามไปด้วย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสเปรดในตลาด Forex
สเปรดคือค่าธรรมเนียมเดียวที่ต้องจ่ายในการเทรดหรือไม่?
ไม่ใช่ครับ นอกจากช่องว่างราคาแล้ว นักเทรดอาจต้องจ่ายค่าคอมมิชชันในบัญชีบางประเภท ค่าสว็อป (Swap) สำหรับการถือออเดอร์ข้ามคืน และอาจมีค่าธรรมเนียมการฝากถอนเงินในบางช่องทาง การคำนวณต้นทุนรวมทั้งหมดจะช่วยให้คุณเห็นภาพการใช้จ่ายที่แท้จริง
ช่องว่างราคาต่ำเสมอดีกว่าสูงหรือไม่?
โดยทั่วไปใช่ครับ ต้นทุนต่ำหมายถึงการเริ่มต้นที่ได้เปรียบ แต่หากช่องว่างราคาต่ำผิดปกติในช่วงข่าวสำคัญ อาจเป็นสัญญาณว่าโบรกเกอร์อาจมีการจำกัดการเคลื่อนไหวของราคาหรืออาจมีความเสี่ยงแฝงอื่นๆ ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีความโปร่งใสและราคาสะท้อนตลาดจริง
ทำไมช่องว่างราคาในบัญชีทดลองมักจะต่ำกว่าบัญชีจริง?
ในบัญชีทดลอง การส่งคำสั่งซื้อขายเป็นเพียงการจำลองสภาพแวดล้อม ไม่มีสภาพคล่องจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง ในขณะที่บัญชีจริงคำสั่งของคุณจะถูกส่งไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องจริง ซึ่งอาจมีการปรับราคาหรือขยายช่องว่างในช่วงเวลาที่มีความผันผวน จึงมักพบว่าต้นทุนในบัญชีจริงจะสูงกว่าเล็กน้อย
โบรกเกอร์สามารถกำหนดช่องว่างราคาเองได้หรือไม่?
ได้ครับ โบรกเกอร์แบบ Market Maker สามารถกำหนดช่องว่างราคาของตัวเองได้ โดยอาจเพิ่มจากราคาตลาดระหว่างธนาคาร ส่วนโบรกเกอร์แบบ STP หรือ ECN จะส่งต่อราคาจากผู้ให้บริการสภาพคล่องโดยตรง อาจมีการเพิ่มส่วนต่างเล็กน้อยเพื่อเป็นค่าตอบแทน แต่จะไม่สามารถกำหนดราคาได้อย่างอิสระ
ข่าวใดที่ส่งผลให้ช่องว่างราคาขยายตัวมากที่สุด?
ข่าวที่ส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดคือการประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เช่น Fed หรือ BOJ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และตัวเลขการจ้างงาน NFP ในช่วงเวลาที่ข่าวเหล่านี้ออก ตลาดจะมีความผันผวนสูงมากและสภาพคล่องจะลดลงชั่วขณะ ทำให้ช่องว่างราคาขยายตัวอย่างกว้างขวาง
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文