Pip คืออะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับเทรดเดอร์ Forex/Gold (โดย อ.บอม ประสบการณ์ 20 ปี)
สวัสดีครับเพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกคน! ผม อ.บอม จาก icafeforex.com วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องสำคัญมากๆ ในโลก Forex และ Gold นั่นก็คือ “Pip” ครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้บ่อยๆ แต่รู้หรือไม่ว่า Pip นี่แหละคือหัวใจสำคัญในการคำนวณกำไรขาดทุน และการบริหารความเสี่ยงในการเทรดของเราเลยนะ
- Pip คืออะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับเทรดเดอร์ Forex/Gold (โดย อ.บอม ประสบการณ์ 20 ปี)
- พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Pip ที่เทรดเดอร์ต้องรู้
- วิธีใช้งาน Pip ในการเทรดจริง
- เทคนิคขั้นสูงในการใช้ Pip
- เปรียบเทียบ Pip กับ Point และ Tick
- ข้อควรระวังในการใช้ Pip
- ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
- เครื่องมือแนะนำ
- Case Study จาก อ.บอม
- FAQ คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
- Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
- FAQ เพิ่ม 4 ข้อ
- Pip ในโลก Forex: หน่วยวัดความผันผวนที่สำคัญ
- วิธีคำนวณกำไรขาดทุนจากการเทรด Forex แบบละเอียด
- การใช้ Pip ในการวางแผนการเทรดและบริหารความเสี่ยง
ผมอยู่ในวงการนี้มา 20 กว่าปี ตั้งแต่สมัยที่การเทรดออนไลน์ยังไม่บูมเท่าทุกวันนี้ สมัยก่อนเราต้องโทรศัพท์หาโบรกเกอร์เพื่อส่งคำสั่งซื้อขายกันเลยทีเดียว (ใครทันบ้างครับ? ยกมือขึ้น!) ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย และหนึ่งในสิ่งที่ยังคงสำคัญเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงก็คือความเข้าใจในเรื่อง Pip นี่แหละครับ
ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราไม่รู้ว่า Pip คืออะไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราควรตั้ง Stop Loss ที่เท่าไหร่? หรือเราจะทำกำไรได้เท่าไหร่จากการเทรดครั้งนี้? มันเหมือนกับการขับรถโดยไม่รู้ว่าความเร็วของเราเท่าไหร่ หรือน้ำมันเหลือเท่าไหร่ นั่นแหละครับ! อันตรายมากๆ
สถิติบอกว่าเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ที่ล้มเหลว มักจะขาดความเข้าใจในพื้นฐานที่สำคัญเหล่านี้ครับ พวกเขาอาจจะเน้นไปที่เทคนิคการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน หรืออินดิเคเตอร์ต่างๆ มากเกินไป จนลืมไปว่าการจัดการความเสี่ยง และการคำนวณกำไรขาดทุนอย่างแม่นยำนั้นสำคัญกว่าเยอะ
บทความนี้จะพาเพื่อนๆ ไปทำความเข้าใจเรื่อง Pip แบบละเอียด ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีการนำไปใช้จริงในการเทรด Forex และ Gold ผมจะยกตัวอย่าง case study ที่ผมเคยเจอมา รวมถึงเคล็ดลับต่างๆ ที่ผมสั่งสมมาตลอด 20 ปี หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ
พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Pip ที่เทรดเดอร์ต้องรู้
Pip คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ?
Pip ย่อมาจาก “Percentage in Point” หรือ “Price Interest Point” ครับ พูดง่ายๆ คือหน่วยที่เล็กที่สุดที่ราคาของคู่เงินหรือทองคำสามารถเปลี่ยนแปลงได้นั่นเอง Pip นี่แหละครับคือตัวชี้วัดว่าราคาขยับไปเท่าไหร่ และเราจะได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่จากการเทรด
โดยทั่วไปแล้ว Pip จะเป็นทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ของราคาคู่เงินครับ เช่น ถ้า EURUSD จาก 1.1000 ขยับไปเป็น 1.1001 นั่นหมายความว่าราคาขยับไป 1 Pip แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับคู่เงินที่มี JPY เป็นส่วนประกอบครับ เช่น USDJPY ซึ่ง Pip จะเป็นทศนิยมตำแหน่งที่ 2
ความสำคัญของ Pip อยู่ที่การคำนวณกำไรขาดทุนครับ สมมติว่าเราเทรด EURUSD lot 0.1 ที่ราคา 1.1000 แล้วราคาขึ้นไป 10 Pip เป็น 1.1010 เราก็จะรู้ทันทีว่าเราได้กำไรเท่าไหร่ (เดี๋ยวเราจะมาดูวิธีการคำนวณแบบละเอียดกันในหัวข้อถัดไปนะครับ) นอกจากนี้ Pip ยังมีความสำคัญในการตั้ง Stop Loss และ Take Profit ด้วยครับ เพราะเราจะต้องกำหนดระยะห่างของ Stop Loss และ Take Profit เป็นจำนวน Pip นั่นเอง
ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่มองข้ามเรื่อง Pip ไปครับ พวกเขาอาจจะเทรดตามสัญญาณ หรือตามความรู้สึก โดยไม่ได้คำนวณความเสี่ยงให้ดี ผลที่ตามมาก็คือขาดทุนอย่างหนักครับ เพราะฉะนั้นอย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้นะครับ
ลองนึกภาพว่าเรากำลังสร้างบ้าน ถ้าเราไม่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น การวัดขนาดของอิฐ หรือการผสมปูนให้ได้สัดส่วน บ้านของเราก็อาจจะไม่แข็งแรง และพังทลายลงมาได้ การเทรดก็เหมือนกันครับ ถ้าเราไม่ใส่ใจในเรื่อง Pip ซึ่งเป็นเหมือนอิฐก้อนเล็กๆ ของการเทรด พอร์ตของเราก็อาจจะไม่มั่นคง และขาดทุนได้
Pipettes คืออะไร? ต่างจาก Pip อย่างไร?
Pipettes คือหน่วยที่เล็กกว่า Pip ครับ หรือก็คือทศนิยมตำแหน่งที่ 5 ของราคาคู่เงิน (หรือตำแหน่งที่ 3 สำหรับคู่เงินที่มี JPY) บางโบรกเกอร์จะแสดงราคาเป็นทศนิยม 5 ตำแหน่ง เพื่อให้มีความละเอียดมากขึ้น และสามารถเสนอราคาได้ดีกว่าคู่แข่ง
Pipettes มักจะถูกเรียกว่า “Point” หรือ “Fractional Pip” ครับ เช่น ถ้า EURUSD จาก 1.10000 ขยับไปเป็น 1.10005 นั่นหมายความว่าราคาขยับไป 0.5 Pip หรือ 5 Pipettes
ถึงแม้ว่า Pipettes จะเป็นหน่วยที่เล็กกว่า Pip แต่ก็มีความสำคัญในการเทรด Scalping หรือการเทรดระยะสั้นมากๆ ครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงของราคาเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างกำไรหรือขาดทุนได้แล้ว
ผมเคยลองเทรด Scalping โดยใช้ Pipettes เป็นตัวอ้างอิงในการเข้าออกออเดอร์ครับ ผมพบว่ามันช่วยให้ผมสามารถจับจังหวะการเคลื่อนไหวของราคาได้แม่นยำมากขึ้น และทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเครียดที่มากขึ้นด้วยเช่นกันครับ (ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่นะครับ)
สิ่งที่ควรจำก็คือ Pipettes เป็นส่วนหนึ่งของ Pip ครับ ไม่ได้เป็นหน่วยที่แยกจากกัน เวลาเราคำนวณกำไรขาดทุน เราก็ยังต้องอ้างอิงจาก Pip เป็นหลักอยู่ดี เพียงแต่ Pipettes ช่วยให้เราเห็นการเคลื่อนไหวของราคาได้ละเอียดมากขึ้นเท่านั้นเอง
Lot Size คืออะไร? เกี่ยวข้องกับ Pip อย่างไร?
Lot Size คือขนาดของสัญญาที่เราทำการซื้อขายครับ ในตลาด Forex standard lot เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก (Base Currency) mini lot เท่ากับ 10,000 หน่วย และ micro lot เท่ากับ 1,000 หน่วย
Lot Size มีความสำคัญอย่างมากในการคำนวณกำไรขาดทุนครับ เพราะกำไรหรือขาดทุนที่เราได้รับ จะขึ้นอยู่กับจำนวน Pip ที่ราคาเคลื่อนไหว และขนาดของ Lot Size ที่เราใช้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด EURUSD 1 standard lot แล้วราคาขึ้นไป 1 Pip เราจะได้กำไร $10 แต่ถ้าเราเทรด 0.1 lot แล้วราคาขึ้นไป 1 Pip เราจะได้กำไร $1 เท่านั้นเอง
ผมเคยเห็นเทรดเดอร์หลายคนที่ใช้ Lot Size ใหญ่เกินไป โดยไม่ได้คำนึงถึงขนาดของพอร์ต และความเสี่ยงที่พวกเขารับได้ ผลที่ตามมาก็คือเมื่อราคาผันผวน พวกเขาก็จะขาดทุนอย่างหนัก และอาจจะถึงขั้นล้างพอร์ตได้เลยครับ
การเลือก Lot Size ที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการบริหารความเสี่ยงครับ เราควรเลือก Lot Size ที่เราสามารถรับความเสี่ยงได้ โดยไม่ทำให้เราเครียดจนเกินไป และไม่ทำให้พอร์ตของเราเสียหายมากเกินไปเมื่อเกิดการขาดทุน
จำไว้เสมอว่าการเทรด Forex ไม่ใช่การพนันนะครับ เราต้องมีการวางแผน และคำนวณความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดออเดอร์ทุกครั้ง
วิธีใช้งาน Pip ในการเทรดจริง
มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดแล้วครับ นั่นก็คือวิธีการนำความรู้เรื่อง Pip ไปใช้ในการเทรดจริง ผมจะยกตัวอย่าง case study ที่ผมเคยเจอมา และจะอธิบายวิธีการคำนวณกำไรขาดทุนแบบละเอียด เพื่อให้เพื่อนๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเทรดของตัวเองได้
ก่อนอื่นเรามาดูตารางสรุปมูลค่า Pip ของ Lot Size ต่างๆ กันก่อนนะครับ (สำหรับคู่เงินที่ไม่ใช่ JPY)
| Lot Size | มูลค่า Pip (ต่อ 1 Pip) |
|---|---|
| Standard Lot (1.00) | $10 |
| Mini Lot (0.10) | $1 |
| Micro Lot (0.01) | $0.10 |
| Nano Lot (0.001) | $0.01 |
สำหรับคู่เงินที่มี JPY เป็นส่วนประกอบ มูลค่า Pip จะแตกต่างกันเล็กน้อยครับ โดยทั่วไปแล้ว 1 Pip จะมีมูลค่าประมาณ $0.08 – $0.09 ต่อ 0.01 lot
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างการคำนวณกำไรขาดทุนกันนะครับ
ตัวอย่าง: เราเทรด EURUSD lot 0.1 ที่ราคา 1.1000 แล้วราคาขึ้นไปเป็น 1.1020 นั่นหมายความว่าราคาขึ้นไป 20 Pip เราจะได้กำไรเท่าไหร่?
วิธีคำนวณ:
- มูลค่า Pip ต่อ 0.1 lot = $1
- จำนวน Pip ที่ราคาขึ้นไป = 20 Pip
- กำไร = มูลค่า Pip x จำนวน Pip = $1 x 20 = $20
ดังนั้นเราจะได้กำไร $20 จากการเทรดครั้งนี้
ทีนี้มาดูตัวอย่างการตั้ง Stop Loss กันบ้างครับ
ตัวอย่าง: เราเทรด XAUUSD (ทองคำ) lot 0.01 ที่ราคา 2350 เราต้องการตั้ง Stop Loss ที่ 100 จุด (100 Pip) เราจะต้องตั้ง Stop Loss ที่ราคาเท่าไหร่?
วิธีคำนวณ:
- เนื่องจากเป็นการเทรด XAUUSD (ทองคำ) การตั้ง Stop Loss จะเป็นการกำหนดราคาที่ต่ำกว่าราคาที่เราซื้อ
- ราคา Stop Loss = ราคาที่เราซื้อ – (จำนวน Pip x ขนาด Pip ของ XAUUSD)
- ขนาด Pip ของ XAUUSD โดยทั่วไปคือ 0.01 ดังนั้น 100 Pip คือ 1.00
- ราคา Stop Loss = 2350 – 1.00 = 2349
ดังนั้นเราจะต้องตั้ง Stop Loss ที่ราคา 2349
ตัวอย่างการคำนวณความเสี่ยง: เราเทรด XAUUSD lot 0.1 ที่ 2350 SL 20 จุด (20 Pip) เราจะเสี่ยงเท่าไหร่?
วิธีคำนวณ:
- มูลค่า Pip ต่อ 0.1 lot ใน XAUUSD โดยประมาณคือ $1
- จำนวน Pip ที่เราเสี่ยง = 20 Pip
- ความเสี่ยง = มูลค่า Pip x จำนวน Pip = $1 x 20 = $20
ดังนั้นเราจะเสี่ยง $20 จากการเทรดครั้งนี้
หวังว่าตัวอย่างเหล่านี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจวิธีการนำ Pip ไปใช้ในการเทรดจริงได้มากขึ้นนะครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการฝึกฝน และการนำไปประยุกต์ใช้กับการเทรดของตัวเอง ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ลองเทรดในบัญชี Demo ก่อน เพื่อฝึกฝนทักษะ และทำความเข้าใจกลไกต่างๆ ของตลาด ก่อนที่จะเริ่มเทรดด้วยเงินจริง
เทคนิคขั้นสูงในการใช้ Pip
การใช้ Pip ร่วมกับ Fibonacci Retracement
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการเทรด Forex และ Gold ซึ่งช่วยให้เราสามารถหาระดับแนวรับแนวต้านที่อาจเกิดขึ้นได้ การเข้าใจ Pip จะช่วยให้เราคำนวณความเสี่ยงและเป้าหมายในการทำกำไรได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ลองคิดดูนะ หากเรารู้ว่าระดับ Fibonacci 61.8% อยู่ห่างจากราคาปัจจุบัน 50 Pips เราสามารถตั้ง Stop Loss ที่ 60 Pips เพื่อเผื่อความผันผวนได้ หรือหากเราคาดหวังว่าราคาจะไปถึงระดับ Fibonacci 161.8% ที่ห่างออกไป 100 Pips เราก็สามารถคำนวณ Reward/Risk Ratio ได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น หากเราเทรดคู่เงิน EURUSD โดยใช้ Fibonacci Retracement และพบว่าระดับ 38.2% อยู่ที่ 1.0850 และระดับ 50% อยู่ที่ 1.0820 นั่นหมายความว่าระดับ 38.2% อยู่ห่างจากระดับ 50% ประมาณ 30 Pips หากเราตัดสินใจเข้าซื้อที่ระดับ 38.2% เราอาจตั้ง Stop Loss ที่ระดับ 50% เพื่อจำกัดความเสี่ยงไว้ที่ 30 Pips ในขณะเดียวกัน หากเราคาดหวังว่าราคาจะขึ้นไปถึงระดับ 23.6% ที่ 1.0880 เราก็จะมีเป้าหมายในการทำกำไรที่ 30 Pips ทำให้ Reward/Risk Ratio ของเราเป็น 1:1
ผมเคยเจอตอนปี 2018 ตอนที่ผมใช้ Fibonacci ร่วมกับ Pip ในการเทรด GBPJPY ตอนนั้นผมเห็นว่าราคาได้ปรับตัวลงมาถึงระดับ Fibonacci 61.8% และมีสัญญาณกลับตัว ผมจึงตัดสินใจเข้าซื้อ โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ระดับ Fibonacci 78.6% ซึ่งห่างออกไปประมาณ 40 Pips และตั้งเป้าหมายในการทำกำไรที่ระดับ Fibonacci 38.2% ซึ่งห่างออกไปประมาณ 80 Pips ผลปรากฏว่าราคาได้ปรับตัวขึ้นไปถึงเป้าหมาย ทำให้ผมได้กำไร 80 Pips ซึ่งมากกว่าความเสี่ยงถึงสองเท่า
การใช้ Pip ร่วมกับ RSI (Relative Strength Index)
RSI เป็น Indicator ที่ช่วยวัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มราคา และบอกสัญญาณ Overbought (ซื้อมากเกินไป) และ Oversold (ขายมากเกินไป) การเข้าใจ Pip จะช่วยให้เราตีความสัญญาณ RSI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หาก RSI อยู่ในระดับ Overbought และเราเห็นว่าราคากำลังปรับตัวลง 20 Pips อาจเป็นสัญญาณยืนยันว่าแนวโน้มขาขึ้นกำลังอ่อนแรงลง และเราควรพิจารณาขาย หรือหาก RSI อยู่ในระดับ Oversold และเราเห็นว่าราคากำลังปรับตัวขึ้น 30 Pips อาจเป็นสัญญาณยืนยันว่าแนวโน้มขาลงกำลังอ่อนแรงลง และเราควรพิจารณาซื้อ
สมมติว่าเรากำลังเทรด XAUUSD (ทองคำ) และ RSI อยู่ที่ระดับ 75 (Overbought) และเราสังเกตเห็นว่าราคาทองคำได้ปรับตัวลง 50 Pips จากจุดสูงสุดเดิม การปรับตัวลงนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าแรงซื้อเริ่มหมดลง และตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงปรับฐาน หากเราตัดสินใจที่จะ Short (ขาย) เราอาจตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 Pips เหนือจุดสูงสุดเดิม เพื่อจำกัดความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน หากเราคาดหวังว่าราคาทองคำจะปรับตัวลงไปอีก 100 Pips เราก็จะมีเป้าหมายในการทำกำไรที่ 100 Pips ทำให้ Reward/Risk Ratio ของเราเป็น 5:1 (100/20)
ตรงนี้สำคัญมากนะ! การใช้ RSI ร่วมกับ Pip จะช่วยให้เรากรองสัญญาณหลอกได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น หาก RSI อยู่ในระดับ Overbought แต่ราคายังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ การเข้า Short อาจเป็นสิ่งที่อันตราย เพราะอาจเป็นเพียงการพักตัวระยะสั้นก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้นต่อไป การรอให้เกิดการปรับตัวลงอย่างน้อย 30-50 Pips ก่อนที่จะตัดสินใจเข้า Short จะช่วยลดความเสี่ยงในการโดน Stop Loss ได้
การใช้ Pip ในการคำนวณ Position Sizing
Position Sizing คือการกำหนดขนาด Lot ที่เหมาะสมในการเทรดแต่ละครั้ง โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ การเข้าใจ Pip จะช่วยให้เราคำนวณ Position Sizing ได้อย่างแม่นยำ เพื่อป้องกันไม่ให้เรา Overtrade (เทรดด้วยขนาด Lot ที่ใหญ่เกินไป) จนทำให้พอร์ตเสียหาย ตัวอย่างเช่น หากเรามีบัญชี $10,000 และต้องการเสี่ยงไม่เกิน 1% ต่อการเทรด นั่นหมายความว่าเราสามารถเสี่ยงได้สูงสุด $100 หากเราตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 Pips ในการเทรด EURUSD เราสามารถคำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสมได้ดังนี้:
Value per Pip = (บัญชี x เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง) / จำนวน Pip ที่ Stop Loss
Value per Pip = ($10,000 x 1%) / 20 Pips = $5
Lot Size = Value per Pip / Pip Value ของ 1 Lot Standard (ปกติคือ $10)
Lot Size = $5 / $10 = 0.5 Lot
ดังนั้น เราควรเทรด EURUSD ด้วยขนาด Lot ไม่เกิน 0.5 Lot เพื่อจำกัดความเสี่ยงไว้ที่ 1% ของบัญชี
ผมเคยพลาดตอนปี 2015 เพราะผมไม่เข้าใจเรื่อง Position Sizing ผม Overtrade โดยใช้ Lot ที่ใหญ่เกินไป จนทำให้ผมขาดทุนอย่างหนักในการเทรด CHFJPY ตอนนั้นผมคิดว่าผมมั่นใจในสัญญาณมาก และอยากทำกำไรให้ได้เยอะๆ แต่สุดท้ายผมกลับโดน Stop Loss และเสียเงินไปจำนวนมาก หลังจากนั้นผมจึงได้เรียนรู้ว่าการจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเทรด และการคำนวณ Position Sizing ที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการความเสี่ยง
เปรียบเทียบ Pip กับ Point และ Tick
| คุณสมบัติ | Pip | Point | Tick |
|---|---|---|---|
| ความหมาย | หน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงราคาที่เล็กที่สุดใน Forex | หน่วยย่อยของ Pip (1 Pip = 10 Points) | หน่วยการเคลื่อนไหวราคาที่เล็กที่สุดในตลาดอื่นๆ เช่น หุ้น หรือ Futures |
| ค่ามาตรฐาน | 0.0001 (สำหรับคู่เงินส่วนใหญ่) | 0.00001 (สำหรับคู่เงินส่วนใหญ่) | แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ |
| การใช้งาน | ใช้ในการคำนวณกำไรขาดทุน, ความเสี่ยง, และ Reward/Risk Ratio | ใช้ในการแสดงการเปลี่ยนแปลงราคาที่ละเอียดมากขึ้น | ใช้ในการวิเคราะห์ Volume และ Order Flow |
| ตัวอย่าง | EURUSD เคลื่อนที่จาก 1.0800 เป็น 1.0801 = 1 Pip | EURUSD เคลื่อนที่จาก 1.08000 เป็น 1.08001 = 1 Point | หุ้น AAPL เคลื่อนที่จาก $170.00 เป็น $170.01 = 1 Tick |
ตารางนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง Pip, Point, และ Tick โดย Pip เป็นหน่วยวัดที่ใช้กันทั่วไปในตลาด Forex ในขณะที่ Point เป็นหน่วยย่อยของ Pip และ Tick เป็นหน่วยวัดที่ใช้ในตลาดอื่นๆ การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถสื่อสารและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
| คู่เงิน | Pip Value (1 Lot Standard) | ตัวอย่างการคำนวณกำไร/ขาดทุน |
|---|---|---|
| EURUSD | $10 | ซื้อ 1 Lot ที่ 1.0800 ปิดที่ 1.0850 (กำไร 50 Pips) = $500 |
| GBPUSD | $10 | ขาย 1 Lot ที่ 1.2600 ปิดที่ 1.2550 (กำไร 50 Pips) = $500 |
| USDJPY | ¥1,000 | ซื้อ 1 Lot ที่ 145.00 ปิดที่ 145.50 (กำไร 50 Pips) = ¥50,000 |
| XAUUSD (ทองคำ) | $100 | ซื้อ 1 Lot ที่ 2000 ปิดที่ 2010 (กำไร 100 Pips) = $10,000 |
ตารางนี้แสดง Pip Value สำหรับคู่เงินยอดนิยมต่างๆ โดย Pip Value คือจำนวนเงินที่เราจะได้รับหรือเสียไปต่อการเคลื่อนที่ของราคา 1 Pip การเข้าใจ Pip Value จะช่วยให้เราคำนวณกำไรขาดทุนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ข้อควรระวังในการใช้ Pip
คำเตือน: การเข้าใจ Pip เป็นเพียงพื้นฐานของการเทรด Forex การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง และอาจทำให้คุณสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้ คุณควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด และใช้ความระมัดระวังในการเทรดทุกครั้ง
- ระวัง Broker ที่มี Spread สูง: Broker บางรายอาจมี Spread ที่สูงเกินไป ทำให้คุณเสียเปรียบในการเทรด ลองคิดดูนะ ถ้า Spread คือ 5 Pips กว่าราคาจะวิ่งไปถึงเป้าหมายกำไร คุณก็เสียไปแล้ว 5 Pips ฟรีๆ
- ตรวจสอบ Pip Value ของแต่ละคู่เงิน: Pip Value อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคู่เงิน โดยเฉพาะคู่เงินที่มี JPY เป็นส่วนประกอบ อย่าลืมตรวจสอบ Pip Value ก่อนที่จะทำการเทรด
- อย่า Overtrade: การ Overtrade เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการเทรด Forex การใช้ Lot ที่ใหญ่เกินไปจะทำให้คุณเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินทุนอย่างรวดเร็ว
- ใช้ Stop Loss เสมอ: Stop Loss เป็นเครื่องมือที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงในการเทรด คุณควรตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากเกินไป
- อย่าโลภ: ความโลภเป็นศัตรูตัวฉกาจของการเทรด จงพอใจกับกำไรที่ได้ และอย่าพยายามที่จะทำกำไรให้ได้มากเกินไปในเวลาอันสั้น
ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์
ผมเคยเทรด EURUSD ในช่วงต้นปี 2020 ตอนนั้นผมเห็นว่าราคาได้ Breakout แนวต้านสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นต่อไป ผมจึงตัดสินใจเข้าซื้อที่ราคา 1.1000 โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0980 (20 Pips) และตั้งเป้าหมายในการทำกำไรที่ 1.1050 (50 Pips) ผมเทรดด้วยขนาด Lot 1 Lot Standard ซึ่งมี Pip Value เท่ากับ $10 ต่อ Pip
หลังจากที่ผมเข้าซื้อ ราคาได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็ไปถึงเป้าหมายที่ 1.1050 ทำให้ผมได้กำไร 50 Pips หรือ $500 (50 Pips x $10) การเทรดครั้งนี้ทำให้ผมได้กำไร 5 เท่าของความเสี่ยง (Reward/Risk Ratio = 5:1) ซึ่งเป็นผลมาจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่แม่นยำ และการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม
แต่ก็มีบางครั้งที่ผมพลาดเหมือนกัน ผมจำได้ว่าช่วงปลายปี 2017 ผมเทรด GBPJPY โดยไม่ได้ตั้ง Stop Loss เพราะผมมั่นใจในสัญญาณมากเกินไป ปรากฏว่าราคาได้ปรับตัวลงอย่างรุนแรง ทำให้ผมขาดทุนไปถึง 200 Pips ก่อนที่ผมจะตัดสินใจ Cut Loss (ตัดขาดทุน) ด้วยตัวเอง การเทรดครั้งนั้นทำให้ผมเสียเงินไปจำนวนมาก และเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ผมไม่เคยลืมที่จะตั้ง Stop Loss อีกเลย
อีกตัวอย่างหนึ่งคือการเทรด XAUUSD (ทองคำ) เมื่อช่วงกลางปี 2023 ตอนนั้นผมเห็นว่าทองคำกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น และมีข่าวปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน ผมจึงตัดสินใจเข้าซื้อที่ราคา 1950 โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1940 (100 Pips) และตั้งเป้าหมายในการทำกำไรที่ 2000 (500 Pips) ผมเทรดด้วยขนาด Lot 0.1 Lot ซึ่งมี Pip Value เท่ากับ $10 ต่อ Pip
หลังจากที่ผมเข้าซื้อ ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็ไปถึงเป้าหมายที่ 2000 ทำให้ผมได้กำไร 500 Pips หรือ $5,000 (500 Pips x $10) การเทรดครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานการวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานเข้าด้วยกัน และการใช้ Position Sizing ที่เหมาะสม
เครื่องมือแนะนำ
เครื่องคำนวณ Pip Value
เครื่องคำนวณ Pip Value เป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับเทรดเดอร์ เพราะมันช่วยให้เราทราบมูลค่าของแต่ละ Pip ที่เราเทรดในแต่ละคู่เงินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลองคิดดูนะ ถ้าเราไม่รู้ว่า Pip Value คือเท่าไหร่ เราก็จะไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงและตั้ง Stop Loss ได้อย่างเหมาะสมเลยล่ะ
การใช้งานก็ง่ายมากๆ แค่ใส่รายละเอียด เช่น คู่เงินที่เราเทรด ขนาด Lot ที่เราเปิด และสกุลเงินของบัญชีที่เราใช้ จากนั้นเครื่องมือก็จะคำนวณ Pip Value ออกมาให้เราทันที ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด EURUSD ด้วย Lot 0.1 ในบัญชี USD เครื่องคำนวณอาจจะบอกว่า Pip Value คือ $1 ซึ่งหมายความว่า ถ้ากราฟวิ่งขึ้นหรือลง 1 Pip เราจะได้หรือเสียเงิน $1 นั่นเอง
เครื่องคำนวณ Pip Value มีให้ใช้ฟรีมากมายบนเว็บไซต์ต่างๆ ลองหาดูนะครับ เลือกอันที่ใช้งานง่ายและน่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่เราใส่เข้าไปด้วยนะ จะได้ไม่คำนวณผิดพลาด
เครื่องมือคำนวณ Position Size
Position Size Calculator หรือเครื่องมือคำนวณขนาด Position เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมือนี้จะช่วยคำนวณว่าเราควรจะเปิด Lot เท่าไหร่ในการเทรดแต่ละครั้ง โดยอิงจากระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะตั้งไว้ว่าเราจะยอมเสียเงินไม่เกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมดในการเทรดแต่ละครั้ง
การใช้งานก็คล้ายๆ กับเครื่องคำนวณ Pip Value คือเราต้องใส่ข้อมูล เช่น คู่เงินที่เราเทรด เงินทุนที่เรามี ระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ และระยะ Stop Loss ที่เราตั้งไว้ จากนั้นเครื่องมือก็จะคำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสมออกมาให้เรา ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงินทุน $10,000 และยอมเสี่ยง 2% ต่อการเทรด และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 20 Pips ในคู่เงิน EURUSD เครื่องมืออาจจะแนะนำให้เราเปิด Lot 0.2
เครื่องมือคำนวณ Position Size จะช่วยให้เราไม่ Overtrade หรือเปิด Lot ใหญ่เกินไป จนทำให้เราเสี่ยงที่จะเสียเงินทุนทั้งหมดได้ ที่สำคัญคือต้องใช้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการจัดการความเสี่ยงที่ดีด้วยนะ
Spread Indicator
Spread Indicator เป็นเครื่องมือที่ช่วยแสดงค่า Spread หรือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ของคู่เงินที่เราเทรดแบบ Real-time ซึ่งสำคัญมาก เพราะ Spread คือต้นทุนแฝงในการเทรดของเรา ยิ่ง Spread สูง เราก็ยิ่งต้องใช้เวลานานขึ้นในการทำกำไร
โดยปกติแล้ว Spread จะผันผวนไปตามสภาพตลาด และโบรกเกอร์แต่ละเจ้าก็อาจจะมี Spread ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการมี Spread Indicator จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของ Spread ในขณะนั้น และตัดสินใจได้ว่าจะเทรดหรือไม่เทรดในช่วงเวลานั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเห็นว่า Spread ของคู่เงินที่เราต้องการเทรดกว้างมากในช่วงข่าวออก เราก็อาจจะรอให้ Spread แคบลงก่อนค่อยเข้าเทรด
Spread Indicator มีให้ดาวน์โหลดฟรีมากมายบนแพลตฟอร์ม MT4 หรือ MT5 ลองเลือกอันที่แสดงผลได้ชัดเจนและมีการแจ้งเตือนเมื่อ Spread กว้างเกินไป ที่สำคัญคือต้องเปรียบเทียบ Spread ของแต่ละโบรกเกอร์ก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการด้วยนะ
Case Study จาก อ.บอม
ผมเคยเจอเคสที่น่าสนใจมากๆ ตอนปี 2019 ตอนนั้นผมกำลังเทรด XAUUSD (ทองคำ) อยู่ครับ ผมเห็นสัญญาณ Buy ที่ Timeframe H1 และตัดสินใจเข้าเทรดที่ราคา 1280 โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1275 (50 Pips) และตั้ง Take Profit ไว้ที่ 1290 (100 Pips) ผมเปิด Lot Size 0.1 Lot
ตอนนั้นผมคำนวณ Pip Value ไว้แล้วว่า XAUUSD 0.1 Lot เท่ากับ $1 ต่อ Pip นั่นหมายความว่า ถ้าผมโดน Stop Loss ผมจะเสีย $50 (50 Pips x $1) แต่ถ้าผมได้ Take Profit ผมจะได้ $100 (100 Pips x $1) ซึ่งเป็น Risk-Reward Ratio ที่ผมพอใจ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ราคาวิ่งลงมาเกือบถึง Stop Loss แล้วก็เด้งกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จนไปถึง Take Profit ในที่สุด ผมได้กำไร $100 ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ตอนนั้นผมรู้สึกดีใจมาก แต่ก็ไม่ประมาท ผมรู้ว่าการเทรด Forex มีความเสี่ยงเสมอ และเราต้องมีการวางแผนและจัดการความเสี่ยงที่ดี
จากเคสนี้ ผมได้เรียนรู้ว่า การคำนวณ Pip Value และการตั้ง Stop Loss อย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก มันช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงและปกป้องเงินทุนของเราได้ นอกจากนี้ การมีวินัยในการเทรดและไม่โลภก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เราควรจะพอใจกับกำไรที่เราได้ และไม่พยายามที่จะเสี่ยงมากเกินไป
อีกเคสหนึ่งที่ผมอยากจะแชร์คือ ตอนที่ผมเทรด GBPJPY เมื่อต้นปี 2020 ตอนนั้นผมเห็นสัญญาณ Sell ที่ Timeframe D1 และตัดสินใจเข้าเทรดที่ราคา 140.00 โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 140.50 (50 Pips) และตั้ง Take Profit ไว้ที่ 139.00 (100 Pips) ผมเปิด Lot Size 0.05 Lot
ตอนนั้นผมคำนวณ Pip Value ไว้แล้วว่า GBPJPY 0.05 Lot เท่ากับประมาณ 500 เยนต่อ Pip ซึ่งแปลงเป็นเงิน USD ก็ประมาณ $4.5 ต่อ Pip นั่นหมายความว่า ถ้าผมโดน Stop Loss ผมจะเสียประมาณ $225 (50 Pips x $4.5) แต่ถ้าผมได้ Take Profit ผมจะได้ประมาณ $450 (100 Pips x $4.5)
ปรากฏว่ากราฟวิ่งลงมาถึง Take Profit อย่างรวดเร็วภายในวันเดียว ผมได้กำไร $450 แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเคสนี้คือ การเลือกคู่เงินที่มี Volatility สูง (เช่น GBPJPY) จะทำให้เรามีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็ต้องระวังความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย เราต้องมีการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการจัดการความเสี่ยงที่รอบคอบ
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Pip กับ Point ต่างกันอย่างไร?
Pip และ Point เป็นหน่วยวัดการเคลื่อนที่ของราคาในตลาด Forex แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยครับ Pip คือหน่วยที่เล็กที่สุดที่ราคาของคู่เงินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ส่วน Point คือหน่วยย่อยของ Pip โดยทั่วไปแล้ว 1 Pip จะเท่ากับ 10 Points ยกตัวอย่างเช่น ถ้า EURUSD เคลื่อนที่จาก 1.1000 เป็น 1.1001 นั่นคือการเคลื่อนที่ 1 Pip หรือ 10 Points แต่บางโบรกเกอร์อาจจะแสดงราคาละเอียดกว่านั้น เช่น 1.10005 ซึ่งในกรณีนี้ 1 Pip จะเท่ากับ 100 Points ดังนั้นต้องตรวจสอบกับโบรกเกอร์ที่เราใช้บริการด้วยนะครับ
จะคำนวณ Pip Value ด้วยตัวเองได้อย่างไร?
การคำนวณ Pip Value ด้วยตัวเองอาจจะดูซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วไม่ยากอย่างที่คิดครับ สูตรการคำนวณคือ (ขนาด Lot x ขนาดสัญญา x Pip Size) / ราคาปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด EURUSD ด้วย Lot 1 (100,000 Units) และ Pip Size คือ 0.0001 (สำหรับคู่เงินที่มี 4 ตำแหน่ง) และราคาปัจจุบันคือ 1.1000 Pip Value จะเท่ากับ (1 x 100,000 x 0.0001) / 1.1000 = $9.09 โดยประมาณ แต่ถ้าเป็นคู่เงิน JPY ที่มี 2 ตำแหน่ง Pip Size จะเป็น 0.01 และต้องหารด้วยราคาปัจจุบันของคู่เงินนั้นๆ ด้วยครับ
ทำไม Pip Value ถึงสำคัญในการเทรด Forex?
Pip Value มีความสำคัญอย่างมากในการเทรด Forex เพราะมันช่วยให้เราทราบมูลค่าของแต่ละ Pip ที่เราเทรด ซึ่งจะทำให้เราสามารถคำนวณความเสี่ยงและตั้ง Stop Loss ได้อย่างเหมาะสม ลองคิดดูนะ ถ้าเราไม่รู้ว่า Pip Value คือเท่าไหร่ เราก็จะไม่สามารถกำหนดขนาด Lot ที่เหมาะสมได้ และอาจจะเสี่ยงที่จะเสียเงินทุนทั้งหมดได้ นอกจากนี้ Pip Value ยังช่วยให้เราคำนวณกำไรขาดทุนได้อย่างแม่นยำ และประเมินผลการเทรดของเราได้อย่างถูกต้องด้วยครับ
มีวิธีลดความเสี่ยงในการเทรด Forex อย่างไรบ้าง?
การลดความเสี่ยงในการเทรด Forex เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยให้เราอยู่รอดในตลาดนี้ได้ในระยะยาว วิธีการลดความเสี่ยงมีหลายอย่างครับ อย่างแรกคือการกำหนด Position Size ที่เหมาะสม โดยใช้เครื่องมือคำนวณ Position Size และตั้ง Stop Loss ทุกครั้งก่อนเข้าเทรด นอกจากนี้ เราควรจะเทรดด้วยเงินที่เราพร้อมจะเสียได้เท่านั้น และไม่ควร Overtrade หรือเปิด Lot ใหญ่เกินไป ที่สำคัญคือต้องศึกษาและทำความเข้าใจตลาดอย่างละเอียด และมีแผนการเทรดที่ชัดเจนครับ
Leverage มีผลต่อ Pip อย่างไร?
Leverage หรืออัตราทดเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถเทรดด้วยเงินทุนที่มากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเช่นกัน Leverage ไม่มีผลโดยตรงต่อ Pip แต่มีผลต่อ Pip Value ครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ Leverage 1:100 นั่นหมายความว่าเราสามารถเทรดด้วยเงินทุน 100 เท่าของเงินทุนที่เรามี นั่นจะทำให้ Pip Value ของเราสูงขึ้น และทำให้เรามีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น แต่ถ้ากราฟวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม เราก็จะเสียเงินมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นต้องใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง และบริหารความเสี่ยงให้ดีครับ
Pip เกี่ยวข้องกับการตั้ง Stop Loss และ Take Profit อย่างไร?
Pip มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการตั้ง Stop Loss และ Take Profit ครับ เพราะเราจะใช้ Pip ในการกำหนดระยะห่างของ Stop Loss และ Take Profit จากราคาที่เราเข้าเทรด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเข้า Buy ที่ราคา 1.1000 และต้องการตั้ง Stop Loss ที่ 20 Pips เราก็จะตั้ง Stop Loss ที่ราคา 1.0980 (1.1000 – 0.0020) และถ้าเราต้องการตั้ง Take Profit ที่ 50 Pips เราก็จะตั้ง Take Profit ที่ราคา 1.1050 (1.1000 + 0.0050) การตั้ง Stop Loss และ Take Profit ที่เหมาะสมจะช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงและล็อคกำไรได้ครับ
สรุป
Pip เป็นหน่วยวัดที่สำคัญอย่างยิ่งในตลาด Forex ที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงการเคลื่อนไหวของราคาและคำนวณกำไรขาดทุนได้อย่างแม่นยำ การทำความเข้าใจความหมายของ Pip, Pip Value และวิธีการคำนวณอย่างละเอียด จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถวางแผนการเทรด, จัดการความเสี่ยง และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การใช้เครื่องมือช่วยคำนวณ เช่น Pip Value Calculator และ Position Size Calculator เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อลดความผิดพลาดในการคำนวณและช่วยให้เราโฟกัสกับการวิเคราะห์ตลาดได้มากขึ้น นอกจากนี้ การติดตาม Spread ของแต่ละคู่เงินก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะ Spread คือต้นทุนแฝงในการเทรดของเรา
จากประสบการณ์ของผม การเทรด Forex ไม่ใช่แค่การคาดเดาทิศทางของราคา แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงและการจัดการเงินทุนอย่างมีวินัย การคำนวณ Pip Value และการตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสม เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่เทรดเดอร์ทุกคนควรให้ความสำคัญ อย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เพราะมันอาจจะสร้างความแตกต่างอย่างมากในผลลัพธ์การเทรดของเรา
สุดท้ายนี้ ผมขอแนะนำให้เทรดเดอร์ทุกคนศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Pip และการคำนวณต่างๆ อย่างละเอียด ลองฝึกฝนการคำนวณด้วยตัวเอง และใช้เครื่องมือช่วยในการตรวจสอบความถูกต้อง ที่สำคัญคือต้องนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการเทรดจริง และปรับปรุงแผนการเทรดของเราอยู่เสมอ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเทรด Forex ครับ!
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
1. อย่ามองข้ามเรื่อง Pip Cost ที่สัมพันธ์กับ Leverage
หลายคนมักจะโฟกัสแค่จำนวน Pip ที่ได้หรือเสีย แต่ลืมคิดถึง Pip Cost ซึ่งเป็นมูลค่าของแต่ละ Pip ที่เปลี่ยนแปลงไปตามขนาด Lot และ Leverage ที่ใช้ ตรงนี้สำคัญมากนะ! เพราะ Leverage สูง ก็เหมือนดาบสองคม ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงก็สูงขึ้นตามไปด้วย
ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่ใช้ Leverage สูงๆ แล้วหวังรวยเร็ว แต่สุดท้ายก็ล้างพอร์ต เพราะควบคุมความเสี่ยงไม่ได้ ลองคิดดูนะว่า ถ้าคุณเทรด XAUUSD (ทองคำ) ด้วย Lot 0.1 ที่ราคา 2350 โดยใช้ Leverage 1:500 แต่ดัน SL (Stop Loss) แค่ 5 Pip นั่นหมายความว่า คุณกำลังเสี่ยงถึง $50 เลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ดูเหมือนจะเสี่ยงน้อยนิดเดียวเอง ดังนั้น ก่อนจะใช้ Leverage เท่าไหร่ ต้องคำนวณ Pip Cost ให้ดี และตั้ง SL ให้เหมาะสมกับเงินทุนที่มีด้วยนะครับ
จำไว้ว่า การเทรด Forex/Gold ไม่ใช่การพนัน แต่เป็นการลงทุนที่ต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ และการวางแผนที่ดี อย่าปล่อยให้ความโลภบังตา จนลืมเรื่องการบริหารความเสี่ยงไปนะครับ
2. ฝึกคำนวณ Pip ด้วยตัวเองให้คล่อง
ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องมือคำนวณ Pip ต่างๆ มากมาย แต่การฝึกคำนวณด้วยตัวเองให้คล่องแคล่ว จะช่วยให้คุณเข้าใจกลไกการเคลื่อนไหวของราคาได้ดียิ่งขึ้น และสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วในสถานการณ์จริง ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเทรดอยู่ แล้วกราฟกำลังวิ่งขึ้นลงอย่างรวดเร็ว คุณจะต้องตัดสินใจว่าจะปิด Order หรือถือต่อ ถ้าคุณมัวแต่กดเครื่องคิดเลข กว่าจะรู้ว่าได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ ราคาอาจจะวิ่งไปไกลแล้วก็ได้
ผมแนะนำให้ลองฝึกคำนวณ Pip กับคู่เงินต่างๆ และขนาด Lot ต่างๆ เป็นประจำ จนกระทั่งคุณสามารถคำนวณได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือใดๆ เลย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเทรด EURUSD ด้วย Lot 0.05 และราคาเคลื่อนที่ไป 20 Pip คุณจะรู้ได้ทันทีว่าคุณได้กำไรหรือขาดทุนประมาณ $10 (โดยประมาณ ขึ้นอยู่กับค่า Swap และ Commission ของแต่ละ Broker) การฝึกฝนบ่อยๆ จะช่วยให้คุณพัฒนา Sense ในการเทรด และสามารถตัดสินใจได้อย่างเฉียบคมมากยิ่งขึ้นครับ
3. อย่าสับสนระหว่าง Pip กับ Point
หลายคนยังสับสนระหว่าง Pip กับ Point ซึ่งจริงๆ แล้ว Point เป็นหน่วยย่อยของ Pip อีกทีหนึ่ง โดย 1 Pip จะเท่ากับ 10 Point ในคู่เงินส่วนใหญ่ (ยกเว้น JPY ที่ 1 Pip = 100 Point) การเข้าใจความแตกต่างนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะบาง Broker อาจจะแสดงราคาเป็น Point แทนที่จะเป็น Pip ถ้าคุณไม่เข้าใจความแตกต่างนี้ อาจจะทำให้คุณคำนวณผิดพลาด และตัดสินใจผิดพลาดได้
ผมเคยเจอเทรดเดอร์มือใหม่หลายคนที่เข้าใจผิด คิดว่าราคาเคลื่อนที่ไป 10 Point คือ 10 Pip ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือ 1 Pip เท่านั้นเอง ทำให้เขาเหล่านั้นตั้ง SL หรือ TP (Take Profit) ผิดพลาด และพลาดโอกาสในการทำกำไรไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น ก่อนที่จะเทรดกับ Broker ไหน ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการแสดงราคาของ Broker นั้นๆ ให้ดีเสียก่อนนะครับ
4. สังเกตความผันผวนของแต่ละคู่เงิน
แต่ละคู่เงินมีความผันผวนไม่เท่ากัน บางคู่เงินอาจจะเคลื่อนที่ช้าๆ แต่มั่นคง ในขณะที่บางคู่เงินอาจจะเคลื่อนที่เร็วและรุนแรง การสังเกตความผันผวนของแต่ละคู่เงิน จะช่วยให้คุณเลือกคู่เงินที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ และสามารถวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเทรดแบบใจเย็นๆ อาจจะเหมาะกับการเทรด EURUSD หรือ GBPUSD ซึ่งมีความผันผวนไม่มากนัก แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบความตื่นเต้น อาจจะเหมาะกับการเทรด XAUUSD หรือ GBPJPY ซึ่งมีความผันผวนสูงกว่า
ผมแนะนำให้ลองสังเกตความผันผวนของแต่ละคู่เงินในช่วงเวลาต่างๆ กัน เช่น ช่วงข่าวออก หรือช่วงตลาดเปิด-ปิด เพราะความผันผวนของราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาได้ การสังเกตและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยให้คุณเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคู่เงิน และสามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้นครับ
5. ใช้ Pip เป็นตัวกำหนด Risk Reward Ratio
Risk Reward Ratio คืออัตราส่วนระหว่างความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ กับผลตอบแทนที่คุณคาดหวัง การใช้ Pip เป็นตัวกำหนด Risk Reward Ratio จะช่วยให้คุณวางแผนการเทรดได้อย่างเป็นระบบ และสามารถประเมินความคุ้มค่าของการเทรดแต่ละครั้งได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณตั้ง SL ไว้ที่ 20 Pip และตั้ง TP ไว้ที่ 40 Pip นั่นหมายความว่า Risk Reward Ratio ของคุณคือ 1:2 ซึ่งหมายความว่า คุณกำลังเสี่ยง 1 ส่วน เพื่อที่จะได้กำไร 2 ส่วน
โดยทั่วไปแล้ว Risk Reward Ratio ที่ดี ควรจะอยู่ที่ 1:2 ขึ้นไป หรืออาจจะสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ การกำหนด Risk Reward Ratio ที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณมีโอกาสทำกำไรในระยะยาวได้มากกว่าการขาดทุน และสามารถรักษาเงินทุนของคุณไว้ได้อย่างปลอดภัย
6. ระวัง Slippage และ Spread ที่เปลี่ยนแปลง
Slippage คือปรากฏการณ์ที่ราคาที่คุณตั้ง Order ไว้ ไม่ตรงกับราคาที่ Order ถูก Execute จริง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือในช่วงที่มีข่าวสำคัญ ส่วน Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่ Broker เรียกเก็บ การเปลี่ยนแปลงของ Slippage และ Spread อาจจะส่งผลกระทบต่อกำไรหรือขาดทุนของคุณได้ ดังนั้น คุณควรจะเลือก Broker ที่มี Slippage และ Spread ที่ต่ำ และมีความเสถียร
ผมเคยเจอเทรดเดอร์หลายคนที่พลาดโอกาสในการทำกำไร เพราะ Slippage ทำให้ Order ของพวกเขาถูก Execute ที่ราคาที่ไม่ดี หรือบางคนก็ขาดทุนมากกว่าที่คาดไว้ เพราะ Spread ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงข่าวออก ดังนั้น คุณควรจะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Slippage และ Spread ของแต่ละ Broker ให้ดี และเลือก Broker ที่มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือครับ
7. Backtest กลยุทธ์ด้วยข้อมูล Pip ในอดีต
Backtest คือการทดสอบกลยุทธ์การเทรดของคุณกับข้อมูลราคาในอดีต การ Backtest จะช่วยให้คุณประเมินประสิทธิภาพของกลยุทธ์ของคุณ และสามารถปรับปรุงกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดต่างๆ ได้ การใช้ข้อมูล Pip ในอดีต จะช่วยให้คุณ Backtest ได้อย่างแม่นยำ และสามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ของการเทรดในอนาคตได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ผมแนะนำให้ใช้โปรแกรม MetaTrader 4 หรือ MetaTrader 5 ซึ่งมีฟังก์ชัน Backtest ที่ใช้งานง่าย และสามารถนำเข้าข้อมูลราคาในอดีตได้อย่างสะดวก คุณสามารถใช้ข้อมูล Pip ในอดีต เพื่อทดสอบกลยุทธ์ต่างๆ เช่น การใช้ Indicator, การใช้ Price Action หรือการใช้ Fibonacci Retracement การ Backtest จะช่วยให้คุณมั่นใจในกลยุทธ์ของคุณ และสามารถเทรดได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้นครับ
8. ติดตามข่าวสารและปัจจัยที่มีผลต่อ Pip
ราคา Forex และ Gold ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ มากมาย เช่น ข่าวเศรษฐกิจ, ข่าวการเมือง, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายการเงิน การติดตามข่าวสารและปัจจัยเหล่านี้ จะช่วยให้คุณเข้าใจทิศทางของราคา และสามารถคาดการณ์การเคลื่อนที่ของ Pip ได้อย่างแม่นยำ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าธนาคารกลางประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินของประเทศนั้นๆ อาจจะแข็งค่าขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ Pip ในคู่เงินที่เกี่ยวข้อง
ผมแนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น Reuters, Bloomberg หรือ ForexFactory และวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ การติดตามข่าวสารและปัจจัยที่มีผลต่อ Pip จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และสามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอครับ
FAQ เพิ่ม 4 ข้อ
Q1: ทำไมบางครั้ง Pip ที่คำนวณได้ถึงไม่ตรงกับที่ Broker แสดง?
H3: ปัจจัยที่ทำให้ Pip ที่คำนวณได้ไม่ตรงกับที่ Broker แสดงมีหลายอย่างครับ หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ Spread ที่ผันผวน โดยเฉพาะในช่วงข่าวหรือช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง Spread อาจจะกว้างขึ้น ทำให้ราคาที่แสดงผลต่างไปจากราคาที่เราคำนวณไว้ นอกจากนี้ เรื่องของ Commission ที่ Broker เรียกเก็บก็มีผลเช่นกัน เพราะ Commission จะถูกหักออกจากกำไรของเรา ทำให้กำไรสุทธิที่แสดงผลน้อยกว่าที่เราคำนวณไว้ในตอนแรก
อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องของ Slippage ที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ Slippage คือการที่ Order ของเราถูก Execute ที่ราคาที่ไม่ตรงกับราคาที่เราตั้งไว้ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือในช่วงที่มีข่าวสำคัญ ทำให้ Pip ที่เราได้รับจริงแตกต่างจากที่เราคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ Platform ที่เราใช้เทรดก็อาจจะมีผลเช่นกัน เพราะ Platform แต่ละแห่งอาจจะมีวิธีการคำนวณ Pip ที่แตกต่างกันเล็กน้อย ดังนั้น ควรตรวจสอบรายละเอียดของ Broker และ Platform ที่เราใช้ให้ดีก่อนทำการเทรดนะครับ
Q2: มีวิธีลดความเสี่ยงจาก Pip Cost ที่สูงเกินไปไหม?
H3: แน่นอนครับ มีหลายวิธีที่เราสามารถทำได้ วิธีแรกคือการลด Leverage ที่ใช้ การใช้ Leverage สูงๆ อาจจะทำให้เราได้กำไรมากขึ้น แต่ก็ทำให้ Pip Cost สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น การลด Leverage ลง จะช่วยลดความเสี่ยงจาก Pip Cost ที่สูงเกินไปได้ วิธีที่สองคือการตั้ง Stop Loss (SL) ที่เหมาะสม การตั้ง SL ที่ใกล้เกินไป อาจจะทำให้เราโดน SL บ่อยๆ แต่การตั้ง SL ที่ไกลเกินไป ก็อาจจะทำให้เราขาดทุนมากเกินไป ดังนั้น ควรตั้ง SL ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดและความเสี่ยงที่เรายอมรับได้
นอกจากนี้ การเลือกคู่เงินที่มีความผันผวนต่ำ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดความเสี่ยงจาก Pip Cost ที่สูงเกินไป คู่เงินที่มีความผันผวนสูง มักจะมี Pip Cost ที่สูงกว่าคู่เงินที่มีความผันผวนต่ำ ดังนั้น การเลือกคู่เงินที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของเรา จะช่วยลดความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง และสุดท้ายคือการบริหารจัดการเงินทุน (Money Management) อย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดขนาด Lot ที่เหมาะสมกับเงินทุนที่เรามี จะช่วยป้องกันไม่ให้เรา Overtrade และลดความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ครับ
Q3: Pip มีความสำคัญต่อการเทรดระยะสั้น (Scalping) อย่างไร?
H3: ในการเทรดระยะสั้นหรือ Scalping นั้น Pip มีความสำคัญอย่างมากครับ เพราะ Scalper มักจะมองหากำไรเพียงเล็กน้อยจากแต่ละ Order ดังนั้น แต่ละ Pip ที่ได้มาจึงมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง ลองคิดดูว่าถ้า Scalper ตั้งเป้าที่จะทำกำไรเพียง 5 Pip ต่อ Order แต่ Pip Cost สูงถึง 2 Pip นั่นหมายความว่า Scalper จะต้องทำกำไรถึง 7 Pip เพื่อที่จะได้กำไรสุทธิ 5 Pip ดังนั้น การควบคุม Pip Cost จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับ Scalper
นอกจากนี้ Scalper ยังต้องให้ความสำคัญกับ Spread และ Slippage เป็นพิเศษ เพราะ Spread และ Slippage ที่สูง อาจจะทำให้ Scalper พลาดโอกาสในการทำกำไร หรืออาจจะขาดทุนได้ ดังนั้น Scalper ควรจะเลือก Broker ที่มี Spread และ Slippage ที่ต่ำ และมีความเสถียร นอกจากนี้ Scalper ยังต้องมีความรวดเร็วในการตัดสินใจ และมีความแม่นยำในการวิเคราะห์กราฟ เพราะ Scalper จะต้องเข้าและออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะคว้ากำไรจาก Pip เล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นให้ได้ครับ
Q4: มี Indicator หรือเครื่องมือใดบ้างที่ช่วยในการวิเคราะห์ Pip?
H3: มี Indicator และเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถช่วยในการวิเคราะห์ Pip ได้ครับ หนึ่งในนั้นคือ Average True Range (ATR) ซึ่งเป็น Indicator ที่วัดความผันผวนของราคา ATR จะช่วยให้เราทราบว่าราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ไปกี่ Pip ในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้เราตั้ง Stop Loss และ Take Profit ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมี Indicator ที่ชื่อว่า Pip Value Calculator ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการคำนวณ Pip Cost ของแต่ละคู่เงิน และขนาด Lot ที่เราใช้ ซึ่งจะช่วยให้เราบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจาก Indicator แล้ว ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถช่วยในการวิเคราะห์ Pip ได้ เช่น Forex Calendar ซึ่งเป็นปฏิทินที่แสดงกำหนดการประกาศข่าวเศรษฐกิจต่างๆ การติดตามข่าวเศรษฐกิจ จะช่วยให้เราทราบว่าช่วงเวลาใดที่ราคาอาจจะมีความผันผวนสูง ซึ่งจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงเวลาเหล่านั้น หรืออาจจะใช้ประโยชน์จากความผันผวนเหล่านั้นในการทำกำไร นอกจากนี้ การวิเคราะห์ Technical Analysis ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการคาดการณ์การเคลื่อนที่ของ Pip โดยการใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Trendline, Support and Resistance, Fibonacci Retracement เป็นต้น ครับ
| คู่เงิน | ขนาด Lot | ราคาปัจจุบัน | Pip Value (USD) | SL (Pip) | TP (Pip) | ความเสี่ยง (USD) | ผลตอบแทน (USD) | Risk Reward Ratio |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| EURUSD | 0.1 | 1.0850 | 1 | 20 | 40 | 20 | 40 | 1:2 |
| GBPUSD | 0.05 | 1.2700 | 0.5 | 30 | 60 | 15 | 30 | 1:2 |
| USDJPY | 0.2 | 145.50 | 1.37 (ประมาณ) | 15 | 30 | 41.1 | 82.2 | 1:2 |
| XAUUSD | 0.01 | 2350 | 0.1 | 50 | 100 | 50 | 100 | 1:2 |
Pip ในโลก Forex: หน่วยวัดความผันผวนที่สำคัญ
Pip (Percentage in Point) คือหน่วยที่เล็กที่สุดในการวัดความเคลื่อนไหวของราคาในตลาด Forex ครับ มันเหมือนกับหน่วย “บาท” ในการซื้อขายสินค้าทั่วไป แต่สำหรับ Forex แล้ว Pip คือตัวชี้วัดว่าค่าเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน การเข้าใจ Pip อย่างถ่องแท้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเทรด Forex เลยนะ เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณกำไรขาดทุนของเรา
โดยทั่วไปแล้ว ค่าของ Pip จะอยู่ที่ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ของราคาคู่เงิน ยกเว้นคู่เงินที่มี JPY (เยนญี่ปุ่น) เป็นส่วนประกอบ ซึ่ง Pip จะอยู่ที่ทศนิยมตำแหน่งที่ 2 ตัวอย่างเช่น ถ้า EURUSD ขยับจาก 1.1050 ไปเป็น 1.1051 นั่นหมายความว่าราคาขยับไป 1 Pip แต่ถ้า USDJPY ขยับจาก 145.20 ไปเป็น 145.21 นั่นก็หมายความว่าราคาขยับไป 1 Pip เช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของ Pip สามารถสร้างผลกระทบมหาศาลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราใช้ Leverage (อัตราทด) สูงๆ ลองคิดดูว่าถ้าเราเทรด EURUSD ด้วย Lot size 1 Lot (100,000 units) การขยับของราคาเพียง 1 Pip จะมีมูลค่าถึง $10 เลยทีเดียว ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงและวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
Case Study: Pip กับการเทรด EURUSD
สมมติว่าผมวิเคราะห์แล้วว่า EURUSD มีโอกาสปรับตัวขึ้น ผมเลยตัดสินใจเปิด Order Buy ที่ราคา 1.1000 ด้วย Lot size 0.5 Lot (50,000 units) หลังจากนั้นไม่นาน ราคา EURUSD ก็ปรับตัวขึ้นไปที่ 1.1050 นั่นหมายความว่าราคาขยับขึ้นมา 50 Pips (1.1050 – 1.1000 = 0.0050)
เนื่องจากผมเทรดด้วย Lot size 0.5 Lot ดังนั้นกำไรที่ผมจะได้จากการเทรดครั้งนี้คือ 50 Pips x $5 (มูลค่า Pip ต่อ 0.1 Lot) x 5 = $250 ครับ เห็นไหมว่าการเข้าใจ Pip ช่วยให้เราคำนวณกำไรที่คาดหวังได้อย่างแม่นยำ
แต่ถ้าสถานการณ์กลับกัน ราคา EURUSD กลับปรับตัวลงมาที่ 1.0950 แทน นั่นหมายความว่าผมขาดทุนไป 50 Pips (1.1000 – 1.0950 = 0.0050) ซึ่งจะทำให้ผมขาดทุน $250 เช่นกัน ตรงนี้แหละครับที่ทำให้เราเห็นความสำคัญของการตั้ง Stop Loss เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการเทรด
วิธีคำนวณกำไรขาดทุนจากการเทรด Forex แบบละเอียด
การคำนวณกำไรขาดทุนจากการเทรด Forex ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ สิ่งที่เราต้องรู้คือ ราคาเปิด (Open Price), ราคาปิด (Close Price), Lot size และมูลค่า Pip ของคู่เงินที่เราเทรด สูตรการคำนวณง่ายๆ คือ:
กำไร/ขาดทุน = (ราคาปิด – ราคาเปิด) x Lot size x มูลค่า Pip
สิ่งที่ต้องระวังคือ มูลค่า Pip ของแต่ละคู่เงินจะไม่เท่ากัน และจะขึ้นอยู่กับสกุลเงินที่สองของคู่เงินนั้นๆ ด้วยครับ ยกตัวอย่างเช่น คู่เงินที่มี USD เป็นสกุลเงินที่สอง (เช่น EURUSD, GBPUSD) มูลค่า Pip จะอยู่ที่ $10 ต่อ 1 Lot แต่สำหรับคู่เงินที่มี JPY เป็นสกุลเงินที่สอง (เช่น USDJPY, EURJPY) มูลค่า Pip จะอยู่ที่ ¥1,000 ต่อ 1 Lot
ตัวอย่างการคำนวณกำไรขาดทุน
Case 1: เทรด EURUSD ผมเปิด Order Buy EURUSD ที่ราคา 1.1000 ด้วย Lot size 0.2 Lot ราคาปรับตัวขึ้นไปที่ 1.1025 (กำไร 25 Pips) กำไรที่ได้ = (1.1025 – 1.1000) x 20,000 (0.2 Lot) = $50
Case 2: เทรด USDJPY ผมเปิด Order Sell USDJPY ที่ราคา 145.50 ด้วย Lot size 0.1 Lot ราคาปรับตัวลงมาที่ 145.00 (กำไร 50 Pips) กำไรที่ได้ = (145.50 – 145.00) x 1,000 (0.1 Lot) = ¥50,000 (ประมาณ $345 ณ อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน)
Case 3: เทรด XAUUSD (ทองคำ) ผมเปิด Order Buy XAUUSD ที่ราคา 2300 ด้วย Lot size 0.05 Lot ราคาปรับตัวขึ้นไปที่ 2310 (กำไร 100 Pips) กำไรที่ได้ = (2310 – 2300) x 0.05 Lot x 10 USD (มูลค่า Pip ทองคำต่อ 0.1 Lot โดยประมาณ) x 5 = $50
จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าการคำนวณกำไรขาดทุนไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแค่เราเข้าใจหลักการและรู้มูลค่า Pip ของคู่เงินที่เราเทรด เราก็จะสามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การใช้ Pip ในการวางแผนการเทรดและบริหารความเสี่ยง
Pip ไม่ได้มีประโยชน์แค่ในการคำนวณกำไรขาดทุนเท่านั้นนะครับ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนการเทรดและบริหารความเสี่ยงอีกด้วย โดยเราสามารถใช้ Pip ในการกำหนด Stop Loss (จุดตัดขาดทุน) และ Take Profit (จุดทำกำไร) เพื่อควบคุมความเสี่ยงและรักษาผลกำไรของเรา
การกำหนด Stop Loss ที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันไม่ให้เราขาดทุนมากเกินไป ในกรณีที่ราคาเคลื่อนที่สวนทางกับที่เราคาดการณ์ไว้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมเทรด EURUSD ที่ราคา 1.1000 ผมอาจจะตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0980 ซึ่งหมายความว่าผมยอมขาดทุน 20 Pips ถ้าหากราคาปรับตัวลงมาถึงจุดนั้น Order ของผมก็จะถูกปิดโดยอัตโนมัติ
ในทางกลับกัน การกำหนด Take Profit จะช่วยให้เราล็อคผลกำไรเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เราต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมเทรด EURUSD ที่ราคา 1.1000 ผมอาจจะตั้ง Take Profit ไว้ที่ 1.1050 ซึ่งหมายความว่าผมจะทำกำไร 50 Pips ถ้าหากราคาปรับตัวขึ้นไปถึงจุดนั้น Order ของผมก็จะถูกปิดและกำไรก็จะถูกโอนเข้าบัญชีของผม
Case Study: การใช้ Pip ในการบริหารความเสี่ยง
สมมติว่าผมมีเงินทุนในบัญชี $1,000 และผมต้องการเทรด EURUSD โดยยอมรับความเสี่ยงไม่เกิน 2% ของเงินทุนทั้งหมด นั่นหมายความว่าผมยอมขาดทุนได้สูงสุด $20 ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ถ้าผมเทรดด้วย Lot size 0.1 Lot มูลค่า Pip จะอยู่ที่ $1 ต่อ Pip ดังนั้นผมจะต้องตั้ง Stop Loss ไม่เกิน 20 Pips เพื่อให้เป็นไปตามแผนการบริหารความเสี่ยงของผม
ถ้าผมวิเคราะห์แล้วว่า EURUSD มีโอกาสปรับตัวขึ้น ผมเลยตัดสินใจเปิด Order Buy ที่ราคา 1.1000 และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0980 (20 Pips) และตั้ง Take Profit ไว้ที่ 1.1050 (50 Pips) ถ้าหากราคาปรับตัวขึ้นไปถึง Take Profit ผมจะได้กำไร $50 แต่ถ้าหากราคาปรับตัวลงมาถึง Stop Loss ผมจะขาดทุน $20 ซึ่งเป็นไปตามแผนการบริหารความเสี่ยงที่ผมตั้งไว้
จาก Case Study นี้ จะเห็นได้ว่าการใช้ Pip ในการวางแผนการเทรดและบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงและรักษาผลกำไรของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร เราก็สามารถเทรดได้อย่างมั่นใจและสบายใจมากขึ้น
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Pip
Pipettes และ Points แตกต่างจาก Pip อย่างไร?
Pipettes และ Points เป็นหน่วยย่อยของ Pip ครับ โดยทั่วไปแล้ว 1 Pip เท่ากับ 10 Pipettes หรือ 10 Points (แล้วแต่โบรกเกอร์จะเรียก) นั่นหมายความว่า ถ้า EURUSD ขยับจาก 1.10500 ไปเป็น 1.10505 นั่นคือการขยับ 0.5 Pip หรือ 5 Pipettes/Points ครับ โบรกเกอร์หลายแห่งแสดงราคาในรูปแบบที่มีทศนิยม 5 ตำแหน่งเพื่อให้เทรดเดอร์สามารถเห็นการเคลื่อนไหวของราคาที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น แต่โดยรวมแล้ว Pip ยังคงเป็นหน่วยหลักที่เราใช้ในการคำนวณกำไรขาดทุนและวางแผนการเทรดครับ
ทำไมมูลค่า Pip ของแต่ละคู่เงินถึงไม่เท่ากัน?
มูลค่า Pip ของแต่ละคู่เงินไม่เท่ากันเนื่องจากขึ้นอยู่กับสกุลเงินที่สองของคู่เงินนั้นๆ ครับ โดยทั่วไปแล้ว คู่เงินที่มี USD เป็นสกุลเงินที่สอง (เช่น EURUSD, GBPUSD) จะมีมูลค่า Pip คงที่อยู่ที่ $10 ต่อ 1 Lot แต่สำหรับคู่เงินที่มีสกุลเงินอื่นๆ เป็นสกุลเงินที่สอง (เช่น EURGBP, AUDCAD) มูลค่า Pip จะผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยนของคู่เงินนั้นๆ ครับ นอกจากนี้ คู่เงินที่มี JPY เป็นสกุลเงินที่สอง (เช่น USDJPY, EURJPY) จะมีมูลค่า Pip ที่แตกต่างออกไป โดยอยู่ที่ ¥1,000 ต่อ 1 Lot ดังนั้นเราจึงต้องตรวจสอบมูลค่า Pip ของแต่ละคู่เงินที่เราเทรดอย่างละเอียดก่อนทำการซื้อขาย
Lot Size มีผลต่อมูลค่า Pip อย่างไร?
Lot size มีผลโดยตรงต่อมูลค่า Pip ครับ ยิ่ง Lot size ใหญ่ มูลค่า Pip ก็จะยิ่งสูงขึ้น ลองคิดดูว่าถ้าเราเทรด EURUSD ด้วย Lot size 1 Lot (100,000 units) การขยับของราคาเพียง 1 Pip จะมีมูลค่า $10 แต่ถ้าเราเทรดด้วย Lot size 0.1 Lot (10,000 units) การขยับของราคา 1 Pip จะมีมูลค่าเพียง $1 เท่านั้น ดังนั้นการเลือก Lot size ที่เหมาะสมกับขนาดของเงินทุนและระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากครับ
มีวิธีคำนวณมูลค่า Pip ที่แม่นยำกว่านี้ไหม?
แน่นอนครับ วิธีที่แม่นยำที่สุดในการคำนวณมูลค่า Pip คือการใช้เครื่องคำนวณ Pip ของโบรกเกอร์ที่เราใช้บริการครับ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะมีเครื่องมือนี้ให้ใช้งานฟรี ซึ่งจะช่วยให้เราคำนวณมูลค่า Pip ของแต่ละคู่เงินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณเอง นอกจากนี้ เครื่องคำนวณ Pip บางแห่งยังสามารถคำนวณค่า Swap (ดอกเบี้ย) และ Margin (เงินประกัน) ที่ต้องใช้ในการเทรดได้อีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการวางแผนการเทรดและบริหารความเสี่ยงครับ







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文