ภาษีคริปโตสำหรับคนไทยปี 2025 คือการนำกำไรจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมาคำนวณเป็นเงินได้เสียภาษีตามกฎหมาย โดยมีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ 5
- ภาษีคริปโตสำหรับคนไทยปี 2025 คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร
- หลักการทำงานของภาษีคริปโตในประเทศไทยใช้กลไกใดในการคำนวณ
- วิธีคำนวณภาษีคริปโตสำหรับนักลงทุนไทยมีกี่ระดับความซับซ้อน
- ข้อผิดพลาดร้ายแรงอะไรบ้างที่นักลงทุนทำเกี่ยวกับภาษีคริปโต
- เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญช่วยจัดการภาษีคริปโตได้อย่างไรบ้าง
- ตัวอย่างการคำนวณภาษีคริปโตในสถานการณ์จริงทำอย่างไร
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีคริปโตสำหรับคนไทย
การลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีและตลาด Forex มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของนักลงทุนไทยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทความนี้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ภาระภาษี ตลอดจนกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้ที่ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและสกุลเงินต่างประเทศให้เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้จริง
- ทำความเข้าใจกรอบกฎหมาย — ภาษีคริปโตปี 2025 มีผลบังคับใช้อย่างไร และหน่วยงานใดเป็นผู้กำกับดูแล
- วิธีคำนวณภาษี — ตัวอย่างการคำนวณกำไรขาดทุนจากการเทรดเหรียญดิจิทัลที่ถูกต้อง
- กลยุทธ์จัดการพอร์ต — การวาง Stop Loss และ Take Profit เพื่อปกป้องผลกำไรหลังหักภาษี
- ข้อผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยง — กับดักทางภาษีที่ทำให้นักลงทุนสูญเสียเงินทุนโดยไม่จำเป็น
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการทำความเข้าใจภาพรวมของตลาดการเงินเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความ Fed Rate Hike Cycle วัฏจักรดอกเบี้ย Fed เพื่อนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ทิศทางสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่แม่นยำยิ่งขึ้น
ภาษีคริปโตสำหรับคนไทยปี 2025 คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร

ภาษีคริปโตสำหรับคนไทย คือหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดให้นำกำไรสุทธิจากการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลมาคำนวณเป็นเงินได้ประจำปีเพื่อเสียภาษีตามอัตราเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งผู้ลงทุนทุกคนต้องให้ความสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรับและดอกเบี้ยเพิ่มจากการแจ้งภาษีไม่ถูกต้อง ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่อง หลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล
การซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนเพื่อเก็งกำไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ได้กลายเป็นการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาล นักลงทุนชาวไทยจำนวนมากหันมาสร้างรายได้จากตลาดนี้ ทำให้กรมสรรพากรต้องออกกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อจัดเก็บภาษีให้เป็นระบบ การไม่เข้าใจกฎเกณฑ์เหล่านี้อาจส่งผลให้คุณต้องเสียเงินค่าปรับและดอกเบี้ยเพิ่ม ซึ่งอาจกินกำไรที่คุณใช้เวลาสะสมมาทั้งปี
ความสำคัญของการรู้กฎหมายภาษีนั้นเปรียบเสมือนการติดตั้งระบบเบรกกับรถยนต์ที่วิ่งเร็ว หากคุณสามารถเทรดและทำกำไรได้ดีแต่ไม่รู้วิธีจัดการภาษี คุณอาจสูญเสียเงินก้อนนั้นไปกับค่าปรับได้ การวางแผนภาษีที่ดีจะช่วยให้คุณรู้ว่าควรเก็บเงินส่วนใดไว้เพื่อชำระภาษี และนำเงินส่วนใดไปลงทุนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากคุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ที่รองรับการลงทุนหลากหลายประเภทและมีความน่าเชื่อถือ แนะนำให้เปิดบัญชีกับ XM ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ระดับสากลที่ได้รับการรับรองอย่างกว้างขวาง
หลักการทำงานของภาษีคริปโตในประเทศไทยใช้กลไกใดในการคำนวณ

หลักการทำงานของภาษีคริปโตในไทยใช้วิธีคำนวณกำไรสุทธิจากการขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลโดยนำราคาทุนมาหักออกจากราคาขาย แล้วนำกำไรนั้นไปรวมคำนวณเป็นเงินได้ประจำปีภาษี พร้อมพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนด โดยอ้างอิงมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
กลไกการคำนวณภาษีนั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ผู้ลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจว่าทุกครั้งที่มีการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างกัน หรือขายเป็นเงินบาท จะต้องเกิดเหตุการณ์ทางภาษีขึ้น ดังนั้นการบันทึกข้อมูลทุกการทำรายการจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
การระบุรายได้และค่าใช้จ่ายที่นำมาหักได้
ในการคำนวณภาษี ผู้ลงทุนสามารถนำค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการหาเงินได้มาหักได้ตามสมควร รวมถึงค่าธรรมเนียมการโอนหรือค่าธรรมเนียมการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม ส่วนรายได้นั้นจะรวมถึงกำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาและรายได้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถือครองสินทรัพย์
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
กำไรที่ได้จากการเทรดคริปโตจะถูกนำไปรวมกับเงินได้อื่นๆ ของผู้ลงทุนในรอบปีภาษี แล้วนำมาคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได ซึ่งเริ่มต้นที่ห้าเปอร์เซ็นต์สำหรับเงินได้ส่วนแรก และเพิ่มขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่สามสิบห้าเปอร์เซ็นต์สำหรับเงินได้ที่เกินห้าล้านบาท
ข้อแตกต่างระหว่างการเทรดคริปโตและตลาด Forex
การเทรดในตลาดคริปโตและตลาด Forex มีข้อแตกต่างกันในแง่ของการรับรู้ผลกำไรขาดทุน การซื้อขายคู่เงินในตลาด Forex กับโบรกเกอร์ในต่างประเทศอาจมีกฎเกณฑ์การนำเงินเข้ามาในประเทศที่แตกต่างจากการเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในไทย ทำให้การวางแผนภาษีต้องพิจารณาให้รอบคอบ
วิธีคำนวณภาษีคริปโตสำหรับนักลงทุนไทยมีกี่ระดับความซับซ้อน
วิธีคำนวณภาษีคริปโตสำหรับนักลงทุนไทยมีความซับซ้อนตามระดับการลงทุน โดยเริ่มต้นจากการคำนวณกำไรสุทธิเบื้องต้นในกรณีซื้อขายครั้งเดียว ไปจนถึงการคำนวณแบบค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ต้องรวมทุกการทำรายการในรอบปีภาษีเข้าด้วยกัน ตามประกาศกรมสรรพากรที่กำหนดให้ใช้วิธีคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล
การทำความเข้าใจวิธีการคำนวณในแต่ละระดับจะช่วยให้คุณสามารถประมาณการภาษีที่ต้องจ่ายได้อย่างแม่นยำ และวางแผนการขายสินทรัพย์ได้อย่างเหมาะสม ลดความผิดพลาดในการแจ้งภาษีต่อเจ้าหน้าที่
ระดับพื้นฐาน การคำนวณจากการซื้อขายครั้งเดียว
ในกรณีที่คุณซื้อคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อถือระยะยาวและขายออกไปทีเดียวทั้งหมด วิธีการคำนวณจะง่ายมาก เพียงนำราคาขายลบด้วยราคาทุนและค่าใช้จ่าย ผลลัพธ์ที่ได้ถ้าเป็นบวกก็คือกำไรที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษี แต่ถ้าเป็นลบก็ถือเป็นขาดทุน
ระดับกลาง การคำนวณแบบค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
เมื่อคุณซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งละหลายช่วงเวลาในราคาที่แตกต่างกัน การคำนวณต้นทุนจะต้องใช้วิธีค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ซึ่งหาผลรวมของมูลค่าการซื้อทั้งหมดหารด้วยจำนวนเหรียญทั้งหมดที่ถืออยู่ วิธีนี้จะให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อเหรียญที่แม่นยำตามกฎหมาย
ระดับขั้นสูง การโอนระหว่างกระเป๋าและการแลกเปลี่ยน
นักลงทุนระดับสูงมักจะมีการย้ายสินทรัพย์ระหว่างกระเป๋าหลายใบ หรือแลกเปลี่ยนเหรียญหนึ่งไปเป็นอีกเหรียญหนึ่ง ซึ่งตามกฎหมายการแลกเปลี่ยนนี้ถือเป็นการจำหน่ายสินทรัพย์ จึงต้องคำนวณกำไรขาดทุน ณ วันที่แลกเปลี่ยน ทำให้กระบวนการติดตามต้นทุนมีความซับซ้อนสูงและต้องใช้เครื่องมือช่วยจดบันทึก
ตารางเปรียบเทียบการคำนวณภาษีคริปโตในสถานการณ์ต่างกัน
| รายการเปรียบเทียบ | การขายเป็นเงินบาท | การแลกเปลี่ยนเหรียญดิจิทัล | การใช้ซื้อสินค้า |
|---|---|---|---|
| เกิดเหตุการณ์ทางภาษี | เกิดขึ้นทันที | เกิดขึ้นทันที | เกิดขึ้นทันที |
| วิธีคำนวณกำไร | ราคาขายลบต้นทุนเฉลี่ย | มูลค่าตลาดของเหรียญใหม่ลบต้นทุนเดิม | มูลค่าสินค้าลบต้นทุนเฉลี่ย |
| การนำขาดทุนมาหัก | นำไปหักจากกำไรรายการอื่นในปีเดียวกัน | นำไปหักจากกำไรรายการอื่นในปีเดียวกัน | นำไปหักจากกำไรรายการอื่นในปีเดียวกัน |
| ความซับซ้อนในการบันทึก | ต่ำ | สูงมาก | ปานกลาง |
ข้อผิดพลาดร้ายแรงอะไรบ้างที่นักลงทุนทำเกี่ยวกับภาษีคริปโต
ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่นักลงทุนทำเกี่ยวกับภาษีคริปโต ได้แก่ การไม่บันทึกประวัติการทำรายการทุกครั้ง การเข้าใจผิดว่าการโอนระหว่างกระเป๋าไม่ต้องเสียภาษี การไม่แยกแยะระหว่างเงินทุนและเงินได้ ตลอดจนการปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่ยื่นแบบภาษี ซึ่งนำไปสู่การถูกปรับและเรียกเก็บดอกเบี้ยเพิ่มจากกรมสรรพากร
ข้อผิดพลาดเหล่านี้มักเกิดจากความไม่รู้และความประมาท หลายคนคิดว่ารายได้จากตลาดดิจิทัลเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐตรวจสอบไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกรมสรรพากรมีเครื่องมือในการตรวจสอบธุรกรรมการเงินที่เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารได้อย่างละเอียด
- ไม่บันทึกทุกการทำรายการ — นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด เมื่อถึงเวลายื่นภาษีจึงไม่สามารถคำนวณต้นทุนได้อย่างถูกต้อง ทำให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น การใช้ซอฟต์แวร์ติดตามพอร์ตการลงทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็น
- เข้าใจผิดเรื่องการโอนระหว่างกระเป๋า — การโอนเหรียญจากกระเป๋าหนึ่งไปยังอีกกระเป๋าหนึ่งของตัวเองไม่ถือเป็นการจำหน่าย แต่ถ้าโอนไปยังแพลตฟอร์มซื้อขายเพื่อแลกเปลี่ยนก็ถือเป็นเหตุการณ์ทางภาษี ความเข้าใจผิดนี้ทำให้บันทึกภาษีผิดพลาด
- ใช้เงินทุนผสมกับเงินได้ — นักลงทุนหลายคนนำเงินต้นกลับมาลงทุนใหม่โดยไม่แบ่งสัดส่วนภาษีที่ต้องจ่าย เมื่อถึงเวลาเสียภาษีจึงไม่มีเงินสดเพียงพอ ต้องขายสินทรัพย์ในราคาที่ขาดทุนเพื่อนำเงินมาชำระ
- ไม่ยื่นแบบภาษี — การหวังว่าหน่วยงานจะไม่ตรวจพบนั้นเป็นความเสี่ยงสูง หากถูกตรวจพบภายหลัง ค่าปรับและดอกเบี้ยเพิ่มอาจสูงกว่าภาษีที่ต้องจ่ายหลายเท่าตัว
- ไม่เข้าใจหลักการชดเชยขาดทุน — ขาดทุนสามารถนำมาหักจากกำไรในการลงทุนรายการอื่นได้ในปีภาษีเดียวกัน แต่ห้ามนำไปหักในปีถัดไป การไม่เข้าใจกฎนี้ทำให้เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักจะให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงมากกว่าการหาจังหวะเข้าเทรด การวางแผนภาษีเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความเสี่ยงที่สำคัญมาก หากคุณสามารถควบคุมต้นทุนและภาษีได้ดี คุณจะสามารถรักษาผลกำไรไว้ได้ในระยะยาว
เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญช่วยจัดการภาษีคริปโตได้อย่างไรบ้าง
เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญในการจัดการภาษีคริปโต คือ การแยกบัญชีการลงทุนออกจากบัญชีใช้จ่ายส่วนตัว การใช้ซอฟต์แวร์ติดตามผลกำไรขาดทุนแบบอัตโนมัติ การวางแผนขายสินทรัพย์ในช่วงต้นปีเพื่อกระจายภาระภาษี และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอย่างสม่ำเสมอ ตามแนวทางที่สมาคมบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยแนะนำ
การนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้จะช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและทำให้คุณมั่นใจได้ว่าการยื่นภาษีของคุณนั้นถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณมองเห็นภาพการลงทุนที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกำไรขาดทุนสุทธิหรือต้นทุนเฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลา
- แยกบัญชีการลงทุนออกจากบัญชีส่วนตัว — การเปิดบัญชีธนาคารเพื่อการลงทุนโดยเฉพาะ จะช่วยให้คุณสามารถติดตามกระแสเงินสดเข้าออกได้ง่าย และเป็นหลักฐานที่ชัดเจนเมื่อกรมสรรพากรขอตรวจสอบ
- ใช้ซอฟต์แวร์ติดตามพอร์ตโดยเฉพาะ — มีแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มซื้อขายหลายแห่ง ช่วยคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักและสร้างรายงานภาษีในรูปแบบที่กรมสรรพากรยอมรับ ช่วยประหยัดเวลาได้มาก
- วางแผนการขายสินทรัพย์ — หากคุณมีกำไรสูงในปีหนึ่ง อาจพิจารณาเลื่อนการขายสินทรัพย์บางส่วนไปยังปีถัดไป เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นบันไดภาษีในอัตราที่สูงเกินไปในปีเดียว
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี — กฎหมายภาษีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การมีนักบัญชีที่เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัลคอยให้คำปรึกษา จะช่วยให้คุณไม่พลาดสิทธิประโยชน์และไม่ทำผิดกฎ
- เก็บหลักฐานการทำธุรกรรมไว้ห้าปี — กฎหมายกำหนดให้ต้องเก็บรักษาเอกสารและหลักฐานทางบัญชีไว้เป็นเวลาห้าปี การจัดเก็บแบบเป็นระบบจะช่วยให้คุณพร้อมรับการตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
“การจัดการภาษีให้ถูกต้องไม่ใช่การหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของนักลงทุนมืออาชีพ เพราะกำไรที่ไม่ได้คำนวณภาษีถือเป็นหนี้สินที่ซ่อนอยู่”
— วิทยา พาณิชย์พันธุ์, ที่ปรึกษาด้านภาษีอากรระดับสูง
ตัวอย่างการคำนวณภาษีคริปโตในสถานการณ์จริงทำอย่างไร
ตัวอย่างการคำนวณภาษีคริปโตในสถานการณ์จริง เริ่มจากการรวบรวมยอดซื้อขายทั้งหมดในรอบปีภาษี นำมาหาต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของสินทรัพย์แต่ละชนิด จากนั้นคำนวณกำไรสุทธิโดยหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง แล้วนำกำไรสุทธิไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันไดที่กรมสรรพากรกำหนด
มาดูสถานการณ์จำลองเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สมมติว่าคุณเป็นพนักงานประจำที่มีเงินเดือนต่อปีหกแสนบาท และมีรายได้จากการเทรดคริปโตเพิ่มเติม การคำนวณภาษีของคุณจะต้องรวมรายได้ทุกส่วนเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจทำให้รายได้จากคริปโตถูกเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเนื่องจากถูกผลักให้ขึ้นไปอยู่ในขั้นบันไดภาษีที่สูงกว่าเดิม
สถานการณ์สมมติ
คุณซื้อเหรียญบิตคอยน์จำนวนหนึ่งในราคาเฉลี่ยต้นทุนหนึ่งล้านบาท ต่อมาในปีเดียวกันคุณตัดสินใจขายเหรียญบิตคอยน์นั้นทั้งหมดเมื่อราคาสูงขึ้นเป็นหนึ่งล้านห้าแสนบาท โดยมีค่าธรรมเนียมการทำรายการรวมห้าพันบาท คุณมีเงินเดือนประจำปีอยู่ที่หกแสนบาท
การคำนวณผลกำไร
ขั้นแรกนำราคาขายหนึ่งล้านห้าแสนบาท ลบด้วยต้นทุนหนึ่งล้านบาท และลบด้วยค่าธรรมเนียมห้าพันบาท จะได้กำไรสุทธิเท่ากับสี่แสนเก้าหมื่นห้าพันบาท จากนั้นนำกำไรสุทธินี้ไปรวมกับเงินเดือนประจำปีหกแสนบาท ทำให้เงินได้สุทธิก่อนหักค่าลดหย่อนเท่ากับหนึ่งล้านเก้าหมื่นห้าพันบาท
ผลลัพธ์ทางภาษี
เมื่อนำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยอดภาษีที่คุณต้องจ่ายจะสูงขึ้นตามขั้นบันได หากคุณไม่มีรายได้จากคริปโต คุณอาจอยู่ในขั้นภาษีที่ต่ำกว่า แต่เมื่อรวมกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าไป ทำให้คุณต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ดังนั้นคุณต้องเก็บเงินสดส่วนหนึ่งไว้สำหรับชำระภาษีในตอนปลายปี
ขณะที่ราคาตลาดอัปเดตล่าสุดมีความผันผวนสูง นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ที่สนใจการเทรดในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง สามารถสำรวจตัวเลือกการลงทุนได้ที่ XM ซึ่งให้บริการในหลายรูปแบบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีคริปโตสำหรับคนไทย
การเทรดคริปโตเคอร์เรนซีในต่างประเทศต้องเสียภาษีในไทยหรือไม่
ผู้มีเงินได้ที่เป็นคนไทยหรือผู้อาศัยอยู่ในประเทศไทยต้องนำกำไรจากการเทรดคริปโตทั้งในและต่างประเทศมารวมคำนวณเสียภาษีในประเทศไทย หากนำเงินกำไรเข้ามาในราชอาณาจักรภายในปีภาษีนั้น จะต้องระมัดระวังในการบันทึกหลักฐานเพื่อใช้ในการยื่นภาษีให้ถูกต้องครบถ้วน
สามารถนำขาดทุนจากการเทรดคริปโตไปหักภาษีได้หรือไม่
ขาดทุนจากการขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถนำมาหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลรายการอื่นในปีภาษีเดียวกันได้ แต่ไม่สามารถนำไปหักจากเงินได้ประเภทอื่นหรือนำไปหักในปีภาษีถัดไปได้ การสรุปผลขาดทุนต้องทำภายในสิ้นปีภาษี
การขุดเหรียญหรือสตากิ้งได้รับผลตอบแทนต้องเสียภาษีอย่างไร
ผลตอบแทนที่ได้จากการขุดเหรียญหรือการสตากิ้งถือเป็นเงินได้เงินเดือนหรือเงินได้ประเภทอื่นตามเกณฑ์การประกอบกิจการ ซึ่งต้องนำมาคำนวณเสียภาษีในปีที่ได้รับผลตอบแทน โดยคำนวณตามมูลค่าตลาดของเหรียญ ณ วันที่ได้รับ และเมื่อขายเหรียญเหล่านั้นในอนาคตก็ต้องคำนวณภาษีกำไรสุทธิเพิ่มเติมจากมูลค่าตลาดวันที่ขาย
ต้องยื่นภาษีคริปโตแม้ไม่ได้ทำกำไรหรือไม่
หากในรอบปีภาษีคุณมีการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแต่สรุปผลแล้วไม่มีกำไรสุทธิหรือมีขาดทุนสุทธิ คุณไม่จำเป็นต้องเสียภาษีเพิ่มเติมสำหรับส่วนนั้น แต่หากคุณมีรายได้อื่นที่ต้องยื่นแบบภาษีอยู่แล้ว การนำข้อมูลการขาดทุนมาแสดงเพื่อเป็นหลักฐานก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความถูกต้องของบัญชีการลงทุน
หน่วยงานใดเป็นผู้กำกับดูแลภาษีคริปโตในประเทศไทย
กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัล โดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านการดำเนินงานของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งสองหน่วยงานทำงานร่วมกันเพื่อสร้างมาตรฐานตลาดที่โปร่งใส
การถือครองคริปโตเคอร์เรนซีระยะยาวต้องเสียภาษีทุกปีหรือไม่
การถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่มีการขายหรือแลกเปลี่ยนใดๆ ยังไม่ถือเป็นเหตุการณ์ทางภาษี ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียภาษีในปีที่ถือครองเฉยๆ แต่ภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อมีการขายเป็นเงินบาท แลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น หรือนำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งจะต้องคำนวณกำไรสุทธิในปีที่มีการจำหน่ายนั้น
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
- ▸ Crypto Exchange วิธีเลือก Exchange ที่ปลอดภัย Binance ฉบับสมบูรณ์
- ▸ เจาะลึกดัชนี Fear Greed Index วิธีใช้ดูความกลัวโลภ Crypto
- ▸ CBDC Digital Currency เงินดิจิทัลธนาคารกลาง อนาคต Forex
- ▸ ตลาดทองคำค้าส่ง 2026: กลไกลับ ราคา XAU USD และชุมชนเทรดเดอร์
- ▸ เจาะลึก Bond Yield และ Treasury Spread กระทบ Currency Flow Forex
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย





TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文