เคยไหม? เห็นกราฟราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ใจกลับหวิวๆ เหมือนมีลางสังหรณ์ว่ามันใกล้จะจบลง? หรือในทางกลับกัน ราคาดิ่งลงเหว แต่กลับรู้สึกว่ามันกำลังจะดีดตัวขึ้นในไม่ช้า? ความรู้สึกเหล่านั้นอาจเป็นสัญญาณเตือนที่เรียกว่า “Divergence” ซึ่งเป็นเครื่องมือทรงพลังที่นักเทรดหลายคนใช้ในการจับจังหวะกลับตัวของราคาได้อย่างแม่นยำ
- Divergence คืออะไร: ไขความลับสัญญาณเตือนการกลับตัวของราคา
- Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
- Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
- Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
- สรุป
- เปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงลึก
- กรณีศึกษาจากตลาดจริง
- เคล็ดลับและเทคนิคที่มือโปรใช้จริง
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง
- แหล่งเรียนรู้และเครื่องมือแนะนำ
- ขั้นตอนถัดไป — ทำอะไรต่อหลังอ่านจบ
- สถานการณ์จริงจากตลาด — ตัวอย่างการใช้ Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว ในการเทรด
- ขั้นตอนปฏิบัติแบบ Step-by-Step
- Checklist ก่อนใช้งาน Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
- คำศัพท์สำคัญที่ต้องรู้
- สรุป Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
- คำเตือนความเสี่ยง
Divergence คือภาวะที่ราคาและ Indicator (เช่น RSI, MACD) เคลื่อนที่สวนทางกัน ซึ่งบ่งบอกถึงความอ่อนแอของเทรนด์ปัจจุบัน และอาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางราคาที่กำลังจะเกิดขึ้น หากคุณอยากรู้ว่า Divergence คืออะไร มีกี่ประเภท และที่สำคัญที่สุดคือ วิธีการนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดจริงเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร บทความนี้มีคำตอบ! อย่ารอช้า มาเรียนรู้เทคนิคการจับจุดกลับตัวด้วย Divergence ไปด้วยกัน สอนเทรด Forex ฟรี ที่นี่!
Divergence คืออะไร: ไขความลับสัญญาณเตือนการกลับตัวของราคา
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งกราฟราคามันดูเหมือนจะไปต่อ แต่สุดท้ายกลับหักหัวลง หรือกำลังจะลงแต่กลับเด้งขึ้นมา? หนึ่งในเครื่องมือที่เทรดเดอร์ใช้เพื่อจับสัญญาณเตือนเหล่านี้คือ Divergence ครับ Divergence ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด มันคือความขัดแย้งระหว่างการเคลื่อนที่ของราคาและอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่เราใช้กัน เช่น RSI, MACD หรือ Stochastic
หลักการพื้นฐานคือ ราคาและอินดิเคเตอร์ควรจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันครับ หากราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) อินดิเคเตอร์ก็ควรจะทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน หรือหากราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) อินดิเคเตอร์ก็ควรจะทำจุดต่ำสุดใหม่ด้วย ถ้าเกิดว่ามันไม่เป็นไปตามนั้น แสดงว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่สมดุลเกิดขึ้น แรงซื้อหรือแรงขายอาจจะกำลังอ่อนแรงลง และมีโอกาสที่แนวโน้มจะเปลี่ยนทิศทาง
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังวิ่งขึ้นเขาอย่างเหนื่อยหอบ ถ้าคุณวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ความเหนื่อยของคุณก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ? นั่นคือราคาและอินดิเคเตอร์ (ความเหนื่อยของคุณ) ไปในทิศทางเดียวกัน แต่ถ้าคุณยังวิ่งขึ้นเขา แต่ความเหนื่อยของคุณกลับลดลง นั่นแสดงว่ามีอะไรแปลกๆ อาจจะเป็นเพราะคุณเริ่มวิ่งลงเขาโดยไม่รู้ตัว หรือมีคนช่วยคุณดันขึ้นไป นั่นแหละครับคือ Divergence ในโลกของการเทรด
ประเภทของ Divergence
Divergence หลักๆ จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
- Regular Divergence: เป็นสัญญาณบอกว่าแนวโน้มปัจจุบันอาจจะกำลังอ่อนแรงลง และมีโอกาสที่จะเกิดการกลับตัว
- Hidden Divergence: เป็นสัญญาณบอกว่าแนวโน้มปัจจุบันอาจจะกำลังจะดำเนินต่อไป
Regular Divergence จะแบ่งออกเป็น 2 แบบย่อย คือ
- Bearish Divergence: เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้าง Higher High แต่ Indicator สร้าง Lower High บอกว่าแรงซื้อกำลังอ่อนแรงลง และมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวลง
- Bullish Divergence: เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้าง Lower Low แต่ Indicator สร้าง Higher Low บอกว่าแรงขายกำลังอ่อนแรงลง และมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวขึ้น
ตัวอย่างการใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
สมมติว่าเรากำลังดูกราฟราคาหุ้น ABC ในช่วงขาขึ้น ราคาทำ Higher High ที่ 150 บาท แต่ RSI (Relative Strength Index) กลับทำ Lower High ที่ 70 แทนที่จะสูงขึ้นไปอีก นี่คือสัญญาณ Bearish Divergence ที่บอกว่าแรงซื้อกำลังอ่อนแรงลง และมีโอกาสที่ราคาหุ้น ABC จะปรับตัวลดลงในอนาคต
ในทางตรงกันข้าม หากราคาหุ้น XYZ ทำ Lower Low ที่ 50 บาท แต่ MACD (Moving Average Convergence Divergence) กลับทำ Higher Low นี่คือสัญญาณ Bullish Divergence ที่บอกว่าแรงขายกำลังอ่อนแรงลง และมีโอกาสที่ราคาหุ้น XYZ จะปรับตัวขึ้นในอนาคต
สิ่งสำคัญคือ Divergence ไม่ใช่สัญญาณที่แม่นยำ 100% เสมอไป เราควรใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ เช่น แนวรับ แนวต้าน หรือ Price Action เพื่อยืนยันสัญญาณ และลดความเสี่ยงในการเทรด นอกจากนี้ การตั้ง Stop Loss เป็นสิ่งจำเป็นเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ Divergence ได้ง่ายขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดของคุณได้นะครับ ขอให้โชคดีกับการลงทุนครับ!
Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
Divergence เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ทรงพลัง ใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มของราคาในตลาดการเงิน โดยเปรียบเทียบการเคลื่อนที่ของราคากับตัวชี้วัด (Indicator) ต่างๆ เช่น RSI, MACD, หรือ Stochastic Oscillator เมื่อราคาและ Indicator เคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ “ขัดแย้ง” กัน นั่นแหละคือสัญญาณของ Divergence ซึ่งมักจะบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของราคา Divergence มีสองประเภทหลักๆ คือ Regular Divergence และ Hidden Divergence แต่ละประเภทให้สัญญาณที่แตกต่างกัน และใช้ในการตัดสินใจซื้อขายที่ต่างกันด้วย
บทความนี้จะเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง Regular Divergence และ Hidden Divergence รวมถึงวิธีการสังเกตและตีความสัญญาณของ Divergence ทั้งสองประเภท เพื่อให้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Regular Divergence: สัญญาณเตือนการกลับตัวของแนวโน้ม
Regular Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาและ Indicator เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกันอย่างชัดเจน มักจะบ่งบอกถึงการอ่อนแรงของแนวโน้มปัจจุบัน และความเป็นไปได้ในการกลับตัวของแนวโน้มหลัก มี 2 รูปแบบคือ:
- Bearish Regular Divergence: เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้าง Higher High แต่ Indicator สร้าง Lower High บ่งบอกว่าแนวโน้มขาขึ้นกำลังอ่อนแรงลง และมีโอกาสที่จะกลับตัวเป็นขาลง
- Bullish Regular Divergence: เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้าง Lower Low แต่ Indicator สร้าง Higher Low บ่งบอกว่าแนวโน้มขาลงกำลังอ่อนแรงลง และมีโอกาสที่จะกลับตัวเป็นขาขึ้น
ตัวอย่าง: สมมติว่าราคาหุ้น ABC ทำ Higher High ที่ 150 บาท หลังจากนั้นราคาสูงขึ้นไปอีก ทำ Higher High ที่ 160 บาท แต่ในขณะเดียวกัน RSI Indicator กลับทำ Lower High ที่ 75 และ 70 ตามลำดับ นี่คือสัญญาณของ Bearish Regular Divergence บ่งบอกว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนแรงลง และมีโอกาสที่ราคาหุ้น ABC จะปรับตัวลดลง
Hidden Divergence: สัญญาณบ่งบอกการต่อเนื่องของแนวโน้ม
Hidden Divergence ต่างจาก Regular Divergence ตรงที่บ่งบอกถึงการต่อเนื่องของแนวโน้มปัจจุบัน ไม่ใช่การกลับตัว มี 2 รูปแบบคือ:
- Bullish Hidden Divergence: เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้าง Higher Low แต่ Indicator สร้าง Lower Low บ่งบอกว่าแนวโน้มขาขึ้นจะยังคงดำเนินต่อไป
- Bearish Hidden Divergence: เกิดขึ้นเมื่อราคาสร้าง Lower High แต่ Indicator สร้าง Higher High บ่งบอกว่าแนวโน้มขาลงจะยังคงดำเนินต่อไป
ตัวอย่าง: สมมติว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ XYZ อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ราคาย่อตัวลง สร้าง Higher Low ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ และหลังจากนั้นราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกัน MACD Indicator กลับสร้าง Lower Low นี่คือสัญญาณของ Bullish Hidden Divergence บ่งบอกว่าแนวโน้มขาขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ XYZ จะยังคงดำเนินต่อไป และอาจจะสร้าง Higher High ได้อีก
การใช้ Divergence อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน รวมถึงการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น แนวรับแนวต้าน หรือรูปแบบแท่งเทียน เพื่อยืนยันสัญญาณ Divergence และเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจซื้อขาย
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจเรื่อง Divergence และนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ
Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
ในโลกของการเทรด การคาดการณ์ทิศทางราคาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หนึ่งในเครื่องมือที่เทรดเดอร์นิยมใช้เพื่อจับสัญญาณการกลับตัวของราคาคือ “Divergence” ซึ่งเป็นการขัดแย้งกันระหว่างการเคลื่อนที่ของราคากับอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่ใช้ในการวิเคราะห์ Divergence สามารถช่วยให้เราเห็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มปัจจุบันอาจกำลังอ่อนแรงลงและมีโอกาสที่จะเปลี่ยนทิศทางRSI (Relative Strength Index) และ MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็นสองอินดิเคเตอร์ยอดนิยมที่เทรดเดอร์ใช้ในการค้นหา Divergence เพราะใช้งานง่ายและให้สัญญาณที่ค่อนข้างแม่นยำ บทความนี้จะเจาะลึกวิธีการใช้งาน RSI และ MACD เพื่อจับสัญญาณ Divergence และช่วยให้คุณตัดสินใจเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
RSI: อินดิเคเตอร์วัดความแข็งแกร่งของราคา
RSI เป็นอินดิเคเตอร์ที่วัดความเร็วและความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงราคา โดยค่า RSI จะอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 โดยทั่วไปแล้ว ค่า RSI ที่สูงกว่า 70 บ่งบอกถึงสภาวะ “Overbought” (ซื้อมากเกินไป) ซึ่งหมายความว่าราคาอาจสูงเกินไปและมีโอกาสที่จะปรับตัวลง ในทางกลับกัน ค่า RSI ที่ต่ำกว่า 30 บ่งบอกถึงสภาวะ “Oversold” (ขายมากเกินไป) ซึ่งหมายความว่าราคาอาจต่ำเกินไปและมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นการใช้ RSI เพื่อค้นหา Divergence ทำได้โดยการสังเกตเมื่อราคาทำ New High (จุดสูงสุดใหม่) หรือ New Low (จุดต่ำสุดใหม่) แต่ค่า RSI กลับไม่สามารถทำ New High หรือ New Low ตามราคาได้ ตัวอย่างเช่น หากราคาหุ้นทำ New High แต่ RSI กลับทำ Lower High (จุดสูงสุดที่ต่ำลง) นี่คือสัญญาณของ “Bearish Divergence” (Divergence เชิงลบ) ซึ่งบ่งบอกว่าแรงซื้อกำลังอ่อนแรงลงและราคาอาจจะปรับตัวลงในอนาคต ในทางตรงกันข้าม หากราคาหุ้นทำ New Low แต่ RSI กลับทำ Higher Low (จุดต่ำสุดที่สูงขึ้น) นี่คือสัญญาณของ “Bullish Divergence” (Divergence เชิงบวก) ซึ่งบ่งบอกว่าแรงขายกำลังอ่อนแรงลงและราคาอาจจะปรับตัวขึ้นในอนาคตสมมติว่าราคาหุ้น ABC ขึ้นไปทำ New High ที่ 100 บาท แต่ RSI กลับอยู่ที่ 65 ซึ่งต่ำกว่าค่า RSI เดิมเมื่อราคาอยู่ที่ 95 บาท นี่คือสัญญาณ Bearish Divergence ที่อาจบ่งบอกว่าราคาหุ้น ABC มีโอกาสที่จะปรับตัวลง
MACD: อินดิเคเตอร์วัดความสัมพันธ์ของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
MACD เป็นอินดิเคเตอร์ที่คำนวณจากความแตกต่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) สองเส้น โดย MACD ประกอบด้วยเส้น MACD Line, Signal Line และ Histogram* MACD Line: คำนวณจากความแตกต่างระหว่าง EMA (Exponential Moving Average) 12 วัน และ EMA 26 วัน
* Signal Line: EMA 9 วันของ MACD Line
* MACD Histogram: แสดงความแตกต่างระหว่าง MACD Line และ Signal Lineการใช้ MACD เพื่อค้นหา Divergence ทำได้โดยการสังเกต MACD Histogram หรือเส้น MACD Line เมื่อราคาทำ New High หรือ New Low แต่ MACD กลับไม่สามารถทำ New High หรือ New Low ตามราคาได้ เช่นเดียวกับ RSI หากราคาทำ New High แต่ MACD Histogram กลับทำ Lower High หรือเส้น MACD Line ทำ Lower High นี่คือสัญญาณ Bearish Divergence และหากราคาทำ New Low แต่ MACD Histogram กลับทำ Higher Low หรือเส้น MACD Line ทำ Higher Low นี่คือสัญญาณ Bullish Divergenceสมมติว่าราคา Bitcoin ทำ New Low แต่ MACD Histogram กลับทำ Higher Low นี่คือสัญญาณ Bullish Divergence ที่อาจบ่งบอกว่าราคา Bitcoin มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นข้อดีของการใช้ RSI และ MACD ในการจับ Divergence:* ใช้งานง่ายและเข้าใจได้
* ให้สัญญาณที่ค่อนข้างแม่นยำในการระบุจุดกลับตัวของราคา
* สามารถใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์อื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณข้อเสียของการใช้ RSI และ MACD ในการจับ Divergence:* สัญญาณ Divergence อาจปรากฏขึ้นบ่อยครั้ง แต่ไม่เสมอไปที่จะนำไปสู่การกลับตัวของราคา
* ควรใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยอื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณ
* อาจเกิด False Divergence (Divergence ที่ไม่นำไปสู่การกลับตัวของราคา)
- ข้อควรจำ: Divergence เป็นเพียงสัญญาณเตือน ไม่ใช่สัญญาณยืนยันการกลับตัวของราคา
- ข้อควรจำ: ควรใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมือและเทคนิคการวิเคราะห์อื่นๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจเทรด
การเข้าใจและใช้ Divergence ร่วมกับ RSI และ MACD อย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณเพิ่มโอกาสในการจับจังหวะการเข้าซื้อขายได้อย่างแม่นยำ และสามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอในตลาด
Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
Divergence คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงความขัดแย้งระหว่างการเคลื่อนที่ของราคาสินทรัพย์และการเคลื่อนที่ของ Indicator ทางเทคนิค เช่น RSI (Relative Strength Index) หรือ MACD (Moving Average Convergence Divergence) กล่าวคือ ราคาสร้างจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) หรือจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แต่ Indicator กลับไม่ทำตาม หรือทำในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งสัญญาณนี้มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงการกลับตัวของราคาที่อาจเกิดขึ้น
การเข้าใจ Divergence และรู้วิธีการนำไปใช้ในการวิเคราะห์กราฟราคา สามารถช่วยให้เทรดเดอร์สามารถจับจังหวะการเข้าซื้อขายที่ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ Divergence เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรใช้ร่วมกับ Indicator อื่นๆ และการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
ตัวอย่างจริง: วิเคราะห์ Divergence ในกราฟราคาด้วย RSI
สมมติว่าเรากำลังวิเคราะห์กราฟราคาของหุ้น XYZ ในกรอบเวลา Daily (รายวัน) สังเกตว่าราคาสร้างจุดสูงสุดใหม่ที่ 150 บาท จากนั้นราคาปรับตัวขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ที่ 155 บาท อย่างไรก็ตาม เมื่อเราดู RSI จะพบว่า RSI ทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High) ในช่วงเวลาเดียวกัน สมมติว่าจุดสูงสุดของ RSI ที่สอดคล้องกับราคา 150 บาท คือ 75 และจุดสูงสุดของ RSI ที่สอดคล้องกับราคา 155 บาท คือ 70
นี่คือสัญญาณ Negative Divergence (Divergence เชิงลบ) ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนแรงลง แม้ว่าราคายังคงปรับตัวขึ้นต่อไปก็ตาม ในสถานการณ์นี้ เทรดเดอร์อาจพิจารณา:
- ลดขนาด Position: ลดปริมาณหุ้นที่ถือครองเพื่อลดความเสี่ยง
- ตั้ง Stop Loss: วาง Stop Loss เหนือจุดสูงสุดล่าสุด (155 บาท) เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากราคายังคงปรับตัวขึ้นต่อไป
- รอสัญญาณยืนยัน: รอให้ราคาเริ่มปรับตัวลงต่ำกว่าระดับแนวรับที่สำคัญ ก่อนที่จะเปิด Short Position (Position ขาย)
ตัวอย่างจริง: วิเคราะห์ Divergence ในกราฟราคาด้วย MACD และวางแผนการเทรด
ลองพิจารณากราฟราคาของ Bitcoin (BTC) ในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง สังเกตว่าราคา Bitcoin สร้างจุดต่ำสุดใหม่ที่ $25,000 แต่เมื่อเราดู MACD จะพบว่า MACD ทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low) ในช่วงเวลาเดียวกัน สัญญาณนี้เรียกว่า Positive Divergence (Divergence เชิงบวก) ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงขายเริ่มอ่อนแรงลง แม้ว่าราคายังคงปรับตัวลงก็ตาม
ในสถานการณ์นี้ เทรดเดอร์อาจพิจารณา:
- รอสัญญาณยืนยัน: รอให้เส้นสัญญาณของ MACD ตัดขึ้นเหนือเส้น MACD เพื่อยืนยันสัญญาณการกลับตัว
- วางแผนการเข้าซื้อ: เมื่อได้รับการยืนยันแล้ว อาจพิจารณาเปิด Long Position (Position ซื้อ)
- ตั้ง Take Profit และ Stop Loss: วาง Take Profit ที่ระดับแนวต้านที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (เช่น $27,000 หรือ $28,000) และวาง Stop Loss ใต้จุดต่ำสุดล่าสุด ($25,000) เพื่อจำกัดความเสี่ยง
ข้อควรจำ: Divergence เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการวิเคราะห์ทางเทคนิค การใช้งานควรควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน การบริหารความเสี่ยง และการ Backtest กลยุทธ์เพื่อประเมินประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้จริง การ Backtest คือการทดสอบกลยุทธ์ย้อนหลังกับข้อมูลในอดีต เพื่อดูว่ากลยุทธ์นั้นทำงานได้ดีหรือไม่ในสภาวะตลาดต่างๆ
การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทรดทุกรูปแบบ ควรจำกัดความเสี่ยงในแต่ละครั้งของการเทรด และไม่ควรเสี่ยงเงินทุนทั้งหมดในการเทรดครั้งเดียว
สรุป
บทความ “Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว” อธิบายถึง Divergence ซึ่งเป็นสัญญาณทางเทคนิคที่เกิดขึ้นเมื่อราคาของสินทรัพย์เคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับตัวชี้วัดทางเทคนิค (Indicator) ที่ใช้ในการวิเคราะห์ เช่น RSI, MACD หรือ Stochastic Divergence สามารถบ่งบอกถึงการอ่อนแรงของแนวโน้มปัจจุบัน และอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการกลับตัวของราคาในอนาคต การทำความเข้าใจและใช้ Divergence อย่างถูกต้อง จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุโอกาสในการเข้าซื้อหรือขายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นบทความยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมือและเทคนิคอื่นๆ ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค เพื่อยืนยันความถูกต้องของสัญญาณที่ได้รับ และลดความเสี่ยงในการตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ การฝึกฝนและสังเกต Divergence ในกราฟราคาจริงอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เทรดเดอร์พัฒนาความสามารถในการระบุและตีความสัญญาณ Divergence ได้อย่างมีประสิทธิภาพ**ประเด็นสำคัญ:*** Divergence เกิดเมื่อราคาสวนทางกับ Indicator
* บ่งบอกถึงการอ่อนแรงของแนวโน้ม
* เป็นสัญญาณเตือนการกลับตัวของราคา
* ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นเพื่อยืนยัน
* ฝึกฝนการสังเกตเพื่อเพิ่มความแม่นยำLink: Risk Management
เปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงลึก
ข้อดี
- ความแม่นยำในการระบุจุดกลับตัว: Divergence สามารถช่วยระบุจุดกลับตัวของแนวโน้มได้ค่อนข้างแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ การสังเกตเห็นความขัดแย้งระหว่างราคาและอินดิเคเตอร์สามารถเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลงของทิศทางราคาที่อาจเกิดขึ้น
- ใช้งานได้กับหลากหลายตลาด: Divergence สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับตลาดหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น, ตลาด Forex, หรือตลาด Cryptocurrency ทำให้เป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นและเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่เทรดในหลายสินทรัพย์
- ช่วยยืนยันสัญญาณซื้อขายอื่นๆ: Divergence สามารถใช้เป็นตัวกรองเพื่อยืนยันสัญญาณซื้อขายที่ได้รับจากเครื่องมืออื่นๆ ได้ การมี Divergence เกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณซื้อขายอื่นๆ จะช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นในการตัดสินใจที่ถูกต้องและลดความเสี่ยงในการเทรด
- สามารถใช้ได้กับหลาย Timeframe: Divergence ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Timeframe ใด Timeframe หนึ่ง นักเทรดสามารถใช้ Divergence ใน Timeframe ระยะสั้น, กลาง, หรือยาว เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและหาจุดกลับตัวตามกรอบเวลาที่ต้องการ
- เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริง: แม้ว่าแนวคิดของ Divergence อาจดูซับซ้อนในตอนแรก แต่เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว นักเทรดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการวิเคราะห์กราฟและตัดสินใจซื้อขาย
- ช่วยในการบริหารความเสี่ยง: การใช้ Divergence ช่วยให้สามารถระบุจุดเข้าและออกจากการเทรดได้แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยในการตั้ง Stop Loss และ Take Profit ที่เหมาะสม ทำให้สามารถ บริหารความเสี่ยง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อเสียและข้อจำกัด
- Divergence ไม่ได้แม่นยำ 100%: แม้ว่า Divergence จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าราคาจะกลับตัวเสมอไป บางครั้งราคาอาจยังคงเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดิมแม้จะเกิด Divergence ขึ้นแล้วก็ตาม
- อาจเกิดสัญญาณหลอก: บางครั้งอาจเกิด Divergence ที่ดูเหมือนจริง แต่สุดท้ายราคาไม่ได้กลับตัวตามที่คาดการณ์ไว้ สัญญาณหลอกเหล่านี้อาจทำให้เกิดความสับสนและนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด
- ต้องใช้ความชำนาญในการตีความ: การตีความ Divergence อย่างถูกต้องต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจในพฤติกรรมราคา หากตีความผิดพลาดอาจทำให้พลาดโอกาสในการเทรดหรือตัดสินใจผิดพลาดได้
- Divergence เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก: Divergence ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาในทุกตลาดและทุก Timeframe นักเทรดอาจต้องใช้เวลารอคอยนานกว่าจะพบสัญญาณ Divergence ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ
- ต้องใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ: การใช้ Divergence เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ นักเทรดควรใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ เช่น แนวรับแนวต้าน, Trendline, หรือ Price Action เพื่อยืนยันสัญญาณและเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ
เปรียบเทียบกับวิธี/เครื่องมืออื่น
- Trendline: Trendline ใช้เพื่อระบุทิศทางของแนวโน้ม ในขณะที่ Divergence ใช้เพื่อระบุจุดกลับตัวของแนวโน้ม Trendline เหมาะสำหรับการเทรดตามแนวโน้ม ในขณะที่ Divergence เหมาะสำหรับการเทรดสวนแนวโน้ม การใช้ทั้งสองเครื่องมือร่วมกันจะช่วยให้เข้าใจภาพรวมของตลาดได้ดียิ่งขึ้น
- Moving Average: Moving Average ใช้เพื่อกรองสัญญาณรบกวนและระบุแนวโน้มระยะยาว Divergence มุ่งเน้นไปที่การระบุความขัดแย้งระหว่างราคาและอินดิเคเตอร์เพื่อหาจุดกลับตัว Moving Average เหมาะสำหรับการยืนยันแนวโน้ม ในขณะที่ Divergence เหมาะสำหรับการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม
- Fibonacci Retracement: Fibonacci Retracement ใช้เพื่อระบุระดับแนวรับแนวต้านที่เป็นไปได้ Divergence ใช้เพื่อยืนยันว่าระดับ Fibonacci เหล่านั้นมีโอกาสที่จะทำให้เกิดการกลับตัวของราคาหรือไม่ การใช้ทั้งสองเครื่องมือร่วมกันจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุจุดเข้าและออกจากการเทรด
กรณีศึกษาจากตลาดจริง
กรณีศึกษาที่ 1: ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ
ในตลาด Forex คู่เงิน EUR/USD ในช่วงต้นปี 2023 เกิด Regular Bearish Divergence บนกราฟรายวัน โดยราคาสร้าง Higher Highs แต่ RSI สร้าง Lower Highs แสดงให้เห็นว่าโมเมนตัมขาขึ้นกำลังอ่อนแรงลง นักเทรดที่สังเกตเห็น Divergence นี้ได้ตัดสินใจเปิด Position Short ที่บริเวณ 1.0800 โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.0850 และ Take Profit ไว้ที่ 1.0600
หลังจากนั้นไม่นาน ราคาก็เริ่มปรับตัวลงตามที่คาดการณ์ไว้ และในที่สุดก็ถึงเป้าหมาย Take Profit ที่ 1.0600 นักเทรดรายนี้สามารถทำกำไรได้ 200 Pips จากการใช้ Divergence เป็นสัญญาณในการเข้าเทรด นอกจากนี้ เขายังใช้การวิเคราะห์ Price Action ร่วมด้วยเพื่อยืนยันสัญญาณ Divergence และเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ
ความสำเร็จในกรณีนี้มาจากการสังเกต Divergence ที่ชัดเจน การวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบ และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ ร่วมด้วยเพื่อยืนยันสัญญาณและบริหารความเสี่ยง
กรณีศึกษาที่ 2: ตัวอย่างที่ล้มเหลว
ในตลาด Cryptocurrency เหรียญ Bitcoin ในช่วงกลางปี 2022 เกิด Hidden Bullish Divergence บนกราฟ 4 ชั่วโมง โดยราคาสร้าง Higher Lows แต่ MACD สร้าง Lower Lows นักเทรดรายหนึ่งเชื่อว่านี่เป็นสัญญาณว่าราคา Bitcoin จะปรับตัวขึ้น และตัดสินใจเปิด Position Long ที่บริเวณ 20,000 ดอลลาร์ โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 19,500 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ราคา Bitcoin ไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ แต่กลับร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็ชน Stop Loss ที่ 19,500 ดอลลาร์ นักเทรดรายนี้ขาดทุน 500 ดอลลาร์ จากการเทรดครั้งนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้การเทรดครั้งนี้ล้มเหลวคือการที่นักเทรดไม่ได้พิจารณาปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคา Bitcoin เช่น ข่าวร้ายเกี่ยวกับกฎระเบียบ Cryptocurrency และความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
นอกจากนี้ นักเทรดรายนี้ยังไม่ได้ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ ร่วมด้วยเพื่อยืนยันสัญญาณ Divergence และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม บทเรียนที่ได้จากกรณีนี้คือ การเทรดโดยอาศัยสัญญาณ Divergence เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
บทเรียนสำคัญ
- Divergence เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่เครื่องมือศักดิ์สิทธิ์: Divergence สามารถช่วยระบุจุดกลับตัวของแนวโน้มได้ แต่ไม่ได้การันตีว่าราคาจะกลับตัวเสมอไป
- ควรใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ: การใช้ Divergence เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เช่น แนวรับแนวต้าน, Trendline, หรือ Price Action เพื่อยืนยันสัญญาณ
- พิจารณาปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อราคา: ปัจจัยพื้นฐาน เช่น ข่าวเศรษฐกิจ, นโยบายการเงิน, และเหตุการณ์ทางการเมือง สามารถส่งผลกระทบต่อราคาได้ ดังนั้นควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค
- บริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม: การตั้ง Stop Loss และ Take Profit ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารความเสี่ยง และช่วยป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากเกินไป
- ฝึกฝนและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง: การเทรดให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ นักเทรดควรฝึกฝนการใช้ Divergence และเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อพัฒนาทักษะของตนเองอย่างต่อเนื่อง
เคล็ดลับและเทคนิคที่มือโปรใช้จริง
เทคนิคที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้จริงในเรื่อง Divergence คืออะไร? วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัวอย่างแม่นยำนั้น ต้องอาศัยประสบการณ์และการประยุกต์ใช้เครื่องมืออื่นๆ ประกอบกัน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจลงทุน เทรดเดอร์มืออาชีพไม่ได้มอง Divergence เป็นสัญญาณซื้อขายเดี่ยวๆ แต่ใช้มันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเทรดที่วางไว้อย่างรัดกุม การทำความเข้าใจบริบทของตลาดและเครื่องมืออื่นๆ จะช่วยให้คุณใช้ Divergence ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เคล็ดลับที่ 1: การใช้ Divergence ร่วมกับ Fibonacci Retracement
เทรดเดอร์มืออาชีพมักจะใช้ Divergence ร่วมกับ Fibonacci Retracement เพื่อหาจุดกลับตัวที่มีความแม่นยำสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณพบ Bearish Divergence (ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ Indicator ทำจุดสูงสุดต่ำลง) ใกล้กับระดับ Fibonacci Retracement 61.8% นั่นอาจเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งว่าราคาจะกลับตัวลงจริงๆ การยืนยันด้วยรูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Patterns) เช่น Evening Star หรือ Bearish Engulfing จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเข้าเทรดได้อีกด้วย สมมติว่าราคาหุ้น ABC ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 150 บาท แต่ RSI กลับทำจุดสูงสุดต่ำลง และระดับ 61.8% Fibonacci Retracement อยู่ที่ 148 บาท นี่คือสัญญาณขายที่น่าสนใจ
เคล็ดลับที่ 2: การยืนยันด้วย Volume
Volume หรือปริมาณการซื้อขายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เทรดเดอร์มืออาชีพให้ความสนใจ เมื่อเกิด Divergence พวกเขาจะสังเกต Volume ประกอบด้วย ตัวอย่างเช่น หากเกิด Bullish Divergence (ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ Indicator ทำจุดต่ำสุดสูงขึ้น) แต่ Volume กลับลดลง นั่นอาจแสดงว่าแรงซื้อยังไม่แข็งแกร่งพอ และสัญญาณ Divergence นั้นอาจไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร ในทางกลับกัน หาก Volume เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเกิด Bullish Divergence นั่นจะช่วยยืนยันว่าแรงซื้อกำลังกลับเข้ามา และราคาอาจปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว การสังเกต Volume จะช่วยกรองสัญญาณหลอกและเพิ่มโอกาสในการเทรดที่แม่นยำ
เคล็ดลับที่ 3: การใช้ Timeframe ที่ใหญ่ขึ้น
Divergence ที่เกิดขึ้นใน Timeframe ที่ใหญ่ขึ้น (เช่น Daily หรือ Weekly) จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า Divergence ที่เกิดขึ้นใน Timeframe ที่เล็กกว่า (เช่น 5 นาที หรือ 15 นาที) เทรดเดอร์มืออาชีพมักจะใช้ Timeframe ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันแนวโน้มหลักของตลาดก่อนที่จะพิจารณาเข้าเทรดใน Timeframe ที่เล็กกว่า ตัวอย่างเช่น หากคุณพบ Bearish Divergence ในกราฟ Daily ของ Bitcoin นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวกำลังจะสิ้นสุดลง และคุณควรระมัดระวังในการเปิดสถานะ Long มากยิ่งขึ้น การใช้ Timeframe ที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยลดสัญญาณรบกวนและเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง
ข้อผิดพลาดที่ 1: มอง Divergence เป็น Holy Grail
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการมอง Divergence เป็นเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถทำกำไรได้เสมอ Divergence เป็นเพียงสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มปัจจุบันอาจกำลังอ่อนแอลง แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะกลับตัวทันทีเสมอไป ราคาอาจเคลื่อนไหว Sideways หรือเกิด Fakeout ก่อนที่จะกลับตัวจริง การหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดนี้คือการใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ และรอการยืนยันก่อนที่จะเข้าเทรด
ข้อผิดพลาดที่ 2: การมองข้ามบริบทของตลาด
การเทรดโดยไม่คำนึงถึงบริบทของตลาดเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง Divergence อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นข่าวร้ายที่กระทบ Sentiment ตลาด หรือการปรับฐานทางเทคนิค การทำความเข้าใจสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง Divergence จะช่วยให้คุณประเมินความน่าจะเป็นของการกลับตัวได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ดังนั้น ควรศึกษาข่าวสารและปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน
ข้อผิดพลาดที่ 3: การเข้าเทรดเร็วเกินไป
หลายครั้งที่นักเทรดเห็น Divergence แล้วรีบเข้าเทรดทันที โดยไม่ได้รอสัญญาณยืนยันที่ชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดทุนได้ วิธีแก้ไขคือรอให้ราคาทำลายแนวรับหรือแนวต้านที่สำคัญ หรือรอให้เกิดรูปแบบแท่งเทียนที่บ่งบอกถึงการกลับตัวก่อนที่จะเข้าเทรด การรอสัญญาณยืนยันจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเทรดที่สำเร็จ
ข้อผิดพลาดที่ 4: การใช้ Divergence ในตลาด Sideways
Divergence ทำงานได้ดีที่สุดในตลาดที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน ในตลาด Sideways หรือตลาดที่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ Divergence อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งและเป็นสัญญาณหลอก การหลีกเลี่ยงการเทรดในตลาด Sideways หรือใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น Breakout Strategy จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไร
- สรุปข้อควรระวัง:
- อย่าเชื่อ Divergence 100% เสมอไป ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณ การใช้ Indicators อื่นๆ เช่น MACD หรือ Stochastic oscillator จะช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของสัญญาณได้
- พิจารณาบริบทของตลาดและข่าวสารที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของตลาดได้ดีขึ้น
- รอสัญญาณยืนยันก่อนเข้าเทรดเสมอ การเข้าเทรดเร็วเกินไปอาจนำไปสู่การขาดทุน การรอสัญญาณยืนยันเช่นรูปแบบแท่งเทียนหรือการ Breakout จะช่วยลดความเสี่ยงได้
- หลีกเลี่ยงการใช้ Divergence ในตลาด Sideways เพราะอาจเกิดสัญญาณหลอกได้ง่าย การรอให้ตลาดมีแนวโน้มที่ชัดเจนจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเทรด
- บริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด กำหนด Stop Loss และ Take Profit ให้เหมาะสมกับแผนการเทรดของคุณเสมอ การบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีจะช่วยปกป้องเงินทุนของคุณในระยะยาว
แหล่งเรียนรู้และเครื่องมือแนะนำ
เพื่อเพิ่มพูนความเข้าใจและฝึกฝนการใช้ Divergence ให้คล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น เราขอแนะนำแหล่งเรียนรู้และเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณสามารถนำกลยุทธ์นี้ไปประยุกต์ใช้กับการเทรดของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เครื่องมือออนไลน์ฟรี
- TradingView — แพลตฟอร์มการวิเคราะห์ทางเทคนิคยอดนิยมที่มีอินดิเคเตอร์ให้เลือกใช้มากมาย รวมถึง RSI, MACD, Stochastic Oscillator ซึ่งเป็นอินดิเคเตอร์หลักที่ใช้ในการหา Divergence คุณสามารถปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ของอินดิเคเตอร์เหล่านี้ให้เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณได้
- Investing.com — เว็บไซต์ข่าวสารและการวิเคราะห์ตลาดการเงินที่ครอบคลุม มีเครื่องมือสร้างกราฟ (Charting tool) ที่ใช้งานง่าย และมีอินดิเคเตอร์ที่จำเป็นสำหรับการค้นหา Divergence นอกจากนี้ยังมีบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญที่อาจช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสในการเทรดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- StockCharts.com — เว็บไซต์ที่เน้นการวิเคราะห์ทางเทคนิค มีเครื่องมือสร้างกราฟที่แข็งแกร่ง และมีฟังก์ชั่นการสแกนหาหุ้นที่มีรูปแบบ Divergence เกิดขึ้น ทำให้คุณประหยัดเวลาในการค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพ
- Finviz — อีกหนึ่งเครื่องมือสแกนหุ้นที่ทรงพลัง สามารถใช้ค้นหาหุ้นที่มี Divergence เกิดขึ้นบน Timeframe ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลพื้นฐานของบริษัทให้คุณศึกษาเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
- ฟรีสแกนเนอร์บนโบรกเกอร์ของคุณ — โบรกเกอร์หลายแห่งมีเครื่องมือสแกนหุ้นให้ใช้งานฟรี ซึ่งมักจะมีฟังก์ชั่นการสแกนหาหุ้นที่มี Divergence เกิดขึ้น ลองสำรวจดูว่าโบรกเกอร์ที่คุณใช้อยู่มีเครื่องมือนี้หรือไม่
หนังสือและคอร์สแนะนำ
- Technical Analysis of the Financial Markets โดย John J. Murphy — หนังสือคลาสสิกที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของการวิเคราะห์ทางเทคนิค รวมถึงการใช้ Divergence ในการระบุจุดกลับตัวของราคาอย่างละเอียด
- Trading in the Zone โดย Mark Douglas — หนังสือที่เน้นเรื่องจิตวิทยาการเทรด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทรดด้วย Divergence เพราะ Divergence อาจทำให้เกิดสัญญาณหลอกได้ หากคุณไม่มีวินัยและไม่เข้าใจความเสี่ยง
- คอร์สออนไลน์เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค — มีคอร์สออนไลน์มากมายที่สอนเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค รวมถึงการใช้ Divergence คุณสามารถค้นหาคอร์สที่เหมาะสมกับระดับความรู้และสไตล์การเรียนรู้ของคุณได้ เรียนเทรด Forex
ขั้นตอนถัดไป — ทำอะไรต่อหลังอ่านจบ
เมื่อคุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Divergence และเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำความรู้ที่ได้ไปฝึกฝนและทดลองใช้จริง เพื่อให้คุณสามารถใช้ Divergence ได้อย่างชำนาญและมั่นใจ
- ขั้นตอนที่ 1: ฝึกฝนบนบัญชี Demo — เริ่มต้นด้วยการฝึกฝนการหา Divergence บนกราฟราคาในบัญชี Demo ก่อน เพื่อให้คุ้นเคยกับรูปแบบต่างๆ และทดสอบว่าอินดิเคเตอร์ตัวไหนที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ
- ขั้นตอนที่ 2: สร้างแผนการเทรด — กำหนดกฎเกณฑ์ในการเข้าและออกจากการเทรดเมื่อเกิด Divergence รวมถึงกำหนด Stop Loss และ Take Profit เพื่อบริหารความเสี่ยง
- ขั้นตอนที่ 3: Backtest กลยุทธ์ — ทดสอบกลยุทธ์ Divergence ของคุณกับข้อมูลในอดีต (Backtesting) เพื่อดูว่ากลยุทธ์นี้มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน และปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่อง
- ขั้นตอนที่ 4: เริ่มต้นด้วยเงินทุนน้อย — เมื่อคุณมั่นใจในกลยุทธ์ของตัวเองแล้ว ให้เริ่มต้นด้วยการเทรดด้วยเงินทุนน้อยๆ ก่อน เพื่อทดสอบกลยุทธ์ในสภาวะตลาดจริง และปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องที่อาจเกิดขึ้น
- ขั้นตอนที่ 5: ทบทวนและปรับปรุง — หมั่นทบทวนผลการเทรดของคุณอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงกลยุทธ์ของคุณให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
Divergence เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการระบุจุดกลับตัวของราคา แต่ก็ไม่ใช่เครื่องมือที่สมบูรณ์แบบ การฝึกฝนและทำความเข้าใจในข้อจำกัดของ Divergence รวมถึงการใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ จะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยงในการเทรดได้ ขอให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรดด้วย Divergence!
สถานการณ์จริงจากตลาด — ตัวอย่างการใช้ Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว ในการเทรด
สถานการณ์ที่ 1: ตลาดขาขึ้น (Uptrend)
สมมติว่าเรากำลังเทรดคู่เงิน EUR/USD ในกรอบเวลา H4 (4 ชั่วโมง) ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) ที่ 1.1050 ในขณะที่ RSI (Relative Strength Index) กลับทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High) นี่คือสัญญาณของ Bearish Divergence ที่บ่งบอกว่าแรงซื้อกำลังอ่อนแรงลง เราตัดสินใจเข้า Sell ที่ราคา 1.1045 โดยตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.1070 (เหนือ Higher High เล็กน้อย) และตั้ง Take Profit ไว้ที่ 1.1000 หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ราคาก็ปรับตัวลงมาถึง Take Profit ของเรา ทำให้เราได้กำไร 45 pips
Divergence ในสถานการณ์นี้ได้ผลเนื่องจากมันบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในโมเมนตัมของตลาด แม้ว่าราคาจะยังคงทำ Higher High แต่ RSI ที่ทำ Lower High แสดงให้เห็นว่าแรงซื้อไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเดิม และมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวลง การเข้า Sell เมื่อเห็น Bearish Divergence จึงเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล
สถานการณ์ที่ 2: ตลาดขาลง (Downtrend)
พิจารณาคู่เงิน GBP/JPY ใน Timeframe Daily (รายวัน) ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) ที่ 180.00 แต่ MACD (Moving Average Convergence Divergence) กลับทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low) นี่เป็นสัญญาณของ Bullish Divergence ซึ่งบ่งบอกว่าแรงขายกำลังอ่อนแรง เราจึงตัดสินใจเข้า Buy ที่ราคา 180.10 ตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 179.80 (ใต้ Lower Low เล็กน้อย) และตั้ง Take Profit ไว้ที่ 181.00 หลังจากนั้น 2 วัน ราคาก็ปรับตัวขึ้นไปถึง Take Profit ของเรา ทำให้เราได้กำไร 90 pips
ในตลาดขาลง การเกิด Bullish Divergence เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่นักเทรดควรให้ความสนใจ แม้ว่าแนวโน้มหลักจะเป็นขาลง แต่การที่ MACD ไม่สามารถทำ Lower Low ตามราคาได้ แสดงว่าแรงขายเริ่มหมดลง และมีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้น การเข้า Buy เมื่อเห็น Bullish Divergence จึงเป็นโอกาสในการทำกำไร
สถานการณ์ที่ 3: ตลาด Sideway
เรากำลังเฝ้าดูคู่เงิน AUD/USD ในกรอบเวลา H1 (1 ชั่วโมง) ราคามีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ระหว่าง 0.6600 ถึง 0.6630 เกิด Bearish Divergence บน RSI โดยที่ราคาทำ Higher High แต่ RSI ทำ Lower High ที่บริเวณ Resistance 0.6630 เราตัดสินใจ Short ที่ 0.6625 โดยตั้ง Stop Loss ที่ 0.6640 และ Take Profit ที่ 0.6605 ราคาแกว่งตัวเล็กน้อยก่อนที่จะร่วงลงมาแตะ Take Profit ทำให้เราได้กำไร 20 pips
Divergence ในตลาด Sideway สามารถใช้เพื่อคาดการณ์การเคลื่อนที่ของราคาในกรอบได้ แม้ว่าราคาจะไม่ได้มีแนวโน้มที่ชัดเจน แต่การที่เกิด Divergence ที่บริเวณขอบของกรอบราคา (ทั้ง Support และ Resistance) ก็สามารถบ่งบอกถึงการอ่อนแรงของแรงซื้อหรือแรงขาย และเป็นโอกาสในการเทรดระยะสั้นๆ ได้
ขั้นตอนปฏิบัติแบบ Step-by-Step
- ขั้นตอนที่ 1: เตรียมตัว — ก่อนที่จะเริ่มมองหา Divergence คุณต้องเลือกคู่เงินและ Timeframe ที่คุณต้องการเทรด ควรเลือกคู่เงินที่มี Volatility พอสมควร และ Timeframe ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ (เช่น Day Trading, Swing Trading) นอกจากนี้ คุณควรเลือก Indicator ที่คุณคุ้นเคยและเข้าใจการทำงานของมันเป็นอย่างดี เช่น RSI, MACD, Stochastic
- ขั้นตอนที่ 2: วิเคราะห์ — มองหารูปแบบ Divergence บนกราฟราคาและ Indicator ที่คุณเลือก เปรียบเทียบการเคลื่อนที่ของราคาและ Indicator อย่างละเอียด เพื่อระบุว่ามี Bearish Divergence หรือ Bullish Divergence เกิดขึ้นหรือไม่ ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น แนวรับแนวต้าน, Trendline, Pattern ต่างๆ เพื่อยืนยันสัญญาณ
- ขั้นตอนที่ 3: เข้าเทรด — เมื่อคุณพบ Divergence ที่ชัดเจน และได้รับการยืนยันจากปัจจัยอื่นๆ แล้ว คุณสามารถเข้าเทรดได้ กำหนด Entry Point ที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากระดับราคาปัจจุบัน, แนวรับแนวต้าน หรือ Pattern ต่างๆ ควรเข้าเทรดหลังจากที่ราคา Breakout จากแนวรับแนวต้านที่สำคัญ หรือหลังจากที่ Indicator ให้สัญญาณ Confirm
- ขั้นตอนที่ 4: จัดการความเสี่ยง — การจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด Forex เสมอ กำหนด Stop Loss ที่เหมาะสม โดยวางไว้เหนือหรือใต้ระดับราคาที่สำคัญ (เช่น Higher High/Lower Low) หรือบริเวณที่มีแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่ง กำหนด Risk/Reward Ratio ที่คุณยอมรับได้ (เช่น 1:2 หรือ 1:3) และใช้ Position Sizing ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการขาดทุนมากเกินไป
- ขั้นตอนที่ 5: ออกจากเทรด — กำหนด Take Profit ที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากระดับราคาที่สำคัญ (เช่น แนวรับแนวต้าน) หรือจาก Target ที่คุณตั้งไว้ล่วงหน้า คุณสามารถใช้ Trailing Stop เพื่อล็อคกำไรและป้องกันการขาดทุน หากราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณต้องการ ควรติดตามการเคลื่อนที่ของราคาอย่างใกล้ชิด และปรับ Stop Loss หรือ Take Profit ตามความเหมาะสม
- ขั้นตอนที่ 6: บันทึกและทบทวน — หลังจากที่ออกจากเทรดแล้ว ให้บันทึกรายละเอียดของการเทรดทั้งหมด เช่น คู่เงิน, Timeframe, Entry Point, Stop Loss, Take Profit, เหตุผลในการเข้าเทรด และผลลัพธ์ที่ได้ ทบทวนการเทรดของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเรียนรู้จากข้อผิดพลาด และปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดของคุณให้ดีขึ้น
Checklist ก่อนใช้งาน Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
รายการตรวจสอบก่อนเริ่มต้น:
- ✓ ข้อ 1: เลือก Indicator ที่เหมาะสม — การเลือก Indicator ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ Indicator แต่ละตัวมีความไวและการตอบสนองต่อราคาที่แตกต่างกัน การเลือก Indicator ที่เหมาะกับสไตล์การเทรดและสินทรัพย์ที่เทรด จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ Divergence ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น RSI, MACD หรือ Stochastic Oscillator
- ✓ ข้อ 2: ทำความเข้าใจพฤติกรรมราคาของสินทรัพย์ — ก่อนที่จะเริ่มมองหา Divergence คุณควรทำความเข้าใจพฤติกรรมราคาของสินทรัพย์ที่คุณเทรดก่อน ว่าปกติแล้วสินทรัพย์นั้นมีการตอบสนองต่อ Divergence อย่างไร มีความผันผวนมากน้อยแค่ไหน การเข้าใจพฤติกรรมราคาจะช่วยให้คุณตีความ Divergence ได้แม่นยำยิ่งขึ้น และหลีกเลี่ยงสัญญาณหลอกได้
- ✓ ข้อ 3: ระบุ Trend หลักให้ชัดเจน — Divergence มักจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเกิดขึ้นใน Trend ที่ชัดเจน ดังนั้น ก่อนที่จะมองหา Divergence คุณควรกำหนด Trend หลักของราคาให้ชัดเจนก่อนว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง การรู้ Trend หลักจะช่วยให้คุณสามารถระบุ Divergence ที่มีความน่าเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น และลดโอกาสในการเทรดสวน Trend
- ✓ ข้อ 4: มองหา Divergence ใน Timeframe ที่เหมาะสม — Timeframe ที่คุณเลือกใช้ก็มีผลต่อความน่าเชื่อถือของ Divergence เช่นกัน Timeframe ที่ใหญ่ขึ้นมักจะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือมากกว่า Timeframe ที่เล็กกว่า แต่ก็อาจจะช้ากว่าเช่นกัน เลือก Timeframe ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ และพิจารณาใช้ Timeframe หลายช่วงเวลาประกอบกัน
- ✓ ข้อ 5: ยืนยันสัญญาณด้วย Price Action — ถึงแม้ว่า Divergence จะเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ควรได้รับการยืนยันด้วย Price Action เสมอ มองหารูปแบบแท่งเทียน (Candlestick Patterns) หรือรูปแบบราคา (Chart Patterns) ที่สนับสนุนสัญญาณ Divergence เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจเทรด
- ✓ ข้อ 6: กำหนด Stop Loss และ Take Profit อย่างเหมาะสม — เช่นเดียวกับการเทรดด้วยกลยุทธ์อื่นๆ การกำหนด Stop Loss และ Take Profit ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทรดด้วย Divergence กำหนด Stop Loss ในจุดที่สัญญาณ Divergence ถูกทำลาย และกำหนด Take Profit ในจุดที่คาดว่าราคาจะไปถึง โดยพิจารณาจากระดับแนวรับแนวต้าน หรือ Fibonacci Retracement
- ✓ ข้อ 7: บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด — อย่าลืมบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดเสมอ กำหนดขนาด Lot ที่เหมาะสม และอย่าเสี่ยงเงินทุนมากเกินไปในการเทรดแต่ละครั้ง การบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีจะช่วยปกป้องเงินทุนของคุณ และทำให้คุณสามารถเทรดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
- ✓ ข้อ 8: ฝึกฝนและทดสอบกลยุทธ์ — ก่อนที่จะเริ่มเทรดด้วยเงินจริง คุณควรฝึกฝนและทดสอบกลยุทธ์ Divergence อย่างละเอียดก่อน ใช้บัญชี Demo เพื่อจำลองสถานการณ์จริง และบันทึกผลการเทรดเพื่อประเมินประสิทธิภาพของกลยุทธ์
คำศัพท์สำคัญที่ต้องรู้
- คำศัพท์ 1: Bullish Divergence — Bullish Divergence คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการกลับตัวจาก Trend ขาลงเป็นขาขึ้น โดยราคาทำ Lower Low แต่ Indicator ทำ Higher Low ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแรงขายกำลังอ่อนแรงลง ตัวอย่างเช่น ราคาสร้างจุดต่ำสุดใหม่ แต่ RSI กลับสร้างจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น
- คำศัพท์ 2: Bearish Divergence — Bearish Divergence คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการกลับตัวจาก Trend ขาขึ้นเป็นขาลง โดยราคาทำ Higher High แต่ Indicator ทำ Lower High ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแรงซื้อกำลังอ่อนแรงลง ตัวอย่างเช่น ราคาสร้างจุดสูงสุดใหม่ แต่ MACD กลับสร้างจุดสูงสุดที่ต่ำลง
- คำศัพท์ 3: Regular Divergence — Regular Divergence คือรูปแบบ Divergence ที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งใช้เพื่อระบุการกลับตัวของ Trend หลัก ราคาและ Indicator ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน เช่น ราคาสร้าง Higher High แต่ Indicator สร้าง Lower High
- คำศัพท์ 4: Hidden Divergence — Hidden Divergence คือรูปแบบ Divergence ที่ใช้เพื่อยืนยันการต่อเนื่องของ Trend หลัก ราคาและ Indicator ขัดแย้งกัน แต่ในทิศทางที่บ่งบอกถึงการต่อเนื่องของ Trend เช่น ราคาสร้าง Higher Low แต่ Indicator สร้าง Lower Low ใน Trend ขาขึ้น
- คำศัพท์ 5: RSI (Relative Strength Index) — RSI เป็น Momentum Indicator ที่วัดความเร็วและความเปลี่ยนแปลงของราคา เพื่อระบุสภาวะ Overbought และ Oversold ของตลาด ค่า RSI จะมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดยทั่วไปแล้ว ค่าที่สูงกว่า 70 จะถือว่าเป็น Overbought และค่าที่ต่ำกว่า 30 จะถือว่าเป็น Oversold
- คำศัพท์ 6: MACD (Moving Average Convergence Divergence) — MACD เป็น Trend-Following Momentum Indicator ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Moving Average สองเส้น MACD ประกอบด้วย MACD Line, Signal Line และ Histogram ซึ่งใช้เพื่อระบุ Trend, Momentum และสัญญาณ Divergence
- คำศัพท์ 7: Stochastic Oscillator — Stochastic Oscillator เป็น Momentum Indicator ที่เปรียบเทียบราคาปิดของสินทรัพย์กับช่วงราคาในช่วงเวลาที่กำหนด Stochastic Oscillator ประกอบด้วย %K Line และ %D Line ซึ่งใช้เพื่อระบุสภาวะ Overbought และ Oversold และสัญญาณ Divergence
- คำศัพท์ 8: Trendline — Trendline คือเส้นที่เชื่อมต่อจุดต่ำสุด (ขาขึ้น) หรือจุดสูงสุด (ขาลง) ของราคา เพื่อแสดงทิศทางของ Trend Trendline เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการวิเคราะห์ทางเทคนิค และใช้เพื่อระบุแนวรับแนวต้าน และสัญญาณการ Breakout
คำถามที่พบบ่อย (
💡 แนะนำ: สำหรับคนที่สนใจเรื่อง IT และเทคโนโลยี ลองอ่าน mouse ergonomic จาก SiamCafe Blog ได้ครับ
FAQ)
-
1. Divergence แม่นยำแค่ไหน? ใช้ Divergence อย่างเดียวในการตัดสินใจเทรดได้ไหม?
Divergence เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่เครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ที่แม่นยำ 100% การเกิด Divergence บ่งบอกถึงความเป็นไปได้ที่ราคาจะกลับตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าการกลับตัวจะเกิดขึ้นแน่นอนเสมอไป ความแม่นยำของ Divergence ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น กรอบเวลาที่ใช้ สภาพตลาด และตัวบ่งชี้ (Indicator) ที่เลือกใช้ ตัวอย่างเช่น Divergence ที่เกิดขึ้นใน Timeframe H4 หรือ D1 จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า Timeframe M5 หรือ M15 ไม่ควรใช้ Divergence เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจเทรด ควรใช้ร่วมกับเครื่องมือและเทคนิคอื่นๆ เช่น แนวรับแนวต้าน รูปแบบแท่งเทียน และข่าวสารทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยง
-
2. มีข้อควรระวังอะไรบ้างในการใช้ Divergence?
ข้อควรระวังในการใช้ Divergence คือการระวังสัญญาณหลอก (False Signal) บ่อยครั้งที่ราคาอาจยังคงเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดิมแม้ว่าจะเกิด Divergence แล้วก็ตาม ดังนั้นจึงควรยืนยันสัญญาณด้วยเครื่องมืออื่นๆ เช่น การ Breakout แนวรับแนวต้าน หรือการเกิดรูปแบบแท่งเทียนที่บ่งบอกถึงการกลับตัว นอกจากนี้ควรระวังการใช้ Divergence ในตลาดที่ Sideway เนื่องจาก Divergence อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งแต่ไม่ได้นำไปสู่การกลับตัวที่ชัดเจน ควรใช้ Divergence ในตลาดที่มีแนวโน้มที่แข็งแกร่ง (Uptrend หรือ Downtrend) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
-
3. Divergence แบบ Hidden Divergence คืออะไร และแตกต่างจาก Divergence ปกติอย่างไร?
Hidden Divergence เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการ “ต่อเนื่อง” ของแนวโน้มเดิม ในขณะที่ Divergence ปกติบ่งบอกถึง “การกลับตัว” โดย Hidden Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low) ในแนวโน้มขาขึ้น แต่ Indicator ทำจุดต่ำสุดที่ต่ำลง (Lower Low) หรือราคาทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High) ในแนวโน้มขาลง แต่ Indicator ทำจุดสูงสุดที่สูงขึ้น (Higher High) สัญญาณนี้บ่งบอกว่าแนวโน้มเดิมน่าจะยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้น Hidden Divergence จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุจุดเข้าเทรดตามแนวโน้มเดิมได้
-
4. Indicator ตัวไหนที่นิยมใช้ในการหา Divergence?
Indicator ที่นิยมใช้ในการหา Divergence มีหลายตัว แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ RSI (Relative Strength Index), MACD (Moving Average Convergence Divergence) และ Stochastic Oscillator แต่ละ Indicator มีวิธีการคำนวณและให้สัญญาณที่แตกต่างกัน RSI มักใช้เพื่อวัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มและภาวะ Overbought/Oversold MACD ใช้เพื่อวัดความสัมพันธ์ระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้น และ Stochastic Oscillator ใช้เพื่อวัดโมเมนตัมของราคา การเลือกใช้ Indicator ขึ้นอยู่กับความถนัดและความชอบของแต่ละบุคคล ควรศึกษาและทดลองใช้ Indicator ต่างๆ เพื่อหา Indicator ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตนเอง
-
5. นอกจาก Forex แล้ว สามารถใช้ Divergence กับตลาดอื่นๆ ได้หรือไม่?
ได้แน่นอน! หลักการของ Divergence สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับตลาดการเงินอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหุ้น, ตลาด Cryptocurrency, หรือแม้แต่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) เนื่องจาก Divergence เป็นการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างราคาและ Indicator ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ใช้ได้กับทุกตลาดที่มีข้อมูลราคาและ Indicator ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ควรปรับการตั้งค่าของ Indicator และพิจารณาสภาพตลาดของแต่ละประเภทสินทรัพย์เพื่อให้ได้สัญญาณ Divergence ที่แม่นยำยิ่งขึ้น
สรุป Divergence คืออะไร วิธีใช้ Divergence จับจุดกลับตัว
Divergence เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ทรงพลัง ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์สามารถคาดการณ์การกลับตัวของราคาได้ โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนที่ของราคาและ Indicator แต่การใช้งาน Divergence ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีความเข้าใจในหลักการพื้นฐานและข้อควรระวังต่างๆ
- ประเด็นที่ 1 — Divergence คือความขัดแย้งระหว่างราคาและ Indicator บ่งบอกถึงการอ่อนแรงของแนวโน้มเดิม
- ประเด็นที่ 2 — มี Divergence ปกติ (Regular Divergence) และ Hidden Divergence ซึ่งให้สัญญาณต่างกัน
- ประเด็นที่ 3 — ควรใช้ Divergence ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณและลดความเสี่ยง
- ประเด็นที่ 4 — RSI, MACD และ Stochastic Oscillator เป็น Indicator ที่นิยมใช้ในการหา Divergence
- ประเด็นที่ 5 — สามารถใช้ Divergence ได้ในหลายตลาด แต่ควรปรับการตั้งค่าให้เหมาะสม
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเทรดเดอร์ทุกท่าน หากท่านต้องการเรียนรู้เทคนิคการเทรด Forex เพิ่มเติม สามารถอ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจได้จากลิงก์ด้านล่างนี้
คำเตือนความเสี่ยง
การเทรด Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ ควรศึกษาและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ควรใช้เงินที่ไม่พร้อมจะสูญเสีย ผลการเทรดในอดีตไม่ได้รับประกันผลในอนาคต
บทความโดย iCafeFX — ตำนาน EA semi auto เจ้าแรกในเมืองไทย







TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文