บทนำ: เวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session มีผลอย่างไรต่อการเทรด
สวัสดีครับเพื่อนๆ นักเทรด Forex ทุกท่าน ผม อ.บอม จาก icafeforex.com กลับมาพบกับทุกท่านอีกครั้ง วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่อง “เวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session มีผลอย่างไร” ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่หลายคนอาจมองข้ามไป ผมอยู่ในวงการนี้มากว่า 20 ปี เห็นการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ บอกเลยว่าเรื่องนี้มีผลต่อกำไรขาดทุนของเราโดยตรงแน่นอน
- บทนำ: เวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session มีผลอย่างไรต่อการเทรด
- พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Forex Market Sessions
- วิธีใช้งานจริง: ปรับกลยุทธ์ตามช่วงเวลา
- เทคนิคขั้นสูงในการใช้ประโยชน์จากเวลาเปิดปิดตลาด Forex
- เปรียบเทียบ Session ต่างๆ ในตลาด Forex
- ข้อควรระวังในการเทรดตาม Session
- ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
- เครื่องมือแนะนำเพื่อจับจังหวะเวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session
- Case Study จาก อ.บอม: ประสบการณ์จริงกับการเทรดตาม Session
- FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเวลาเปิดปิดตลาด Forex
- สรุป: เวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session มีผลอย่างไร
- เวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session มีผลอย่างไร
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
- FAQ
- ตารางเวลาเปิดปิดตลาด Forex (เวลาประเทศไทย)
- เวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session มีผลอย่างไร
ลองคิดดูนะ ตลาด Forex เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ แต่ช่วงเวลาไหนล่ะ ที่มี Volume การซื้อขายมากที่สุด? ช่วงเวลาไหนที่กราฟวิ่งแรง หรือช่วงเวลาไหนที่กราฟ Sideway น่าเบื่อ? ถ้าเราไม่รู้เรื่องเหล่านี้ เราก็เหมือนคนตาบอดคลำทาง โอกาสที่จะทำกำไรก็ยากขึ้นเยอะ
จากสถิติที่ผมเก็บมาตลอดหลายปี พบว่าช่วงเวลาที่ตลาด London และ New York เปิดพร้อมกัน (overlap) เป็นช่วงที่มี Volume มากที่สุด และมีความผันผวนสูงที่สุด ซึ่งเหมาะสำหรับนักเทรดที่ชอบความเร็ว แรง แต่ก็ต้องระวังความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วย ในทางตรงกันข้าม ช่วงเวลาที่ตลาด Sydney และ Tokyo เปิด มักจะเป็นช่วงที่ตลาดค่อนข้างเงียบ เหมาะสำหรับคนที่ชอบเทรดแบบใจเย็น หรือใช้กลยุทธ์ที่เน้นความแม่นยำมากกว่าความเร็ว
ผมเคยเจอเคสที่น่าสนใจเมื่อปี 2019 มีลูกศิษย์คนหนึ่งเทรด XAUUSD (ทองคำ) โดยไม่สนใจเรื่องเวลาเลย เขาเปิด Order ทิ้งไว้ในช่วงตลาด Sydney ปรากฏว่ากราฟ Sideway ทั้งวัน พอถึงช่วงตลาด New York เปิด กราฟก็วิ่งสวนทางกับที่เขาคาดการณ์ไว้ ทำให้เขาขาดทุนไปเยอะมาก เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจว่า “เวลา” ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเทรดเช่นกัน
บทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจถึงความสำคัญของเวลาเปิดปิดตลาด Forex ในแต่ละ Session และนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจะมาดูกันว่าแต่ละ Session มีลักษณะเฉพาะอย่างไร มีคู่เงินไหนที่น่าสนใจ และเราจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันเลยครับ!
พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Forex Market Sessions
1. Asia Session (Sydney & Tokyo)
Asia Session หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ตลาดเอเชีย” เริ่มต้นด้วยตลาด Sydney ในออสเตรเลีย ตามด้วยตลาด Tokyo ในญี่ปุ่น และตลาดอื่นๆ ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เป็นต้น ช่วงเวลาทำการโดยประมาณคือ 6:00 – 15:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7) ช่วงเวลานี้มักจะมีความผันผวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ Session อื่นๆ เนื่องจาก Volume การซื้อขายโดยรวมยังไม่สูงมากนัก
ลักษณะเด่นของ Asia Session คือการเคลื่อนไหวของราคาค่อนข้าง Sideway หรือเป็น Range Bound คือราคาจะวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ ไม่ค่อยมี Trend ที่ชัดเจน ทำให้เหมาะสำหรับนักเทรดที่ชอบใช้กลยุทธ์ Range Trading หรือ Scalping ที่เน้นการทำกำไรจากช่วงราคาแคบๆ แต่ก็ต้องระวังการ Breakout ที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีข่าวสำคัญ
คู่เงินที่น่าสนใจในช่วง Asia Session มักจะเป็นคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย เช่น USD/JPY, AUD/USD, NZD/USD เป็นต้น เนื่องจากมี Volume การซื้อขายในคู่เงินเหล่านี้มากกว่าคู่เงินอื่นๆ นอกจากนี้ คู่เงินที่มีความสัมพันธ์กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น AUD/USD (สัมพันธ์กับราคาทองคำ) ก็อาจมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้
ผมเคยลองเทรด AUD/USD ในช่วง Asia Session โดยใช้ Indicator RSI เพื่อหาจังหวะ Overbought/Oversold ปรากฏว่าได้ผลดีพอสมควร เนื่องจากกราฟมักจะวิ่งอยู่ในกรอบ และ RSI ช่วยให้เราจับจังหวะซื้อขายได้แม่นยำขึ้น แต่ก็ต้องตั้ง Stop Loss ให้เหมาะสม เพราะบางครั้งกราฟก็อาจมีการ Spike ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ต้องระวังในการเทรด Asia Session คือข่าวสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาด เช่น ข่าวเศรษฐกิจจากญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย ซึ่งอาจทำให้กราฟวิ่งแรงเกินคาด ดังนั้น ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และบริหารความเสี่ยงให้ดี
2. Europe Session (London)
Europe Session หรือ “ตลาดลอนดอน” เริ่มต้นที่ตลาด London ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญของโลก ช่วงเวลาทำการโดยประมาณคือ 14:00 – 23:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7) ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มี Volume การซื้อขายสูงที่สุดช่วงหนึ่งของวัน เนื่องจากมีผู้เล่นรายใหญ่จากทั่วโลกเข้าร่วมทำการซื้อขาย
ลักษณะเด่นของ Europe Session คือความผันผวนที่สูง กราฟมักจะวิ่งแรงและมี Trend ที่ชัดเจน เหมาะสำหรับนักเทรดที่ชอบเทรดตาม Trend หรือ Breakout แต่ก็ต้องระวัง Slippage ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญ หรือมี Volume การซื้อขายหนาแน่น
คู่เงินที่น่าสนใจในช่วง Europe Session มักจะเป็นคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินในยุโรป เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/CHF เป็นต้น เนื่องจากมี Volume การซื้อขายในคู่เงินเหล่านี้มากกว่าคู่เงินอื่นๆ นอกจากนี้ คู่เงินที่มีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน เช่น GBP/USD (สัมพันธ์กับราคาน้ำมันดิบ Brent) ก็อาจมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้
ผมมักจะเทรด EUR/USD ในช่วง Europe Session โดยใช้ Fibonacci Retracement เพื่อหาแนวรับแนวต้าน และหาจังหวะเข้า Order ตาม Trend หลัก ปรากฏว่าได้ผลดีพอสมควร แต่ก็ต้องระวัง False Breakout ที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ควรยืนยันสัญญาณด้วย Price Action หรือ Indicator อื่นๆ ก่อนตัดสินใจเข้า Order
สิ่งที่ต้องระวังในการเทรด Europe Session คือข่าวสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาด เช่น ข่าวเศรษฐกิจจากสหราชอาณาจักร หรือยุโรป ซึ่งอาจทำให้กราฟวิ่งแรงเกินคาด นอกจากนี้ ควรระวังช่วงเวลาที่ตลาด London และ New York เปิดพร้อมกัน (overlap) ซึ่งเป็นช่วงที่มี Volume สูงที่สุด และมีความผันผวนมากที่สุด
3. North America Session (New York)
North America Session หรือ “ตลาดนิวยอร์ก” เริ่มต้นที่ตลาด New York ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีอิทธิพลต่อตลาด Forex ทั่วโลก ช่วงเวลาทำการโดยประมาณคือ 19:00 – 04:00 น. ตามเวลาประเทศไทย (GMT+7) ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง และมีข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญประกาศออกมา
ลักษณะเด่นของ North America Session คือการเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็ว และมีโอกาสเกิด Breakout สูง เหมาะสำหรับนักเทรดที่ชอบเทรดระยะสั้น หรือ Day Trading แต่ก็ต้องมีวินัยในการบริหารความเสี่ยง เพราะอาจเกิดการแกว่งตัวอย่างรุนแรงได้
คู่เงินที่น่าสนใจในช่วง North America Session มักจะเป็นคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY, AUD/USD เป็นต้น เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากข่าวเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ราคาทองคำ (XAUUSD) และน้ำมันดิบ (Crude Oil) ก็มักจะมีความผันผวนสูงในช่วงเวลานี้
ผมเคยเทรด XAUUSD ในช่วง North America Session โดยใช้ Indicator Moving Average เพื่อดูแนวโน้ม และใช้ Price Action เพื่อหาจังหวะเข้า Order ปรากฏว่าได้ผลดี แต่ต้องระวังข่าว Non-Farm Payrolls ที่มักจะทำให้กราฟวิ่งแรงมาก และคาดเดาทิศทางได้ยาก
สิ่งที่ต้องระวังในการเทรด North America Session คือข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ตัวเลข GDP, อัตราการว่างงาน, ดัชนี CPI, และการแถลงการณ์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และตลาดหุ้นทั่วโลก ดังนั้น ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการเปิด Order ก่อนข่าวประกาศ
วิธีใช้งานจริง: ปรับกลยุทธ์ตามช่วงเวลา
หลังจากที่เราเข้าใจพื้นฐานของแต่ละ Forex Session แล้ว เราจะนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการเทรดจริงได้อย่างไร? ผมขอยกตัวอย่างวิธีการปรับกลยุทธ์ตามช่วงเวลา โดยใช้ตารางสรุปข้อมูล และตัวอย่างการเทรดจริง
| Session | เวลาทำการ (GMT+7) | ลักษณะเด่น | คู่เงินที่น่าสนใจ | กลยุทธ์ที่เหมาะสม | สิ่งที่ต้องระวัง |
|---|---|---|---|---|---|
| Asia (Sydney & Tokyo) | 06:00 – 15:00 | ผันผวนน้อย, Sideway | USD/JPY, AUD/USD, NZD/USD | Range Trading, Scalping | ข่าวสำคัญจากเอเชีย |
| Europe (London) | 14:00 – 23:00 | ผันผวนสูง, Trend ชัดเจน | EUR/USD, GBP/USD, USD/CHF | Trend Following, Breakout | ข่าวสำคัญจากยุโรป, Overlap กับ New York |
| North America (New York) | 19:00 – 04:00 | ผันผวนสูง, Breakout บ่อย | EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY, XAUUSD | Day Trading, News Trading | ข่าวสำคัญจากสหรัฐฯ, Non-Farm Payrolls |
จากตารางนี้ เราจะเห็นว่าแต่ละ Session มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ดังนั้น เราจึงควรปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา ตัวอย่างเช่น
“ผมเคยเทรด EUR/USD ในช่วง London Session โดยใช้ Trend Following Strategy เมื่อเห็นว่ากราฟเริ่มเป็น Trend ขาขึ้น ผมก็จะรอให้ราคาย่อตัวลงมาที่ Fibonacci Retracement Level แล้วค่อยเข้า Buy Order โดยตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ Swing Low ก่อนหน้า และตั้ง Take Profit ไว้ที่ Fibonacci Extension Level ถัดไป”
ตัวอย่างการเทรดจริง:
สมมติว่าเราเทรด EUR/USD ในช่วง London Session โดยใช้ Trend Following Strategy
- วิเคราะห์กราฟ: พบว่ากราฟ EUR/USD เริ่มเป็น Trend ขาขึ้น
- หาจังหวะเข้า Order: รอให้ราคาย่อตัวลงมาที่ Fibonacci Retracement Level 38.2% ที่ราคา 1.1050
- ตั้ง Order: เข้า Buy Order ที่ราคา 1.1050
- ตั้ง Stop Loss: ตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ Swing Low ก่อนหน้าที่ราคา 1.1030 (20 Pips)
- ตั้ง Take Profit: ตั้ง Take Profit ไว้ที่ Fibonacci Extension Level 61.8% ที่ราคา 1.1100 (50 Pips)
การคำนวณความเสี่ยง:
ถ้าเราเทรด EUR/USD lot 0.1 ที่ราคา 1.1050 โดยตั้ง Stop Loss 20 Pips จะเท่ากับเราเสี่ยง $20 (0.1 lot x 20 pips x $10/pip) แต่ถ้า Take Profit ที่ 50 Pips เราก็จะได้กำไร $50 (0.1 lot x 50 pips x $10/pip)
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าการวางแผนการเทรดโดยคำนึงถึงช่วงเวลา และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร และลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นักเทรด Forex ทุกท่านนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไป!
เทคนิคขั้นสูงในการใช้ประโยชน์จากเวลาเปิดปิดตลาด Forex
การใช้ Volume Analysis ร่วมกับ Session
การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย (Volume Analysis) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้มหรือการกลับตัวของราคา โดยทั่วไปแล้ว ช่วงเวลาที่มีปริมาณการซื้อขายสูงมักจะบ่งบอกถึงความสนใจที่มากขึ้นจากนักลงทุน และการเคลื่อนไหวของราคามีแนวโน้มที่จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเทรดคู่เงิน EURUSD ในช่วง London Session ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามี Volume สูง หากคุณเห็นราคา Breakout แนวต้านสำคัญพร้อมกับ Volume ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นี่อาจเป็นสัญญาณยืนยันว่าแนวโน้มขาขึ้นมีโอกาสที่จะดำเนินต่อไปได้จริง
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่ามอง Volume เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ข่าวเศรษฐกิจ หรือรูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Pattern) ผมเคยเจอตอนปี 2015 เทรด GBPJPY ช่วงต้น London Session เห็น Volume พุ่งกระฉูด นึกว่าจะไปต่อ เลยเข้า Buy ปรากฏว่าข่าว Unemployment Rate ของ UK ออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ราคาดิ่งลงเหวเลยครับ ขาดทุนไปพอสมควรเลย (ประมาณ 50 pips จาก lot 0.2 คิดเป็นเงินก็หลายร้อยเหรียญ) ดังนั้นจำไว้ว่า Volume เป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น อย่าประมาท!
ตัวอย่างการใช้ Volume Analysis: สมมติว่าคุณสังเกตเห็นว่าช่วง Tokyo Session ปริมาณการซื้อขายของ USDJPY ค่อนข้างต่ำ และราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ แต่เมื่อเข้าสู่ London Session ปริมาณการซื้อขายเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับการ Breakout แนวรับที่สำคัญ นี่อาจเป็นสัญญาณว่ามีแรงขายเข้ามา และคุณสามารถพิจารณา Short position ได้ โดยตั้ง Stop Loss เหนือแนวรับที่ Breakout ไปเล็กน้อย (เผื่อ Spread ด้วยนะ!) และตั้งเป้าหมายทำกำไรที่แนวรับถัดไป
Fibonacci Retracement และ Session Overlap
การใช้ Fibonacci Retracement ร่วมกับช่วงเวลาที่ตลาด Overlap กันเป็นเทคนิคที่น่าสนใจ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ London Session และ New York Session ซ้อนทับกัน ช่วงเวลานี้มักจะมีความผันผวนสูง และราคาอาจมีการ Reversal หรือ Pullback ก่อนที่จะกลับไปในทิศทางเดิม การใช้ Fibonacci Retracement จะช่วยให้คุณระบุระดับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ และใช้เป็นจุดเข้าออกที่แม่นยำยิ่งขึ้นได้
หลักการง่ายๆ คือ เมื่อราคามีการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในทิศทางหนึ่ง ให้ใช้ Fibonacci Retracement เพื่อหาระดับที่ราคาอาจ Pullback กลับมา เช่น ระดับ 38.2%, 50% หรือ 61.8% หากระดับ Fibonacci เหล่านี้ตรงกับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ หรือ Pivot Point นี่อาจเป็นจุดเข้าที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก Volume ในช่วงเวลานั้นสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคุณ
Case Study: สมมติว่าคุณเทรด AUDUSD และสังเกตเห็นว่าราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้น London Session คุณใช้ Fibonacci Retracement จากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุดของการเคลื่อนที่ และพบว่าระดับ 50% Fibonacci ตรงกับแนวรับที่สำคัญในช่วงก่อนหน้า เมื่อเข้าสู่ช่วง New York Session ราคามีการ Pullback กลับมาที่ระดับ 50% Fibonacci พอดี และเกิดแท่งเทียน Bullish Engulfing คุณสามารถเข้า Buy position ได้ โดยตั้ง Stop Loss ใต้แท่งเทียน Bullish Engulfing และตั้งเป้าหมายทำกำไรที่ระดับ Fibonacci Extension 161.8% (หรือระดับอื่นๆ ที่คุณเห็นว่าเหมาะสม)
การใช้ News Trading ร่วมกับ Session
ข่าวเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาด Forex โดยเฉพาะข่าวที่มีผลกระทบสูง (High Impact News) เช่น ตัวเลข GDP, อัตราดอกเบี้ย หรือตัวเลขการจ้างงาน การเทรดข่าว (News Trading) เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยม แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะราคาอาจผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงเวลาที่ข่าวประกาศ
สิ่งที่ต้องระวังในการเทรดข่าวคือ Liquidity อาจต่ำในช่วงก่อนและหลังการประกาศข่าว ทำให้ Spread กว้างขึ้น และเกิด Slippage ได้ง่าย (Slippage คือการที่ราคาที่คุณต้องการเข้าหรือออก Order ไม่ตรงกับราคาที่ Broker Execute ให้) ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการถือ Position ค้างไว้ในช่วงเวลาที่ข่าวสำคัญจะประกาศ หรือถ้าจำเป็นต้องถือ ให้ใช้ Stop Loss ที่เหมาะสม และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
ตัวอย่าง: สมมติว่าคุณต้องการเทรดข่าว Non-Farm Payroll (NFP) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะประกาศในช่วง New York Session คุณควรศึกษาคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ หากตัวเลข NFP ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ USD อาจแข็งค่าขึ้น และคุณสามารถพิจารณา Buy USD เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ได้ แต่ถ้าตัวเลขออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ USD อาจอ่อนค่าลง และคุณสามารถพิจารณา Sell USD ได้ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมที่จะใช้ Risk Management อย่างเคร่งครัด เช่น การจำกัดขนาด Position และการตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสม
เปรียบเทียบ Session ต่างๆ ในตลาด Forex
ตารางเปรียบเทียบเวลาเปิดปิดและลักษณะเด่นของแต่ละ Session
| Session | เวลาเปิด (GMT) | เวลาปิด (GMT) | ลักษณะเด่น | คู่เงินที่นิยม |
|---|---|---|---|---|
| Sydney | 22:00 | 07:00 | สภาพคล่องต่ำ, ผันผวนน้อย | AUD/USD, NZD/USD |
| Tokyo | 00:00 | 09:00 | เน้นข่าวเอเชีย, สภาพคล่องปานกลาง | USD/JPY, AUD/JPY |
| London | 08:00 | 17:00 | สภาพคล่องสูง, ผันผวนสูง | EUR/USD, GBP/USD |
| New York | 13:00 | 22:00 | สภาพคล่องสูง, ข่าวอเมริกา, มี Overlap กับ London | EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD |
จากตารางนี้ จะเห็นได้ว่าแต่ละ Session มีเวลาเปิดปิดที่แตกต่างกัน และมีลักษณะเด่นที่ส่งผลต่อการเทรดที่แตกต่างกันด้วย ช่วง London และ New York Session มักจะเป็นช่วงที่มีสภาพคล่องสูง และมีความผันผวนมากที่สุด เหมาะสำหรับนักเทรดที่ชอบเทรดระยะสั้น หรือ Scalping ส่วนช่วง Sydney และ Tokyo Session มักจะมีสภาพคล่องต่ำ และมีความผันผวนน้อยกว่า เหมาะสำหรับนักเทรดที่ชอบเทรดระยะยาว หรือ Swing Trading
ตารางเปรียบเทียบความผันผวน (Volatility) ของคู่เงินหลักในแต่ละ Session
| คู่เงิน | Sydney Session (Avg. Pip Movement) | Tokyo Session (Avg. Pip Movement) | London Session (Avg. Pip Movement) | New York Session (Avg. Pip Movement) |
|---|---|---|---|---|
| EUR/USD | 30 | 50 | 90 | 80 |
| GBP/USD | 40 | 60 | 110 | 100 |
| USD/JPY | 25 | 45 | 70 | 60 |
| AUD/USD | 35 | 55 | 80 | 70 |
ตัวเลขในตารางเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม ตารางนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของความผันผวนของคู่เงินหลักในแต่ละ Session ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าช่วง London Session มักจะเป็นช่วงที่มีความผันผวนมากที่สุดสำหรับคู่เงินส่วนใหญ่
ข้อควรระวังในการเทรดตาม Session
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง โปรดใช้ความระมัดระวัง และบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเวลาเปิดปิดตลาด และลักษณะของแต่ละ Session เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเทรดให้ประสบความสำเร็จ คุณควรศึกษาและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่จะลงทุนด้วยเงินจริง
- สภาพคล่องต่ำ: ช่วง Sydney Session และช่วงปลาย New York Session มักจะมีสภาพคล่องต่ำ ทำให้ Spread กว้างขึ้น และเกิด Slippage ได้ง่าย
- ข่าวเศรษฐกิจ: ข่าวเศรษฐกิจที่ประกาศในช่วงต่างๆ ของวัน อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละ Session ได้ คุณควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
- Correlation: คู่เงินบางคู่มีความสัมพันธ์กัน (Correlation) เช่น EUR/USD และ GBP/USD มักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน หากคุณเทรดคู่เงินที่มี Correlation กัน คุณควรระมัดระวังในการบริหารจัดการความเสี่ยง
- วันหยุด: ในวันหยุดของแต่ละประเทศ ตลาด Forex อาจมีสภาพคล่องต่ำ หรือปิดทำการ คุณควรตรวจสอบปฏิทินเศรษฐกิจ และวางแผนการเทรดล่วงหน้า
- Overtrading: การเทรดมากเกินไป (Overtrading) อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และการขาดทุนได้ คุณควรกำหนดเป้าหมายในการเทรด และหยุดพักเมื่อถึงเป้าหมาย
ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
ผมเคยมีประสบการณ์ตรงที่ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของ Session ในการเทรด ตอนนั้นผมเทรด XAUUSD (ทองคำ) ช่วงต้นปี 2020 ก่อนที่ COVID-19 จะระบาดหนัก ตอนนั้นผมสังเกตว่าช่วง Tokyo Session ทองคำมักจะ Sideway ในกรอบแคบๆ แต่พอเข้า London Session จะเริ่มมี Volume เข้ามา และราคาจะเริ่มเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน
ผมเลยลองใช้กลยุทธ์ง่ายๆ คือ รอให้ราคา Sideway ในช่วง Tokyo Session แล้วพอเข้า London Session ถ้าเห็นราคา Breakout แนวต้านที่สำคัญ ผมก็จะ Buy โดยตั้ง Stop Loss ใต้แนวต้านที่ Breakout ไปเล็กน้อย (ประมาณ 15 pips จาก lot 0.05 ก็เสี่ยงประมาณ $7.5) และตั้งเป้าหมายทำกำไรที่แนวต้านถัดไป
ปรากฏว่ากลยุทธ์นี้ได้ผลดีเกินคาด! ผมสามารถทำกำไรได้หลายครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วจะได้ประมาณ 30-50 pips ต่อครั้ง (คิดเป็นเงินก็หลายสิบเหรียญต่อครั้ง) แต่ก็มีบางครั้งที่ราคา Breakout หลอก (Fakeout) แล้วกลับลงมาชน Stop Loss ทำให้ขาดทุนไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วยังถือว่าคุ้มค่า
แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์นี้คือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Session และลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละ Session จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าไม่มีกลยุทธ์ใดที่สามารถรับประกันผลกำไรได้ 100% คุณควรใช้ Risk Management อย่างเคร่งครัด และปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ
เครื่องมือแนะนำเพื่อจับจังหวะเวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session
ปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar)
ปฏิทินเศรษฐกิจถือเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการจับจังหวะเวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session ครับ เพราะมันช่วยให้เราทราบถึงกำหนดการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ที่มีผลต่อค่าเงิน เช่น ตัวเลข GDP, อัตราการว่างงาน, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และอื่น ๆ อีกมากมาย การประกาศตัวเลขเหล่านี้มักจะทำให้ตลาดผันผวนอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการรู้ล่วงหน้าจะช่วยให้เราวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น หากมีการประกาศตัวเลข GDP ของสหรัฐอเมริกาที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) มักจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ ในทางกลับกัน หากตัวเลขออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ค่าเงิน USD ก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง การใช้ปฏิทินเศรษฐกิจร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากยิ่งขึ้น
ผมแนะนำให้เลือกใช้ปฏิทินเศรษฐกิจจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น Investing.com หรือ ForexFactory.com ซึ่งมีการอัปเดตข้อมูลอย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ ควรปรับการตั้งค่า Time Zone ให้ตรงกับเวลาท้องถิ่นของเรา เพื่อให้ไม่พลาดข่าวสารสำคัญ
และที่สำคัญ อย่ามองข้าม “ระดับความสำคัญ” ของข่าวแต่ละตัวนะครับ ข่าวที่มีระดับความสำคัญสูง (มักแสดงด้วยสัญลักษณ์สามดาว) จะมีผลกระทบต่อตลาดมากกว่าข่าวที่มีระดับความสำคัญต่ำ ดังนั้นควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับข่าวเหล่านั้น
เครื่องมือบอกเวลาของแต่ละ Session (Session Timers)
เครื่องมือบอกเวลาของแต่ละ Session เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราทราบว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาของตลาด Session ใด เช่น ตลาดเอเชีย ตลาดยุโรป หรือตลาดอเมริกา เครื่องมือเหล่านี้มักจะแสดงเวลาเปิด-ปิดของแต่ละตลาดอย่างชัดเจน ทำให้เราสามารถวางแผนการเทรดให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนมากที่สุด
โดยทั่วไปแล้ว ตลาดลอนดอน (London Session) และตลาดนิวยอร์ก (New York Session) มักจะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงที่สุด เนื่องจากมีปริมาณการซื้อขายมากที่สุด ดังนั้นเทรดเดอร์หลายคนจึงนิยมเทรดในช่วงเวลาเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การเทรดในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูงก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ดังนั้นควรใช้ความระมัดระวังและบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
มี Session Timers มากมายให้เลือกใช้ ทั้งที่เป็น Indicators สำหรับ MetaTrader 4/5 และที่เป็น Web-based Tools ลองค้นหา “Forex Session Indicator” หรือ “Forex Market Hours” ใน Google ดูนะครับ จะมีตัวเลือกมากมายให้เลือกใช้
นอกจากนี้ บางโบรกเกอร์ก็มีเครื่องมือเหล่านี้ให้ใช้งานฟรีบนแพลตฟอร์มของพวกเขา ลองตรวจสอบดูว่าโบรกเกอร์ที่คุณใช้อยู่มีเครื่องมือเหล่านี้ให้ใช้งานหรือไม่
Alerts แจ้งเตือนข่าว
การตั้งค่า Alerts แจ้งเตือนข่าวเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้เราไม่พลาดข่าวสารสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาด Forex เราสามารถตั้งค่าให้มีการแจ้งเตือนเมื่อมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ หรือเมื่อราคาเคลื่อนไหวถึงระดับที่เรากำหนดไว้ การได้รับการแจ้งเตือนอย่างทันท่วงทีจะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและไม่พลาดโอกาสในการทำกำไร
หลายโบรกเกอร์มีระบบ Alerts ให้ใช้งานฟรีบนแพลตฟอร์มของพวกเขา นอกจากนี้ ยังมีแอปพลิเคชันและเว็บไซต์มากมายที่ให้บริการ Alerts แจ้งเตือนข่าว Forex เช่น Investing.com และ ForexFactory.com
ผมแนะนำให้ตั้งค่า Alerts สำหรับข่าวที่มีระดับความสำคัญสูง และสำหรับคู่เงินที่เราสนใจเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ควรตั้งค่า Alerts สำหรับระดับราคาที่เราต้องการเข้าหรือออกจากการเทรด เช่น แนวรับ แนวต้าน หรือระดับ Fibonacci ที่สำคัญ
ตัวอย่างเช่น หากเรากำลังเทรดคู่เงิน EURUSD และเราคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ 1.1000 เราสามารถตั้งค่า Alert ให้มีการแจ้งเตือนเมื่อราคาเข้าใกล้ระดับนี้ เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวสำหรับการเข้าเทรด
Case Study จาก อ.บอม: ประสบการณ์จริงกับการเทรดตาม Session
ผมเคยเจอประสบการณ์ตรงเมื่อปี 2019 ครับ ตอนนั้นผมกำลังเทรด XAUUSD (ทองคำ) อยู่ ผมสังเกตว่าทองคำมักจะมีความผันผวนสูงในช่วงตลาดลอนดอนเปิด ผมเลยตัดสินใจที่จะลองเทรดตามจังหวะเวลานี้ดู
ผมเริ่มจากการวิเคราะห์กราฟในช่วงเช้า และพบว่าทองคำกำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ผมจึงวางแผนที่จะเข้าซื้อ (Buy) เมื่อตลาดลอนดอนเปิด ผมตั้ง Stop Loss (SL) ไว้ที่ระดับที่ผมยอมรับได้ และตั้ง Take Profit (TP) ไว้ที่ระดับที่ผมคาดว่าจะทำกำไรได้
เมื่อตลาดลอนดอนเปิด ราคาเริ่มมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ผมเข้าซื้อ XAUUSD ที่ราคา 1280 จำนวน 0.1 Lot ผมตั้ง SL ไว้ที่ 1275 (50 จุด) และ TP ไว้ที่ 1290 (100 จุด) นั่นหมายความว่าผมกำลังเสี่ยง $50 เพื่อที่จะทำกำไร $100 (คำนวณจาก 0.1 lot x 50 pips x $10 = $50 และ 0.1 lot x 100 pips x $10 = $100)
หลังจากที่ผมเข้าเทรดได้ไม่นาน ราคาก็เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และในที่สุดราคาก็ขึ้นไปถึง TP ที่ผมตั้งไว้ ทำให้ผมทำกำไรได้ $100 ในเวลาอันรวดเร็ว ผมรู้สึกดีใจมากที่การวิเคราะห์และการวางแผนของผมประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การเทรดตาม Session ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไปครับ ในบางครั้ง ราคาอาจจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เราคาดการณ์ไว้ ดังนั้นการบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ผมเคยเจอสถานการณ์ที่ราคาเคลื่อนไหวผันผวนอย่างมากในช่วงตลาดลอนดอนเปิด และราคาได้วิ่งชน SL ของผมอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมขาดทุนไป $50 ในเวลาไม่กี่นาที
จากประสบการณ์ของผม ผมได้เรียนรู้ว่าการเทรดตาม Session นั้นต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางเทคนิค การวางแผนการเทรด และการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เราไม่ควรเทรดโดยปราศจากความรู้และความเข้าใจ เพราะอาจจะทำให้เราสูญเสียเงินทุนได้
อีกเคสหนึ่งที่ผมจำได้คือช่วง Brexit ครับ ตอนนั้นตลาดมีความผันผวนสูงมาก ผมตัดสินใจที่จะไม่เทรดในช่วงที่มีข่าวสำคัญ เพราะผมรู้ว่าการคาดการณ์ทิศทางของตลาดในช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องยาก ผมเลือกที่จะรอให้สถานการณ์สงบลงก่อน แล้วค่อยกลับมาเทรดใหม่ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะถ้าผมเทรดในช่วง Brexit ผมอาจจะสูญเสียเงินทุนจำนวนมาก
ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้คือ การเทรด Forex ไม่ใช่เรื่องของการพนัน แต่เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ การวางแผน และการบริหารจัดการความเสี่ยง เราควรศึกษาหาความรู้และฝึกฝนทักษะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในตลาด Forex
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเวลาเปิดปิดตลาด Forex
เวลาเปิดปิดของตลาด Forex แต่ละ Session มีผลต่อค่าเงินอย่างไร?
เวลาเปิดปิดของตลาด Forex แต่ละ Session มีผลต่อค่าเงินอย่างมากครับ เนื่องจากปริมาณการซื้อขายและความผันผวนของตลาดจะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา ตัวอย่างเช่น ช่วงตลาดลอนดอนเปิด มักจะมีการซื้อขายเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) เป็นจำนวนมาก ทำให้ค่าเงินเหล่านี้มีความผันผวนสูง ในขณะที่ช่วงตลาดเอเชียเปิด มักจะมีการซื้อขายเงินเยน (JPY) และเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) เป็นจำนวนมาก ทำให้ค่าเงินเหล่านี้มีความผันผวนสูง การเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาเปิดปิดของตลาดแต่ละ Session และค่าเงิน จะช่วยให้เราวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ควรเทรดคู่เงินใดในช่วงเวลาใดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด?
การเลือกคู่เงินที่จะเทรดในช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมากครับ โดยทั่วไปแล้ว คู่เงินที่มีสกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับตลาดที่เปิดทำการในช่วงเวลานั้น ๆ มักจะมีความผันผวนสูงและมีโอกาสในการทำกำไรมากกว่า ตัวอย่างเช่น ในช่วงตลาดลอนดอนเปิด ควรให้ความสนใจกับคู่เงินที่มีเงินยูโร (EUR) หรือเงินปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) เป็นส่วนประกอบ เช่น EURUSD, GBPUSD, EURGBP เป็นต้น ในช่วงตลาดนิวยอร์กเปิด ควรให้ความสนใจกับคู่เงินที่มีเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นส่วนประกอบ เช่น USDJPY, USDCAD, EURUSD เป็นต้น การเลือกคู่เงินที่เหมาะสมกับช่วงเวลา จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากยิ่งขึ้น
มีกลยุทธ์การเทรดใดบ้างที่เหมาะกับการเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง?
ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง การใช้กลยุทธ์ที่เน้นการทำกำไรระยะสั้น (Scalping) หรือ Day Trading อาจเป็นทางเลือกที่ดีครับ กลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถทำกำไรจากความผันผวนของราคาได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การเทรดในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูงก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ดังนั้นควรใช้ความระมัดระวังและบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ควรใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง เพราะ Leverage ที่สูงเกินไปอาจทำให้เราสูญเสียเงินทุนจำนวนมากได้
จะบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างไรเมื่อเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ?
ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ การบริหารจัดการความเสี่ยงก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญครับ แม้ว่าราคาจะไม่เคลื่อนไหวมากนัก แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดการเคลื่อนไหวที่ไม่คาดฝันได้เสมอ การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ควรลดขนาด Position Size ลง เพื่อลดความเสี่ยงในการเทรด การใช้ Leverage อย่างระมัดระวังก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะ Leverage ที่สูงเกินไปอาจทำให้เราสูญเสียเงินทุนจำนวนมากได้ แม้ว่าตลาดจะมีความผันผวนต่ำก็ตาม
มีข้อควรระวังอะไรบ้างในการเทรดช่วงข่าวสำคัญ?
การเทรดช่วงข่าวสำคัญเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ เพราะตลาดมักจะมีความผันผวนสูงมากในช่วงเวลาดังกล่าว ราคาอาจจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้เราอาจจะขาดทุนได้ง่าย ๆ หากเราไม่มีความรู้และความเข้าใจที่เพียงพอ ผมแนะนำว่าหากคุณเป็นมือใหม่ ควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวสำคัญ เพราะมีความเสี่ยงสูงเกินไป หากคุณต้องการเทรดในช่วงข่าวสำคัญจริง ๆ คุณควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับข่าวที่จะมีการประกาศ และวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบ การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่คาดฝัน
ทำไมบางครั้งราคาไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่เรียนมา?
บางครั้งราคาอาจจะไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่เราเรียนมาครับ เพราะตลาด Forex เป็นตลาดที่มีความซับซ้อนและมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อราคา ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร เศรษฐกิจ การเมือง หรือแม้กระทั่งอารมณ์ของนักลงทุนเองก็ตาม ดังนั้นเราไม่ควรยึดติดกับทฤษฎีมากเกินไป แต่ควรใช้ทฤษฎีเป็นเพียงแนวทางในการวิเคราะห์และตัดสินใจเท่านั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องมีความยืดหยุ่นและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ การเรียนรู้จากประสบการณ์และพัฒนาทักษะอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ดีขึ้น
สรุป: เวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session มีผลอย่างไร
เวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session มีผลกระทบอย่างมากต่อความผันผวนและโอกาสในการทำกำไรครับ การเข้าใจถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละ Session จะช่วยให้เราวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลาดเอเชียอาจจะมีความผันผวนต่ำ เหมาะสำหรับการเทรดระยะยาว ในขณะที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กมีความผันผวนสูง เหมาะสำหรับการเทรดระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าเช่นกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ไม่ว่าคุณจะเทรดในช่วงเวลาใดก็ตาม การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ควรใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง เพราะ Leverage ที่สูงเกินไปอาจทำให้เราสูญเสียเงินทุนจำนวนมากได้
อย่าลืมว่าตลาด Forex เป็นตลาดที่มีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นเราควรศึกษาหาความรู้และฝึกฝนทักษะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในตลาดนี้ การเรียนรู้จากประสบการณ์และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
ผมอยากจะแนะนำให้คุณลองใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ผมได้แนะนำไป เช่น ปฏิทินเศรษฐกิจ เครื่องมือบอกเวลาของแต่ละ Session และ Alerts แจ้งเตือนข่าว เพื่อช่วยในการตัดสินใจเทรดของคุณ นอกจากนี้ คุณควรติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาด Forex อย่างใกล้ชิด
สุดท้ายนี้ ผมขอให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรด Forex และขอให้คุณทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ อย่าท้อแท้หากคุณเจออุปสรรค เพราะทุกความผิดพลาดคือบทเรียนที่สำคัญที่จะช่วยให้คุณพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นได้
ขอให้โชคดีกับการเทรดนะครับ!
เวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session มีผลอย่างไร
ตลาด Forex เป็นตลาดที่มีการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้เทรดเดอร์สามารถทำการซื้อขายได้ตลอดเวลาที่ต้องการ แต่ถึงกระนั้น ช่วงเวลาที่ตลาดเปิดทำการในแต่ละภูมิภาคหรือที่เรียกว่า “Session” ก็มีผลต่อสภาพคล่อง ความผันผวน และโอกาสในการทำกำไรที่แตกต่างกันอย่างมาก การเข้าใจถึงลักษณะของแต่ละ Session จะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Session หลักๆ ในตลาด Forex ประกอบไปด้วย Session เอเชีย (โตเกียว) Session ยุโรป (ลอนดอน) และ Session อเมริกา (นิวยอร์ก) แต่ละ Session จะมีช่วงเวลาที่ตลาดมีความคึกคักเป็นพิเศษ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดเปิดทำการใหม่ๆ หรือในช่วงเวลาที่ Session เหล่านี้มีการทับซ้อนกัน ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่ Session ลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทำการพร้อมกัน มักจะเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดและความผันผวนมากที่สุด
การที่ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าทุกช่วงเวลาจะเหมาะสำหรับการเทรดเสมอไป บางช่วงเวลาอาจมีสภาพคล่องต่ำ ทำให้เกิด Slippage หรือ Spread ที่กว้างขึ้น ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผลกำไรของคุณได้ ดังนั้น การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเทรดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
1. จับจังหวะทองของ London Open
จากประสบการณ์ 20 ปีของผม London Open ถือเป็นช่วงเวลาทองคำสำหรับการเทรดหลายๆ คู่สกุลเงิน โดยเฉพาะคู่ที่มีเงินปอนด์ (GBP) เป็นส่วนประกอบ ช่วงเวลาที่ตลาดลอนดอนเปิดทำการ (ประมาณ 14:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) มักจะมีการเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็วและมีทิศทางที่ชัดเจน ทำให้เป็นโอกาสที่ดีในการทำกำไร หากคุณมีระบบเทรดที่แม่นยำและสามารถจับจังหวะการเข้าเทรดได้อย่างถูกต้อง
แต่ก็ต้องระวังด้วยนะครับ ความผันผวนที่สูงในช่วง London Open ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ผมแนะนำให้ใช้ Stop Loss ที่เหมาะสม และอย่าเทรดด้วยขนาด Lot ที่ใหญ่เกินไป ตัวอย่างเช่น หากคุณเทรด GBPUSD lot 0.05 ที่ราคา 1.2500 และตั้ง Stop Loss ไว้ 15 จุด นั่นหมายความว่าคุณกำลังเสี่ยง $7.5 หากการเทรดผิดทาง
ผมเคยเจอตอนปี 2010 ที่ตลาด London Open มีข่าวสำคัญออกมาพอดี ทำให้ราคา GBPUSD พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมตัดสินใจเข้าเทรด Buy ตามทันที และสามารถทำกำไรได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ก็มีเพื่อนเทรดเดอร์หลายคนที่พลาดท่า เพราะไม่ทันตั้งตัวและไม่ได้บริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ดังนั้น จงเตรียมตัวให้พร้อมเสมอสำหรับทุกสถานการณ์
2. NY Close: ปิดวันอย่างมีวินัย
ช่วงเวลาที่ตลาดนิวยอร์กใกล้ปิดทำการ (NY Close) ก็เป็นอีกช่วงเวลาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบเทรดระยะสั้น หรือ Day Trader ช่วงเวลานี้มักจะมีการปรับตัวของราคา เพื่อปิด Position ก่อนที่ตลาดจะปิดทำการ ทำให้เกิดโอกาสในการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นๆ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วง NY Close คือการมีวินัยในการปิด Position หากคุณถือ Position ที่ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ก็ควรพิจารณาปิด Position เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดปิดทำการ และเปิดทำการใหม่อีกครั้งในวันถัดไป การถือ Position ข้ามคืนอาจทำให้คุณต้องเผชิญกับ Gap หรือการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผลกำไรของคุณได้
ผมเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการถือ Position ข้ามคืนในช่วง NY Close เมื่อปี 2015 ผมถือ Position Buy ในคู่ EURUSD โดยหวังว่าราคาจะปรับตัวขึ้น แต่ปรากฏว่าในคืนนั้นมีข่าวร้ายเกี่ยวกับเศรษฐกิจยุโรปออกมา ทำให้ราคา EURUSD ร่วงลงอย่างหนัก เมื่อตลาดเปิดทำการในวันถัดไป ผมต้องยอม Cut Loss ด้วยความเสียหายที่มากพอสมควร ตั้งแต่นั้นมา ผมจึงให้ความสำคัญกับการปิด Position ก่อน NY Close เสมอ
3. Asia Session: อดทนรอโอกาส
Session เอเชีย หรือ Tokyo Session มักจะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ และมีปริมาณการซื้อขายที่ไม่มากนัก ทำให้หลายคนมองข้ามช่วงเวลานี้ไป แต่ในความเป็นจริง Session เอเชียก็มีโอกาสในการทำกำไรซ่อนอยู่ หากคุณมีความอดทนและสามารถรอคอยโอกาสที่เหมาะสมได้
ช่วงเวลาที่น่าสนใจใน Session เอเชียคือช่วงที่ตลาดเริ่มมีการเคลื่อนไหวหลังจากที่ราคาได้ Sideways มาเป็นเวลานาน หากคุณสามารถจับจังหวะการ Breakout ของราคาได้ ก็มีโอกาสที่จะทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องระวัง False Breakout ด้วยนะครับ ผมแนะนำให้รอสัญญาณยืนยันก่อนที่จะเข้าเทรดเสมอ
ผมเคยใช้เวลาในช่วง Asia Session ในการวิเคราะห์กราฟ และวางแผนการเทรดสำหรับ Session ลอนดอนและนิวยอร์ก ผมพบว่าการใช้เวลาในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ ทำให้ผมมีสมาธิในการวิเคราะห์มากขึ้น และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
4. หาจังหวะ Overlap Session
ช่วงเวลาที่ Session ต่างๆ ทับซ้อนกันถือเป็นช่วงเวลาที่มีความผันผวนมากที่สุดในตลาด Forex โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ London และ New York Session ทับซ้อนกัน (ประมาณ 19:00 – 22:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ช่วงเวลานี้มักจะมีปริมาณการซื้อขายสูงสุด และมีการเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็วและรุนแรง ทำให้เป็นโอกาสที่ดีในการทำกำไรสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบความท้าทาย
แต่ก็ต้องระวังด้วยนะครับ ความผันผวนที่สูงในช่วง Overlap Session ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน ผมแนะนำให้ใช้ Leverage ที่เหมาะสม และอย่าเทรดด้วยขนาด Lot ที่ใหญ่เกินไป ตัวอย่างเช่น หากคุณเทรด XAUUSD lot 0.01 ที่ราคา 2000 และตั้ง Stop Loss ไว้ 10 จุด นั่นหมายความว่าคุณกำลังเสี่ยง $10 หากการเทรดผิดทาง
ผมเคยทำกำไรได้อย่างมหาศาลในช่วง Overlap Session เมื่อปี 2012 ผมสังเกตเห็นว่ามีข่าวสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังจะประกาศออกมา ผมจึงเตรียมตัวรอเทรดในช่วงเวลาดังกล่าว และเมื่อข่าวประกาศออกมา ราคาทองคำ (XAUUSD) ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมตัดสินใจเข้าเทรด Buy ทันที และสามารถทำกำไรได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที
5. ข่าวสำคัญ: อย่ามองข้าม
ข่าวเศรษฐกิจและการเมืองมีผลกระทบอย่างมากต่อตลาด Forex โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสำคัญ เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ย การประกาศตัวเลข GDP หรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ ข่าวเหล่านี้สามารถทำให้ราคาผันผวนอย่างรุนแรง และสร้างโอกาสในการทำกำไรให้กับเทรดเดอร์ที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี
ก่อนที่จะมีข่าวสำคัญประกาศออกมา ผมแนะนำให้คุณศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับข่าวที่จะประกาศ และคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาด จากนั้นให้วางแผนการเทรดล่วงหน้า โดยกำหนดจุดเข้าเทรด จุดทำกำไร และจุดตัดขาดทุนให้ชัดเจน เมื่อข่าวประกาศออกมาแล้ว ให้ปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด
ผมเคยพลาดท่าเพราะมองข้ามข่าวสำคัญเมื่อปี 2017 ผมถือ Position Sell ในคู่ USDJPY โดยไม่ทันสังเกตว่ากำลังจะมีข่าวสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการเงินของญี่ปุ่นประกาศออกมา เมื่อข่าวประกาศออกมา ราคา USDJPY ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมต้องยอม Cut Loss ด้วยความเสียหายที่มากพอสมควร ตั้งแต่นั้นมา ผมจึงให้ความสำคัญกับการติดตามข่าวสารอยู่เสมอ
6. วันศุกร์สุดสัปดาห์: ระวังแรงเทขาย
วันศุกร์ถือเป็นวันสุดท้ายของการซื้อขายในตลาด Forex ก่อนที่จะปิดทำการในช่วงสุดสัปดาห์ ในวันนี้มักจะมีการปรับตัวของราคา เพื่อปิด Position ก่อนที่จะมีการถือ Position ข้ามสุดสัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงบ่ายของวันศุกร์
เทรดเดอร์หลายคนมักจะหลีกเลี่ยงการถือ Position ข้ามสุดสัปดาห์ เพราะไม่ต้องการที่จะเผชิญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงที่ตลาดปิดทำการ ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะปิด Position ก่อนที่ตลาดจะปิดทำการ ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงเทขายออกมา และทำให้ราคาปรับตัวลง
ผมแนะนำให้คุณระมัดระวังเป็นพิเศษในการเทรดในช่วงบ่ายของวันศุกร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณถือ Position ที่ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ควรพิจารณาปิด Position เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์
7. วันหยุดนักขัตฤกษ์: สภาพคล่องต่ำ
วันหยุดนักขัตฤกษ์เป็นวันที่ตลาด Forex อาจมีการซื้อขายที่เบาบางกว่าปกติ เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมตลาดน้อยลง ทำให้สภาพคล่องลดลง และอาจเกิด Slippage หรือ Spread ที่กว้างขึ้นได้ การเทรดในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์จึงมีความเสี่ยงที่สูงขึ้น
หากคุณตัดสินใจที่จะเทรดในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ ผมแนะนำให้คุณใช้ Leverage ที่ต่ำลง และเพิ่มขนาด Stop Loss ให้มากขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความเงียบเหงามากเป็นพิเศษ
ผมเคยเทรดในช่วงวันหยุดคริสต์มาสเมื่อปี 2018 ผมพบว่าสภาพคล่องในตลาดต่ำมาก และ Spread กว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้การเข้าเทรดและการออกจากตลาดเป็นไปได้ยาก ผมตัดสินใจที่จะหยุดเทรดในช่วงวันหยุด และกลับมาเทรดอีกครั้งหลังจากที่ตลาดกลับสู่ภาวะปกติ
8. ปรับตัวตามสไตล์การเทรด
สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับตัวตามสไตล์การเทรดของคุณ หากคุณเป็น Scalper ที่ชอบเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง คุณอาจจะชอบเทรดในช่วง London Open หรือ Overlap Session แต่ถ้าคุณเป็น Swing Trader ที่ชอบถือ Position ระยะยาว คุณอาจจะชอบเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ และมีการเคลื่อนไหวของราคาที่ชัดเจน
ไม่มีช่วงเวลาใดที่ดีที่สุดสำหรับการเทรดสำหรับทุกคน สิ่งที่สำคัญคือการทำความเข้าใจลักษณะของแต่ละ Session และเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณมากที่สุด นอกจากนี้ คุณควรทดลองเทรดในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อดูว่าช่วงเวลาใดที่เหมาะกับคุณมากที่สุด
ผมเคยลองเทรดในช่วงเวลาต่างๆ กัน และพบว่าผมชอบเทรดในช่วง London Open และ Overlap Session มากที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง และมีโอกาสในการทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว แต่ผมก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการบริหารความเสี่ยง เพราะความผันผวนที่สูงก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน
FAQ
ทำไมต้องสนใจเวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session?
การรู้เวลาเปิดปิดของแต่ละ Session ในตลาด Forex สำคัญอย่างยิ่งครับ เพราะมันส่งผลต่อสภาพคล่อง, ความผันผวน, และทิศทางของราคาในแต่ละช่วงเวลา ลองนึกภาพว่าตลาดลอนดอนเปิดทำการ คู่เงินที่มีเงินปอนด์ (GBP) มักจะมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเป็นพิเศษ หากคุณไม่รู้ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความคึกคัก คุณอาจพลาดโอกาสในการทำกำไร หรืออาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดได้
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนที่ชอบเทรดข่าว การรู้ว่าข่าวสำคัญมักจะประกาศในช่วงเวลาใด จะช่วยให้คุณเตรียมตัวรอเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือหากคุณเป็นคนที่ชอบเทรดในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนต่ำ การรู้ว่าช่วง Asia Session มักจะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความเงียบสงบ จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาดังกล่าวได้
ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่ขาดทุน เพราะไม่เข้าใจถึงลักษณะของแต่ละ Session พวกเขาเทรดในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม และต้องเผชิญกับ Slippage หรือ Spread ที่กว้างขึ้น ทำให้ผลกำไรลดลง หรือต้อง Cut Loss ด้วยความเสียหายที่มากพอสมควร ดังนั้น การศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามครับ
ช่วงเวลาไหนที่เหมาะกับมือใหม่?
สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้เริ่มต้นจากการเทรดในช่วง London Session หรือช่วงเวลาที่ London และ New York Session ทับซ้อนกันครับ เพราะช่วงเวลาเหล่านี้มักจะมีสภาพคล่องสูง ทำให้การเข้าเทรดและการออกจากตลาดเป็นไปได้ง่าย นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับช่วงเวลาเหล่านี้มากมาย ทำให้ง่ายต่อการศึกษาและเรียนรู้
แต่ก็ต้องระวังด้วยนะครับ ช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูงก็มักจะมาพร้อมกับความผันผวนที่สูงเช่นกัน ดังนั้น มือใหม่ควรเริ่มต้นจากการเทรดด้วยขนาด Lot ที่เล็ก และใช้ Leverage ที่ต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ควรมีระบบเทรดที่ชัดเจน และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด
ผมเคยสอนมือใหม่หลายคนให้เริ่มต้นจากการเทรดในช่วง London Session พวกเขาพบว่าช่วงเวลานี้เหมาะกับการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการเทรด เพราะมีโอกาสในการทำกำไรที่ชัดเจน และสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ง่าย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีวินัยและความอดทนในการเรียนรู้ครับ
มีเครื่องมือช่วยดูเวลาเปิดปิด Session ไหม?
แน่นอนครับ ในปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้คุณสามารถติดตามเวลาเปิดปิดของแต่ละ Session ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น Indicators บนแพลตฟอร์ม MT4/MT5 หรือเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับเวลาเปิดปิดของตลาด Forex แบบ Real-time
เครื่องมือเหล่านี้มักจะแสดงช่วงเวลาที่ตลาดเปิดทำการในแต่ละภูมิภาค และช่วงเวลาที่ Session ต่างๆ ทับซ้อนกัน นอกจากนี้ บางเครื่องมือยังมีฟังก์ชันในการแจ้งเตือนเมื่อตลาดเปิดทำการ หรือเมื่อมีข่าวสำคัญประกาศออกมา ทำให้คุณไม่พลาดโอกาสในการเทรดที่สำคัญ
ผมแนะนำให้คุณลองใช้เครื่องมือเหล่านี้ และเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับความต้องการของคุณมากที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการมีเครื่องมือที่ดีคือการมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับตลาด Forex อย่างแท้จริง เครื่องมือเป็นเพียงตัวช่วยในการตัดสินใจ แต่การตัดสินใจที่ถูกต้องยังคงต้องมาจากความรู้และประสบการณ์ของคุณเอง
จะรู้ได้อย่างไรว่า Session ไหนเหมาะกับคู่เงินที่เราเทรด?
การจะรู้ว่า Session ไหนเหมาะกับคู่เงินที่คุณเทรดนั้น ต้องอาศัยการสังเกตและวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตครับ โดยทั่วไปแล้ว คู่เงินที่มีสกุลเงินของประเทศใดเป็นส่วนประกอบ มักจะมีการเคลื่อนไหวที่คึกคักเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่ตลาดของประเทศนั้นเปิดทำการ
ยกตัวอย่างเช่น คู่ EURUSD มักจะมีการเคลื่อนไหวที่คึกคักในช่วง London และ New York Session เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดยุโรปและอเมริกาเปิดทำการ หรือคู่ AUDJPY มักจะมีการเคลื่อนไหวที่คึกคักในช่วง Asia Session เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดเอเชียเปิดทำการ
ผมแนะนำให้คุณลองสังเกตการเคลื่อนไหวของคู่เงินที่คุณเทรดในช่วงเวลาต่างๆ กัน และบันทึกข้อมูลไว้ จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเทรดของคุณมากที่สุด นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ Indicators หรือ Expert Advisors (EA) ที่ออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ Session ต่างๆ ได้อีกด้วย
ตารางเวลาเปิดปิดตลาด Forex (เวลาประเทศไทย)
| Session | เวลาเปิดทำการ | เวลาปิดทำการ | คู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|---|
| Sydney | 05:00 น. | 14:00 น. | AUD, NZD |
| Tokyo | 07:00 น. | 16:00 น. | JPY |
| London | 14:00 น. | 23:00 น. | GBP, EUR |
| New York | 19:00 น. | 04:00 น. | USD, CAD |
เวลาเปิดปิดตลาด Forex แต่ละ Session มีผลอย่างไร
ตลาด Forex เป็นตลาดที่มีการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้เทรดเดอร์สามารถเข้าทำการซื้อขายได้ตลอดเวลา แต่ช่วงเวลาที่ตลาดเปิดทำการในแต่ละภูมิภาค หรือที่เรียกว่า Session นั้น มีผลต่อสภาพคล่อง ความผันผวน และลักษณะการเคลื่อนที่ของราคาอย่างมาก การเข้าใจถึงผลกระทบของแต่ละ Session จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการเทรดและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ
โดยทั่วไปแล้ว ตลาด Forex จะแบ่งออกเป็น 4 Session หลักๆ ได้แก่ Sydney Session, Tokyo Session, London Session และ New York Session ซึ่งแต่ละ Session จะมีช่วงเวลาทำการที่แตกต่างกัน และมีสกุลเงินที่ได้รับความนิยมในการซื้อขายที่แตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง Tokyo Session สกุลเงินเยน (JPY) มักจะมีการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่ในช่วง London Session สกุลเงินปอนด์ (GBP) และยูโร (EUR) จะมีความผันผวนมากกว่า
การที่แต่ละ Session มีลักษณะเฉพาะตัว ทำให้เทรดเดอร์สามารถเลือกที่จะเทรดในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับกลยุทธ์ของตนเองได้ เช่น หากเทรดเดอร์ชอบเทรดในช่วงที่มีความผันผวนสูง ก็อาจจะเลือกเทรดในช่วง London Session หรือ New York Session แต่หากเทรดเดอร์ชอบเทรดในช่วงที่มีสภาพคล่องสูง ก็อาจจะเลือกเทรดในช่วงที่ Session ต่างๆ overlap กัน เช่น ช่วงที่ London Session และ New York Session เปิดทำการพร้อมกัน
ผลกระทบของ Sydney Session และ Tokyo Session ต่อการเทรด
Sydney Session และ Tokyo Session มักถูกเรียกรวมกันว่าเป็น Asian Session ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ สภาพคล่องที่ค่อนข้างต่ำและความผันผวนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับ London Session และ New York Session อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาเหล่านี้ก็มีความสำคัญ เพราะมักจะเป็นช่วงที่ราคาสร้างฐานหรือพักตัวก่อนที่จะเกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในช่วง Session ที่เหลือของวัน
ในช่วง Sydney Session สกุลเงิน AUD และ NZD มักจะมีการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นกว่าสกุลเงินอื่นๆ เนื่องจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมาก ในขณะที่ในช่วง Tokyo Session สกุลเงิน JPY จะมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกและเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย
เทรดเดอร์ที่เทรดในช่วง Asian Session มักจะใช้กลยุทธ์ที่เน้นการทำกำไรจากช่วงราคาแคบๆ หรือที่เรียกว่า Scalping หรืออาจจะใช้กลยุทธ์ที่เน้นการรอคอยการ Breakout ของแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น หากเราสังเกตเห็นว่าราคาของคู่เงิน AUD/USD มีการเคลื่อนที่อยู่ในกรอบแคบๆ ในช่วง Sydney Session เราอาจจะรอจนกว่าราคาจะ Breakout ออกจากกรอบนั้น แล้วจึงเข้าทำการซื้อขายตามทิศทางของการ Breakout โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่บริเวณขอบของกรอบเดิม
Case Study: สมมติว่าเราเทรดคู่เงิน AUD/USD ในช่วง Tokyo Session สังเกตว่าราคาแกว่งตัว Sideway ในกรอบ 0.6500 – 0.6520 หากเราใช้กลยุทธ์ Breakout เมื่อราคาทะลุ 0.6520 ขึ้นไป เราเข้า Buy ที่ 0.6521 ตั้ง Stop Loss ที่ 0.6500 (21 pips) และ Take Profit ที่ 0.6560 (39 pips) หากเราเทรด Lot 0.1 ความเสี่ยงของเราคือ $21 และหาก Take Profit จะได้กำไร $39
ผลกระทบของ London Session และ New York Session ต่อการเทรด
London Session และ New York Session เป็นช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องและความผันผวนสูงที่สุดในตลาด Forex เนื่องจากเป็นช่วงที่ศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญที่สุดของโลกเปิดทำการทำการซื้อขาย London Session มักถูกเรียกว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการ “กำหนดทิศทาง” เนื่องจากเป็นช่วงที่เทรดเดอร์สถาบันและกองทุนขนาดใหญ่เข้ามาทำการซื้อขายจำนวนมาก ทำให้ราคามีการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วง London Session สกุลเงิน EUR, GBP และ CHF มักจะมีการเคลื่อนไหวที่โดดเด่น ในขณะที่ในช่วง New York Session สกุลเงิน USD, CAD และ MXN จะมีความสำคัญเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ช่วงที่ London Session และ New York Session overlap กัน (ประมาณ 13:00 – 17:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) มักจะเป็นช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดและความผันผวนมากที่สุดของวัน ทำให้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเทรดสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบความเสี่ยงสูงและต้องการทำกำไรอย่างรวดเร็ว
เทรดเดอร์ที่เทรดในช่วง London Session และ New York Session มักจะใช้กลยุทธ์ที่เน้นการตามเทรนด์ หรือที่เรียกว่า Trend Following หรืออาจจะใช้กลยุทธ์ที่เน้นการ Breakout ของแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น หากเราสังเกตเห็นว่าราคาของคู่เงิน EUR/USD มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นในช่วง London Session เราอาจจะรอจนกว่าราคาจะย่อตัวลงมาเล็กน้อย แล้วจึงเข้า Buy ตามแนวโน้ม โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่บริเวณแนวรับที่สำคัญ
Case Study: สมมติว่าเราเทรดคู่เงิน GBP/USD ในช่วง London Session สังเกตว่าราคาเป็นเทรนด์ขาขึ้นชัดเจน เราอาจจะรอให้ราคาย่อตัวลงมาที่แนวรับบริเวณ 1.2500 แล้วเข้า Buy ที่ 1.2505 ตั้ง Stop Loss ที่ 1.2480 (25 pips) และ Take Profit ที่ 1.2580 (75 pips) หากเราเทรด Lot 0.2 ความเสี่ยงของเราคือ $50 และหาก Take Profit จะได้กำไร $150
การใช้ประโยชน์จาก Session Overlap ในการเทรด
ช่วงเวลาที่ Session ต่างๆ overlap กัน เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจสำหรับเทรดเดอร์ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีสภาพคล่องสูงและความผันผวนมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่ London Session และ New York Session overlap กัน มักจะเป็นช่วงที่ข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ จากทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกาถูกประกาศออกมา ทำให้ราคามีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและรุนแรง
เทรดเดอร์ที่เทรดในช่วง Session Overlap มักจะใช้กลยุทธ์ที่เน้นการเก็งกำไรจากข่าว หรือที่เรียกว่า News Trading หรืออาจจะใช้กลยุทธ์ที่เน้นการ Breakout ของแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น หากเราคาดการณ์ว่าข่าวเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาในช่วง New York Session จะมีผลกระทบเชิงบวกต่อค่าเงิน USD เราอาจจะรอจนกว่าข่าวจะถูกประกาศออกมา แล้วจึงเข้า Buy คู่เงินที่มี USD เป็นสกุลเงินหลัก โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่บริเวณแนวรับที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม การเทรดในช่วง Session Overlap ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เนื่องจากราคาอาจมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนและคาดเดาได้ยาก ดังนั้น เทรดเดอร์ควรที่จะบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และควรที่จะมีแผนการเทรดที่ชัดเจนก่อนที่จะเข้าทำการซื้อขาย
Case Study: สมมติว่าเราเทรดคู่เงิน EUR/USD ในช่วง London/New York Overlap มีข่าว Non-Farm Payrolls (NFP) ประกาศเวลา 20:30 น. ตามเวลาประเทศไทย เราวิเคราะห์ว่าตัวเลข NFP จะออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เราเตรียมพร้อมรอ Buy USD หลังข่าวประกาศ เมื่อข่าวประกาศออกมาจริง ตัวเลขดีกว่าคาด ราคาทะลุแนวต้านเดิมที่ 1.0850 เราเข้า Buy ที่ 1.0855 ตั้ง Stop Loss ที่ 1.0830 (25 pips) และ Take Profit ที่ 1.0900 (45 pips) หากเราเทรด Lot 0.3 ความเสี่ยงของเราคือ $75 และหาก Take Profit จะได้กำไร $135
FAQ เกี่ยวกับเวลาเปิดปิดตลาด Forex
ช่วงเวลาไหนที่เหมาะกับการเทรดทองคำ (XAUUSD) มากที่สุด?
โดยทั่วไปแล้ว ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเทรดทองคำ (XAUUSD) มากที่สุดคือช่วง London Session และ New York Session เนื่องจากเป็นช่วงที่มีสภาพคล่องและความผันผวนสูง ทำให้มีโอกาสในการทำกำไรมากขึ้น นอกจากนี้ ช่วงที่ London Session และ New York Session overlap กัน มักจะเป็นช่วงที่ข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ จากทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกาถูกประกาศออกมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำได้ อย่างไรก็ตาม การเทรดทองคำในช่วงเวลาเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เนื่องจากราคาอาจมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนและคาดเดาได้ยาก ดังนั้น เทรดเดอร์ควรที่จะบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และควรที่จะมีแผนการเทรดที่ชัดเจนก่อนที่จะเข้าทำการซื้อขาย ยกตัวอย่างเช่น หากเราเทรด XAUUSD lot 0.05 ที่ราคา 2350 ตั้ง Stop Loss 15 จุด (pips) ความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้คือ $7.5
ถ้าไม่มีเวลาเทรดช่วงกลางวัน ควรเทรดช่วงไหน?
หากไม่มีเวลาเทรดช่วงกลางวัน การเทรดในช่วง Asian Session (Sydney และ Tokyo Session) ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แม้ว่าสภาพคล่องและความผันผวนอาจจะไม่สูงเท่า London Session และ New York Session แต่ก็ยังมีโอกาสในการทำกำไรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม เช่น Scalping หรือ Breakout นอกจากนี้ การเทรดในช่วง Asian Session ยังมีข้อดีคือ เราสามารถเทรดได้ในช่วงเวลาที่สะดวกสบายกว่า เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับช่วงเย็นหรือกลางคืนในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เราควรที่จะศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะการเคลื่อนที่ของราคาในช่วง Asian Session ก่อนที่จะเข้าทำการซื้อขาย เพื่อให้สามารถวางแผนการเทรดและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเทรด NZD/JPY ในช่วง Asian Session อาจจะมีความผันผวนน้อยกว่า แต่ก็สามารถทำกำไรได้หากวิเคราะห์แนวโน้มได้ถูกต้อง
มีวิธีดูเวลาเปิดปิดของแต่ละ Session ที่ถูกต้องแม่นยำไหม?
วิธีที่ง่ายและแม่นยำที่สุดในการดูเวลาเปิดปิดของแต่ละ Session คือการใช้เครื่องมือหรือ Indicator ที่มีอยู่ในแพลตฟอร์มการเทรด MT4 หรือ MT5 ซึ่งมี Indicator ที่แสดงช่วงเวลาของแต่ละ Session ให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ เรายังสามารถตรวจสอบเวลาเปิดปิดของแต่ละ Session ได้จากเว็บไซต์ข่าวสารและข้อมูลทางการเงินต่างๆ เช่น ForexFactory หรือ DailyFX ซึ่งมักจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเวลาเปิดปิดของแต่ละ Session ที่อัปเดตอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม เราควรที่จะตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลที่เราได้รับนั้นถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เนื่องจากเวลาเปิดปิดของแต่ละ Session อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา Daylight Saving Time (DST) ในแต่ละประเทศ การใช้ Indicator ที่แสดงเวลา Session บน MT4/MT5 จะช่วยให้เราไม่ต้องคำนวณเวลาเอง และสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
Session ไหนที่ควรหลีกเลี่ยงในการเทรด?
ไม่มี Session ไหนที่ควรหลีกเลี่ยงในการเทรดอย่างเด็ดขาด ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและความชอบส่วนบุคคลของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม หากเราเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ หรือเป็นคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับตลาด Forex มากนัก อาจจะหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ ประกาศออกมา หรือในช่วงที่มีความผันผวนสูงมากๆ เช่น ช่วงก่อนและหลังการประชุมของธนาคารกลางต่างๆ เนื่องจากราคาอาจมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและคาดเดาได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เราขาดทุนได้ นอกจากนี้ หากเราไม่ถนัดในการเทรดในช่วง Asian Session ที่มีสภาพคล่องต่ำ ก็อาจจะเลือกเทรดในช่วง London Session หรือ New York Session ที่มีสภาพคล่องสูงกว่าก็ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่เราต้องเข้าใจถึงลักษณะการเคลื่อนที่ของราคาในแต่ละ Session และวางแผนการเทรดให้สอดคล้องกับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเราไม่ชอบความเสี่ยงสูง อาจจะหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่มีข่าว NFP ประกาศ เพราะราคามักจะผันผวนมากในช่วงนั้น







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文