ราคา Bid คือราคาที่โบรกเกอร์รับซื้อ ส่วน Ask คือราคาที่โบรกเกอร์ขาย และส่วนต่างของทั้งสองคือ Spread
- ทำไมเทรดเดอร์ไทยต้องเข้าใจราคา Bid และ Ask ในปี 2026?
- Spread คืออะไร และคำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง?
- โบรกเกอร์ Forex มี Spread กี่ประเภทให้เลือกใช้งาน?
- ผลกระทบของ Spread ต่อกำไรขาดทุนของเทรดเดอร์รายย่อย?
- มีเทคนิคลดต้นทุน Spread อย่างไรสำหรับเทรดเดอร์ไทย?
- วิธีดู Spread บนแพลตฟอร์ม MT4 และ MT5 ทำอย่างไร?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณ Spread และราคา Bid Ask
- สรุปคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งาน Spread สำหรับเทรดเดอร์ไทย
ทำไมเทรดเดอร์ไทยต้องเข้าใจราคา Bid และ Ask ในปี 2026?

การลงทุนในตลาด Forex ในยุคปี 2026 นั้นมีการแข่งขันสูงขึ้น การเข้าใจราคา Bid และ Ask จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่เทรดเดอร์ไทยทุกคนต้องรู้ก่อนเริ่มเทรด ราคา Bid คือราคาที่โบรกเกอร์ยินดีรับซื้อคู่เงินจากคุณ หรือพูดง่าย ๆ คือราคาที่คุณจะได้เมื่อเปิดออเดอร์ Sell ส่วนราคา Ask คือราคาที่โบรกเกอร์ยินดีขายคู่เงินให้คุณ หรือราคาที่คุณต้องจ่ายเมื่อเปิดออเดอร์ Buy ราคา Ask จะสูงกว่าราคา Bid เสมอ ส่วนต่างระหว่างสองราคานี้คือ Spread ซึ่งเป็นต้นทุนของเทรดเดอร์ในการเข้าออเดอร์ทุกครั้ง สำหรับเทรดเดอร์ไทยที่เพิ่งเริ่มต้น การเข้าใจระบบราคานี้จะช่วยให้วางแผนการเทรดได้ดีขึ้นและเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตัวเอง
Spread คืออะไร และคำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง?

หลักการพื้นฐานของการคำนวณ Pip
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Ask และราคา Bid วัดเป็นหน่วยจุดหรือ Pip ยกตัวอย่างเช่น ถ้าราคายูโรต่อดอลลาร์อยู่ที่ Bid หนึ่งจุดศูนย์แปดหนึ่งศูนย์และ Ask หนึ่งจุดศูนย์แปดหนึ่งสาม Spread จะเท่ากับสามจุด สำหรับคู่เงินที่มีทศนิยมห้าตำแหน่ง Spread สามจุดจะเท่ากับศูนย์จุดสาม Pip
การคำนวณต้นทุนตามขนาดล็อต
การคำนวณต้นทุน Spread เป็นเงินขึ้นอยู่กับขนาดล็อตที่เทรด สำหรับล็อตมาตรฐานหนึ่งล็อต Spread หนึ่ง Pip เท่ากับสิบดอลลาร์ สำหรับมินิล็อตเท่ากับหนึ่งดอลลาร์ และสำหรับไมโครล็อตเท่ากับศูนย์จุดหนึ่งดอลลาร์ การรู้ต้นทุน Spread ก่อนเทรดช่วยให้คำนวณกำไรขาดทุนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ปัจจัยที่ทำให้ Spread เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
Spread ไม่ได้คงที่ตลอดเวลา มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้กว้างหรือแคบลง ปัจจัยแรกคือสภาพคล่องของตลาด ในช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกันสภาพคล่องสูงมาก Spread จะแคบที่สุด ปัจจัยที่สองคือคู่เงินที่เทรด คู่เงินหลักอย่างยูโรดอลลาร์มี Spread แคบที่สุด ส่วนคู่เงินแปลกใหม่มี Spread กว้างกว่ามาก ปัจจัยที่สามคือข่าวสำคัญ ในช่วงข่าว NFP หรือการประกาศดอกเบี้ย Spread จะกว้างขึ้นหลายเท่า ปัจจัยที่สี่คือช่วงเวลาเทรด ตลาดเอเชียมี Spread กว้างกว่าตลาดยุโรปและอเมริกา ปัจจัยที่ห้าคือขนาดบัญชีและประเภทบัญชี บัญชี VIP มักจะได้ Spread แคบกว่าบัญชีทั่วไป เทรดเดอร์ไทยควรเทรดในช่วงเวลาที่ Spread แคบเพื่อลดต้นทุน
โบรกเกอร์ Forex มี Spread กี่ประเภทให้เลือกใช้งาน?

โบรกเกอร์ Forex นำเสนอ Spread สองประเภทหลักคือ Spread คงที่และ Spread ลอยตัว การเลือกใช้งานแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Spread คงที่เหมาะกับใคร
Spread คงที่คือส่วนต่างราคาที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร ข้อดีคือเทรดเดอร์รู้ต้นทุนล่วงหน้า แต่มักจะกว้างกว่า Spread ลอยตัว สำหรับมือใหม่บัญชี Spread คงที่เหมาะกว่าเพราะไม่ต้องกังวลเรื่อง Spread กว้างช่วงข่าว
Spread ลอยตัวเหมาะกับใคร
Spread ลอยตัวคือส่วนต่างราคาที่เปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด ในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง Spread จะแคบมาก แต่ในช่วงข่าวสำคัญหรือตลาดเปิดปิด Spread อาจกว้างขึ้นหลายเท่า สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดระยะสั้นแนะนำบัญชี Spread ลอยตัวเพราะต้นทุนโดยรวมต่ำกว่า
การเปรียบเทียบประเภทของ Spread
| ประเภทของ Spread | ลักษณะการเปลี่ยนแปลง | ต้นทุนโดยรวม | เหมาะสมกับกลยุทธ์ใด |
|---|---|---|---|
| Spread คงที่ | ไม่เปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด | สูงกว่าปกติ | มือใหม่ เทรดทั่วไป หลีกเลี่ยงข่าวสำคัญ |
| Spread ลอยตัว | แคบในตลาดปกติ กว้างในช่วงข่าว | ต่ำกว่าเมื่อตลาดสงบ | Scalping Day Trading เทรดระยะสั้น |
| บัญชีแบบ Zero Spread | เริ่มต้นที่ศูนย์ แต่มีคอมมิชชั่น | ขึ้นอยู่กับคอมมิชชั่น | เทรดเดอร์ที่ต้องการความแม่นยำสูง |
ผลกระทบของ Spread ต่อกำไรขาดทุนของเทรดเดอร์รายย่อย?

การขาดทุนตั้งแต่เริ่มเปิดออเดอร์
Spread มีผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรของเทรดเดอร์ ทุกครั้งที่เปิดออเดอร์เทรดเดอร์จะเริ่มต้นด้วยการขาดทุนเท่ากับ Spread ทันที ยกตัวอย่างเช่น ถ้า Spread เท่ากับสอง Pip เทรดเดอร์ต้องทำกำไรอย่างน้อยสอง Pip ก่อนจึงจะเริ่มมีกำไร นี่คือเหตุผลที่การมีค่า Spread ที่ต่ำจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ง่ายขึ้น
การสะสมของต้นทุนในระยะยาว
สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดบ่อยเช่น Scalper ผลกระทบของ Spread จะสะสมขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าเทรดวันละยี่สิบออเดอร์ Spread ออเดอร์ละสอง Pip ต้นทุนรวมจะเท่ากับสี่สิบ Pip ต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาล ดังนั้นการเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดระยะสั้น เพราะ Spread ที่ต่ำกว่าเพียงหนึ่ง Pip สามารถสร้างความแตกต่างได้มากในระยะยาว
ผลกระทบต่อกลยุทธ์การเทรดแต่ละแบบ
กลยุทธ์การเทรดแต่ละแบบได้รับผลกระทบจาก Spread ไม่เท่ากัน สำหรับ Scalping ที่เทรดจับกำไรทีละน้อย Spread มีผลกระทบมากที่สุดเพราะกำไรต่อออเดอร์น้อยแต่ต้องจ่าย Spread ทุกครั้ง ดังนั้น Scalper ต้องการ Spread ที่แคบที่สุด สำหรับ Day Trading ที่เทรดภายในวัน Spread มีผลกระทบปานกลางเพราะกำไรต่อออเดอร์มากกว่า Scalping สำหรับ Swing Trading ที่ถือออเดอร์หลายวัน Spread มีผลกระทบน้อยเพราะกำไรต่อออเดอร์มากเมื่อเทียบกับต้นทุน Spread และสำหรับ Position Trading ที่ถือออเดอร์เป็นสัปดาห์หรือเดือน Spread แทบไม่มีผลกระทบเลย เทรดเดอร์ไทยควรเลือกโบรกเกอร์ตามกลยุทธ์ที่ใช้
มีเทคนิคลดต้นทุน Spread อย่างไรสำหรับเทรดเดอร์ไทย?
มีหลายวิธีที่เทรดเดอร์ไทยสามารถลดต้นทุน Spread ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำเทคนิคเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้จะช่วยเพิ่มผลกำไรสุทธิและลดความเสี่ยงในการวางเดิมพันในระยะยาวได้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีความผันผวนสูงอย่าง Forex
เลือกช่วงเวลาเทรดที่เหมาะสม
การเทรดในช่วงเวลาที่ Spread แคบเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ช่วงตลาดลอนดอนและนิวยอร์กทับซ้อนกันประมาณสิบเก้าถึงยี่สิบสองนาฬิกาตามเวลาไทยคือช่วงที่ดีที่สุด ในช่วงเวลานี้สภาพคล่องสูงสุดทำให้ Spread แคบมาก การหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวสำคัญที่ Spread กว้างมากก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สำคัญ
เลือกคู่เงินหลักที่มีสภาพคล่องสูง
คู่เงินหลักแต่ละคู่มี Spread ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพคล่อง คู่เงินยูโรต่อดอลลาร์มี Spread ต่ำสุดเฉลี่ยศูนย์จุดหนึ่งถึงหนึ่งจุดห้า Pip คู่เงินปอนด์ต่อดอลลาร์เฉลี่ยศูนย์จุดห้าถึงสอง Pip คู่เงินดอลลาร์ต่อเยนเฉลี่ยศูนย์จุดสามถึงหนึ่งจุดแปด Pip ส่วนทองคำ XAUUSD มี Spread เฉลี่ยสองถึงห้า Pip สำหรับคู่เงินแปลกใหม่เช่นดอลลาร์ต่อบาทไทย Spread อาจกว้างถึงสิบถึงห้าสิบ Pip ซึ่งแพงมาก เทรดเดอร์ไทยที่ต้องการลดต้นทุนควรเลือกเทรดคู่เงินหลักที่มี Spread ต่ำเป็นลำดับแรก
ใช้คำสั่ง Limit แทน Market
การใช้คำสั่ง Limit แทนคำสั่ง Market เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่สำคัญ เพราะคำสั่ง Limit อาจได้ราคาที่ดีกว่า ในขณะที่คำสั่ง Market จะถูกเติมที่ราคาที่เลวร้ายที่สุดในขณะนั้น การใช้คำสั่ง Limit ช่วยให้คุณควบคุมราคาที่ต้องการเข้าเทรดได้และหลีกเลี่ยง Slippage ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาที่สั่งกับราคาที่ได้จริง โดย Slippage มักเกิดในช่วงข่าวสำคัญหรือตลาดเปิด โบรกเกอร์ที่ดีจะมี Slippage ต่ำเนื่องจากมีระบบประมวลผลที่เร็ว
เปรียบเทียบ Spread กับคอมมิชชั่น
นอกจาก Spread แล้วบางโบรกเกอร์ยังเรียกเก็บคอมมิชชั่นเพิ่มเติมด้วย โดยทั่วไปบัญชีที่มี Spread กว้างจะไม่มีคอมมิชชั่น ส่วนบัญชีที่มี Spread แคบมากอาจมีคอมมิชชั่นต่อล็อตเพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่น บัญชี Standard อาจมี Spread สอง Pip และไม่มีคอมมิชชั่น ส่วนบัญชี ECN อาจมี Spread ศูนย์จุดสาม Pip แต่มีคอมมิชชั่นเจ็ดดอลลาร์ต่อล็อต การเปรียบเทียบต้องคำนวณต้นทุนรวมทั้ง Spread และคอมมิชชั่นเข้าด้วยกัน สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดบ่อยบัญชี ECN มักจะคุ้มค่ากว่าแม้จะมีคอมมิชชั่นเพิ่มเติม เพราะ Spread ที่แคบมากช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่าย โบรกเกอร์ชั้นนำอย่าง XM มีทั้งบัญชี Spread คงที่และลอยตัวให้เลือก รวมถึงบัญชี Zero Spread ที่มีความคุ้มค่าสำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดบ่อย ซึ่งคุณสามารถสมัครบัญชีกับ XM เพื่อเริ่มต้นเทรดในตลาด Forex ได้แล้ววันนี้
วิธีดู Spread บนแพลตฟอร์ม MT4 และ MT5 ทำอย่างไร?
การดู Spread บนแพลตฟอร์มเทรดเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน ไม่ว่าจะใช้งานแพลตฟอร์มใดก็ตาม การตรวจสอบ Spread ก่อนเทรดทุกครั้งเป็นนิสัยที่ดีที่เทรดเดอร์มืออาชีพทุกคนปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าต้นทุนในการเทรดอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
วิธีดู Spread บน MT4
การดู Spread บน MT4 ทำได้หลายวิธี วิธีแรกคือดูจากหน้าต่าง Market Watch ที่แสดงราคา Bid และ Ask คู่กัน ส่วนต่างระหว่างสองราคาคือ Spread วิธีที่สองคือคลิกขวาที่หน้าต่าง Market Watch แล้วเลือก Spread เพื่อแสดงคอลัมน์ Spread เพิ่มเติม ตัวเลขที่แสดงจะเป็น Spread ในหน่วยจุด วิธีที่สามคือดูบนกราฟโดยคลิกขวาบนกราฟเลือก Properties แล้วเปิดตัวเลือก Show Ask Line เพื่อแสดงเส้นราคา Ask บนกราฟ ระยะห่างระหว่างเส้น Bid และ Ask คือ Spread
วิธีดู Spread บน MT5
สำหรับ MT5 วิธีการดูคล้ายกันแต่อาจอยู่ในเมนูที่แตกต่างเล็กน้อย คุณสามารถเปิดใช้งานการแสดงผล Spread ในหน้าต่าง Market Watch ได้เช่นกัน หรือจะดูจากแท็บ Toolbox ที่ด้านล่างของหน้าจอก็ได้ การตรวจสอบ Spread บนแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณเลือกจังหวะเข้าตลาดได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกในการแสดงราคา Ask บนกราฟเพื่อให้เห็นภาพรวมของส่วนต่างราคาได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้คุณวางแผนการตั้งค่า TP และ SL ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทรดในคู่เงินที่มีความผันผวนสูงอย่าง XAUUSD หรือคู่เงินข้ามหลักต่าง ๆ ที่ต้องให้ความสนใจกับต้นทุนเป็นพิเศษ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณ Spread และราคา Bid Ask
Spread คืออะไร ในการเทรด Forex?
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask เป็นต้นทุนที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ยิ่ง Spread แคบต้นทุนยิ่งต่ำ การเข้าใจ Spread จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ทุกคนในการวางแผนบริหารความเสี่ยง
คู่เงินไหนมี Spread ต่ำสุด?
คู่เงินยูโรต่อดอลลาร์มี Spread ต่ำสุดเฉลี่ยศูนย์จุดหนึ่งถึงหนึ่งจุดห้า Pip เนื่องจากมีสภาพคล่องสูงที่สุดในตลาด Forex การเทรดคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการลดต้นทุน
ช่วงเวลาไหน Spread แคบที่สุดสำหรับคนไทย?
ช่วงตลาดลอนดอนและนิวยอร์กทับซ้อนกันประมาณสิบเก้าถึงยี่สิบสองนาฬิกาตามเวลาไทย Spread จะแคบที่สุด เป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดในตลาด Forex ทำให้สภาพคล่องอยู่ในระดับที่ดีมาก
Spread คงที่กับลอยตัวแบบไหนดีกว่า?
Spread ลอยตัวมักจะถูกกว่าในช่วงปกติเหมาะกับเทรดเดอร์ระยะสั้น ส่วน Spread คงที่เหมาะกับมือใหม่ที่ต้องการต้นทุนที่แน่นอน การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของคุณเป็นหลัก หากเทรดระยะสั้นก็ควรเลือกแบบลอยตัว แต่ถ้าเทรดในช่วงข่าวบ่อย ๆ ก็ควรเลือกแบบคงที่
Slippage คืออะไร ต่างจาก Spread อย่างไร?
Slippage คือส่วนต่างระหว่างราคาที่สั่งกับราคาที่ได้จริง เกิดจากความผันผวนสูง ส่วน Spread คือส่วนต่างระหว่าง Bid และ Ask ที่มีอยู่ตลอด การหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวสำคัญจะช่วยลด Slippage ได้มาก และการใช้คำสั่ง Limit แทนคำสั่ง Market ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงจาก Slippage ได้ดี
บัญชี ECN กับ Standard ต่างกันอย่างไรในเรื่องต้นทุน?
บัญชี Standard มักมี Spread กว้างกว่าแต่ไม่มีคอมมิชชั่น ส่วนบัญชี ECN มี Spread แคบมากแต่มีคอมมิชชั่นเพิ่มเติม สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดบ่อย ๆ บัญชี ECN จะมีต้นทุนรวมที่ต่ำกว่าแม้จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมก็ตาม ดังนั้นควรพิจารณาจากความถี่ในการเทรดเป็นหลัก
สรุปคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งาน Spread สำหรับเทรดเดอร์ไทย
การเข้าใจ Spread อย่างลึกซึ้งเป็นพื้นฐานสำคัญของเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ต้องจำไว้คือเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำและไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง เทรดในช่วงเวลาที่ Spread แคบที่สุด เน้นเทรดคู่เงินหลักที่มีสภาพคล่องสูง คำนวณต้นทุน Spread รวมก่อนเทรดทุกครั้ง และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับต้นทุน Spread ที่ต้องจ่าย สำหรับมือใหม่แนะนำเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่มี Spread เริ่มต้นต่ำและมีซัพพอร์ตภาษาไทยตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง การรู้จักบริหารต้นทุน Spread จะช่วยให้ผลกำไรของคุณเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะยาว อย่ามองข้ามเรื่องเล็กน้อยนี้เพราะสะสมแล้วมีผลกระทบมหาศาลต่อพอร์ตการเทรดของคุณ ในปี 2026 การแข่งขันในตลาดสูงขึ้น การลดต้นทุนแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างการขาดทุนและการมีกำไรได้ นอกจากนี้ควรติดตามข่าวสารทางการเงินอยู่เสมอเพื่อคาดการณ์ทิศทางตลาดและหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ Spread กว้างผิดปกติ อัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับสภาวะตลาด Forex แสดงให้เห็นว่าการเลือกโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้และมีความโปร่งใสในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว การมีวินัยในการเทรดและการบันทึกสถิติการเทรดเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนรวมเปรียบเทียบกับผลกำไรที่ได้จะช่วยให้คุณพัฒนากลยุทธ์การเทรดได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
คำเตือน: การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติม
📱 ดาวน์โหลดแอป iCafeFX ฟรี — รับสัญญาณเทรด Forex และทองคำ XAU/USD แบบ Real-time
ดาวน์โหลดเลย











TH ▼
English
Tiếng Việt
Indonesia
Melayu
ខ្មែរ
ລາວ
日本語
한국어
简体中文