การคำนวณอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนคือหัวใจสำคัญที่จะบอกว่าระบบเทรดของเรามีโอกาสรอดและทำกำไรในระยะยาวได้จริงหรือไม่ บทเรียนนี้จะพาไปเจาะลึกทุกขั้นตอน นักเทรดมักเช็ก ทุนไหล SPDR Gold Flow ประกอบการตัดสินใจ


ทำไมอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนถึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์
หลายคนเข้ามาเทรดแล้วโฟกัสแค่ว่าราคาจะขึ้นหรือลง ทำให้ลืมไปว่าการเดินทางยาวในตลาดต้องมีแผนรองรับความเสี่ยง การรู้จักอัตราส่วนจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมว่าแต่ละออเดอร์คุ้มค่าที่จะเข้าไหม
ในโลกความจริงของตลาดฟอเร็กซ์ ไม่มีใครรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าว่าออเดอร์ไหนจะชนะหรือแพ้ สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้คือจะเสี่ยงเงินไปเท่าไรเพื่อแลกกับกำไรที่คาดหวัง ถ้าคุณเสี่ยงหนึ่งดอลลาร์เพื่อหวังกำไรหนึ่งดอลลาร์ คุณต้องชนะมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเข้าออเดอร์ทั้งหมดถึงจะไม่ขาดทุน แต่ถ้าคุณเสี่ยงหนึ่งดอลลาร์เพื่อแลกสามดอลลาร์ คุณแค่ชนะสามสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังมีกำไรเหลืออยู่ ควรเปรียบกับ ประวัติราคาทองย้อนหลัง เพื่อดูบริบทแนวโน้ม
เมื่อลูกศิษย์ถามผมว่าทำไมเทรดแล้วยังไม่มีเงินเหลือ สาเหตุหลักมักไม่ได้มาจากการวิเคราะห์กราฟผิดพลาด แต่มาจากการเข้าออเดอร์ที่ความเสี่ยงสูงกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับ การตั้งเป้าหมายกำไรใกล้เกินไปและปล่อยให้จุดตัดขาดทุนกว้างจนเมื่อเจอช่วงขาขึ้นขาลงสลับไปมาก็โดนตัดรัวๆ ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นกฎเหล็กที่เมนเทอร์ต้องย้ำกับลูกศิษย์เสมอ
สูตรคำนวณอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนพื้นฐาน
วิธีคำนวณไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด เราแค่นำระยะทางจากราคาเปิดออเดอร์ถึงเป้าหมายกำไร มาหารด้วยระยะทางจากราคาเปิดออเดอร์ถึงจุดตัดขาดทุน ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นตัวเลขบอกว่าเราลงทุนไปหนึ่งส่วนจะได้กำไรกี่ส่วน
สูตรที่ใช้คือ ระยะเป้าหมายกำไรหารด้วยระยะตัดขาดทุน ตัวอย่างเช่น คุณเปิดออเดอร์ซื้อคู่เงินยูโรดอลลาร์ที่ราคาหนึ่งจุดสิบห้า คุณตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่หนึ่งจุดสิบสี่ห้าสิบ ซึ่งห่างจากราคาเปิดไปห้าสิบพิป ส่วนเป้าหมายกำไรคุณวางไว้ที่หนึ่งจุดหนึ่งหกห้าสิบ ห่างไปหนึ่งร้อยพิป เมื่อเอาหนึ่งร้อยหารด้วยห้าสิบจะได้สอง นั่นแปลว่าอัตราส่วนของคุณคือหนึ่งต่อสอง
ตัวเลขนี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบเทรด ถ้าหากคุณทำอัตราส่วนแค่หนึ่งต่อหนึ่ง คุณต้องการความแม่นยำในการทำนายทิศทางตลาดสูงมาก แต่ในความเป็นจริงตลาดมีความผันผวนแบบสุ่ม การพยายามชนะให้ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของการเข้าออเดอร์ทั้งหมดเป็นเรื่องยากในระยะยาว การยอมรับว่าเราวิเคราะห์ผิดได้และให้อัตราส่วนช่วยเป็นเครื่องเตือนใจจะทำให้คุณอยู่กับตลาดได้นานขึ้น
ตัวอย่างการคำนวณกำไรขาดทุนจากขนาดล็อตจริง
มาดูตัวอย่างจริงเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน การคำนวณต้องเชื่อมโยงระหว่างระยะราคา ขนาดล็อต และเงินทุนที่ยอมเสี่ยง ผมจะยกตัวอย่างการเทรดคู่เงินยูโรดอลลาร์ที่มีมูลค่าพิปต่อล็อตมาตรฐานประมาณสิบดอลลาร์
สมมติว่าบัญชีเทรดของคุณมีทุนอยู่ห้าพันดอลลาร์ คุณกำหนดกฎว่าจะยอมเสี่ยงเงินไม่เกินร้อยละสองของทุนในแต่ละออเดอร์ ซึ่งก็คือหนึ่งร้อยดอลลาร์ คุณเห็นโอกาสเทรดขาขึ้นของคู่เงินยูโรดอลลาร์ที่ราคาหนึ่จุดสองพันห้าร้อย คุณวางแผนจะตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่หนึ่งจุดสองพันสี่ร้อยห้าสิบ ซึ่งห่างจากราคาเปิดไปห้าสิบพิป และคุณตั้งเป้าหมายกำไรไว้ที่หนึ่งจุดสองพันหกร้อยห้าสิบ ห่างไปหนึ่งร้อยพิป
ขั้นแรกเรามาดูอัตราส่วนก่อน ระยะเป้าหมายกำไรหนึ่งร้อยพิปหารด้วยระยะตัดขาดทุนห้าสิบพิป ได้ผลลัพธ์เป็นสอง แปลว่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนคือหนึ่งต่อสอง ขั้นต่อมาเราต้องหาขนาดล็อตที่เหมาะสม ความเสียหายที่จุดตัดขาดทุนต้องไม่เกินหนึ่งร้อยดอลลาร์ ระยะตัดขาดทุนห้าสิบพิป ดังนั้นเราเอาหนึ่งร้อยดอลลาร์หารด้วยห้าสิบพิป จะได้ว่าพิปละไม่เกินสองดอลลาร์ ล็อตมาตรฐานหนึ่งล็อตมีค่าพิปละสิบดอลลาร์ ดังนั้นคุณควรเปิดออเดอร์ขนาดศูนย์จุดสองล็อตเท่านั้น
ถ้าราคาไปถึงเป้าหมายกำไรที่หนึ่งจุดสองพันหกร้อยห้าสิบ คุณจะได้กำไรหนึ่งร้อยพิป คูณด้วยสองดอลลาร์ต่อพิป รวมเป็นเงินสองร้อยดอลลาร์ แต่ถ้าราคาไปสวนทิศและโดนตัดขาดทุนที่หนึ่งจุดสองพันสี่ร้อยห้าสิบ คุณจะเสียห้าสิบพิป คูณด้วยสองดอลลาร์ต่อพิป รวมเป็นเงินหนึ่งร้อยดอลลาร์พอดี การคำนวณแบบนี้จะทำให้คุณนอนหลับฝันดีเพราะรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้คุณจะเสียมากสุดเท่าไร
การประเมินอัตราการชนะกับอัตราส่วนความเสี่ยง
อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจะไม่มีความหมายเลยถ้าไม่นำมาเชื่อมโยงกับอัตราการชนะ ทั้งสองค่านี้ต้องทำงานคู่กันเสมอ ผมมักบอกลูกศิษย์ว่าอย่าโกหกตัวเองด้วยการคาดหวังว่าจะชนะร้อยละแปดสิบของการเข้าออเดอร์ทั้งหมด
ลองมาคำนวณกันดู ถ้าคุณมีอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง คุณต้องชนะมากกว่าร้อยละห้าสิบถึงจะทำกำไร แต่ถ้าคุณปรับอัตราส่วนเป็นหนึ่งต่อสอง คุณแค่ชนะร้อยละสามสิบสี่ถึงจะคุ้มทุน ถ้าคุณทำอัตราส่วนหนึ่งต่อสามได้ คุณแค่ชนะร้อยละยี่สิบห้าก็ยังไม่ขาดทุน นี่คือพลังของคณิตศาสตร์ในตลาดการเงิน มันช่วยลดภาระความกดดันในการต้องทายทิศทางตลาดให้ถูกต้องตลอดเวลา
อย่างไรก็ตามการไล่ตามอัตราส่วนที่สูงเกินไป เช่นหนึ่งต่อสิบ ก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะมันหมายความว่าคุณตั้งเป้าหมายกำไรไว้ไกลมาก โอกาสที่ราคาจะวกกลับมาโดนจุดตัดขาดทุนก่อนที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นสูงมาก ทำให้ในทางปฏิบัติอัตราการชนะของคุณอาจจะตกลงไปเหลือแค่ร้อยละสิบหรือน้อยกว่านั้น สุดท้ายแล้วต้องหาจุดสมดุลระหว่างอัตราส่วนที่สมเหตุสมผลกับความเป็นไปได้ที่ราคาจะเดินไปถึงเป้าหมายจริง
เปรียบเทียบแผนการจัดสรรความเสี่ยงในแต่ละสไตล์การเทรด
แต่ละสไตล์การเทรดมีความเหมาะสมในการใช้อัตราส่วนไม่เหมือนกัน การเข้าใจธรรมชาติของกรอบเวลาจะช่วยให้เราตั้งค่าความเสี่ยงได้เหมาะสมกับสภาพตลาด
| สไตล์การเทรด | ระยะเวลาออเดอร์ | อัตราส่วนที่เหมาะสม | เหตุผลที่ต้องใช้ค่านี้ |
|---|---|---|---|
| สเกลปิ้ง | ไม่กี่นาทีถึงชั่วโมง | หนึ่งต่อหนึ่งหรือหนึ่งต่อหนึ่งจุดห้า | ตลาดผันผวนเร็ว ต้องการความแม่นยำสูงและรีบตัดกำไร |
| เดย์เทรด | หนึ่งวันถึงสองวัน | หนึ่งต่อสอง | มีเวลาให้ราคาเดินตามทิศทางได้พอประมาณ |
| สวิงเทรด | หลายวันถึงสัปดาห์ | หนึ่งต่อสามหรือมากกว่า | รองรับความผันผวนระยะสั้นเพื่อจับเทรนด์ใหญ่ |
| พอซิชันเทรด | หลายสัปดาห์ถึงเดือน | หนึ่งต่อสี่ขึ้นไป | จุดตัดขาดทุนกว้างเพื่อกัน noise ระยะสั้น |
วิธีตั้งจุดตัดขาดทุนให้สมเหตุสมผล
การตั้งจุดตัดขาดทุนไม่ใช่การเดาสุ่มหรือกำหนดตามใจฉัน จุดนี้ต้องอ้างอิงจากโครงสร้างของกราฟราคาเพื่อให้ตลาดเป็นคนยืนยันว่าสมมติฐานเราผิดพลาดจริงๆ การตั้งค่าที่ถูกต้องจะส่งผลตรงต่ออัตราส่วนความเสี่ยง
วิธีที่นิยมใช้กันมากคือการตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ใต้แนวรับสำคัญสำหรับการซื้อ หรือไว้เหนือแนวต้านสำคัญสำหรับการขาย ถ้าราคาทะลุผ่านระดับเหล่านี้ไปได้แปลว่าโครงสร้างตลาดเปลี่ยนแปลงแล้ว การยึดติดกับออเดอร์เดิมไม่มีความหมายอีกต่อไป ระยะห่างระหว่างราคาเปิดออเดอร์กับจุดตัดขาดทุนที่ได้มาจากโครงสร้างแบบนี้แหละที่เราจะนำไปใช้คำนวณ
อีกวิธีหนึ่งที่เมนเทอร์หลายคนแนะนำคือการใช้ค่าเฉลี่ยราคาหรืออินดิเคเตอร์เส้นค่าเฉลี่ยเป็นเส้นแบ่งเขต ยกตัวอย่างเช่นถ้าราคาปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ยยี่สิบแท่งเราถือว่าเป็นขาขึ้นและเข้าซื้อ จุดตัดขาดทุนก็ควรอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยนั้นเล็กน้อยเพื่อให้มีพื้นที่หายใจให้ราคา แต่ถ้าจุดตัดขาดทุนที่ได้จากกราฟมันห่างจากราคาเปิดมากเกินไปจนทำให้อัตราส่วนแย่ลง ทางเลือกที่ดีกว่าคือการรอเข้าออเดอร์ในจังหวะที่ราคาเดินกลับมาใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเพื่อให้ระยะความเสี่ยงสั้นลงและอัตราส่วนดีขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าเลื่อนจุดตัดขาดทุนออกไปให้ห่างขึ้นเพราะความกลัวที่จะเสีย การทำแบบนั้นจะทำลายสูตรคำนวณและระบบการเทรดทั้งหมดที่คุณตั้งไว้ ถ้าราคามาใกล้จุดตัดขาดทุนจริงๆ ให้ปล่อยให้มันทำงาน การตัดขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนทางธุรกิจที่เราต้องยอมรับ
การปรับแผนเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนแปลง
ตลาดไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงตลอดเวลา บางช่วงมีแนวโน้มชัดเจน บางช่วงก็ไปๆ มาๆ อยู่ในกรอบ การใช้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนแบบตายตัวโดยไม่ดูสภาพแวดล้อมอาจทำให้คุณเสียโอกาสหรือเสียเงินโดยใช่เหตุ
ในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มชัดเจน คุณสามารถขยายเป้าหมายกำไรให้ไกลขึ้นเพื่อให้อัตราส่วนดีขึ้นได้ เพราะโอกาสที่ราคาจะเดินต่อไปตามทิศทางเดิมนั้นสูง แต่ในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะไปๆ มาๆ การตั้งเป้าหมายกำไรที่ไกลเกินไปจะทำให้คุณพลาดกำไรที่เคยได้ ราคาอาจจะวกกลับมาโดนจุดตัดขาดทุนเสียก่อน ในสภาพตลาดแบบนี้ควรปรับลดทั้งเป้าหมายกำไรและจุดตัดขาดทุนให้แคบลง หรืออาจจะงดเทรดไปเลยก็ได้ถ้าไม่มั่นใจ
นอกจากนี้การใช้เครื่องมือวัดความผันผวนอย่างอินดิเคเตอร์เอทีอาร์ก็ช่วยได้มาก ค่าเอทีอาร์จะบอกเราว่าในแต่ละแท่งเทียนราคามีการเคลื่อนไหวเฉลี่ยกี่พิป ถ้าค่านี้สูงขึ้นแปลว่าตลาดมีความผันผวนมาก คุณต้องขยายจุดตัดขาดทุนให้กว้างขึ้นเพื่อไม่ให้โดนความผันผวนนั้นตัดออกไปก่อน แต่ขนาดล็อตต้องลดลงตามสัดส่วนเพื่อรักษาเงินทุนที่ยอมเสี่ยงให้เท่าเดิม การปรับตัวแบบนี้คือทักษะที่แยกความแตกต่างระหว่างเทรดเดอร์มือใหม่กับมืออาชีพ
▶ เปิดบัญชีโบรกเกอร์ที่แนะนำ คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย
อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนคืออะไร
อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนคือตัวเลขที่บอกว่าเรายอมเสี่ยงเงินกี่ดอลลาร์เพื่อแลกกับกำไรกี่ดอลลาร์ ค่านี้คำนวณจากการนำระยะทางของจุดตัดขาดทุนมาหารกับระยะทางของเป้าหมายกำไร หากอัตราส่วนยิ่งสูงแปลว่าระบบเทรดของเรามีประสิทธิภาพในการทำกำไรมากขึ้น เพราะแม้เสียหลายครั้ง แต่ชนะครั้งเดียวก็สามารถเอาคืนได้ทั้งหมด การเข้าใจค่านี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่เมนเทอร์ทุกคนต้องสอนลูกศิษย์ในวันแรก
ค่าอัตราส่วนเท่าไรถึงจะดีพอสำหรับมือใหม่
สำหรับมือใหม่ค่าที่แนะนำคือ 1 ต่อ 2 ขึ้นไป หมายความว่ายอมเสี่ยงเงิน 1 ส่วนเพื่อแลกกำไร 2 ส่วน ถ้าทำได้แบบนี้ การเทรดจะมีความยืดหยุ่นสูงเพราะคุณแค่ชนะสามสิบสามสิบเปอร์เซ็นต์ของครั้งที่เข้าออเดอร์ก็ยังไม่ขาดทุน แต่ถ้าหาเจอโอกาสที่อัตราส่วนหนึ่งต่อสามหรือมากกว่านั้น ระบบของคุณจะทำกำไรได้งดงามมาก อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าอัตราส่วนดีต้องมาคู่กับวินัยในการรักษาจุดตัดขาดทุนด้วย
จะรู้ได้อย่างไรว่าควรตั้งจุดตัดขาดทุนที่ไหน
จุดตัดขาดทุนต้องตั้งไว้ตามโครงสร้างของกราฟราคา ไม่ใช่ตั้งตามใจฉันหรือตามขนาดเงินทุน ส่วนใหญ่เราจะดูแนวรับแนวต้านหรือจุดสูงสุดต่ำสุดของแท่งเทียนสัญญาณบอก ถ้าราคาทะลุจุดนั้นไปแปลว่าสมมติฐานการเทรดของเราผิด การตั้งจุดนี้ให้ถูกต้องจะช่วยให้เราคำนวณอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนได้แม่นยำ เพราะระยะพิปจากราคาเข้าถึงจุดตัดขาดทุนคือตัวตั้งต้นของสูตรทั้งหมด
ถ้าอัตราส่วนดีแต่อัตราการชนะต่ำจะยังทำกำไรได้ไหม
ยังทำกำไรได้แน่นอนหากอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนสูงพอ ตัวอย่างเช่นถ้าคุณมีอัตราส่วนหนึ่งต่อสาม คุณแค่ชนะสองสิบห้าเปอร์เซ็นต์ก็ยังคงไม่ขาดทุน เพราะการชนะครั้งเดียวจะกินกำไรไปสามเท่าของการแพ้ แต่ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ทนความรู้สึกที่ต้องเสียติดต่อกันหลายครั้งไม่ได้ จิตวิทยาตรงนี้คือสิ่งที่ยากที่สุด คุณต้องฝึกให้เคยชินกับการเสียบ่อยแต่เสียน้อยและชนะน้อยครั้งแต่กำไรก้อนใหญ่
การปรับขนาดล็อตเข้ามาเกี่ยวข้องกับอัตราส่วนอย่างไร
การปรับขนาดล็อตคือตัวแปรที่เราใช้ควบคุมความเสี่ยงให้พอดีกับเงินทุน สมมติเราตั้งใจจะเสี่ยงแค่ร้อยละสองของเงินทุนต่อครั้ง และระยะตัดขาดทุนห่างจากราคาเข้าห้าสิบพิป เราก็ต้องคำนวณลดขนาดล็อตลงจนกระทั่งความเสียหายที่จุดตัดขาดทุนเท่ากับเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด ดังนั้นอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจะบอกทิศทางว่าควรเอากำไรตรงไหน ส่วนขนาดล็อตจะบอกว่าต้องเอาเงินส่วนไหนไปเสี่ยง สองสิ่งนี้ต้องทำงานคู่กันเสมอ
อ่านเพิ่มเติม
- ▸ อารมณ์ที่ส่งผลต่อการเทรด: กลัว โลภ หวัง ฉบับสมบูรณ์
- ▸ การถูกเรียกเงินเพิ่มคืออะไร วิธีป้องกันความเสี่ยง Margin Call [20
- ▸ Fair Value Gap (FVG) วิธีใช้ช่องว่างราคาทำกำไรแบบเทพ
- ▸ วิเคราะห์ Fundamental vs Technical Analysis อันไหนดีกว่า Forex
- ▸ EUR/JPY Advanced วิธีเทรด ECB BOJ Risk Carry Cross Forex แบบเซียน
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย









TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文